แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

ประทีป ตั้งมติธรรม

3 มิ.ย. 2558
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) (บมจ.)

เกิดเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2491

บิดาเป็นอดีตพนักงานขายวัสดุก่อสร้าง ที่ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการทั่วไป ต่อมาเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างของตัวเอง ชื่อ "เกี้ยนตัง"

ในวัยเด็ก ชอบวาดรูป ศึกษาต่อที่ รร.สวนกุหลาบ มีนิสัยรักการอ่าน ชอบอ่านหนังสือออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้าง ที่ห้องสมุดบริติชเคาน์ซิล ใกล้โรงเรียนบ่อยๆ ศึกษาต่อ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จบเกียรตินิยมอันดับสอง

ในปี 2516เริ่มต้นทำงานเป็นสถาปนิก ที่ บริษัท อีอีซี จำกัด จากนั้นย้ายไปทำงานที่ บริษัท โอบายาชิ กิมิ จำกัด ต่อมาไปเรียนต่อปริญญาโทที่ University of Illinois ที่ Urbana Champaign สาขา Housing เรียน 1 ปี จบหลักสูตร M.Arch เกียรตินิยม "ที่เลือกไปเรียนต่อที่อเมริกาเพราะเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมยุคใหม่ เยอะที่สุด เป็นเจ้าเศรษฐกิจของโลก เจริญที่สุด ก้าวหน้าที่สุด และรวยที่สุด รวมทั้งเรื่องภาษาด้วย" ต่อมาทำงานออกแบบที่ บริษัท Edwards & Dankert, Architects & Planners

กลับประเทศไทย ปี 2520 จึงเปิดบริษัท อาคิเทค เจอรัล ดีไซน์ แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด ต่อมาร่วมทุนกับพี่ชาย ตั้ง บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด(มหาชน) โดยประทีปนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ สร้างโครงการปทุมวันเพลสคอนโดมิเนียม ปี 2525 จนได้รางวัลนักการตลาดดีเด่น

ปี 2532 จึงแยกตัวมาตั้ง บริษัท ศุภาลัย จำกัด ซึ่งเป็นช่วงอสังหาฯ ขยายตัวสูง เหตุผลที่ใช้ชื่อ ศุภาลัย เพราะ ศุภาลัย แปลว่า "บ้านที่ดี" และเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจที่จะสร้างบ้านให้แก่ลูกค้าอย่างที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ครอบครัวนั้นๆอยู่กันอย่างมีความสุข"

3 ปี ต่อมา จึงนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย "การเป็นสถาปนิก ช่วยให้ได้เปรียบคู่แข่งในการตัดสินใจและคิดคำนวณต้นทุนได้เร็ว "

ผู้ที่เขานำมาเป็น Role model ได้แก่

- ขงจื้อ เล่าจื๊อ และเหลี่ยวฝาน ที่สอนว่า "ทุกคนเป็นคนลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง" รวมถึ
- หลวงวิจิตรวาทการ ที่พัฒนาตัวเองจากเสมียนกระทรวงการต่างประเทศจนได้เป็นรัฐมนตรี รวมถึง
- โธมัส อัลวา เอดิสัน ที่ชอบคิดค้นอะไรใหม่ๆ รวมถึง
- คำสอนของพระพุทธเจ้า หลัก "อิทธิบาท 4" ที่เขานำมาเป็นสูตรสร้างความสำเร็จให้องค์กร

พร้อมทั้งสร้างปรัชญาการทำงานที่ยึด SPL ได้แก่ ความเป็นเลิศ(Superiority) , การเอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย(Profitability) และ ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว(Longevity)

ย้ำให้พนักงานพัฒนาตัวเอง ไม่ต้องโทษดวง วิธีพัฒนาตัวเอง ต้องพัฒนา ทั้งความรู้ ความสามารถ คุณภาพชีวิต และความน่าเชื่อถือ ประกอบกัน และตัวเขาทำเป็นต้นแบบให้เห็น

ข้อคิดสำหรับคนรุ่นใหม่  "ในโลกนี้เราสามารถที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ คือความตั้งใจ ความพยายาม และรักในสิ่งที่ทำ เมื่อเราตั้งใจ และพยายามอยู่เรื่อยๆ ไตร่ตรองหาเหตุผลเสมอก็จะทำอะไรใหม่ๆได้ตลอด แล้วเราก็จะภูมิใจในสิ่งที่เราทำได้ ที่สำคัญทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเราก็จะได้ประโยชน์ด้วย และเมื่อเราคิดในสิ่งทีดี ทำในสิ่งที่ดี ก็จะได้สิ่งที่ดีๆ กลับมา”

งานที่ท้าทายจากนี้ไป คือ ทำอะไรที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำให้พัฒนาได้เรื่อยๆ เพราะยังสนุกอยู่กับงาน ตราบใดที่สุขภาพยังโอเคอยู่ก็จะทำไปเรื่อยๆ

การพักผ่อน มีทั้งเล่นจื้อกง โยคะ ฟิตเนส ว่ายน้ำ แบดมินตัน ตีกอล์ฟ  อ่านหนังสือ ดูทีวี ท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ที่ชอบมากๆ และทำมาตั้งแต่วัยหนุ่มคือ  การถ่ายภาพ และสะสมโมเดลบ้าน

เขียนเมื่อ 3 มิ.ย.2558 จากเว็บไซต์ https://www.gotoknow.org/posts/343136
Read more ...

วันดี กุญชรยาคง สตรีโซลาร์ฟาร์ม

13 ธ.ค. 2557
โดยข่าวทะลุคน นสพ.ข่าวสด เมื่อ 13 ธ.ค.2557

วันดี กุญชรยาคง เป็นหญิงไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก

องค์การสหประ ชาชาติ (ยูเอ็น) คัดเลือกสตรีที่ประสบความสำเร็จในการทำงานที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยน แปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ

ปีนี้ มอบรางวัล Leading a Woman Powered Solar energy Transformation ให้กับ วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

ในฐานะผู้นำบุกเบิกโซลาร์ฟาร์มสำเร็จ

สร้างพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย

ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ

วัย 55 ปี สมรสกับสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผวจ.ชัยนาท

จบบัญชีจากกรุงเทพการบัญชี แล้วไปเรียนต่อด้านกฎหมาย ปริญญาโทวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพลังงานทดแทนจากมหาวิทยาลัยนเรศวร

มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

เคยทำงานขายแผงโซลาร์เซลล์ให้ กฟผ.

เชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบันเป็นประธานบริหารธุรกิจพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม, ธุรกิจบริการรับเหมาโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร

IFC ยกให้ติด 1 ใน 6 บุคคลของโลกในปี 2011

สร้างชื่อให้ประเทศไทยอีกครั้ง
Read more ...

นายอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร

28 เม.ย. 2557
29 เม.ย.2557

เกิดที่ อำเภอพล จังหวัด ขอนแก่น เมื่อ 20 กันยายน 2488 ปัจจุบันอายุ 60 ปี

ที่อยู่ 44/13 ถนนคอนแวนต์ สีลม บางรัก กทม.10500 E-mail :apisit.r@pttplc.com

การศึกษา

เริ่มต้น เรียนชั้นประถมที่บ้านเกิด รร.ซู่เอ็ง มาต่อชั้นมัธยมที่ รร.ดอนบอสโก อุดรธานี และ รร. สารสิทธิ์ พิทยาลัย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ชั้นเตรียมฯที่ รร.เตรียมอุดมศึกษา พญาไท

สำเร็จการศึกษา วิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อ มีนาคม 2512 เรียนต่อโท เอก ที่ Lamar University, Beaumont, Texas USA.

ทำงานอยู่กรมทางหลวง เกือบ5ปี ไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา3ปี กลับมาเข้าทำงานกับ องค์การก๊าซธรรมชาติฯ ปี2521 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และ บจม.ปตท.

หน้าที่ความรับผิดชอบเริ่มจากเป็นวิศวกร, หัวหน้าหน่วยจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน, หัวหน้าหน่วยก่อสร้าง, ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษา, ฝ่ายวิศวกรรมบริการ, ผู้ช่วยผู้ว่าการดูแลงานบริหาร, ผู้จัดการใหญ่บริษัทปิโตรเอเซีย, รองผู้จัดการใหญ่โรงกลั่นสตาร์รีไฟนิ่ง,กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัททรานส์ไทย-มาเลเซีย,

ตำแหน่งก่อนเกษียณ คือตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าระหว่างระเทศ
นอกจากงานประจำแล้ว ชอบการลงทุนไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์ หรือหลักทรัพย์จดทะเบีนน ชอบปลูกต้นไม้ใหญ่ประเภท ดอกสวย ดอกหอม และไม้หายาก (ตอนนี้มีแล้วร้อยกว่าต้น) ชอบท่องเที่ยว ชิมอาหารอร่อย ชอบอ่านหนังสือโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ โบราณคดี สารคดีฯลฯ

การออกกำลังกายขณะนี้คือ จ๊อกกิ้งในวันระหว่างสัปดาห์ ส่วนวันสุดสัปดาห์และวันนักขัตฤกษ์ จะเล่นกอล์ฟ ออกลีลาศบ้างเป็นครั้งคราว

หลังเกษียณอายุ 30 กันยายน 2548 แล้ว จะทำงานประจำน้อยลง แต่สิ่งที่คิดทำเพิ่มคือ การเรียนภาษาจีนกลาง และภาษาสเปญ อีกทั้งจะทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น

( ประธานกรรมการ - บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ GLOBAL

7 มีนาคม 2557 เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการและรองประธานของบริษัท พร้อมถือหุ้นบริษัทในสัดส่วน จำนวน 10 ล้านหุ้นบริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE ผู้นำเข้าและจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) 

ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีออยล์ หรือ SEAOIL 

อดีต ประธานกรรมการบริษัท พีเออี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PAE )
Read more ...

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน

3 ก.ย. 2556
โดยวิกิพีเดีย

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน(เกิดวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505) ผู้ก่อตั้ง บริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟวิลเลจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัท อีเวนต์แห่งแรกของประเทศไทย

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด มหาชน ซึ่งเป็นบริษัท Event อันดับ 7 ของโลก จัดอันดับโดยหนังสือ Specail event magazine แห่ง อเมริกา จัดอันดับในปี 2011 ซึ่งปีก่อนหน้านั้นอยู่อันดับที่ 8 ของโลก และยังเป็นบริษัทที่สร้างสรรค์ Thailand pavilion ที่ world expo 2010 shanghai china จนเป็น 1 ใน 7 ศาลายอดนิยม และปี 2012 ก็ทำให้ไทยแลนด์ พาวิเลี่ยนกลายเป็นศาลายอดนิยมหนึงในสาม ในงาน World expo Yeosu 2012 Korea 

และในปี 2011 Index Creative village ยอดขายสูงถึง 2125 ล้านบาท ซึ่งเป็นบริษัทอีเวนต์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ผลงานด้านหนังสือ ล่าสุดปี 2011 ออกหนังสือ Event marketing สำนักพิมพ์ Bizbook 2012 ออกหนังสือ "กลับหัวคิดสร้างธุรกิจพันล้าน"ติดอันดับหนังสือขายดี เหมาะกับผู้ต้องการสร้างธุกรกิจเป็นของตัวเอง
Read more ...

เฉลียว "Red Bull"

25 มี.ค. 2555
โดยมติชน เมื่อ 25 มี.ค.2555

แทบจะเป็นขั้วตรงกันข้าม

ระหว่าง ความ "เงียบ"

กับ EXTREME-เอ็กซ์ตรีม อันเป็นภาวะสุดขีด ที่มากด้วยความตื่นเต้น เร้าใจ

Red Bull ผงาดเป็นสินค้าระดับโลกเคียงคู่กับกีฬาเอ็กซ์ตรีม มาโดยตลอด

แต่ "เฉลียว อยู่วิทยา" ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด กับอยู่อย่างเงียบเชียบ แม้กระทั่งจากโลกนี้ไป วัย 89 ปี เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา

พิธีศพ ณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร ก็ยังคงยึดแนวทาง "เงียบ" โดยเคร่งครัด

วัดแห่งนี้เป็นเพียงวัดพระอารามหลวงชั้นตรี หรือวัดประจำหัวเมืองธรรมดา ไม่ใช่พระอารามหลวงชั้นเอก หรือ ชั้นโท อย่างที่มหาเศรษฐีรายอื่นๆ นิยมจัดงานศพ

"สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด ลูกสาวคนโตของ "เฉลียว" 

บอกว่า

"เหตุผลที่เลือกวัดเครือวัลย์ฯ จัดพิธีศพ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคุณพ่อที่ต้องการให้จัดพิธีศพอย่างเรียบง่าย จึงไม่เลือกวัดแห่งอื่นในกรุงเทพฯ"

ขณะที่คนของกระทิงแดง บอกว่า วัดเครือวัลย์ฯ ยังอยู่ใกล้บ้านและที่ทำงานของพนักงานบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ที่ตั้งอยู่ถนนเอกชัย เป็นย่านฝั่งธนบุรีเหมือนกัน เดินทางมาร่วมงานได้สะดวก เจ้าสัวก็เลยเลือกวัดนี้

นี่แหละ "เฉลียว อยู่วิทยา"

ดูเหมือนว่า เจ้าพ่อกระทิงแดง จะให้ผู้คนรู้จักชีวิตของตัวเองแค่ความเป็นคนเรียบง่าย ไม่นิยมและสวมใส่เครื่องประดับใด ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงนาฬิกาเรือนเดียวผูกข้อมือ

เป็นคนเชื้อสายจีนไหหลำ ปู่มาจากเมืองจีน ย่าเป็นคนไทย

การศึกษาจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนพิจิตรวิทยาคม จ.พิจิตร

ครอบครัวมีอาชีพเลี้ยงเป็ด และขายผลไม้

เฉลียวเข้ามากรุงเทพฯ ช่วยพี่ชายทำงานร้านขายยา

แล้วมาเป็นเซลส์แมนขายยาออริโอมัยซิน ของบริษัท เอฟ.อีซิลลิคฯ ก่อนที่จะมาเป็นตัวแทนนำเข้ายามาจำหน่ายเอง และตั้งโรงงานผสมยา

ว่ากันว่า เหตุที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศมากนี้เอง ที่ทำให้เฉลียว ฝึกฝน จนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี

ต่อมาตั้งบริษัท ทีซีมัยซิน ผลิตแป้งแทตทู ยาเด็กเบบี้ดอล

แล้วจึงกระโดดเข้าไปทำเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดง โดยใช้กลยุทธ์ขายแบบตรงไปตรงมา

ทำให้ กระทิงแดง "ซู่ซ่า" ขายดิบขายดี

อาณาจักรของเฉลียว ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ตัวของเขาก็เล็กลงเรื่อยๆ เช่นกัน

จนแทบจะไม่มีตัวตน แม้จะมีชื่อติดเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย และอันดับ 205 ของโลก ก็ตาม

"เฉลียว" แทบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ทุกอย่างเป็นเรื่อง "ลึกลับ"

มีเพียงลูกสาว สุทธิรัตน์ ที่เคยให้สัมภาษณ์ถึงพ่อว่า สมถะเรียบง่าย แต่งตัวธรรมดาด้วยเสื้อตัวเดียว นุ่งกางเกงแพร สวมหมวกงอบ มีกิจวัตรประจำวันในช่วงยังดูแลธุรกิจคือ ขี่จักรยานวนไปรอบๆ โรงงาน เจออะไรไม่เรียบร้อย จะแวะเข้าไปดู
"วิรัตน์ แสงทองคำ" 


เคยเขียนเรื่องของเฉลียว ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อ 1 เมษายน 2554 หรือเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งดูจะ "ลึก และ ลับ" มากกว่าข้อมูลอื่นๆ ที่เผยแพร่ออกมา

โดยชี้ว่า เฉลียว คือโมเดลของบุคคลธรรมดา ที่สามารถไต่เต้าภายใต้ยุคที่มีผู้ครอบครองอย่างหนาแน่นอย่างน่าสนใจ

เฉลียวสร้างกิจการทีซีฟาร์มาซูติคอล เติบโตอย่างเงียบๆ จากนักขายยาของบริษัทต่างชาติ ไปสู่การสร้างกิจการด้วยตนเองพร้อมๆ กับตัวแทนผลิตและจำหน่ายสินค้าต่างประเทศ

จนถึงผลิตสินค้าเครื่องดื่มชูกำลังเข้าสู่ตลาดฐานกว้างในนาม "กระทิงแดง" ในยุคหลังสงครามเวียดนาม

ต่อมาเขาจึงเข้าถือหุ้นจำนวนพอสมควรในธนาคารกสิกรไทย จนได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมการธนาคาร

และอยู่ในตำแหน่งกรรมการธนาคารมายาวนาน

ซึ่งเข้าใจกันในเวลาต่อมาว่านี่เป็นการลงทุนในกิจการที่มีการบริหารจัดการที่ดี

ซึ่งอาจเป็นต้นแบบหนึ่งของเฉลียว

กระทั่งเมื่อธนาคารกสิกรไทยปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อตอบสนองระบบธนาคารโลก เฉลียวจึงพ้นตำแหน่งกรรมการไป

เมื่อกล่าวถึงความสำเร็จของเฉลียว คงจะเว้นไม่กล่าวถึง ดีทริช มาเตอซิทซ์ (Dietrich Mateschitz) ไม่ได้
พ.ศ.2527 เฉลียวได้ลงทุนร่วมกับ 
 
ดีทริช มาเตอซิทซ์ นักธุรกิจชาวออสเตรีย 

ก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH. ในประเทศออสเตรีย โดยเฉลียวถือหุ้น 49% และเฉลิมลูกชายถือหุ้นอีก 2%

ดีทริช มีบทบาทค่อนข้างสูงในการผลักดันให้เครื่องดื่มให้กำลังงานภายใต้ชื่อ RED BULL โด่งดัง และขยายตลาดออกไปทั่วโลก

ถึงขนาดมีระบุว่า ดีทริช มาเตอซิทซ์ เป็นคนสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา

และได้รับการยกย่องว่า นักการตลาดที่เก่งกาจของโลก ด้วยการสร้างสินค้าใหม่ เข้าสู่ตลาดใหม่ และสร้างประเภทตลาดขึ้นใหม่อย่างมหัศจรรย์

Red Bull กลายเป็นสินค้าอันดับหนึ่งของตลาดสินค้าเครื่องดื่มชูกำลังที่กำลังเติบโตอย่างมากในโลกตะวันตก ครอบคลุมตลาดประมาณ 100 ประเทศ โดยครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 70% มียอดขายมากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ

โดยวางยุทธศาสตร์ของธุรกิจ ที่มุ่งไปยังการสร้างความเชื่อมโยงกับกีฬาเอ็กซ์ตรีม ที่แสนโลดโผน และดนตรี

ปัจจุบัน Red Bull มีทีมกีฬาของตนเองในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งทีมรถแข่งเอฟ-วัน ด้วย

แม้ชื่อ ดีทริช มาเตอซิทซ์ จะโด่งดังเหนือ เฉลียว อยู่วิทยา

แต่เมื่อปี 2546 เมื่อ Forbes จัดกลุ่มผู้ร่ำรวยระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ (World?s Billionaires) ชื่อของ ดีทริช มาเตอซิทซ์ และ เฉลียว อยู่วิทยา อยู่เคียงข้างกัน และในปีต่อๆ มาก็มักจะเคียงคู่กันเสมอ
นั่นแสดงว่า แม้ ดีทริช มาเตอซิทซ์ จะเป็นที่รู้จักมากกว่า

แต่ เฉลียว ก็ยังคงสามารถยืนเคียงข้างอยู่ได้

ซึ่งนั่นย่อมต้องสะท้อนถึงเซลส์แมนที่เติบโตมาจากรากหญ้า เมืองพิจิตร ต้อง "มีดี" อย่างมาก จึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในธุรกิจระดับโลก

เพียงแต่ เฉลียว เลือกที่จะเงียบ ไม่ว่า Red Bull จะเอ็กซ์ตรีมสุดขีดคลั่งอย่างไรก็ตาม

วันนี้เฉลียวจากไปอย่างสงบ ทิ้งทรัพย์สินและหุ้นใน Red Bull มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาทเอาไว้เบื้องหลัง
Read more ...

"อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" เจ้าของข้าวเกรียบมโนราห์ 2

14 ต.ค. 2554
โดยนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เมื่อ ธ.ค.2553

ข้าวเกรียบ 500 ล้าน ของ "อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" ยืดอกรับ "มโนห์รา" แพงที่สุดในโลก

สัมภาษณ์พิเศษ โดยสุทธิทัต

ข้าวเกรียบ 500 ล้าน ของ "อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" ยืดอกรับ "มโนห์รา" แพงที่สุดในโลก

"ทุก ครั้งที่รถไฟออกจากหาดใหญ่ พี่สาวจะเอาข้าวเกรียบใส่กล่องวางเปลือยในตู้รถไฟติดกับห้องน้ำ ส่งวันพฤหัสบดีถึงหัวลำโพงเย็นวันศุกร์ ตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์ ใช้วิธีฝากขาย ขายหมดค่อยเก็บเงิน เหลือเปลี่ยนได้ ตั้งโต๊ะหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 กะละมัง ตะโกนเรียกลูกค้า ทอดโชว์และแจกฟรี ขายซองละ 1 บาท ถุงใหญ่ขาย 10 บาท"

เกือบ 50 ปี บนถนนแห่งการทำธุรกิจ ถ้าเปรียบช่วงอายุคน นับว่าเป็นวัยที่ก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ อาจเริ่มมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน เกิดความอ่อนแอไปตามกาลเวลา แต่หากเป็นต้นไม้จัดเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นได้เนิ่นนาน ทั้งยังสามารถแผ่กิ่งก้านสาขาไม่รู้จบสิ้น และเมื่อใช้กับธุรกิจ แน่นอน ย่อมหมายถึงความแข็งแรงของรากฐานการบริหารจัดการ การตลาด ของธุรกิจนั้น

ความ น่าสนใจอยู่ที่ 50 ปีของการเติบโต ขนมขบเคี้ยวบรรจุถุงที่คนส่วนใหญ่ใส่ร้ายว่าเป็น "ขนมขยะ" อย่าง "ข้าวเกรียบมโนห์รา" กลับสร้างมูลค่าส่งออกตลาดโลกได้มากถึงปีละเกือบ 500 ล้านบาท และยังยืดอกรับว่าเป็นข้าวเกรียบที่ขายราคาแพงที่สุดในโลก โดยไม่หวั่นกระแส

สิ่งเหล่านี้ได้รับคำยืนยันจาก คุณอภิวัฒน์ วังวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มโนห์ราอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด ผู้ผลิตข้าวเกรียบกุ้ง-ปู-ปลา-ฟักทอง-เผือก และขนมขบเคี้ยวชนิดต่างๆ ภายใต้แบรนด์ "มโนห์รา"

น่าตกใจเมื่อการนัดหมายกับคุณอภิวัฒน์ เป็นไปอย่างง่าย ไม่มีพิธีรีตรอง ทั้งการสนทนายังถึงพริกถึงขิง ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างหมดเปลือกด้วยท่วงทีเป็นกันเองอย่างเหลือเฟือ จนไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้า คือ เจ้าของธุรกิจหลายร้อยล้าน และยืนหยัดในธุรกิจมานานเกือบ 50 ปี

ทุกท่วงทำนองของการ "เล่าให้ฟัง" ชวนกระตุกต่อมความอึดฮึดสู้ในเส้นทางการดำเนินชีวิตได้ไม่น้อย...

ไดเร็กต์เซลส์ถึงที่เปิดเครดิตร้านชำ

"ผม เริ่มค้าขายตั้งแต่อายุ 13 ปี แม่เสียชีวิต พ่อมีแม่ใหม่ อยู่กับพี่สาว ครอบครัวยากจน ข้าวสารกรอกหม้อแทบจะไม่มี ต้องหาเงินใช้เองด้วยการขายของ ใช้เครดิตพ่อของเพื่อนเอาของมาขาย ผมมีเงินแสนในกระเป๋าตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่เป็นเงินเครดิต เงินหมุน ผมชอบค้าขายมาตั้งแต่เด็ก เพราะเห็นเงินสดทุกวัน ได้นับเงินสดทุกวัน ระหว่างการขายของกินกับของใช้ และ ขายแรงงาน ผมว่า ขายของกินของใช้ได้เงินเร็วกว่า"

คุณอภิวัฒน์ บรรยายถึงภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองในอดีต ในเมืองสงขลา เขาจดจำได้ดีถึงการต่อสู้ดิ้นรนกว่าจะมานั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท ยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าการส่งออกของสินค้าจำนวนครึ่งหนึ่งของการผลิต และการต่อสู้ในทุกๆ ขั้นตอน เป็นที่มาของข้าวเกรียบแบรนด์ "มโนห์รา"

ใน การพูดคุยจับใจความได้ว่า คุณอภิวัฒน์ต้องหาเงินใช้ด้วยตนเองตั้งแต่อายุ 13 ปี โชคดีที่มีพี่สาวทำขนมเก่ง รสชาติดี ทุกเสาร์อาทิตย์จึงหิ้วขนมผนวกกับน้ำชงใส่ถุงเดินเข้าออกตามบ่อนการพนัน อู่ซ่อมรถ ร้านกาแฟ แวะเวียนในทุกที่ที่มีกลุ่มคน ในการขายทุกครั้งใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง สินค้าในมือหมดทุกอย่าง คุณอภิวัฒน์เดินกลับบ้านด้วยเงินสดในมือ เงินจำนวนนี้ให้กับพี่สาว และแบ่งส่วนหนึ่งไว้ใช้จ่ายสำหรับการเรียน

ชีวิตที่ก้าวเข้าสู่วัย รุ่นของคุณอภิวัฒน์เต็มไปด้วยความคิด "ขายให้ได้เงิน" การเดินเข้าถึงลูกค้าเขารู้ด้วยตัวเองว่า เป็นการเสิร์ฟให้ถึงมือในราคาปกติ ขายตรง หรือไดเร็กต์เซลส์

ม.ศ.5 ของชีวิตนักเรียน อีกด้านหนึ่งคุณอภิวัฒน์เป็นเจ้าของร้านขายของชำ ด้วยการขอเครดิตสินค้าจากพ่อของเพื่อนที่มีร้านขายของชำไปขายให้กับครู อาจารย์ ข้าราชการ หิ้วสินค้าทุกอย่างตามแต่ลูกค้าต้องการ โดยใช้วิธีการจดบันทึกก่อนมานำสินค้าไปให้ตามเวลาที่ตกลง หลังลูกค้าจ่ายเงินสด คุณอภิวัฒน์นำเงินสดไปซื้อรองเท้า ถุงเท้า และสินค้าอื่นที่ร้านพ่อของเพื่อนไม่มี ทำให้ได้กำไรจากตรงนั้น

"ชีวิต ผมไม่เคยมีโอกาสเที่ยว ผมเก็บเงินเก่ง สมถะ เรียบง่าย รู้ความเหน็ดเหนื่อยของการได้เงิน รู้คุณค่าของเงิน วิธีการออมของเราใช้วิธีเก็บเอง จากขอเครดิตพ่อของเพื่อน ระยะหลังเปิดร้านเองให้พี่สาวเฝ้าร้านช่วงไปโรงเรียน ส่วนเวลาอื่นขายเอง และยังไดเร็กต์เซลส์เหมือนเดิม"

ช่วงเวลาของการมีร้านขายของชำเป็น ของตนเอง คุณอภิวัฒน์ให้พี่สาวทำข้าวเกรียบทอดขาย ยกเลิกการทำขนมอย่างอื่นทั้งหมด เพราะเห็นว่า "ยุ่งยาก" ส่วนข้าวเกรียบเป็นการทำที่ใช้ขั้นตอนน้อย และที่สำคัญ คุณอภิวัฒน์ บอกว่า "ข้าวเกรียบขายอากาศ"

ตั้งต้นท้องสนามหลวง  อยากรวย ขายอากาศ
"ที่ หันมาขายข้าวเกรียบเพราะข้าวเกรียบทอดแล้วจากชิ้นเล็กเป็นชิ้นใหญ่ ฟู ใส่ไม่กี่ชิ้นก็เต็มซอง เช่นเดียวกับขายปาท่องโก๋ แป้งชิ้นนิดเดียวพอทอดแล้วใหญ่ขึ้น รวยตรงลม ถ้าคิดว่าขายอากาศจะรวยทุกคน"

ข้อ สงสัยในความคิดขายข้าวเกรียบเกิดขึ้น คุณอภิวัฒน์ แจงว่า สงขลาเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องของข้าวเกรียบ มีหลายร้านในตัวเมืองที่เปิดขายข้าวเกรียบ 2 แห่ง แต่ความคิดขายข้าวเกรียบของคุณอภิวัฒน์เป็นการทำการตลาดที่แตกต่าง เพราะทุกร้านขายอยู่กับที่ ส่วนข้าวเกรียบของคุณอภิวัฒน์นอกเหนือจากขายที่ร้านของชำเป็นปกติแล้ว เขายังจ้างคนเดินเร่ขายตามชายทะเล

"ระยะแรกเดินขายเอง ต่อมาจ้างคนเดินขาย ซองละ 1 บาท ใส่ถุงพลาสติค ใช้เทียนไขปิดผนึก ใช้ลวดร้อย ตอนนั้นข้าวเกรียบกุ้งแผ่นใหญ่ ราคา 1 บาท มีข้าวเกรียบ 4-5 แผ่น ใส่ซองกลับไปกลับมาให้ดูเยอะ จ้างไม่นานก็มีคนมาขอซื้อราคาส่งไปเดินขาย"

กิจการเร่ขายข้าวเกรียบ และร้านขายของชำต้องล้มเลิกไป เมื่อคุณอภิวัฒน์หันเหชีวิตตัวเองเข้าสู่กรุงเทพฯ เพราะช่วงจบ ม.ศ.5 เพื่อสอบเข้าเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยในเมืองกรุงเป็นที่ใฝ่ฝัน แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเว้นช่วงการเรียนไป เหตุเพราะ "ข้าวเกรียบ" ที่เดิมเป็นเพียงการขายปลีกส่งมูลค่าไม่สูง เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางเข้าสู่ขั้น "ธุรกิจ"

วัดมหาธาตุเป็นที่ พักพิง เมื่อหอบเสื้อผ้าเข้าสู่เมืองหลวง เพื่อหวังเข้าศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยของรัฐ ด้วยเงินที่มีติดตัวเพียง 150 บาท แต่เพราะเป็นคนไม่อยู่นิ่ง จึงติดต่อขอเช่าพื้นที่ริมท้องสนามหลวง 3 แผ่นอิฐปูพื้น ตั้งกะละมังข้าวเกรียบขายเรียง เป็นกะละมังข้าวเกรียบยังไม่ทอด เตาทอด และกะละมังข้าวเกรียบทอดแล้ว

"ทุก ครั้งที่รถไฟออกจากหาดใหญ่ พี่สาวจะเอาข้าวเกรียบใส่กล่องวางเปลือยในตู้รถไฟติดกับห้องน้ำ ส่งวันพฤหัสบดีถึงหัวลำโพงเย็นวันศุกร์ ตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์ ใช้วิธีฝากขาย ขายหมดค่อยเก็บเงิน เหลือเปลี่ยนได้ ตั้งโต๊ะหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 กะละมัง ตะโกนเรียกลูกค้า ทอดโชว์และแจกฟรี ขายซองละ 1 บาท ถุงใหญ่ขาย 10 บาท"

คุณอภิวัฒน์จัด ระเบียบการตลาด โดยการออกตระเวนหาลูกค้าในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ วันละ 10 ราย นำข้าวเกรียบไปส่งและเยี่ยมลูกค้าในวันอังคารและวันพฤหัสบดี ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์ขายท้องสนามหลวง

เมื่อธุรกิจเริ่มเดิน เวลาสำหรับการอ่านหนังสือสอบหมดไป คุณอภิวัฒน์จึงพลาดหวังจากการสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี และตัดใจจากการศึกษาหันหน้าเข้าสู่ภาคธุรกิจเต็มตัว หวังขายข้าวเกรียบเป็นอาชีพ

"เงินเดือนเรามากกว่าข้าราชการชั้นเอกสมัยนั้น ผมเลยคิดว่าขายของได้มากกว่าแล้วจะเรียนไปทำไม เพราะเราเป็นคนดีของสังคมได้เหมือนกัน"

ยึดหลัก ต้นทุนต่ำ รุกขยายตลาดต่างประเทศ

ยุค ที่ข้าวเกรียบเป็นที่รู้จัก คุณอภิวัฒน์ บอกว่า สมัยนั้นมีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้วางขายของรอบท้องสนามหลวง เช่นเขาหลายคน อาทิ คุณวินัย เสริมศิริมงคล นายห้างพาต้า ในสมัยนั้นขายรองเท้า คุณสมศักดิ์ วัฒนาพร เจ้าของพันท้ายนรสิงห์ คุณประจวบ จำปาทอง เจ้าของครีมไข่มุกกวนอิม

ส่วนข้าวเกรียบของคุณอภิวัฒน์ ยังเป็นข้าวเกรียบไม่มีแบรนด์ แต่วางขายมากว่า 10 ปี ตั้งแต่อิฐปูพื้นเพียง 3 ล็อค ขยายถึง 10 ล็อค

ยุค นั้นข้าวเกรียบถูกรู้จักในนามของข้าวเกรียบสงขลา ใครๆ มาต้องซื้อที่สนามหลวง เมื่อตลาดสนามหลวงถูกย้ายมาเป็นตลาดนัดจตุจักร ข้าวเกรียบยังมีตั้งขายต่ออีกราว 3 ปี บริเวณด้านหน้ากรมการขนส่งทางบก ถนนพหลโยธิน และปล่อยเซ้งต่อมือไปในราคากว่า 2 ล้านบาท

สาเหตุที่ เลิก คุณอภิวัฒน์เล่าว่า สาเหตุหลักคือ ธุรกิจเริ่มโต มีคนติดต่อขอซื้อขายส่งจำนวนมาก จึงเริ่มก่อตั้งโรงงาน เริ่มติดต่อซื้อเครื่องจักรอุตสาหกรรม และจดทะเบียนแบรนด์สินค้า "มโนห์รา" ในที่สุด

คุณอภิวัฒน์ เหมือนเช่นนักธุรกิจทั่วไปที่ต้องกู้เงินธนาคารเพิ่มเริ่มต้นทำธุรกิจ สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร วางระบบการผลิต โดยเริ่มก่อตั้งโรงงานแห่งแรกย่านบางขุนนนท์ ไม่นานนักเริ่มขยับขยายโรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร โดยให้โรงงานแห่งแรกเป็นบริษัทสำหรับติดต่องานด้านเอกสารทั้งในและนอกประเทศ จากทุนจดทะเบียนเพียง 5 ล้านบาท ปัจจุบันเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 200 ล้านบาท

"นักธุรกิจอย่างผม บริหารงานโดยใช้หลักครอบครัวผสมผสานกับหลักสากล ในการค้าขายจะไม่ใช้ทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ต้องใช้ทฤษฎีควบคู่ประสบการณ์ เพราะโอกาสตัดสินใจเร็วขึ้น มโนห์ราเป็นเรือเล็กที่กลับลำในแม่น้ำลำคลองได้สะดวกคล่องแคล่วและชำนาญด้าน อิเล็กทรอนิกส์"

กลยุทธ์หลักของการบริหาร คุณอภิวัฒน์ บอกว่า กลยุทธ์การแข่งขันของมโนห์ราเป็นเลิศ ใช้หลักการบริหารงานตาม "ไมเคิล อี พอร์ตเตอร์" ความโดดเด่นที่สุด คือ ต้นทุนต่ำ

การก่อตั้งโรงงานใน นิคมอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในหลักการบริหาร โดยเล็งเห็นว่าเป็นจุดศูนย์กลางในการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบ ลดค่าโลจิสติกส์ คุณอภิวัฒน์ยอมรับว่า มโนห์ราเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นค่อนข้างต่ำ บริษัทจึงพยายามปรับตัวเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง อาทิ รถทุกคันของบริษัทใช้ก๊าซเอ็นจีวี เปลี่ยนเชื้อเพลงที่เดิมใช้น้ำมันเตาเป็นการใช้ชีวมวลแทนเชื้อเพลิง แม้กระทั่งเครื่องจักรเสียการซื้ออะไหล่หรือผลิตอะไหล่ขึ้นเอง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เครื่องจักรทำงานได้ตามปกติเร็วขึ้น มากกว่าการรออะไหล่จากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการลดต้นทุนอีกวิธีหนึ่ง

ข้าว เกรียบมโนห์รา เป็นสินค้าหลักที่บริษัทผลิต แต่เพราะทำเลที่ตั้งของโรงงานผลิตอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ทำให้ผลิตสินค้าหลายชนิดได้ในราคาถูก คุณอภิวัฒน์จึงรับซื้อวัตถุดิบจากแหล่งใกล้เคียง ในราคากลางจากเกษตรกร นำมาผลิตสินค้าส่งออกประเภทน้ำผลไม้กระป๋อง ในนามของ "อินเตอร์ ดริ๊งค์" อีกทางหนึ่ง

ถึงปัจจุบัน มโนห์รา เป็นข้าวเกรียบที่ได้รับความนิยมในประเทศ และมีปริมาณการส่งออกปัจจุบันอยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าทางการตลาดประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี มีตลาดต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง บังกลาเทศ อังกฤษ อินเดีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

และ แม้วินาทีนี้ มโนห์รา จะเป็นข้าวเกรียบที่เติบโตในตลาดต่างประเทศ และมีราคาแพงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีตลาดข้าวเกรียบส่งออก อาทิ จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่มโนห์ราก็มียอดขายที่เติบโตในตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีหลัง ที่มีมือบริหารด้านการตลาดรุกหนัก ทำให้ยอดส่งออกพุ่งจากเดิม 25 เปอร์เซ็นต์ เป็น 50 เปอร์เซ็นต์

ท้าย ที่สุดของการสนทนา คุณอภิวัฒน์ ทิ้งท้ายให้เป็นตัวอย่างการทำงานในหน้าที่ "นักธุรกิจ" ควรเสมอต้นเสมอปลายกับลูกค้า ใช้ทฤษฎีประกอบประสบการณ์ในการบริหารจัดการ และการขยายสินค้าของคนอื่น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำมากที่สุด

คิดนอกกรอบแบบ "มโนห์รา"

"คิด อะไรก็ตาม คิดนอกกรอบ ในทางคณิตศาสตร์ 1+1 = 2 แต่ในทางธุรกิจอาจไม่ใช่ 2 ก็ได้ ขึ้นกับการบริหารจัดการ การทำธุรกิจที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการที่ดี ผมใช้ประสบการณ์ ไม่ใช่นักวิชาการ"

"หลัก เศรษฐศาสตร์ มี P ทั้งหมด 4 ตัว ต้องทำ P ตัวแรกให้ได้ก่อน คือ ทำให้ไม่เหมือนคนอื่น มีความต่าง ถ้าทำสินค้ามาขายรสชาติเหมือนคนอื่น ราคาเหมือนคนอื่น เราเจ๊ง"

"ดอกเบี้ย คือ ต้นทุนการผลิต หากจะทำธุรกิจการเงินธนาคารกับอภิวัฒน์ อันดับแรกที่ถาม คือ ดอกเบี้ยเท่าไหร่ ถ้าดอกเบี้ยสูงอย่ามาคุยกัน เพราะต้องมีต้นทุนเวลา"

"เครื่อง เสีย 1-2 ชั่วโมง ผมซ่อมเสร็จ เครื่องจักรจากต่างประเทศอะไหล่ไม่เหมือนบ้านเรา หาซื้อไม่ได้ ถ้าต้องรอสั่งจากต่างประเทศหลายวันเราตาย ใช้วิธีดัดแปลง ให้โรงกลึงกลึงอะไหล่ที่ต้องการให้นำมาเปลี่ยน จำเป็นต้องควบคุมคอสลีดเดอร์ชิพให้ได้"

"ผมเป็นคนทะเยอทะยาน สร้างความฝันในอากาศ ลูกสาวเรียกผมว่าจอมโปรเจ็คต์ แต่ทุกสิ่งในโลกนี้เป็นไปได้ และ เราทำได้"
Read more ...

"อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" เจ้าของข้าวเกรียบมโนราห์

14 ต.ค. 2554
โดยเส้นทางเศรษฐี เมื่อ 1 ต.ค.2554

คิดอย่างนักบริหาร

โดยสาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

ขยัน อดทน ซื่อสัตย์

กล่าวได้ว่าความสำเร็จของเถ้าแก่ เศรษฐี หรือ มหาเศรษฐี มักจะมาจากรากที่ซ่อนอยู่ ยิ่งเฉพาะรากที่ต้องเกี่ยวข้องกับความขยัน อดทน และซื่อสัตย์ ด้วยแล้ว

นับเป็นรากแก้วที่สำคัญ!

สังเกตดูจากบรรดามหาเศรษฐีชั้นนำของโลก เอเชีย หรือ ในประเทศไทย น้อยคนนักที่จะลงมือทำธุรกิจแล้วจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

โดยไม่เคยล้มเหลวมาก่อน!

ล้มแล้วลุก จึงเป็นปรัชญาที่ทุกคนชอบนำมาปฏิบัติ

ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะนำไปปฏิบัติอย่างไร บางคนอาจใช้คอนเน็กชั่นทางธุรกิจ เพื่อแผ้วถางทาง ขณะที่บางคนใช้เส้นสนกลในทางการเมือง เพื่อให้ธุรกิจของตัวเองเสียภาษีน้อยที่สุด

ขณะที่บางคนใช้คำว่า "ขยัน อดทน และซื่อสัตย์" เป็นเครื่องนำทางชีวิต

"อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" ประธานกรรมการ บริษัท มโนราห์อุตสาหกรรม จำกัด ก็เช่นกัน เขาไม่มีคอนเน็กชั่นทางธุรกิจ ไม่มีเส้นสนกลในทางการเมือง มีแต่คำว่า...ขยัน อดทน และซื่อสัตย์

"ที่บ้านผมทอดข้าวเกรียบกุ้งขายมาก่อน ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ จนมาถึงรุ่นพี่สาว พี่สาวเป็นคนขยัน ผมเองก็ช่วยพี่สาวทำงานมาตลอด จนตอนหลังที่บ้านเกิดปัญหา ผมจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยพี่สาวทำงาน"

"วันๆ ผมช่วยพี่สาวขายข้าวเกรียบตลอด จนวันหนึ่งเริ่มถามตัวเองว่าจะอยู่แค่นี้หรือ เพราะมองไม่เห็นอนาคต ก็พบคำตอบว่า ผมจะต้องมีอนาคตมากกว่านี้ แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร"

กรุงเทพมหานคร จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คนหนุ่ม-สาวใฝ่ฝัน

"อภิวัฒน์" เองก็คิดอย่างนี้เช่นกัน

เพียงแต่คนหนุ่ม-สาวที่เดินทางมาจากสงขลา หรือจากปักษ์ใต้ ส่วนใหญ่มักจะมีธงนำว่าจะต้องมาเรียนธรรมศาสตร์ เรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือรามคำแหง...เพื่อกลับไปเป็นเจ้าคนนายคน

แต่สำหรับ "อภิวัฒน์" เขาจบเพียงชั้น ม.ศ.3 เท่านั้น

ดังนั้น ความหวังที่อยากจะเรียนมหา"ลัยเหมือนอย่างคนหนุ่ม-สาวปักษ์ใต้ทั่วไป จึงค่อนข้างเลือนราง ที่สุดเขาจึงขอไปตายเอาดาบหน้า...ด้วยการขึ้นรถไฟมาพร้อมกับข้าวเกรียบกุ้งดิบเพียงไม่กี่ถุง

เพื่อแลกกับใครก็ได้ที่ให้เขาซุกหัวนอน

เขาเลือกวัดมหาธาตุฯ ตรงท่าพระจันทร์เป็นที่ซุกหัวนอนในคืนแรกๆ และคืนต่อๆ มา จนเห็นว่าข้าวก้นบาตรพอที่จะประทังชีวิตได้บ้างแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณด้วยการทอดข้าวเกรียบให้รับประทาน เพราะเขาตั้งใจแต่แรกแล้วว่า หากใครให้ที่ซุกหัวนอน เขาจะต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการทอดข้าวเกรียบให้รับประทาน

ปรากฏว่าคนที่ "อภิวัฒน์" ตอบแทนบุญคุณกลับไม่ใช่ฆราวาส แต่เป็นหลวงตารูปหนึ่ง เขาจึงจัดแจงทอดข้าวเกรียบให้หลวงตาฉันเพลในวันหนึ่ง

ปรากฏว่าหลวงตาชอบมากๆ บอกว่าอร่อย...เอ็งลองเอาไปทอดขายตรงท่าพระจันทร์นะ รับรองขายได้...หลวงตาบอกกับ "อภิวัฒน์" อย่างนั้น

นั่นจึงเป็นจุดพลิกผัน ที่ทำให้ "อภิวัฒน์" ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจขายข้าวเกรียบกุ้ง โดยไม่รู้มาก่อนว่าข้าวเกรียบกุ้งที่ทอดขายทุกวันๆ จะทำให้กลายมาเป็นข้าวเกรียบมโนห์ราในวันนี้

"ผมขายอยู่ทุกวัน ขายดีขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงส่งจดหมายไปบอกพี่สาวให้ช่วยส่งข้าวเกรียบดิบมาให้ และจากขายจันทร์ถึงศุกร์แถวท่าพระจันทร์ พอเสาร์-อาทิตย์ ผมก็ข้ามไปขายที่สนามหลวง ตอนนั้นผมไม่สนใจเรื่องเรียนแล้ว คิดแต่จะขายของอย่างเดียว"

"ผมยังจำภาพของคุณประจวบ จำปาทอง ได้ จำภาพของคุณบุญกิจ ลีเลิศพันธุ์ เจ้าของยาสีฟันดอกบัวคู่ ได้ และจำภาพของนายห้างพาต้า ซึ่งเมื่อก่อนขายไม้แคะหู และลูกเหม็นได้ คนเหล่านี้แก่กว่าผม แต่ท่านขายของเก่งมาก ผมไปยืนดูเขา และใช้เป็นแบบอย่างในการขายของ"

จนเกิดเหตุการณ์วันมหาวิปโยค "อภิวัฒน์" จึงเลิกขายของไปโดยปริยาย

แต่กระนั้น เขาเริ่มมีเงินมากพอที่จะออกไปเช่าห้องอยู่ลำพัง โดยไม่ต้องพึ่งข้าวก้นบาตรอีกต่อไป พร้อมกันนั้นเขาก็มองหาช่องทางอื่นๆ เพื่อขายข้าวเกรียบกุ้งต่อไป

จากขายอยู่คนเดียว ก็เริ่มนำข้าวเกรียบกุ้งไปวางตามร้านขายของชำต่างๆ และไม่ใช่เพียงร้านสองร้านเท่านั้น เขาวางขายไปทั่วกรุงเทพมหานคร

และขยายออกสู่ชานเมือง

จนเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ "อภิวัฒน์" จึงกลับมาขายที่สนามหลวงอีกครั้ง และคราวนี้ไม่เพียงเขาจะโชคดีที่ชาวอังกฤษมาลองชิมข้าวเกรียบกุ้ง จนสั่งออร์เดอร์ไปเมืองนอก ที่เริ่มจาก 5 กิโลกรัมก่อน

จากนั้นจึงเป็น 10 กิโลกรัม และ 100 กิโลกรัมในที่สุด

ตอนนั้นเขามีรายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น แต่กระนั้น ชื่อของมโนห์รายังไม่ปรากฏ จนเมื่อเขาไปเที่ยวงานของกรมส่งเสริมการส่งออก...สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

"อภิวัฒน์" ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมว่า ต้องการสร้างแบรนด์ข้าวเกรียบกุ้งเป็นของตัวเอง เขาก็ถามว่าข้าวเกรียบกุ้งคุณมาจากไหน

มาจากสงขลา...อภิวัฒน์ตอบ

แล้วต้องการแบรนด์เป็นรูปอะไร...เจ้าหน้าที่ถาม

ต้องการรูปมโนห์ราครับ...เพราะผมเป็นคนปักษ์ใต้

จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมก็ลงมือวาดรูป โดยมี "อภิวัฒน์" ยืนบอกไอเดียอยู่ข้างๆ จนกระทั่งข้าวเกรียบกุ้งแบรนด์มโนห์ราเสร็จเรียบร้อย

"ผมรู้สึกภูมิใจมาก ที่ต่อแต่นี้ข้าวเกรียบกุ้งของผมจะได้มีแบรนด์เป็นของตัวเองสักที จำได้ว่าตอนนั้นผมขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมคนนั้นมากๆ แต่เขาบอกไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยเถ้าแก่ใหม่อยู่แล้ว"

ใครจะเชื่อล่ะว่า ข้าวเกรียบกุ้งแบรนด์มโนห์รา จะมาจากไอเดียของ "อภิวัฒน์" ล้วนๆ มิหนำซ้ำยังไม่ต้องเสียสตางค์สักสลึง

เมื่อมีแบรนด์ของตัวเองแล้ว เขาจึงสร้างแบรนด์ไปขายในท้องตลาด ประกอบกับชาวอังกฤษคนนั้น สนใจที่จะสั่งข้าวเกรียบกุ้งไปขายในต่างประเทศอีก เพียงแต่คราวนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่ 100 กิโลกรัมแล้ว หากเป็นตู้คอนเทนเนอร์เลย

"อภิวัฒน์" เริ่มรู้แล้วว่า เส้นทางการค้าของเขาเริ่มสดใส เขาจึงวางแผนทางการตลาด ด้วยการเปิดเกมรุกตลาดในประเทศอย่างเป็นจริงเป็นจัง

พร้อมกันนั้น เขาก็หอบแบรนด์มโนห์ราออกไปโรดโชว์ในต่างประเทศ ซึ่งใครจะเชื่อล่ะว่า หลังจากโรดโชว์ไปในประเทศต่างๆ ปรากฏมียอดออร์เดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย

"ระยะแรกมโนห์ราออกไปอวดโฉมทุกที่ แต่ตอนหลังเริ่มค้นพบคำตอบว่า ทุกครั้งที่แบรนด์มโนห์ราออกไปในตลาดเอเชีย สินค้าของผมเหมือนกับพญาอินทรี แต่ถ้าไปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา สินค้าของผมเปรียบเสมือนนกกระจอก"

นกกระจอกที่ถูกกีดกันทางการค้า

นั่นจึงเป็นอีกเหตุผล ที่ทำให้แบรนด์มโนห์รา ไม่มีแต่เฉพาะข้าวเกรียบกุ้งเท่านั้น หากยังมีข้าวเกรียบปู ข้าวเกรียบปลา และข้าวเกรียบชนิดอื่นๆ วางขายเกลื่อนกลาดในตลาดเอเชีย

เพราะตลาดในประเทศเขาไม่ห่วงแล้ว แต่สำหรับตลาดต่างประเทศเขาหวังว่าสักวันหนึ่งพญาอินทรีในตลาดเอเชีย อาจจะไปผงาดเป็นพญาอินทรีในตลาดยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาได้

วันนี้ "อภิวัฒน์" ทำได้ระดับหนึ่งแล้ว

วันนี้ผู้คนเริ่มรู้จักแบรนด์มโนห์ราแล้ว

แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์มโนห์ราคือ "อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" ผู้ซึ่งเรียนจบเพียงชั้น ม.ศ.3 เท่านั้น

แต่กลับใช้คำว่า...ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ เป็นเข็มทิศนำทาง จนประสบความสำเร็จทุกวันนี้?
Read more ...

ระวิ โหลทอง

10 ต.ค. 2554
เกิดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2485 เริ่มทำงานในวงการหนังสือพิมพ์ครั้งแรก เมื่อปีพ.ศ.2505 ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์หลักเมือง ก่อนย้ายมาเป็นนักข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในปลายปี พ.ศ.2506 โดยขณะนั้นมีสุนทร สกุลวัฒนา นักข่าวอาวุโสเป็นหัวหน้าข่าวกีฬา

จากนั้นในปีพ.ศ.2511 ระวิ โหลทอง ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าข่าวกีฬาของไทยรัฐ และเป็นผู้บุกเบิกดันข่าวกีฬาเป็นข่าวในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์รายวันไทย ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2509

ในปีพ.ศ.2515 ระวิ โหลทองพลิกผันชีวิตการทำงานไปทำหนังสือพิมพ์สยาม จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ปิดลงเมื่อปี พ.ศ.2516 จึงไปร่วมงานกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 8 เดือนก็กลับไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าข่าวหน้า 1 ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2518

ในปีพ.ศ.2528 ระวิ โหลทอง ออกมาก่อตั้ง

หนังสือพิมพ์สยามกีฬา 

ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่รายงานข่าวเฉพาะกีฬาเป็นฉบับแรกของเมืองไทย

ระวิ โหลทอง เคยเป็นผู้สนับสนุนฟุตบอลไทยลีก "จีเอสเอ็มไทยลีก" ด้วยเหตุผลที่ต้องการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานสากล ปัจจุบันเป็นประธานสโมสรฟุตบอลเมืองทอง-หนองจอก ยูไนเต็ด
Read more ...

เป๊ก สัณชัย เองตระกูล

10 ต.ค. 2553
เป๊ก สัณชัย เองตระกูล 

เป็นข้าราชการสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทายาท “สมใจนึก เองตระกูล” (อดีตปลัดกระทรวงการคลัง) 

นักธุรกิจไฟแรงที่นั่งแท่นบริหารธุรกิจได้ประสบความสำเร็จมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น

- ร้าน RPM MORTORSPORT โชว์รูมรถยนต์หรูและคาร์แคร์ 
- ร้านอาหารสไตล์อเมริกัน “KISE BAR AND GRILL” 
- ร้านอาหารเนื้อย่างสไตล์เกาหลี “Yuu” 

นอกจากนั้นยังเป็นหัวเรือใหญ่ในกับภรรยา (ธัญญาเรศ) กับธุรกิจ

- ร้านเสื้อผ้าและกิฟต์ช้อป “Hers” , 
- ธุรกิจร้านทำเล็บ "Her Nails" และ
- ศูนย์ความงามครบวงจร "BIO - THERAPEUTIC Anti-Aging Skin Spa" 
ล่าสุดสัณชัย เองตระกูล ได้จัดทำ

- นิตยสารสำหรับผู้ชาย ในนาม “RPM Magazine “Men’s dream Magazine”

โดยร่วมหุ้นกับ 
หนุ่ย – อำพล ลำพูน และ 
กบ – ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี และ

- ร้านเคิร์ฟ ผับดังย่านเอกมัย อีกด้วย
Read more ...

ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์

5 ก.ย. 2553

ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ เรียนจบ

-ปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้า จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
-MBA จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
-ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอเมริกันโคสต์ไลน์ 

เป็นนักธุรกิจไทยรุ่นแรกที่ได้รับเชิญจากมหาวิทยลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ให้เข้าร่วมงานสัมมนาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในโปรแกรม “Distinguished Senior Executive Program in Government and Business” เมื่อปี พ.ศ. 2534 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าของและผู้จัดการใหญ่ของ 

หจก.เนเจอร์กิฟโปรดัคส์ 

ผู้ผลิตเครื่องดื่มลดความอ้วนและบำรุงสุขภาพปรุงสำเร็จ เช่น กาแฟ โกโก้ ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในท้องตลาดขณะนี้

“ตั้งแต่ผมเกิดมาก็ไม่เคยรู้จักเลยว่าความสบายมันเป็นอย่างไร เห็นแต่ภาพที่คุณพ่อต้องหาบก๋วยเตี๋ยวแคะขาย ทำกับข้าวขาย คุณแม่ต้องตรากตรำทำงานหัก ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง รีบไปเข้าคิวหาบน้ำคันโยกสาธารณะกลับมาไว้ใช้ในบ้าน ผมต้องไปรับผ้าจีวรจากสี่แยกวัดตึกมาให้คุณแม่เย็บที่บ้านถึงดึกดื่นเที่ยงคืนทุกวัน และผมเองก็ต้องหารายได้มาเรียนหนังสือ โดยวิ่งขายเรียงเบอร์ ไปรับขนมจากปากคลองตลาดมาขาย ตอนสายก็ไปรับไอศกรีมแท่งใส่ถังแบกจากแยกวังแดงมาขายเพื่อนๆ ในสลัม จนกระทั่งผมจบ ป.4 ผมอยากเรียนต่อมาก แต่คุณแม่ไม่ให้เรียนเพราะไม่มีเงินส่ง ผมจึงแอบไปสอบเข้า จนติดที่โรงเรียนวัดสระเกศ โดยขอร้องให้แม่ของเพื่อนเซ็นชื่อเป็นผู้ปกครองแทนให้ ทำให้ผมได้เรียนจนถึงมัธยมปลาย ซึ่งโชคก็เข้าข้าง.. ผมได้รับทุนเรียนดี

แม้ชีวิตผมจะเป็นอย่างนี้.. ก็ไม่เคยคิดท้อแท้ หรือน้อยใจในโชคชะตา อีกทั้งผมยังเป็นคนชอบศึกษาธรรมะเข้าวัดมาตั้งแต่ยังเด็ก ชอบฟังพระเทศน์ ชอบอ่านธรรมะ อ่านเรื่องนรก สวรรค์ จึงทำให้มีอัธยาศัยชอบทำบุญเป็นชีวิตจิตใจ ทำจนหมดเกลี้ยงทุกครั้ง เรียกว่ามีเท่าไรก็ทำจนหมด โดยไม่คิดเสียดาย ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทั้งๆที่ผมจน แต่ทำไมมีนิสัยชอบทำบุญจนหมดตัวตั้งแต่เด็ก รู้แต่ว่าทำแล้วสบายใจ มีความสุข

ตอนเรียนอยู่ที่จุฬาฯ ผมมีเงินทางอาหารกลางวันได้แค่ข้าวแกง 1 จาน ต้องเดินกลับมาดื่มน้ำก๊อกฟรีบนอาคาร ไม่เคยได้กินขนมเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ เลย ผมต้องช่วยอาจารย์ทำวิจัยไปด้วย เพราะทำให้ผมมีเงินมาจ่ายค่าเทอม

ช่วงที่ผมใกล้จบยิ่งขัดสนเงินมาก เพราะคุณพ่อคุณแม่ถูกไล่ที่ทำกิน เนื่องจากหมดสัญญาเช่า ทำให้ต้องย้ายไปขายกับข้าวที่ใหม่ แต่ขายไม่ได้เลย ทำให้ทุกคนในบ้านเครียดกันมาก แต่ก็นับว่าโชคยังเข้าข้าง หลังจากเรียนจบเพียง 1 สัปดาห์ ก็ได้งานที่การไฟฟ้านครหลวงทันที ผมทำงานที่การไฟฟ้าอยู่เพียงระยะหนึ่ง ก็ลาออกไปหาประสบการณ์กับบริษัทเอกชน อีก 2 บริษัท แล้วจึงออกมาตั้งบริษัทของตัวเองเมื่อปี พ.ศ.2519 ซึ่งก็เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย ผมดำเนินธุรกิจอย่างกระท่อนกระแท่นมาตลอด เปลี่ยนธุรกิจมาหลายอย่าง ชีวิตผมเป็นเช่นนี้จนกระทั่งในปี พ.ศ.2526 มีเพื่อนคนหนึ่งมาชวนผมทำบุญซื้อที่ดินถวายวัดพระธรรมกาย ตารางวาละ 62.50 บาท เขาบอกว่าส่วนของเขาเหลืออยู่ 10 ตารางวา ผมบอกเหมาหมดเลย แต่ก็ยังรู้สึกว่าทำน้อยไปเพราะอยากได้บ้านหลังใหญ่ๆ และรถคันโตๆ จึงเดินทางมาที่วัดและทำบุญเพิ่มอีก 100 ตารางวา รวมเป็น 110 ตารางวา และด้วยบุญจากการซื้อที่ดินเพียง 100 ตารางวานี้เอง 

เป็นเรื่องแปลกมากที่ธุรกิจเครื่องฟอกอากาศของผมขายดีจนมียอดขายสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ในขณะนั้น สามารถซื้อทาวน์เฮ้าส์ 36 ตารางวา หลังแรกในชีวิต ตามด้วยบ้านเดี่ยวริมทะเลสาบ เนื้อที่ 236 ตารางวา และที่ดินในสนามกอล์ฟ 2 แห่ง เนื้อที่รวมกันกว่า 5 ไร่ ตลอดจนได้ที่สาร้างโรงงานผลิตเครื่องฟอกอากาศอีก 224 ตารางวา สามารถซื้อที่ดินที่จังกวัดลพบุรีได้อีก 500 ไร่ มูลค่านับร้อยล้านบาท อีกทั้งมีรถยุโรป VOLVO, BMW Serie 7 ใช้สมปรารถนา

ต่อมาผมคิดจะทำธุรกิจตัวใหม่เพิ่ม คือ ทำโครงการขายที่ดิน ผมและภรรยาลงทุนลงแรงไปมาก จนเกิดภาวะเงินจม ผมต้องรุสต๊อกเครื่องฟอกอากาศหลายร้อยเครื่อง และเครื่องกรองน้ำเกือบ 4,000 ขุด ได้เงินมาหลายล้านบาท ก็เอามาลงทุนต่อ ช่วงนั้นเราตกอยู่ในสภาพแย่มากๆ หนี้สินทับทวีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 55 ล้านบาท ธนาคารโทรมาทวงแล้วทวงอีก ต้องยอมให้ธนาคารยึดทรัพย์สินและที่ดินที่มีอยู่บางส่วนเพื่อหักหนี้ ผมลองผิดลองถูก ทำหลายอย่างโดยไม่ลดความพยายาม กระทั่งปี พ.ศ. 2545 ได้ทำอาการเสริมบรรจุแคปซูลขาย ภายใต้ชื่อตราว่า เนเจอร์กิฟ ตอนนั้นขายไม่ดี

เมื่อ 31 มกราคม พ.ศ. 2547 ผมลองไปเปิดตัวผลิตภัณฑ์กาแฟที่งานเกษตรแฟร์ ที่ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน งานนี้เราขาดทุนไปหลายหมื่นบาท แต่โชคดีที่บรรดาสื่อมวลชนให้ความสนใจกาแฟของเรา นำไปออกข่าว ลงในนิตยสารหลายฉบับ ทำให้ธุรกิจเราเริ่มเป็นที่รู้จัก และขายดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราสามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง แล้วเราก็มีเงินมาทำบุญมากขึ้น และได้ตัดสินในยกที่ดินที่จังกวัดลพบุรีถวายแด่หลวงพ่อธัมมชโย ปัจจุบันที่ดินผืนนี้ได้ถูกพัฒนาเป็นศูนย์อบรมเยาวชน จังหวัดลพบุรี สามารถจัดอบรมพระภิกษุ สามเณร สาธุชน ได้ครั้งละ 2,000 คน ซึ่งเป็นความปลื้มใจและภูมิใจของครอบครัวเรามากๆ

ธุรกิจเรากำลังขยายฐาน เรามีบุญน้อยขยายใหญ่ไปก็ไปไม่รอดอีก เพราะเรามีกำลังบุญไม่พอที่จะรองรับสมบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่หากเราทำมากๆ ทำสุดๆ บุญเราก็จะมากและเพียงพอ ที่จะรองรับธุรกิจที่ใหญ่โตขึ้น ซึ่งมันก็จริงๆ พอผมทำบุญใหญ่ทีไร บุญก็ส่งผลเกิดคาดอย่างที่เห็น เราทำบุญง่ายๆ ทำก่อน ทำโดยที่ไม่ต้องมีใครมาชวน ทำให้ถูกเนื้อนาบุญ ทำอย่างต่อเนื่อง ทำแล้วก็ต้องปลื้ม ทำแล้วเพิ่มเป้ากว่าที่ตั้งใจไว้ ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ บางธุรกิจอาจเจ๊งไปเลย และที่สำคัญธุรกิจของเรายังได้เงินสดเข้ามาตุลอุด เพราะธุรกิจของเราไม่มีการขายแบบเครดิตทำให้เรามีสภาพคล่อง การเงินสูง

ด้วยอานุภาพแห่งบุญ ปัจจุบันทำให้ผลิตภัณฑ์ ก้าวไปสู่ตลาดโลกได้อย่าอัศจรรย์ คือได้รับ อย. จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปกติผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและยา กว่าจะผ่านการรับรอง อย. จากประเทศสหรัฐอเมริกาต้องใช้ขั้นตอนและระยะเวลาเป็นปีๆ แต่เนเจอร์กิฟ ใช้เวลาเพียง 45 วัน ก็ผ่านการรับรอง จนได้ อย. และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในขณะนี้
Read more ...

ทูซิท-กินดื่ม โตด้วยทฤษฎี "รวยเพื่อน"

15 ต.ค. 2552

ทูซิท-กินดื่ม ร้านอาหารที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจนักดื่มและรักฟังเพลงชิวชิวมานานกว่า 13 ปี ครั้งนี้เปรียบเป็นความท้าทายอีกรอบสำหรับ "โตสิต วิสาลเสสถ์" บนโจทย์การเติบโตที่ว่าด้วยการ "หาเพื่อน"

ร้านอาหารติดแบรนด์ ความสำเร็จที่ ทูซิท และกินดื่ม ร้านอาหารสำหรับคนรัก "กิน-ดื่ม-ฟัง" ตามแบบฉบับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่

"โตสิต วิสาลเสสถ์"

เข้ามาลุยเต็มตัวเมื่อ 13 ปีที่ผ่านมา หลังตัดสินใจสลัดอาชีพไกด์แล้วเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารโดยมีเพียงความชอบธุรกิจนี้ และนิยมเกาะติดไลฟ์สไตล์ของคนเป็นทุน ส่วนเรื่องตัวเงินนั้น เจ้าตัวบอกว่า เริ่มจาก (ตัวเลข) ติดลบ
ท่าพระอาทิตย์ ทำเลที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ ซึ่ง "โตสิต" เลือกให้เป็นจุดเริ่มของ "กินดื่ม" ในปี 2537 ด้วยคอนเซปต์เพลงอะคูสติก บรรยากาศดี และอาหารอร่อย ทำให้แรกเริ่มถึงปัจจุบันแบรนด์นี้ประสบความสำเร็จด้วยดี จากส่วนผสมของทั้ง "ศาสตร์+ศิลป์" ที่เติมเต็มเข้าไปในร้าน

"เพราะเราเห็นจากต่างประเทศจากการเดินทางบ่อยในอาชีพไกด์ พบว่าธุรกิจส่วนใหญ่มักใช้ไลฟ์สไตล์เป็นตัวนำ คนไม่ได้ไปแค่กินอาหาร แต่ต้องการไปดูสตอรี่ของตึก ดูไลฟ์สไตล์ และตัวตนของธุรกิจด้วย"

เรียกว่า ครบทั้ง "รูป รส กลิ่น เสียง" สัมผัสแห่งศาสตร์ และศิลป์ ที่ "โตสิต" มองว่า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับธุรกิจร้านอาหาร

เขา ขยายความว่า เปรียบเหมือนกับการทำอาหาร ที่ต้องประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรก วัตถุดิบ เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เลี้ยงหมู ไก่ มาอย่างไรถึงจะได้คุณภาพที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่จับต้องได้ และรู้ที่มาที่ไป

ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ฝีมือคนทำ ซึ่งหมายถึง ศิลปะ ของการปรุงแต่งให้ออกมาเป็นอาหารรสชาติดีและถูกปาก

ในทางกลับกัน แม้จะเป็นกุ๊กเทวดา แต่วัตถุดิบที่นำมาใช้ไม่ได้คุณภาพ ต่อให้อร่อยแค่ไหนเมนูนั้นก็คงถูกปฏิเสธ

"ผมว่า ต้องเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เวลานี้คนทำธุรกิจจะมองเรื่องวิทยาศาสตร์เยอะกว่า แต่ยุโรปมองผสมกันมานานแล้ว อาทิ ดื่มไวน์ มีที่มาที่ไป ถึงจะยังไม่ได้กิน ความรู้สึกตอบรับไปแล้วกว่าครึ่ง"

หลังความสำเร็จจากจุดเริ่ม การแตกหน่อแบรนด์ "ทูซิท" แบรนด์ที่สองของกลุ่มก็เกิดขึ้นตามมาติด ๆ โดยจับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างออกไป

กินดื่ม ชัดเจน กับ คนข่าว คนทำหนัง และโฆษณา ที่เข้ามาเป็นขาประจำที่นี่ ส่วนทูซิท จะหลากหลายกว่า

ความสำเร็จก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงแรก ๆ จากนั้นก็คลอดจำนวนสาขาอื่น ๆ ตามมา ทั้งกินดื่ม สามย่าน และทูซิท สยาม เพราะ "โตสิต" มองว่าถ้าสามารถปักธงในสยามได้ ก็ถือซัคเซส เหมือนเป็น การสร้าง Brand Awareness และสาขานี้ก็ทำให้มีชื่อเสียงยิ่งขึ้นในกลุ่มลูกค้า

ปัจจบัน กินดื่มมี 2 สาขา คือ พระอาทิตย์ กับสามย่าน ขณะที่ ทูซิท มี 2 แห่งที่ สยาม และสุขุมวิท

วันนี้ หากมองในแง่ของความแข็งแกร่งระหว่าง 2 แบรนด์ในมือ ทูซิท เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็งแล้วในสายตา "โตสิต" และจากนี้ก็ถึงเวลาของการขยายผล

แต่การจะเติบโตได้นั้นมี 2 แนวทางให้เลือก

ทางแรก ลุยเดี่ยว กับสอง คือ "หาเพื่อน" มาเป็นแขนขา

"โตสิต" บอกว่า หากต้องการรวยเร็ว ทำเองดีที่สุด แต่ในเชิงบริหารจัดการ และความยั่งยืน แฟรนไชส์ เป็นคำตอบที่ดีที่สุด


และเส้นทางที่ "โตสิต" มองคือ การจะเติบโตได้นั้น ต้องใช้ระบบแฟรนไชส์เข้ามาช่วย

เริ่มตั้งแต่การนำประสบการณ์และระบบการบริหารจัดการร้านอาหารให้เป็นระบบสำหรับแฟรนไชส์ที่จะนำไปปฏิบัติได้ทันที

หลัก ๆ เป็นเรื่องของซิสเต็ม "โตสิต" บอกไว้ เพียงแต่ระบบของเรานั้นต้องการการผสมศิลปะทางด้านอาหาร ต้องใช้ Emotional เข้ามาด้วย ไม่ใช่ฟาสต์ฟู้ดที่เข้ามานั่งทานเร็วๆ แล้วกลับ

โมเดล เริ่มต้นที่นำเสนอนั้นอยู่ที่ไซส์ขนาด 200 ตารางเมตร ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 4 ล้านบาท (ระยะเวลา 10 ปี) โดยหนึ่งในเรื่องยากของการเปิดสาขาอยู่ที่ การมองหาทำเลที่สะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์ ทูซิท ที่ต้องมีบรรยากาศพักผ่อน The Regulation Resturant หรือ ร้านอาหารเพื่อการพักผ่อนเป็นส่วนผสม

"ผมต้องเลือกทำเลที่เหมาะกับการพักผ่อนเพื่อสร้างตัวตนให้โดดเด่น ให้คนนึกถึงเราอย่างชัดเจน โดยหวังให้เกิดการบอกต่อไปยังกลุ่มเพื่อน ๆ ให้มาหา และคบหาเราต่อไป"

การจะสำเร็จได้ต้องมี 5 Core Competency เป็นส่วนผสม ได้แก่ รสชาติ ทำเล บริการ บรรยากาศ ราคา ทุกอย่างต้องเหมาะสมกัน หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด อาจหมายถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวที่จะตามมา

สาขาเชียงใหม่ หนึ่งในกรณีศึกษาที่เจ้าตัวออกปากว่า เป็นการขาดส่วนผสมในเรื่องของทำเลที่ตั้งที่จะสร้างบรรยากาศได้ตามคอนเซปต์ของร้านอาหารเพื่อการพักผ่อนได้ เมื่อผสมกับระยะทางไกลทำให้ยากต่อการบริหารจัดการ ทำให้ต้องยกเลิกสาขาดังกล่าวไป

แฟรนไชส์ที่ถนนหลังสวน และการ์เด้น อินทาวน์ รามอินทรา เป็น 2 สาขาของก้าวแรกที่ ทูซิท ออกสตาร์ท ส่วนแผนงานต่อไปนั้น "โตสิต" มองไว้ที่ 3-4 แฟรนไชส์ต่อปี

ในช่วงที่เศรษฐกิจระส่ำ พฤติกรรมคนทานอาหารนอกบ้านยิ่งหดหายและรัดกุมกับเงินในกระเป๋ามากขึ้น โตสิต บอกว่า ขณะที่แฟรนไชส์ ก็ต้องขยาย แต่การหันมาเก็บกวาดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นยังเป็นอีกความจำเป็นที่ต้องทำเพื่อรับมือกับปัญหาที่ต้องเผชิญกับยอดขายที่หดลง จากลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ทานนอกบ้าน หรือเลือกทานอาหารในร้านที่ถูกลง และ ความถี่น้อยลง

"แน่นอนเราต้องอัดการตลาด" โตสิต บอก โดยเน้นทำกิจกรรมภายในร้าน มีประกวดจัดดนตรี ทูซิท อคูสติก คอมเพ็ททิชั่น นอกเหนือจากกิจกรรมในเทศกาลสำคัญ ๆ อาทิ วันพ่อ วันแม่ วาเลนไทน์ ลอยกระทง ปีใหม่

จากนั้นหันมาจัดระเบียบภายในร้าน โดยควบคุมต้นทุนทุกส่วนให้สอดคล้องกับดีมานด์ที่เกิดขึ้น


"เราไม่ลดปริมาณ ไม่ลดคุณภาพ เพียงแต่บริหารจัดการให้ทุกอย่างสลิมขึ้น โดยออเดอร์สินค้าสำหรับขายให้สอดคล้องใกล้เคียงกับปริมาณขายในแต่ละวัน รวมถึงการปรับกำลังคนให้มีความเหมาะสมกับการให้บริการในแต่ละช่วงเวลา"


รวม ๆ แล้วทราฟฟิกลูกค้าเราหายไป 30% หากเทียบสถานการณ์วันนี้กับเหตุการณ์ก่อนปฏิวัติในปี 2549 โดยยอดขายหดลง 12% แต่ที่สนใจคือ กำไรโต 3-4% ซึ่งเป็นผลมาจากการดูแลต้นทุนที่ดีขึ้นนั่นเอง

สำหรับแผนงานในอีก 3-5 ปีข้างหน้า "โตสิต" มองถึงอนาคตของแฟรนไชส์ว่า น่าจะทำรายได้เกินครึ่งจากรายได้รวม โดยปีที่ผ่านมาเรามียอดขายเกือบ 100 ล้านบาท

การเติบโตของ ทูซิทในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ ทั้งแฟรนไชส์ ซัพพลายเออร์ รวมถึงพนักงานในร้านที่จะมาช่วย ตามสไตล์ที่ว่า

"เราไม่ควรทำทั้งหมด แต่แบ่งภาระให้คนอื่นในการบริหารจัดการ ตัวอย่างที่ชัดเจน วันนี้น้ำดื่มภายในร้าน ผมก็ไม่ทำ เพราะมีน้ำสิงห์เป็นเพื่อน นอกจากนี้ยังมีพนักงาน นักดนตรี ที่เป็นแม่เหล็กชั้นดีดึงคนเข้าร้าน เป็นต้น"

อาจเรียกว่า "แฟรนไชส์" เป็นคำตอบของแบรนด์ยั่งยืน และธุรกิจยั่งยืนของ "โตสิต" ในรอบ 3-5 ปีนับจากนี้
Read more ...

กมล เอี้ยวศิวิกูล กรรมการผู้จัดการ สโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ

11 ต.ค. 2552
"กมล เอี้ยวศิวิกูล" เจ้าพ่อนู้ด กับพระเครื่อง

"เจ้าพ่อนู้ด เจ้าพ่อตลาดหลักทรัพย์ เจ้าพ่อปั่นหุ้น" เป็นฉายาที่สื่อมวลชนขนานนามให้กับ นายกมล เอี้ยวศิวิกูล กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ไมด้า แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน)
และ

เจ้าของนิตยสารเพนท์เฮาส์
แต่เจ้าตัวกลับไม่ชอบเลย พร้อมกับให้เหตุผลโต้แย้งว่า

"เพราะผมไม่ได้เป็นแบบที่เขาให้ฉายาผม บอกตรงๆ ได้รับฟังมาใหม่ๆ ผมรับไม่ค่อยได้ มาวันนี้ก็พยายามที่จะไม่นำสิ่งเหล่านี้มาคิดให้รกสมอง ไปร้องบอกใครก็ไร้ประโยชน์ วันนี้ผมทำได้ด้วยการปลงกับชีวิตมันก็จะเกิดเป็นความสบายใจ"

กมล ยืนยันว่า ตลอดชีวิตไม่เคยปั่นหุ้นกิน ชีวิตวันนี้พอใจกับสิ่งที่เป็นแล้ว ได้สัจธรรมชีวิตที่ว่าเกิดมาเราก็ตายเป็นของธรรมดา ประกอบกับส่วนตัวเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องโชคลาง ในทางกลับกันเชื่อว่าถ้ามีความพร้อมทางธุรกิจ ถ้าธุรกิจมีทุนพร้อม มี ประสบการณ์ และอยู่ในทำเลที่ดี ทำอย่างไรก็ไม่มีทางเจ๊ง เพราะคำว่า ดวงดี ก็คือ จังหวะดี สมัยนี้คนต้องไขว่คว้าหา โอกาส จะให้ราชรถมาเกยหน้าบ้านสมัยนี้ไม่มีแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยขาดทุน ไม่เคยผิดพลาด เพียงแต่คนเราสามารถนำความผิดพลาดเหล่านั้นมาเรียนรู้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

สำหรับพระพุทธรูปต่างๆที่มีไว้ภายในห้องทำงานมากมายนั้น ก็จะได้มาจากเพื่อนที่สนิทกัน หรือพระพุทธรูปบางส่วนก็จะได้จากการหาเช่ามาบูชาเอง พระพุทธรูปจึงแบ่งบูชาเอาไว้ที่บ้านทั้ง ๕ แห่ง มีหลายคนอาจจะถามว่าทำไมถึงมีพระพุทธรูปอยู่เต็มห้อง ความจริงแล้วมันอาจเป็นเรื่องขัดแย้งกับฐานะที่เจ้าของนิตยสารเพนท์เฮ้าส์ ที่เป็นภาพถ่ายของผู้หญิงไร้เสื้อผ้าปกปิด

"ผมอยากจะบอกว่าตัวตนจริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนเล่นพระพุทธรูปเป็นเหมือนเซียนพระทั่วไป เพราะเป็นคนที่มีมองเกี่ยวกับพระพุทธรูปเหล่านี้ว่า เป็นเหมือนศิลปะอย่างหนึ่ง ประกอบกับพระแต่ละองค์ก็มีความสวยงามงดงามแตกต่างกันไป แต่ผมก็กล้าถ้าได้ว่าคงไม่มีผู้ชายคนไหนที่ไม่ชอบเรือนร่างของผู้หญิงที่เป็นศิลปะงดงาม ผมจึงคิดว่าไม่เห็นแปลกที่จะมีผู้ชายคนหนึ่งจะออกมารับว่าชอบดูภาพนู้ดหรือชอบดูภาพโป๊ มันก็เป็นความต้องการของผู้ชายกลุ่มหนึ่ง มันคงไม่ต่างอะไรกับบุหรี่ที่รณรงค์ไม่ให้สูบ แต่กลับมีการผลิตออกมาขาย" เจ้าพ่อนู้ดกล่าว

อย่างไรก็ตามเพื่อความให้เข้าใจในศิลปะทุกวันนี้กมลจึงต้องซื้อหนังสือพระพุทธรูปมาอ่านมาศึกษาในแนวศิลปะขององค์พระพุทธรูปต่างๆ อาทิ หนังสือพระพุทธรูป"สุวรรณภูมิ" หนังสือพุทธรูปคู่บ้าน คู่เมือง ฯลฯ พร้อมกับให้เหตุผลว่า "เมื่ออ่านแล้วก็จะเข้าใจในฝีมือของบุคคลที่สร้างพระพุทธรูปขึ้นมาแต่ละองค์ว่ามีความหลากหลายเพียงใด หนังสือพระพุทธรูปเหล่านี้ยังสามารถทำให้เรามองเห็นว่า พระองค์ไหนปลอม หรือองค์ไหนจริง" สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเจ้าพ่อนู้ดสนใจงานศิลปอย่างจริงจัง คือ พระพุทธรูปที่ตั้งโชว์หรือบูชาไว้ภายในห้องล้วนแล้วมองว่ามีความสวยความงดงามในความเป็นศิลปะที่แตกต่างกันไป ส่วนใครจะมองเป็นความศักดิ์สิทธิ์หรือความขลัง ตรงนี้ก็เป็นความเชื่อความศรัทธาของแต่ละคน ขณะเดียวกันก็ยังจ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรมาหล่อพระประธานเพื่อตั้งบูชาภายในบ่อบัวที่อยู่ด้านหน้าบ้านเรือนไทยบนเนื้อที่ ๑๐๐ ไร่ อ.เมือง จ.นครปฐม อีกด้วย

แม้ว่าจะชอบศิลปของพระพุทธรูปต่างๆ แต่กลมกลับไม่ได้แขวนพระเลยสักองค์เดียว ทั้งนี้เขาได้ให้เหตุผลว่า "ทุกวันนี้สังคมไทยมีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ในทางลบ มีพระสงฆ์อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ พระสงฆ์ส่วนหนึ่งที่ดำรงอยู่ในเพศบรรพชิตนั้น ยังมีกิเลสอยากได้อยากมี และไม่เข้าใจว่าทำไมพระสงฆ์ถึงต้องมีมณศักดิ์ ทำไมต้องฉลองวันเกิด ตรงนี้ทำให้ไม่ค่อยเลื่อมใสในตัวพระสงฆ์เท่าใดนัก วันนี้ตนเองกล้าท้าเลยว่าหากใครเดินเข้าไปขอบวชพระตามวัดดังๆ ในกรุงเทพฯ ถ้าบวชได้โดยไม่มีเงื่อนไขจะยกบริษัทให้ทันที เพราะส่วนใหญ่วัดจะอ้างว่ากุฏิเต็มไม่มีที่"

ขณะเดียวกันกมลได้ตัวอย่างให้ฟังว่า มีวัดอยู่แห่งหนึ่งซึ่งมีโรงเรียนอยู่ด้านหน้าวัด พระสั่งให้มีการรื้อโรงเรียนเพื่อนำพื้นที่มาสร้างลานจอดรถ เนื่องจากจะได้ค่าเช่าจอดรถจากเจ้าของรถยนต์เดือนละ ๔,๕๐๐ บาท เมื่อชาวบ้านออกมาต่อต้าน ทางวัดก็ไม่เลิกล้มโครงการ จึงเลื่อนไปทำที่จอดรถยนต์ด้านในของวัดแทน เมื่อวันนี้ภาพรวมของวัดส่วนใหญ่กรุงเทพฯ มุ่งทำธุรกิจมากกว่าจะหลักธรรมมาสอนประชาชน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะถูกปลูกฝังเรื่อการทำบุญมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยแม่ชอบทำบุญ ดูหมอ บางครั้งก็ชอบไปดูเจ้าเข้าทรง แม่ไปไหนก็จะตามแม่ไปตลอด ทำให้เกิดความศรัทธาในวัด ตั้งใจทำบุญ ไปไหนเจอพระสงฆ์ก็ต้องกราบ แต่เมื่อโตขึ้นกลับรู้สึกไม่สบายใจที่วัดต่างๆ ทำไมต้องสร้างโบสถ์ ศาลาใหญ่โตหรูหราใช้งบประมาณก่อสร้างเป็นสิบๆล้านบาท เห็นแล้วมันเกินความจำเป็นหรือไม่ เพราะเมื่อมองไปเห็นหมาขี้เลื้อนกลับไม่มีการซื้อยามารักษา

ผมเชื่อเรื่องบาปบุญ ใครทำบาปก็จะได้ทุกข์ แต่ความทุกข์นั้นจะมาเยือนเราได้ บุญที่มีอยู่ต้องมีการใช้ให้หมดไปก่อน บาปกับบุญจึงนำมาหักล้างกันไม่ได้ บางคนในสังคมไทยโคตรเลว แต่ทำไมถึงได้ดิบได้ดีในสังคม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะชาติก่อนเขาทำบุญเอาไว้มากพอ เมื่อชาตินี้บุญเก่ายังไม่หมด บาปที่เขาทำเอาไว้อาจต้องไปรับในชาติหน้าก็ได้" นี้คือความเชื่อเจ้าพ่อนิตยสารเพนท์เฮ้าส์ พร้อมกับพูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า

ถ้าชาติหน้าผมเลวไปเกิดเป็นหมาที่อดอยาก หรือเป็นหมาผู้ดี หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมอยากถามว่าผมรู้ไหมว่าเกิดจากทำเลวในชาตินี้หรือเปล่า ผมก็ตอบไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าผมเป็นหมามันก็คงคิดตามประสาหมา ผมเองจึงไม่ค่อยได้มองอะไรไปถึงชาติหน้า เพราะผมก็ไม่รู้ด้วยว่าชาติหน้าจะมีหรือไม่มี วันนี้ผมจึงอยู่กับปัจจุบัน ทำอะไรแล้วมีความสุขผมก็จะทำ เพราะผมเชื่อในเรื่องของความกตัญญูว่า ทำดีกับพ่อแม่ได้มากแค่ไหน ก็จะได้ผลกลับมาเมื่อมีลูก ลูกก็จะทำเหมือนเรา นี่เป็นการทดแทนบุญคุณ
Read more ...

ดร.กร สุริยสัตย์

29 ส.ค. 2552
ดร. กร สุริยสัตย์ เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2471 เป็นบุตรของพลตรี พระสุริยสัตย์ อดีตเจ้ากรมการเงินกระทรวงกลาโหม และ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สมรสกับคุณหญิงชุติมา สุริยสัตย์ มีพี่น้องรวม 4 คน ท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน คือ พล.อ.ต. ภานพ สุริยสัตย์

ดร. กร สุริยสัตย์ ได้สมรสกับ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ (ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อ พ.ศ. 2545) มีบุตร-ธิดา รวม 4 คน คือ กัลยารัตน์ สุริยสัตย์, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, กนิษฐ เมืองกระจ่าง และกนก สุริยสัตย์ ปัจจุบันต่างดำรงตำแหน่ง กรรมการ กลุ่มบริษัท โตชิบา ประเทศไทย

ในวัยเด็ก ดร. กร สุริยสัตย์ ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แล้วไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากนั้นได้ไปศึกษาในระดับปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการไฟฟ้าที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบการศึกษาขั้นปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ ปี พ.ศ. 2533

ดร. กร สุริยสัตย์ ได้เริ่มต้นการทำงาน เมื่อปี พ.ศ. 2495 ที่การไฟฟ้านครหลวง ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกจ่าย กองจำหน่ายไฟฟ้า ในปี พ.ศ. 2512 ได้เริ่มดำเนินธุรกิจของตนเอง ร่วมกับ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ โดยร่วมทุนกับบริษัท โตชิบา คอร์ปอร์เรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ และไทย โตชิบา อุตสาหกรรม ต่อมาได้ขยายการผลิตด้านธุรกิจหลอดไฟฟ้า จึงได้ก่อตั้ง บริษัท ไทย โตชิบา ฟลูออเรสเซนต์แลมป์ และไทย โตชิบา ไลท์ติ้ง ตามลำดับ

ธุรกิจของโตชิบา เติบโต และก้าวหน้าอย่างมั่นคง ปัจจุบัน มีกลุ่มบริษัท โตชิบา ในประเทศไทย ที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ และชิ้นส่วน เพื่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกกว่า 12 บริษัท อาทิเช่น โตชิบา เซมิคอนดักเตอร์ โตชิบา คอนซูมเมอร์โปรดักส์ (ผลิตตู้เย็น และเครื่องซักผ้า) และ โตชิบา แคร์เรีย (ผลิตเครื่องปรับอากาศ) เป็นต้น โดยตั้งรวมกันอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมบางกะดี ปทุมธานี ซึ่งโตชิบาเป็นผู้ลงทุนร่วม กับกลุ่มบริษัทมิตซุย พนักงานของกลุ่มบริษัท โตชิบาไทย ปัจจุบันมีทั้งสิ้นกว่า 10,000 คน

ดร. กร สุริยสัตย์ เป็นผู้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ มีความเป็นผู้นำที่มีความสามารถสูง สุขุม ประสบความสำเร็จทั้งด้านงานวิศวกรรม และการออกแบบ จึงได้เคยร่วมเป็นกรรมการสถาบัน และองค์กรหลายแห่ง อาทิเช่น
ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
สมาชิกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
กรรมการที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กรรมการที่ปรึกษาการศึกษาต่อเนื่อง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่ปรึกษาสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
กรรมการสมาคมแสงสว่างแห่งประเทศไทย
กรรมการที่ปรึกษาสมาคมมาตรวิทยาแห่งประเทศไทย
ประธานมูลนิธิ โตชิบา - ไทย
Read more ...

ท่านผู้หญิง นิรมล สุริยสัตย์

29 ส.ค. 2552

ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ (4 พฤศจิกายน 2475 - 5 เมษายน 2545) ป.ช., ป.ม., ท.จ.ว. บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ อดีตประธานกรรมการบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด และอดีตสมาชิกวุฒิสภา 2 วาระ ระหว่าง พ.ศ. 2535-2543 ท่านยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมอีกมาก

ประวัติ
ท่านผู้หญิงนิรมล เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของ
- นายมา และ
- นางบุญครอง บูลกุล
เจ้าของธุรกิจโรงสีและผู้บริหารบริษัทข้าวไทยในอดีต มีพี่น้อง 8 คน ในจำนวนนี้รวมถึง นายศิริชัย บูลกุล อดีตเจ้าของศูนย์การค้ามาบุญครอง และนายโชคชัย บูลกุล เจ้าของฟาร์มโชคชัย. ท่านผู้หญิงเข้าศึกษาที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย จนจบชั้นม.5 แล้วไปศึกษาต่อที่โรงเรียนไดโอซีซัน (Diocesan) ที่ฮ่องกง จากนั้นได้ไปศึกษาต่อปริญญาตรีด้านเทคโนโลยีอาหาร ที่วิทยาลัยเวลส์ลีย์ (Wellesley College) ในเมืองเวลส์ลีย์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา และปริญญาโทที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ในมลรัฐเดียวกัน หลังจากนั้นจึงได้กลับมาทำงานที่ประเทศไทย และเริ่มกิจการของตนเอง ตามลำดับ

ท่านผู้หญิงนิรมล ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2545 ด้วยอายุ 69 ปี

ประวัติการทำงาน
เริ่มต้นทำงานโดยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นเข้าทำงานในตำแหน่งนักเคมีที่บริษัทเชลล์ (ประเทศไทย) ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 ท่านผู้หญิงนิรมลและสามี คือ นายกร สุริยสัตย์ ได้ร่วมทุนกับบริษัท โตชิบา คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ และไทยโตชิบา อุตสาหกรรม และจากนั้นก็ได้ขยายกิจการขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบันมีบริษัทในกลุ่มบริษัทโตชิบาประเทศไทยรวมมากกว่า 12 บริษัท โดยตั้งรวมกันอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จังหวัดปทุมธานี

ท่านผู้หญิงเป็นนักธุรกิจหญิงที่มีผลงานทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นที่ยอมรับอย่างมาก ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ได้รับรางวัล นักธุรกิจสตรีตัวอย่างประจำปี พ.ศ. 2529 ของสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 50 นักธุรกิจสตรีดีเด่นของโลก พ.ศ. 2539 จากนิตยสารเวิลด์บิสิเนส สหรัฐอเมริกา และ 1 ใน 50 นักธุรกิจสตรีชั้นนำระดับโลก พ.ศ. 2542 โดยนิตยสารฟอร์จูน

พ.ศ. 2534 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า

พ.ศ. 2539 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ The Order of Scared Treasure, Gold Rays with Neck Ribbon จากรัฐบาลญี่ปุ่น ในฐานะผู้ที่ให้ความสนับสนุนอย่างยิ่งในการเสริมสร้างสัมพันธภาพด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่าง 2 ประเทศ

พ.ศ. 2542 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ จึงใช้คำนำหน้าท่านผู้หญิง
วุฒิสมาชิก 2 สมัย ระหว่าง พ.ศ. 2535-2543

ประธานกรรมการ บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด
นายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น
ประธานมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด
ประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
รองประธานมูลนิธิโตชิบา-ไทย
กรรมการมูลนิธิสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า
กรรมการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร
อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นักเคมีเอก ผู้จัดการแผนกสถิติ, ผู้จัดการแผนกบุคคล บริษัทเชลล์ (ประเทศไทย)
Read more ...

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร

28 ส.ค. 2552






กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ประเทศไทย จำกัด มีชื่อเล่นว่า "น้อง" เป็นบุตรของ ดร.กร สุริยสัตย์ และ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ เป็นทายาทคนที่สองของตระกูล ดร กร สุริยสัตย์ เป็นลูกชายของพลตรีพระสุริยสัตย์ อดีตเจ้ากรมการเงินกระทรวงกลาโหม และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ราชทินนาม "สุริยสัตย์" นั้นหมายถึง "ซื่อสัตย์ดั่งดวงอาทิตย์" ส่วนท่านผู้หญิงนิรมล นั้นเป็นบุตรสาวของคหบดีเก่าแก่ตระกูล "บูลกุล" พ่อค้าข้าวรุ่นบุกเบิกของเมืองไทย คุณพ่อ ชื่อมา คุณแม่ชื่อบุญครอง ซึ่งกลายเป็นชื่อของศูนย์การค้ามาบุญครอง[3]ในปัจจุบัน

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร สมรสกับ พ.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร มีบุตรธิดา 2 คนคือ เด็กชายภากร และ เด็กหญิงแพรวา วัฒนวรางกูร

ประวัติการศึกษา
จบการศึกษาจาก Wellesley College รัฐแมสซาชูเซตส์

จบปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมที่ Rhode Island School of Design รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา

ประกาศนียบัตร “Director Certification Program” และ “The Role of Chairman Program” สถาบันส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ( Thai Institute of Directors , IOD )รุ่นที่ 1 ปี พ.ศ. 2543

ประกาศนียบัตรหลักสูตร “การป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ( ปรอ. ) รุ่นที่ 19 ปี พ.ศ. 2549

ประวัติการทำงาน
พ.ศ. 2529 : ผู้จัดการแผนกโฆษณา

ปัจจุบัน : ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ประเทศไทย จำกัด

เกียรติประวัติ
ปี พ.ศ. 2547 ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 13 นักธุรกิจสตรีชั้นนำระดับโลก

ปี พ.ศ. 2548 ได้รับรางวัล เปรียว อวอร์ด ซึ่งมอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้ประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม

ปี พ.ศ. 2550 ได้รับรางวัลนักธุรกิจสตรีดีเด่น จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2550 จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ปี พ.ศ. 2550 ได้รับรางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2550 จัดโดย สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตำแหน่งทางสังคม
1.กรรมการรองเลขาธิการ: หอการค้าไทย

2.ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง : หอการค้าไทย

3.รองประธานคณะกรรมการพลังงาน : หอการค้าไทย

4.ประธาน : สมาคมไทย – ญี่ปุ่น

5.สมาชิกสมทบ : สภาสตรีแห่งชาติ

6.ประธานฝ่ายสตรีตัวอย่าง : สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและ วิชาชีพแห่งประเทศไทย

7.อุปนายก : สมาคมนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-กรุงเทพฯ

8.กรรมการสภามหาวิทยาลัย: สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร

9.กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ: มหาวิทยาลัยศิลปากร

10.กรรมการ : หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

11.ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา : Harrow International School

12.กรรมการ : มูลนิธิวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ

13.กรรมการ : กีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย

14.กรรมการ : มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก

15.กรรมการ: สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

16.ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ : สภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

17.คณะทำงาน : มูลนิธิ Art for All ของ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

18.กรรมการคัดเลือกโครงการ “Bangkok Business Challenge ” : สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์

19.กรรมการ: มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด

อื่นๆ

1. คณะกรรมการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ K-SME Venture Capital ปี 2550

2. กรรมการพิจารณารางวัล Bai Pho Business Awards by SASINปี 2550

3. คณะกรรมการประเมินผลทุนหมุนเวียน ประจำปีบัญชี 2551 กรมบัญชีกลาง

4. กรรมการตัดสินการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2550 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
Read more ...

นายเจริญ เดชเกิด

9 ก.ค. 2552


เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (4 มี.ค.52) ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาปัญหานมโรงเรียนไม่มีคุณภาพ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง อาทิ

นายเจริญ เดชเกิด ตัวแทนผู้ประกอบการส่งนมรายใหญ่ในโซน 2 ภาคใต้ 
นายวิศวะ คงแก้ว ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร

นายสมศักดิ์ จันทร์รุ่ง ตัวแทนกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนกรมสรรพากร

ตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ.)

ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา

ตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมสังเกตการณ์

ภายหลังการประชุม นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมนายสุวโรช พะลัง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายประชา กล่าวว่า ที่ประชุมพิจารณาถึงปัญหาไม่ได้มาตรฐาน พบหลักฐานการจัดส่งนมโดยเฉพาะนมผงขาดมันเนยที่นำเข้ามาในประเทศสำหรับเลี้ยงสัตว์ ที่นำเข้าเกินความจำเป็น เชื่อว่าส่วนที่เกินจะนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมของนมโรงเรียน ทำให้นมโรงเรียนขาดคุณภาพ โดยจะสรุปข้อมูลนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 มี.ค.นี้ พร้อมส่งข้อมูลให้ดีเอสไอ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ติดตามเส้นทางของเงินเพื่อหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังต่อไป

ด้านนายสุวโรช กล่าวว่า เท่าที่ตรวจสอบนายเจริญ ไม่ยอมเอ่ยพาดพิงถึงนักการเมืองหรือผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เชื่อว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังแน่ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณที่นายเจริญ ผู้รับสัมปทานเอเยนต์รายใหญ่ภาคใต้ ไที่กล้ามาชี้แจงด้วยตัวเอง ถือเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ มาแรง มีทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ภูเก็ต ธุรกิจโรงเบียร์ ธุรกิจร้านอาหาร จึงเป็นบุคคลที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ที่ประชุมซักถามถึงขั้นตอนการจัดส่งน้ำนมจากสหกรณ์โคนมหนองโพธิ์ ราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) มายังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร ได้ความว่า นายเจริญ ทำสัญญาร่วมค้ากับวิทยาลัยเกษตรฯ และเป็นคนลงทุนสร้างโรงงาน จัดหาเครื่องจักร และป้อนวัตถุดิบให้กับวิทยาลัยดังกล่าว โดยที่วิทยาลัยดังกล่าวไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ได้ส่วนแบ่ง 12 สตางค์ต่อถุง ทั้งๆ ที่ราคากลางอยู่ 5-6 บาทต่อถุง ดังนั้นส่วนที่เหลือนายเจริญ จึงรับไปคนเดียว และขั้นตอนการรับเงิน ทางอบต.จะสั่งจ่ายเช็คในนามของวิทยาลัยเกษตรฯ และนายเจริญ จะไปรับเงินจากวิทยาลัย ซึ่งทางวิทยาลัยได้หักส่วนแบ่งไว้เรียบร้อยแล้ว โดยนายเจริญ ยอมรับว่าไม่ได้มีการเสียภาษี และทางวิทยาลัยก็ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายเช่นกัน

นายสุวโรช กล่าวต่อว่า นายเจริญ ยอมรับกลางที่ประชุมว่าได้รับสัมปทานส่งนมโรงเรียน 3 แห่งในภาคใต้ โดยทำร่วมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร วิทยาลัยเทคโนโลยีศรีวิชัย นครศรีธรรมราช และที่ จ.สงขลา และจากการตรวจสอบพบว่านายเจริญ น่าจะเลี่ยงภาษีในช่วง 2 ปี เป็นเงินเกือบพันล้านบาท ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่กรมสรรพากรจะต้องไปดำเนินการต่อไป โดยขบวนการหลบเลี่ยงภาษีอ้างว่าเป็นการลงทุนกับทางวิทยาลัย ที่เป็นการลงทุนเพื่อการเกษตร ทำสัญญากัน 10 ปี ซึ่งนายเจริญก็ยอมรับทุกขั้นตอน และเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่านายวิศวะ เป็นอาจารย์เก่าของนายเจริญ และมีส่วนร่วมในการให้เจริญ หลีกเลี่ยงภาษี การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในเรื่องฮั้ว ซึ่งจะส่งให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ

นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมของนายเจริญ ช่วงที่ผ่านมาว่าเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลงเอกสารเบิกเงิน 280 ล้านบาทมาใช้ แต่ปรากฎว่ามีการยอมความกัน โดยนายเจริญ ยอมจ่ายค่าเสียหายให้กับสหกรณ์โคนมเพิ่มอีก 900,000 บาท เป็นที่น่าสังเกตว่าเรื่องนี้เป็นความผิดอาญา ไม่สามารถยอมความกันได้ แต่เหตุใดมีการยอมความกันง่าย น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ และนำไปสู่การจัดโผ 68 บริษัทในการได้รับสัมปทานจัดส่งนมโรงเรียน

"นายเจริญ ถือเป็นเจ้าพ่อนมในยุทธจักร แม้ยอมรับว่าไม่ได้เสียภาษี แต่ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ แค่อยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัย ตอนนี้พูดภาษาชาวบ้านว่า เราจับโจรได้แล้ว ส่วนจะมีใครหรือมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ให้ดูจากมติ ครม.วันที่ 30 พ.ย. 2548 จะรู้ว่าใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง ใครเป็นคนเสนอเข้า ครม." นายสุวโรช กล่าว

นายสุวโรช กล่าวด้วยว่า ปัญหาในขณะนี้ จากข้อมูลของกรมศุลกากรชี้ชัดว่ามีการนำเข้านมผง ขาดมันเนยมากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจมีการนำไปผลิตเป็นนมผงให้เด็ก จึงอยากให้รัฐบาลตรวจสอบนมที่เหลืออยู่ในสต็อกด้วย

วันเดียวกัน พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ให้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรวจสอบกรณีทุจริตจัดซื้อนมโรงเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เบื้องต้นพบพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือฮั้วประมูล จึงส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานดำเนินคดีในหลายจังหวัด นอกจากนี้จะเร่งตรวจสอบร่องรอยการเงินและการรับผลประโยชน์ต่างๆ ของกลุ่ม บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประมูลจัดซื้อนมโรงเรียน รวมถึงการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ของผู้ประกอบการจำหน่ายนมโรงเรียนทั้ง 68 แห่ง

ด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวว่า ได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ จ.ชุมพร เพื่อรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการจัดซื้อนมโรงเรียน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะสรุปข้อเท็จจริงในเบื้องต้นได้
Read more ...

พ.ต.ท.สุขทัศน์ พุ่มพันธุ์ม่วง

24 มิ.ย. 2552



รอง ผกก.สส.ภ.จว.ชลบุรี

โปรโมเตอร์ ศึกพุ่มพันธุ์ม่วง

หัวหน้าคณะของ นักมวยดังหลายคน เช่น ไทรโยค พุ่มพันธุ์ม่วง,จ่าแมว พุ่มพันธุ์ม่วง

พานักชกไทยไปชกต่างประเทศ โดยตลอด ส่วนใหญ่ชนะตลอด

อยู่ในตระกูลตำรวจ ตระกูลหนึ่ง

เคยนำกำลังล่อซื้อยาบ้า แล้วผิดพลาดทุบรถเซลล์จนร้องผ่านสื่อ โด่งดังมาแล้ว สุดท้ายยอมความกันได้
Read more ...

AL CAPONE

22 มิ.ย. 2552

เราคงเคยได้ยินคำว่า "มาเฟีย" ในภาพยนตร์ ฮอลลีวูด
เราคงเคยได้ยินคำว่า "เจ้าพ่อ" ในภาพยนตร์ ไทย
เราคงเคยได้ยินคำว่า "อิทธิพลท้องถิ่น" ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมไทย

เกาะชิชิลี่ ในประเทศอิตาลี่ ถิ่นกำเหนิด ตำนาน มาเฟีย
พฤติกรรมนักเลง และอันธพาล มีอยู่ในทุก ๆ สังคม มาแต่โบราณ

แต่มักจะไม่มีการพัฒาเป็นองค์กรที่ถาวร และสืบทอดอำนาจได้
ในหลาย ๆ สังคม นั่นอาจเป็นเพราะ ในสังคมเหล่านั้น
มีวัฒนาธรรมบางอย่าง ที่ไม่เอื้ออำนวย ต่อองกรค์มาเฟีย
เช่น วัฒนธรรมการเสียสละเพื่อส่วนรวม เอิ้อเฟื้อเผี่อแผ่ซึ่งกันและกัน

สุภาษิตของชาวชิชิลี่ คือ "ผู้ชาย ที่อยู่กับเย้า เฝ้ากับเรือน ไม่ใช่ลูกผู้ชาย"

ในยุคที่อเมริกา เริ่มมีความเจริญ ทางอุตสาหกรรมนั้น
องค์กรมาเฟียก็มีการพัฒนา ตามผลประโยชน์ที่มีมากขึ้น

Al Capone มีเชื้อสายชิชิลี่ เกิดในปี 1899
เป็นลูกคนที่ 4 ใน 9 คนของช่างตัดผม ในเมือง New York
เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียน เนื่องจากมีพฤติกรรมรุนแรง
ตอนอยู่ชั้น ป. 6 อายุ 14 ปี จากนั้นก็หางานทำ และเปลี่ยนไปหลายแห่ง

จนถูกชักนำ เข้าร่วมแก๊งมาเฟีย Johnny Torrio
เขาเติบโตในแก๊งมาเฟีย ได้เป็นลูกน้องของ Frankie Yale
ผู้ซึ่งต่อมาได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งแทนคนเดิม

Al Capone แต่งงานเมื่ออายุ 29 ปี ในปี 1918
และ 3 ปีต่อมา ได้ย้ายจาก New York ไปยัง Chicago ในปี 1921
เพื่่อการขยายธุรกิจของแก๊งมาเฟีย แต่ใน Chicago เองก็มีแก๊งมาเฟียอยู่มากมาย
ทำให้เกิดการแก่งแย่ง ผลประโยชน์ การเข่นฆ่ากัน ระหว่างแก๊ง เกิดขึ้นตลอดเวลา

Al Capone พัฒนาองค์กรมาเฟียของเขา ได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียง 2-3 ปี
เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามไปมากมาย ขยายงานไปยัง ธุระกิจการพนัน และโสเภณี
จนมีผลประโยชน์ เพิ่มมากขึ้น และความยิ่งใหญ่ ของแก๊ง Al Capone
คือการผลิตและจำหน่ายสุราเถื่อน ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดทางนโยบายของรัฐบาลกลาง
ซึ่งออกกฎหมาย Volstead Act ซึ่งห้ามทำการขาย และขนส่ง สุรา ในสหรัฐ ในปี 1919
และต่อมา ได้ยกเลิก ในปี 1933

ในปี 1923 รัฐบาลเมือง Chicago ได้แก้ปัญหา ด้วยการผลักดัน
แก๊งมาเฟีย Al Capone ออกนอกเมือง พวกเขาจึงย้ายสำนักงานใหญ่ไปยังเมือง Cicero
แต่นั่นกลับกลายเป็น การเพิ่มความยิ่งใหญ่ ให้กับองค์กรมาเฟีย Al Capone
เพราะพวกเขาได้ยึดอำนาจรัฐบาลท้องถิ่น จนเมืองทั้งเมืองเป็นของ Al Capone

การปราบปราม แก๊งมาเฟีย ได้ดำเนินการเรื่อยมา แต่ก็ไม่เคย ประสบความสำเร็จ
เพราะพื้นฐาน ของชาวชิชิลี่ มีกฎระเบียบที่เข้มแข็ง มีประเพณีปฎิบัติ มายาวนาน

หน่วยงาน Prohibition Bureau ซึ่งเป็นของ กระทรวงยุติธรรม
ต่อมาได้พัฒนาเป็น FBI (Federal Bureau of Investigation) ในปี 1935
ได้ทำการปราบปราม แก๊งมาเฟีย อย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าหน้าที่บางคน
ก็ถุกซึ้อ ด้วยอำนาจเงิน ของแก๊งมาเฟีย ทำให้การปราบปราม ยิ่งมีความยากลำบาก
และยิ่งยากมากขึ้น เมื่อ Al Capone มีทนายที่เก่ง และมีความเชี่ยวชาญทางกฎหมาย
คดีหลาย ๆ คดี หลุดในชั้นศาล การปราบปราม ด้วยกฎหมายอาชญากรรม มีแต่ความพ่ายแพ้

ในปี 1926 Eliot Ness ผู้ซึ่งเรียนจบทางด้าน business and law ในระดับปริญญาตรี
และจบทางด้าน criminology ในระดับปริญญาโท มีพี่เขยทำงานอยู่ใน Prohibition Bureau
(ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น FBI ในปี 1935) ได้เข้าทำงานกับพี่เขย และปีต่อมา ได้เข้ามารับผิดชอบ
การปราบปรามแก๊ง Al Capone การปราบปรามในช่วง 2 ปีแรก เน้นการใช้กฎหมายอาชญากรรม
ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ จนถึงปี 1929 เริ่มมองหาวิธีอื่น เนื่องจาก Eliot Ness เรียนจบทางด้าน
business and law จึงมีความรู้กฎหมาย income tax evasion

Eliot Ness เปลี่ยนวิธีทำงาน แก้ปัญหา เจ้าหน้าที่ถูกซื้อด้วยเงิน จนข่าวการทำงานรั่วไหล
ด้วยการลดเจ้าหน้าที่ จาก 50 คน เหลือ 15 คน และสุดท้ายเหลือเพียง 11 คน
และเน้นการหาข้อมูลทางบัญชี ของธุระกิจ Al Capone และใช้ข้อมูลทางบัญชี
ดำเนินการทางกฎหมาย กับธุรกิจของ Al Capone การดำเนินการทางกฎหมายเริ่มได้ผล

และ Al Capone ถูกระบุว่า มีความผิดในศาล 22 คดี ในข้อหา เลี่ยงภาษี ติดคุก 11 ปี
ซึ่งเป็นสิ่งที่ เขาเองไม่เคยคาดคิดมาก่อน ทำให้ตำนาน เจ้าพ่อ Al Capone ที่ยิ่งใหญ่
ต้องจบลงที่คุก Alcatraz ซึ่งเป็คุกที่มีฉายาว่า "ไม่เคยมีใครหนีได้"

นั่นเป็นตำนาน ที่เราเรียนรู้ได้ว่า เจ้าพ่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนั้น

ถูกปราบปรามได้อย่างง่ายดาย ด้วยความรู้ทางบัญชี

ปัญหาอิทธิพลท้องถิ่น ปัญหาอิทธิพลของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น

เป็นปัญหาของการพัฒนาประเทศ

ทำไม..เราไม่ปราบปรามด้วย...วิชาชีพบัญชี
Read more ...

กำพล วัชรพล

21 มิ.ย. 2552

จ่าโท กำพล วัชรพล (27 ธันวาคม พ.ศ. 2462 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539)
ผู้ก่อตั้ง
-หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ,
-ข่าวภาพ,
-เสียงอ่างทอง และ
-มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
อีกทั้งยังเป็น ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐคนแรก

ประวัติ
นายกำพล วัชรพล เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2462 ตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม ที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรคนที่สี่ (คนสุดท้อง) ของนายหลี และ นางทองเพียร มีพี่น้องร่วมมารดา 3 คน คือ

นางนกแก้ว ทรัพย์สมบูรณ์,
นายสยม จงใจหาญ และ
นายวิมล ยิ้มละมัย

นายกำพล จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน และไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อ เนื่องจาก มารดามีอาชีพค้าข้าวเรือเร่ จำเป็นต้องพาลูกขึ้นเรือล่องไปตามแม่น้ำสายต่างๆ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และ แม่น้ำแม่กลอง และใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเรือ

การงาน
ราวปี พ.ศ. 2477 เมื่ออายุได้ 15 ปี นายกำพล เริ่มต้นการทำงานของตนเอง โดยเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสาร เรือเมล์ปล่องเขียว วิ่งระหว่าง ประตูน้ำอ่างทอง ถึง ประตูน้ำภาษีเจริญ ระหว่างนั้นได้คบหาเป็นเพื่อนสนิท กับ

นายวสันต์ ชูสกุล ต่อมา เมื่อนายกำพลสอบเป็นนายท้ายเรือได้ ก็เข้าทำงานเป็นนายท้ายเรือ ชื่อ “พันธุ์ทิพย์” โดยมีนายวสันต์ เป็นพนักงานเก็บค่าโดยสาร

เมื่อปี พ.ศ. 2483 นายกำพล เข้ารับราชการทหารเรือ โดยเริ่มจากเข้าศึกษาที่ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมา ได้บรรจุเข้าประจำเรือหลวงสีชัง นอกจากนี้ นายกำพล ยังได้เข้าร่วมรบ ในราชการสงครามครั้งใหญ่ 2 ครั้ง คือ สงครามอินโดจีน ในกรณีพิพาทระหว่างเขตแดนของไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส และ สงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ในยุทธภูมิครั้งหลังนี้ ส่งผลให้ นายกำพล ได้รับพระราชทาน “เหรียญชัยสมรภูมิ” เหรียญกล้าหาญ และได้รับการเลื่อนยศขึ้นเป็น จ่าโท จากนั้น นายกำพล ได้ลาออกจากราชการ ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เมื่ออายุ 28 ปี

งานหนังสือพิมพ์
ราวเดือน มีนาคม พ.ศ. 2490 นายกำพล ได้เข้าทำงานเป็นผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์หลักไทย ในสมัยที่

นายเลิศ อัศเวศน์ เป็นบรรณาธิการ อยู่ในระยะเวลาหนึ่ง ระหว่างนั้นได้ถูกทดสอบให้เป็นพนักงานหาโฆษณาไปพร้อมกันด้วย

ต่อมา นายกำพล ได้ชวน นายเลิศ และ นายวสันต์ ออกหนังสือฉบับพิเศษ ชื่อ “นรกใต้ดินไทย” ที่นายเลิศเขียนเป็นตอนๆ ลงในหนังสือพิมพ์หลักไทย โดยใช้เงินลงทุน จำนวน 2,000 บาท ที่มาจากทุนส่วนตัว รวมกับการหยิบยืม เมื่อพิมพ์จำหน่าย หักกลบลบหนี้แล้ว แบ่งเงินกันเป็นสามส่วน นายกำพลยังมีเงินเหลือไว้เป็นกองกลางอีก 6,000 บาท

จากนั้น นายกำพล ปรึกษากับ นายเลิศ และ นายวสันต์ ว่า น่าจะออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์สักฉบับหนึ่ง จึงไปจดทะเบียนหนังสือพิมพ์ กับกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ใช้ชื่อว่า “ข่าวภาพ” รายสัปดาห์ โดยใช้ตราเป็นรูป กล้องถ่ายภาพ สายฟ้า และ ฟันเฟือง ซ้อนกันอยู่ในวงกลม เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ที่นายกำพลเป็นเจ้าของตลอดมา

อุปสมบทในระหว่างทำหนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพ” รายวัน นายกำพลได้เข้าอุปสมบท ที่วัดลาดบัวขาว ถนนตก กรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายให้ นางประณีตศิลป์ ภรรยา และ นายวสันต์ ร่วมกันบริหาร และเมื่อลาสิกขาบทแล้ว ได้กลับเข้ามาบริหาร หนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพ” ต่อไป

ข่าวภาพ → เสียงอ่างทอง → ไทยรัฐ

เกียรติยศ
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2516, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ สมาชิกวุฒิสภา 3 สมัยติดต่อกัน
ได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุด ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อ พ.ศ. 2533
ได้รับพระราชทาน เหรียญกาชาดสรรเสริญ ชั้นที่ 1

หนังสือ “เปเปอร์ ไทเกอร์ส” (Paper Tigers) ที่เขียนโดย นายนิโคลัส โคลริดจ์ นักเขียน และ นักหนังสือพิมพ์ ชาวอังกฤษ กล่าวชื่นชม นายกำพล ไว้ในบทความเรื่อง “25 คนหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก พร้อมวิถีทางแห่งชัยชนะ”

หนังสือ “ฮู’ ส ฮู อิน เดอะ เวิร์ลด์” (Who’s Who in the World) ที่จัดพิมพ์โดย บริษัท คิงส์ พอร์ท รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ฉบับปี ค.ศ. 1976-1977 ได้นำประวัติของนายกำพลไปตีพิมพ์ พร้อมกันนี้ ได้มอบเกียรติบัตร ในนามของ คณะกรรมการการพิมพ์ มาร์ควิส อีกด้วย

นิตยสาร “อินเวสเตอร์” รายเดือน ภาษาอังกฤษ ฉบับประจำเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2512 ได้กล่าวยกย่อง นายกำพล ในบทความเศรษฐกิจเรื่อง “กำพล วัชรพล: ลอร์ด ทอมสัน แห่งประเทศไทย”
มูลนิธิหนังสือพิมพ์แห่งเอเชีย ที่มีสำนักงานใหญ่ อยู่ใน กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เชิญ นายกำพล ให้ร่วมเป็น กรรมการบริหารมูลนิธิดังกล่าว

วิสัยทัศน์
นายกำพล เป็นคนแรก ที่ตั้งอาคารริมถนนวิภาวดีรังสิต (ตั้งแต่ยังเป็น ถนนกรุงเทพฯ-สระบุรี) เป็นการย้ายสำนักงานหนังสือพิมพ์ออกสู่ชานเมืองเป็นฉบับแรก ส่งผลให้มีสำนักงานหนังสือพิมพ์ย้ายมาอยู่บนถนนสายนี้ อีกไม่น้อยกว่า 5 ฉบับ
นายกำพล ยังเป็นผู้บุกเบิกในด้านเทคโนโลยีการผลิตหนังสือพิมพ์หลายอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ระบบเรียงพิมพ์ การจัดจำหน่ายด้วยตนเอง เป็นต้น

มูลนิธิไทยรัฐ
โรงเรียนไทยรัฐวิทยา

ครอบครัว
นายกำพล สมรสกับ คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล (นามสกุลเดิม ทุมมานนท์) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2493 มีบุตร-ธิดา รวม 3 คน คือ

-นางยิ่งลักษณ์ วัชรพล,
-นายสราวุธ วัชรพล และ
-นางอินทิรา วัชรพล

นอกจากนี้ นายกำพล ยังมีบุตร-ธิดา กับภรรยาอื่นอีก 5 คน คือ

-นายฟูศักดิ์ วัชรพล,
-นางนำพร วัชรพล,
-นายเกรียงศักดิ์ วัชรพล,
-นายพีระพงษ์ วัชรพล
-นางเพ็ชรากรณ์ วัชรพล

อนิจกรรม
นายกำพล เข้ารับการตรวจรักษาทั่วไปเป็นครั้งแรก ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2538 เนื่องจากมีอาการอึดอัดแน่นท้อง คณะแพทย์ตรวจพบเนื้องอกที่ไต และได้เข้าผ่าตัดเนื้อร้ายทิ้งถึง 2 ครั้ง แต่อาการกลับทรุดลงตามลำดับ จนถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ เมื่อเวลา 01.45 น. วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 ขณะมีอายุ 76 ปี 1 เดือน 25 วัน
Read more ...