นายเข็มชัย ชุติวงศ์

7 ธ.ค. 2562

อดีตอัยการสูงสุด

ประวัติการศึกษา:
ปริญญาโท นิติศาสตร์ HARVARD UNIVERSITY
เนติบัณฑิตไทย เกียรตินิยม สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
ปริญญาตรี นิติศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Read more ...

นายมีชัย ฤชุพันธ์

16 พ.ค. 2562
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นักการเมือง นักกฎหมาย

จากคลิปรายการ ย้อนรอยนายกทหารกับการเมืองไทย โดยวีระ ธีรภัทร Talk Together EP.53/1

บนยูทูป เมื่อ 6 ก.พ.62 วีระ กล่าวว่า

นายมีชัย เริ่มเกี่ยวข้องกับการเมือง สมัย รองนายกฝ่ายกฎหมาย ชื่อนายสมภพ โหตระกิตย์ ในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี
นายมีชัย มาทำงานในลักษณะ ช่วยงานนายสมภพ ดูเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ในขณะที่นายมีชัย ทำงานประจำอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฎษฎีกา และหลังจากนั้นเป็นต้นมา นายมีชัย ก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมายต่าง ๆ ของประเทศไทย ตลอดมา
Read more ...

วรพจน์ พันธุ์พงศ์

14 พ.ค. 2562
เขียนเมื่อ 15 พ.ค.62

เป็นนักเขียนที่ย้ายจาก กทม. ไปอยู่ จ.น่าน
ชอบพื้นที่ กว้าง ๆ แบบต่างจังหวัด
เรียนภาษาฝรั่งเศสด้วยตนเอง ทางเน็ตต่าง ๆ
เป็นนักสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ
เขียนหนังสือมาหลายเล่ม
เทคนิคการสัมภาษณ์ผู้คน คือ สัมภาษณ์ตามมารยาทสังคม
ถ้าทำงานด้วยความตั้งใจ คนที่ทำงานด้วยก็จะให้เกียรติอยู่แล้ว
สัมภาษณ์คน ๆ นึงอาจใช้เวลาเป็นเดือน หรือหลายปี
งานที่ทำ ได้เงินน้อย
ทำงานที่สำคัญ ๆ ก่อน เช่น สัมภาษณ์แล้วเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
สัมภาษณ์ด้วยการเป็นนักฟังที่ดี
สร้างบ้านที่ จ.น่าน ด้วยตนเอง
อย่าหมิ่นประมาทความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
เคยสัมภาษณ์โสเภณี ตำรวจ คนเชียร์แขก ถนนรัชดาภิเษก
รวมเล่มในหนังสือ เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง
Read more ...

ไผ่ ดาวดิน หรือ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

9 พ.ค. 2562
10 พฤษภาคม 2562

ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา  

บัณฑิตย่างวัย 28 จากรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย เจ้าของรางวัลสิทธิมนุษยชนกวางจูปี 2560 (2017년 광주인권상 수상자/2017年 光州人權賞 受賞者) ผู้ถูกตัดสินจำคุกในฐานความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ได้รับการอภัยโทษและปล่อยตัวเช้าวันที่ 10 พ.ค.2562 จากทัณฑสถานพิเศษบำบัดจังหวัดขอนแก่น หรือก่อนกำหนดพ้นโทษจริงเพียง 39 วัน หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเกือบ 870 วัน

ภายหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ไผ่ต้องถูกคุกคามกับความไม่เป็นธรรมในนามของกฎหมายนับครั้งไม่ถ้วน เช่นการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มกับเพื่อนเพื่อปราศรัย ชูป้ายผ้า หรือเพียงแค่แจกเอกสาร ถูกดำเนินคดีในฐานะก่อความไม่สงบเรียบร้อย ยุยงปลุกปั่น เป็นภัยความมั่นคงของชาติ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 6 คดี

22 ธันวาคม 2559 คือวันที่ ไผ่ ดาวดิน ต้องสิ้นอิสรภาพ เพราะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากกรณีการแชร์บทความของสำนักข่าวบีบีซีไทยเกี่ยวกับพระราชประวัติรัชกาลที่ 10

ผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดี คือ" เสธ.พีท "พ.ท. พิทักษ์พล ชูศรี" หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ มณฑลทหารบกที่ 23 ซึ่งมีเรื่องอื้อฉาวกรณีแห่ขันหมากสู่ขอลูกสาวเศรษฐีค้าอาหาร ทะเลขอนแก่น ปิดถนนมิตรภาพเหลือ 1 เลน ทำรถติดนับสิบกิโลเมตร

ไผ่ถูกจับกุมตัวที่จังหวัดชัยภูมิเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2559 ขณะกำลังร่วมขบวนธรรมยาตรา กับพระไพศาล วิสาโล นักสิ่งแสดวดล้อม ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงหมายจับที่ออกโดยศาลจังหวัดขอนแก่น

แม้ว่า ข่าวชิ้นเดียวกันนี้จะมีคนแชร์มากว่า 2,400 แชร์ แสดงความเห็นกว่าพันรายก็ตาม แต่ระบอบอำนาจ คสช.กลับเลือกปฏิบัติ ดำเนินคดีเฉพาะนักกิจกรรมที่ต่อต้านรัฐบาล โดยมีไผ่เป็นรายแรกที่ถูกดำเนินคดี

นอกจากนี้ ไผ่ยังถูกเพิกถอนสิทธิในการประกันตัวจากการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ ซึ่งศาลมองว่าเขามีท่าที "เย้ยหยันอำนาจรัฐ"

ไผ่กล่าวหลังศาลมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกเขาเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจำเลยรับสารภาพ และได้ลดโทษครึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปี 6 เดือน ว่า “ผมสู้เต็มที่แล้ว ทั้งสู้กับตัวเอง สู้กับทุกอย่าง ก็สู้ได้แค่นี้"

ต้นปี 2560 มูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก (5·18기념재단/May 18 Memorial Foundation) ผู้ก่อตั้งรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ระลึกเหยื่อที่เสียสละเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองกวางจู เกาหลีใต้ ในปี 1980 ได้ติดตามผลงานและการสืบสานเจตนารมณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไผ่มาตลอด จึงตัดสินใจมอบรางวัลกวางจูให้แก่ไผ่ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของรางวัลที่อายุน้อยที่สุด และเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้รับเกียรติสำหรับรางวัลนี้ ต่อจากนักสิทธิมนุษยชนสตรีไทย"อังคณา นีละไพจิตร"ซึ่งเคยได้รับในปี 2006

(ภาพข่าว สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)

ที่มา Facebook Sa-nguan Khumrungroj
Read more ...

นายสมชาย แสวงการ - เจ้าของสถิติ ดำรงตำแหน่ง ส.ว.- สนช. รวม 19 ปี โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน

8 พ.ค. 2562
นายสมชาย แสวงการ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติ
สมชาย แสวงการ เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2505 จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดราชบพิธ กรุงเทพมหานคร สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี,ปริญญาบัตร วปอ. 2558, ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2561

สมชาย เริ่มทำงานในด้านสื่อสารมวลชน ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในตำแหน่งผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ สายการเมือง และสายทหาร ก่อนจะเติบโตในสายงานข่าวในตำแหน่งบรรณาธิการข่าว และต่อมาได้ร่วมกับนายสนธิญาณ หนูแก้ว (สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม) ก่อตั้งบริษัท ไอ.เอ็น.เอ็น.กรุ๊ป ทำธุรกิจสำนักข่าว ผลิตข่าวและรายการวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งวิทยุชุมชนร่วมด้วยช่วยกัน โดยมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกลุ่มบริษัทยูคอม เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ วิทยุชุมชนร่วมด้วยช่วยกัน ที่เป็นวิทยุชุมชนอย่างแท้จริง คลื่นแรกของประเทศไทย มีบทบาทอย่างกว้างขวางในการช่วยเหลือประชาชนและสังคม โดยได้รับสิทธิจากหน่วยบัญชาการกำลังสำรองในการเข้ามาบริหารและผลิตรายการ “ร่วมด้วยช่วยกัน” เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ปลายปี 2540 เป็นต้นมา ปัจจุบันวิทยุร่วมด้วยช่วยกันยังคงออกอากาศทางสถานีวิทยุกรมรักษาดินแดน เอฟเอ็ม 96 เมกกะเฮิร์ซ นอกจากนี้ นายสมชายยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยติดต่อกัน 2 สมัย

หลังเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ในปี พ.ศ. 2549 สมชายได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากสายวิชาชีพสื่อมวลชนในปี พ.ศ. 2549 หลังได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช. สมชายจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพื่อเป็นการรักษาระยะห่างระหว่างการทำหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและการทำงานของสมาคมฯ ในฐานะองค์กรวิชาชีพสื่อวิทยุโทรทัศน์ที่จะต้องติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม

ในปี พ.ศ. 2551 สมชายได้รับการสรรหาให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ โดยมีมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิดเป็นผู้ส่งเข้ารับการสรรหา ในช่วงที่ทำหน้าที่ ได้ผลักดันการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชนหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ซึ่งก่อให้เกิดสถานีโทรทัศน์สาธารณะเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เป็นสถานีโทรทัศน์ "ไทยพีบีเอส" ในปัจจุบัน,พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550, พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551, พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553, พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ประธานคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าทางคดีของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ทางการเมือง กรณีการเสียชีวิต พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.21 รอ.) และเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง 10 เม.ย. 2553

ในปี พ.ศ. 2554 สมชายยังได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นสมัยที่ 2 เป็นการต่อเนื่อง โดยมูลนิธิสื่อสร้างสรรค์เป็นผู้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหา รับหน้าที่สำคัญ ๆ ทั้งการกลั่นกรองกฎหมาย และการตรวจสอบ อาทิ โฆษกกรรมาธิการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา 2551-2557 ,กรรมาธิการคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา 2554-2557 ,กรรมการคณะกรรมการพัฒนาระบบงานกฎหมาย วุฒิสภา 2556 ประธานคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิทางการเมือง 2555-2556 เป็นต้น ช่วงปลายปี 2556 ได้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองและการใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม มีปัญหาทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ต่อมารัฐบาลจะประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แต่ด้วยความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างนำไปสู่การคัดค้านการเลือกตั้ง ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เป็นโมฆะ สมชายได้ร่วมกับ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจากหลายองค์กร และมีความเห็นตรงกันให้วุฒิสภาทำการแก้ไขวิกฤติชาติ เพื่อยับยั้งความเสียหาย ด้วยการเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ

1.ให้มีการแก้ไขวิกฤติชาติ โดยคืนความสงบสุข ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ด้วยการจัดให้มีปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งต้องมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีอำนาจเต็มเพื่อดำเนินการ

2.เรียกร้อง ครม.ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ขณะนั้น รัฐบาล และพรรคการเมืองทุกพรรค ให้ความร่วมมือกับวุฒิสภาในการหาทางออกประเทศ ภายใต้การมีส่วนร่วมของคนในชาติอย่างเต็มกำลังและลดเงื่อนไขความรุนแรงขัดแย้ง

3.วุฒิสภาพร้อมทุ่มเทการทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง โดยจะนำความเห็นทุกภาคส่วนมาพิจารณาประกอบ และหากจำเป็นวุฒิสภาจะอาศัยข้อบังคับประชุมของวุฒิสภา เปิดประชุมเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งนายกฯ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ตามประเพณีทั้งของสากล และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

ในที่สุด วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ โค่นรัฐบาลรักษาการนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 สมชาย ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัตแห่งชาติ เป็นสมัยที่ 2 โดยมีตำแหน่งสำคัญ อาทิ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเครื่องการปฏิรูปประเทศ, กรรมการคณะกรรมการประสานงานรวม 3 ฝ่าย (คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ, รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คนที่สาม และกรรมาธิการคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสารมวลชน นอกจากนี้ยังเป็นกรรมาธิการวิสามัญในการร่างกฎหมายอีกหลายฉบับ เป็นต้น

การอบรมและสัมมนา
- หลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 5 จาก สถาบันพระปกเกล้า
- หลักสูตร วุฒิบัตรการบริหารจัดการภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 7 จาก สถาบันพระปกเกล้า
- หลักสูตร ประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะ ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ (บ.ย.ส.14) จาก วิทยาลัยการยุติธรรม
- หลักสูตร หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 3 วิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ

ประสบการณ์การทำงาน
- สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
- สมาชิกวุฒิสภา 2554 - 2557
- สมาชิกวุฒิสภา 2551 - 2554
- สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2549 - 2550
- นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย 2 สมัย พ.ศ.2546-2548, 2548-2549
- กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็นเอ็นเรดิโอ จำกัด และผู้อำนวยการวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน
- บรรณาธิการข่าว สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อสมท.
- กรรมการมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด และมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกัน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์
- พ.ศ. 2556 - Order of the White Elephant - Special Class (Thailand) ribbon.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
- พ.ศ. ไม่ปรากฏ - Order of the Crown of Thailand - Special Class (Thailand) ribbon.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
Read more ...

คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. ชุดที่ 5 (พ.ศ.2561-ปัจจุบัน)

24 เม.ย. 2562
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติไว้ดังนี้

มาตรา 222 คณะกรรมการการเลือกตั้งประกอบด้วยกรรมการจำนวนเจ็ดคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากบุคคลดังต่อไปนี้ (1) ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ ที่จะยังประโยชน์แก่การบริหารและจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา จำนวนห้าคน (2) ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลา ไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวนสองคน ผู้ซึ่งจะได้รับการสรรหาเป็นกรรมการการเลือกตั้งตาม (1) ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 232(2) (3) (4) (5) (6) หรือ (7) หรือเป็นผู้ทำงานหรือเคยทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลา ไม่น้อยกว่ายี่สิบปี ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการสรรหาประกาศกำหนด

และมาตรา 223 กรรมการการเลือกตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 และวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561

1.นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

2.ศาสตราจารย์ ดร. สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กรรมการการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตศาสตราจารย์ระดับ 10 ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตั้งแต่เดือน มี.ค.2552

3.นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

4.นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี กรรมการการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

5.นายปกรณ์ มหรรณพ กรรมการการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา

6.นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กรรมการการเลือกตั้ง (4 ธันวาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 1 ต.ค.60 – 30 ก.ย.61

7.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง (4 ธันวาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
ทนายความ และอดีตที่ปรึกษานายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนุญ ตั้งแต่ปี 2550
Read more ...

อัศนี พลจันทร

21 เม.ย. 2562
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อัศนี พลจันทร หรือในนามปากกาว่า นายผี และ สหายไฟ หรือ ลุงไฟ (15 กันยายน 2461 - 28 พฤศจิกายน 2530 : อายุ 69 ปี) นักประพันธ์และนักปฏิวัติชาวไทย รู้จักกันในฐานะผู้แต่งเพลงเดือนเพ็ญ (คิดถึงบ้าน)

ประวัติ
อัศนี พลจันทร เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2461 ที่บ้านท่าเสา ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี บิดาคือ พระมนูกิจวิมลอรรถ (เจียร พลจันทร) มารดาคือ สอิ้ง พลจันทร ซึ่งหากสืบเชื้อสายทางบิดาขึ้นไปจนถึงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี จะพบว่าต้นตระกูลคือ พระยาพลเดือน เดิมชื่อนายจันทร์ เคยรบกับพม่า จนได้ชัยชนะและเป็นผู้รั้งเมืองกาญจนบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

อัศนี พลจันทร จบชั้นมัธยม 5 แล้วศึกษาต่อจนจบชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2479 ในขณะที่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สนใจในด้านวรรณกรรมโดยใช้นามปากกาว่า นายผี และเป็นที่รู้จักเมื่ออัศนีได้เป็นคนควบคุมคอลัมน์กวี ในนิตยสารรายสัปดาห์ 'เอกชน

การทำงาน
อัศนีเริ่มรับราชการครั้งแรกเป็นอัยการผู้ช่วยชั้นตรี เมื่อ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2484 ถูกย้ายไปที่จังหวัดปัตตานี เนื่องจากมีปัญหากับหัวหน้างาน อยู่ปัตตานีได้ 2 ปีก็ถูกสั่งย้ายไปที่สระบุรี ด้วยทางการได้ข่าวว่าให้การสนับสนุนชนชาวมลายูต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผ่านไป 4 ปีเศษมีคำสั่งให้ย้ายไปอยุธยา เนื่องจากขัดแย้งกับข้าหลวง จากนั้นถูกสั่งให้กลับมาประจำกองคดี กรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย เหตุเพราะความเป็นคนตรงไปตรงมา ภายหลังมีปัญหาท้ายที่สุดจึงตัดสินใจลาออกเมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2495

ในช่วง พ.ศ. 2495 จอมพล ป. มีคำสั่งให้จับกุมนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ที่มีผลงานไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ทำให้อัศนีต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ผลงานวรรณกรรมในช่วงนั้นคือ "ความเปลี่ยนแปลง", "เราชนะแล้วแม่จ๋า"

ในปี พ.ศ. 2504 ได้ปรากฏตัวอีกครั้งในนาม สหายไฟ ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อสมาชิกพรรคถูกจับกุมทำให้อัศนีต้องหลบหนีไปอยู่เวียดนามและจีน เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2530 ในแขวงอุดมไซ ประเทศลาว และได้นำกระดูกกลับสู่ประเทศไทยเมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2540

ผลงาน
ช่วงชีวิตของอัศนี มีงานเขียน บทกวี มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทกวีที่ชื่อ อีศาน ที่ลงพิมพ์ในสยามสมัย นับเป็นบทกวีที่ลือเลื่อง จนกลายเสมือนเป็นตัวแทนนายผี จิตร ภูมิศักดิ์ ยกย่องกวีบทนี้ว่า ตีแผ่ความยากเข็ญของชีวิตและปลุกเร้าจิตวิญญาณการต่อสู้ของประชาชนได้อย่างเพียบพร้อม มีพลัง ทั้งเชิดชูนายผีเป็น มหากวีของประชาชน โดยผลงานได้มีการกล่าวถึงมากมายในช่วง เหตุการณ์ 14 ตุลา

เพลง คิดถึงบ้าน หรือ เดือนเพ็ญ ที่อัศนีเขียนขึ้นเพราะความรู้สึกคิดถึงบ้านนับเป็นเพลงที่ถูกบันทึกเสียงและขับขานในวาระต่างๆ มากที่สุดเพลงหนึ่ง ทำให้ชื่อ นายผี อัศนี พลจันทร เป็นที่รู้จักและจดจำในวงกว้าง

นามปากกาของอัศนี ได้แก่ นายผี, อินทรายุทธ, กุลิศ อินทุศักดิ์, ประไพ วิเศษธานี, กินนร เพลินไพร, หง เกลียวกาม, จิล พาใจ, อำแดงกล่อม, นางสาวอัศนี

อ้างอิง
วิกิพีเดีย
Read more ...

มณฑล ชาติสุวรรณ (ปลัดแรมโบ้)

12 เม.ย. 2562
เขียนเมื่อ 12 เม.ย.62 เวลา 11.00 น.
ช่วงนี้ผมโคตรเบื่อ เพราะต้องติดตามข่าวการเมือง
ตามข่าวก็เห็นมีแต่ข่าวคนเลวปกครองประเทศ พวกมันโกงกินประเทศชาติมาอย่างยาวนาน และไม่มีทีท่าว่าพวกมันจะหมดไป
มองหาคนไทยที่พอจะเป็นความหวังแม่งไม่มีเลย
พอดีวันนี้มีคนแชร์คลิปวีดีโอในกลุ่มไลน์
แกพูดถึงการเมืองประเทศไทยทุกวันนี้
ในมุมมองที่น่าสนใจ เพราะแกเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์และความรู้ที่ดี คนรุ่นหลังน่าศึกษาความคิดไว้
จึงตามไปดูหลาย ๆ คลิปของแก
ยอมรับเลยว่า แกเป็นคนจริง ซึ่งสังคมไทยขาดคนแบบนี้อย่างมาก
ความขาดแคลนคนจริงแบบนี้ มันทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนาแบบทุกวันนี้
ยังไงก็ฝากติดตามช่องยูทูปของผู้ใหญ่ท่านนี้ด้วยครับ
ผมขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน 
ทราบว่าท่านเคยเป็นอดีต สว.นครศรีธรรมราช ผู้คนลงคะแนนให้ 1.2 แสนคน
อดีตปลัดอำเภอ และฝ่ายปกครองในโซนจังหวัดภูเก็ตและภาคใต้
ฝากติดตามหาความรู้ ความคิดที่ดี นำไปพัฒนาบ้านเมือง ต่อสู้กับคนชั่วกันครับ
Read more ...

เปิดประวัติสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่

15 ก.ค. 2561
ที่มา : พุตตี้อินดี้นิวส์28station

ปัจจุบัน เกิดการระบาดของแชร์ลูกโซ่ มากขึ้น ซึ่งมาในรูปแบบธุรกิจขายตรง ชวนลงทุนออมต่างๆ และแชร์ที่เล่นผ่านการออนไลน์ นับวันผู้เสียหายยิ่งมากขึ้น ทั้งข้าราชการ ทั้งรัฐวิสาหกิจ ชาวบ้าน โดยเฉพาะขณะนี้ ได้เริ่มเข้าไปถึงเยาวชน นักศึกษา ซึ่งมิจฉาชีพ ที่อ้างตัวเป็นเจ้าของบริษัท ท้าวแชร์ ได้เห็นช่องว่างทางกฎหมาย ประกอบกับส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ หรือเล่ห์เหลียมที่สามารถ หลอกลวงคนได้ทีละหลายร้อย หลายพันคน บางคนต้องกู้หนี้ยืมสิน จำนองบ้านมาเพื่อลงทุนดังกล่าว

นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ดีกรีวิศวะไฟฟ้าและมหาบัณฑิตปริญญาโทอีกหลายใบ หนุ่มรุ่นใหม่ที่อายุเพียง30กว่าๆ ที่ทางบ้านมีธุรกิจถือว่าฐานะดี แต่กลับไม่ได้ใช้เวลาไปกับความมั่งคั่ง หากได้เล็งเห็นถึงความโหดร้ายของระบบแชร์ลูกโซ่ ที่เข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจและประชาชนในประเทศไทย จึงได้ก่อตั้ง สมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทยขึ้น ในปี 2558 ที่ผ่านมา เป็นที่รับเรื่องร้องทุกข์ของผู้เสียหายคดีแชร์ลูกโซ่ แชร์ออนไลน์ ตลอดจนผู้เสียหายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีที่เกี่ยวข้อง นั่นเพราะ ความน่าสงสารของผู้เสียหายในคดีนี้คือ ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพรับเรื่องเป็นคดีความ ทำให้ผู้เสียหายต่างหมดหวัง และตัดใจสูญเงินที่ลงทุนไป เคยมีเคสหลายรายถึงกับฆ่าตัวตายเพราะความเครียด ความเสียใจ ในความสิ้นเนื้อประดาตัวดังกล่าว

นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย แม้อายุยังน้อย แต่ได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการเป็นตัวแทนประชาชนต่อต้านภัยร้ายแห่งของประเทศไทย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์โดดเด่น ชัดเจน ซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญ เสียสละอย่างมาก เพื่อที่จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนมาถึง 4 ปีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เป็นองค์กรภาคเอกชน ไม่มีงบประมาณจากทางรัฐช่วยเหลือ กล่าวคือ นายสามารถ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายคนเดียวทั้งหมดในการช่วยเหลือประชาชน สังคม โดยไม่ได้ขอรับบริจาคใดใดทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้ชื่อเสียงของสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ได้ถูกยอมรับจากหน่วยงานต่างในประเทศไทยแทบทุกหน่วยงาน

ซึ่งมีข้าราชการระดับสูง ผู้ใหญ่ของทางบ้านเมืองได้กล่าวชื่นชม ในความสามารถ ความเสียสละ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ของนายสามาร เจนชัยจิตรวนิช มากมาย อาทิ พล.อ.(ญ) ดร.ท่านผู้หญิง อภิรดี ยิ่งเจริญ อดีต ราชองครักษ์พิเศษประจำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ประธานมูลนิธิรักษ์ป่า พยุงไทย พยุงธรรม เพื่อแผ่นดิน นายสหัส พุกกะมาน อดีตที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง หน่วยงาน สำนักพระราชวัง พลเอกธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พันตำรวจโทประวุฒิ วงศ์สีนิล อธิบดีดีเอสไอ และอีกหลายท่าน ที่เห็นการกระทำปิดทองหลังพระของผู้ชายคนนี้ และยกย่องให้เป็นวีรบุรูษที่ปราบแชร์ลูกโซ่

จากคดีแชร์ลูกโซ่ธรรมดา ที่หน่วยงานภาครัฐไม่ค่อยให้ความสนใจ ปัจจุบัน ทั้งทาง กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ สำนักงานป้องกันการฟอกเงิน หรือ ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เริ่มมีบทบาท ในการเข้าช่วยเหลือสมาพันธ์ฯ และประชาชนผู้เสียหาย จนปิดคดีดังๆมากมาย เช่น 

- คดียูฟัน อันเป็นคดีใหญ่ที่โด่งดัง 
- คดีคอร์สสัมมนา 
- คดีแชร์ออนไลน์บ้านมิลิน 
- คดีแชร์ออนไลน์บ้านซากุระ 
- คดีแชร์ออนไลน์บ้านสาริกา 
- คดีแชร์ออนน์กุ้งก้ามแดง 
- คดีเหมืองทองKTT 

 ที่มีผู้เสียหายเหยียบหลักแสนคน

ที่ล่าสุดนายสามารถ ได้เข้าร่วมประชุมกับทาง ผู้ว่าจังหวัดคาราช จนมีคำสั่งฟ้องฐานฉ้อโกงประชาชน ในที่สุด และอีกหลายคดีที่อยู่ในกระบวนการบังคับคดี อาทิ 

- คดีแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ 
- คดีแชร์เติมเงินมือถือ ไทยสตาร์ 
- คดีแชร์เกมส์ออนไลน์ และคดีที่อยู่ในกระบวนการพิพากษาของศาล อาทิ 
- สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 1ชีวิต 1ล้าน 
-  หนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมือง 
- คดีแชร์เพกาซัส 

 นอกจากนี้ยังมีคดีที่ทาง ดีเอสไอ ขอลงเป็นเจ้าภาพหลักอีกมากมาย อาทิ 

- คดีเจมส์ดิจิตอล 
- คดีสยามแกรนด์ 
- คดีแชร์แอตเกิ้ลเกต และ
- คดีอื่นๆอีกมากมาย

นอกจากดำเนินการเป็นศูนย์กลางพาเหยื่อแชร์ลูกโซ่ร้องเรียนแล้ว นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ยังเปิดโครงการสัมนาอบรมให้ความรู้ภายใต้ชื่อ รู้ทันกลโกงแชร์ลูกโซ่ ทั้งในกรุงเทพ และจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดโคราช จังหวัดชลบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดศีรษะเกษ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดสุโขทัย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดฯและหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึง ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมฟังอบรมเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ โดยในงานสัมมนาจะได้รับเกียรติจาก วิทยากรผู้มีความรู้ด้านแชร์ลูกโซ่ และธุรกิจขายตรง รวมทั้งผู้มีความรู้ด้านกฎหมายมาร่วมบรรยาย จากหน่วยงานปราบปรามชั้นนำของประเทศ อย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. กรมราชทัณฑ์ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนั้นๆ

นอกจากนี้สำหรับผู้เสียหายที่เกิดความลำบากจริงๆโดยนำเอกสารหลักฐานมายืนยันต่อสมาพันธ์ ทางสมาพันธ์จะมอบเงินเยียวยาผู้เสียหาย เริ่มต้นที่ 5,000 บาท โดยงบประมาณทั้งหมดมาจาก นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช เพียงผู้เดียว

นายสามารถ ได้เล่าอีกว่า ตนเองไม่ยากเห็นคนไทยหลอกคนไทยด้วยกัน บางคนเดือดร้อนมากเราก็ต้องยื่นมือเข้าช่วย อาจจะมีหลายคำถาม ว่าทำเพื่ออะไร ทำไปทำไม เพราะสมาพันธ์ฯไม่มีรายรับ มีแต่รายจ่าย ซึ่งตนเองบอกได้เลยว่า การได้ทำเพื่อคนอื่น ได้ตอบแทนสังคม นั่นก็คือการตอบแทนคุณแผ่นดินประเทศไทย ตอบแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.60 ตนเอง ได้บวชศึกษาธรรม ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยมี สมเด็จพระสังฆราชทรงพระกรุณาเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ นับเป็นอีกแรงบันดาลใจในการทำความดีที่จะช่วยเหลือผู้เสียหายที่ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งทุกวันนี้ตนเองพอเพียงในชีวิต ก็แบ่งปันสู่คนที่ประสบปัญหา แต่ต้องการจะต่อสู้ที่ต้นเหตุปัญหา คือ พวกขบวนการแชร์ลูกโซ่ ให้หมดไปมากกว่า

ซึ่งในปัจจุบันนี้ สมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ได้ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม นามธรรม จึงอยากให้ทางรัฐบาลช่วยสนับสนุนแนวคิด 6 ข้อ เพื่อปราบแชร์ลูกโซ่ให้หมดสิ้นไป

1. ให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มโทษผู้กระทำความผิดในฐานฉ้อโกงประชาชน ที่แต่เดิมมีอัตราโทษเพียงแค่ 3-5 ปีเป็น 7-14 ปี เพื่อทำให้มิจฉาชีพติดคุกอย่างต่ำ 50 ปี

2.ภาครัฐควรมีหน่วยงานลักษณะ “One Stop Service บริการแบบเบ็ดเสร็จรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันประชาชนไม่ทราบที่แจ้งความอย่างชัดเจน

3. รัฐบาลควรมีปฏิบัติการเชิงรุก มีกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการสร้างการรับรู้ แสวงหาตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงประชาชน ไม่รอให้เกิดความเสียหายจำนวนมหาศาลขึ้นก่อน

4.ต้องคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาคดีแชร์ลูกโซ่ทุกคดี เพื่อให้มิจฉาชีพเกรงกลัวต่อกฏหมายที่ผ่านมา ให้ประกันตัวก็หลบหนี หรือไม่ก็ไปหลอกลวงคนอื่นซ้ำอีก เพราะไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษ มีให้เห็นมาแล้วคดีเติมเงินมือถือ และ ในอดีตผ่านมาเช่นคดีแชร์บลิสเชอร์

5. ต้องมีเจ้าภาพทำคดีล้มละลาย เพราะทุกวันนี้ไม่มีใครทำสำนวนฟ้องล้มละลาย จึงทำให้คดีล่าช้า ใช้เวลายาวนานถึง 30 ปี กว่าจะได้รับเงินคืน เช่นคดีแชร์แม่นกแก้ว ที่ผู้เสียหายแจ้งความเมื่อปี พ.ศ.2530 แต่เพิ่งได้รับเงินคืนเมื่อเดือนกรกฏาคม พศ 2560 ที่ผ่านมา

6. ถ้าคดีแชร์ลูกโซ่ ที่มีผู้เสียหายหลายพันคน ขอให้ประหารชีวิต ไม่ต้องจำคุก

ซึ่งเชื่อว่า ถ้าอัตราโทษที่เพิ่มขึ้นจะทำให้คนเกรงกลัว ต่อกฎหมายมากขึ้นและจะกระทำผิดน้อยลง
Read more ...

ครูตุ๊ย ยอดธง เสนานันท์

1 ก.ย. 2558
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ยอดธง เสนานันท์ หรือ ยอดธง ศรีวราลักษณ์ (28 สิงหาคม พ.ศ. 2480 - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556) เป็นครูสอนวิชามวยไทยผู้อุทิศตนเพื่อส่งเสริมศิลปะการต่อสู้ประจำชาติมาช้านาน จนได้รับการยกย่องเชิดชูจากสังคมในเวลาต่อมา โดยทั่วไปมักเรียกชื่อครูยอดธงกันว่า "ครูตุ๊ย" หรือ "ครูตุ้ย" นอกจากนี้ท่านยังมีลูกศิษย์เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงหลายราย อาทิ สามารถ พยัคฆ์อรุณ, ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ รวมทั้ง ยอดสนั่น 3เคแบตเตอรี่ อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อให้เกิดนักมวยไทยแชมป์โลกมาแล้ว 57 ราย จึงนับเป็นผู้สร้างแชมป์เปี้ยนมวยไทยระดับโลกเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทย  ครูยอดธงเป็นเจ้าของค่ายมวยศิษย์ยอดธง ซึ่งอยู่ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิค่ายมวยยอดธงนานาชาติ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย

อ่านต่อ https://th.wikipedia.org/wiki/ยอดธง_เสนานันท์
Read more ...

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต)

1 ก.ย. 2558
พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม

"ผู้มีจิตใจเป็นอิสระรู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยตัณหาอุปทานเท่านั้น จึงจะรู้ว่าอะไร เป็นความเสื่อม อะไรเป็นความเจริญที่แท้จริง มิใช่เพียง ความเจริญที่อ้างสำหรับมาผูกรัดตัวเอง และผู้อื่นให้เป็น ทาสมากยิ่งขึ้น หรือ ถ่วงให้จมต่ำลงไปอีก จึงจะสามารถ ใช้ประโยชน์จากความเจริญที่สร้างขึ้นพร้อมกับสามารถ ทำตนเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้เป็นอย่างดี "

นามเดิม ประยุทธ์ อารยางกูร กำเนิด 12 ม.ค. 2481

สถานที่เกิด อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

อุปสมบท อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2504 ในฐานะนาคหลวง

สมณศักดิ์ พระพรหมคุณาภรณ์

ท่านจบการศึกษาทางโลกในระดับมัธยมศึกษา โดยได้รับทุนเรียนดีของกระทรวงศึกษาธิการ บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. 2494 สอบได้นักธรรมชั้น ตรี โท เอก และเปรียญธรรม 3 ถึง 9 ประโยค ขณะยังเป็นสามเณร จึงได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุเคราะห์ ให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในฐานะนาคหลวง ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งน้อยคนนัก ที่จะได้รับโอกาสเช่นนี้ เมื่อจบการศึกษาขั้นปริญญาพุทธศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสอบได้วิชาชุดครู พ.ม.

ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งท่านได้สร้างความเจริญ ให้แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทั้งด้านบริหาร และวิชาการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ การพัฒนาหลักสูตรที่เน้นบทบาท และภาวะสังคมที่เพิ่มขึ้นของสงฆ์ รวมทั้งสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนไว้ในหลักสูตร ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส วัดพระพิเรนทร์ในปีพ.ศ.2515 ถึง พ.ศ.2519 จากนั้นจึงได้มาดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาส วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม

ท่านได้อุทิศตนให้กับการเผยแพร่พระศาสนา ทั้งด้านการบรรยาย ทางวิชาการ การแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดจนงานด้านนิพนธ์ เอกสารวิชาการ และตำราต่าง ๆ จำนวนมาก ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ หนังสือ "พุทธธรรม" ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น "มรดกธรรมอันล้ำค่าแห่งยุค" ที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง

นอกจากงานด้านนิพนธ์แล้ว ท่านยังได้รับการอาราธนาให้เป็นผู้แสดงปาฐกถาในการประชุม นานาชาติขององค์กรระดับโลกต่าง ๆ หลายครั้ง อีกทั้งยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น รางวัล "สังข์เงิน" สาขาเผยแพร่พระพุทธศาสนา ปีพ.ศ.2533 รางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพปีพ.ศ.2537 จากยูเนสโก นับเป็นคนไทยคนแรก ที่ได้รับเกียรติให้รับรางวัลนี้ ซึ่งนับเป็นการสร้างเกียรติประวัติ และชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอย่างมาก

ท่านดำรงชีวิตแบบ เรียบง่าย มีวัตรปฏิบัติที่อ่อนน้อมถ่อมตน ให้ความสำคัญ และความสนใจแก่ผู้ที่เข้าพบโดยไม่เลือกชาติ ศาสนา ผิวพรรณ และเพศ เป็นพระสงฆ์ที่ทำคุณประโยชน์ต่อวงการพระพุทธศาสนา และสังคมของมวลมนุษย์อย่างหาที่เปรียบได้ยาก
ที่มา http://www.dhammathai.org/monk/sangha10.php
Read more ...

ดร.เอ็มเบดการ์ ผู้นำพระพุทธศาสนา กลับสู่ประเทศอินเดีย

1 ก.ย. 2558
ที่มา http://www.oocities.org/watdonta_y/mbedkar.htm

ประวัติชีวิต

ด.ร. อัมเบดการ์ หรือชื่อเต็มของท่าน คือ บาบาสาเหบ พิมเรา รามจิ อัมเบดการ์(Dr. Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar) เกิดในวรรณะศูทร ที่ยากจนที่สุดตระกูลหนึ่งของอินเดีย ในเมืองนาคปูร์ รัฐมหาราษฏร์ ทางตอนกลางของอินเดีย เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๓๔ ท่านเกิดในหมู่บ้านคนอธิศูทร (คนวรรณะจัณฑาล มีชื่อเรียกมากมาย เช่น หริจันทร์ จัณฑาล อธิศูทร ในที่นี้จะใช้คำว่า อธิศูทร) ชื่อว่า อัมพาวดี เป็นบุตรชายคนสุดท้อง คนที่ ๑๔ ของ รามจิ สักปาล และนางพิมมาไบ สักปาล ก่อนที่ท่านอัมเบดการ์จะเกิดนั้น มีเรื่องเล่าว่า ลุงของพ่อเขา ซึ่งไปบวชเป็นสันยาสี(ผู้ถือสันโดษ ตามแนวคิดเรื่องอาศรม ๔ ของฮินดู) อาศัยอยู่ตามป่าเขา ได้มาพำนักในแถบละวกบ้านของเขา รามจิได้ทราบจากญาติคนหนึ่ง ว่าหลวงลุงของตนมาพำนักอยู่ใกล้ๆ จึงไปนิมนต์ให้มารับอาหารที่บ้าน นักบวชสันยาสีนั้นปฏิเสธ แต่ได้ให้พรแก่รามจิว่า \"ขอให้มีบุตรชาย และบุตรชายของเธอจงมีชื่อเสียง เกียรติในอนาคต ได้จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ชาติอินเดีย\" ซึ่งพรนั้นก็มาสำเร็จสมปรารถนา เมื่อวันที่ท่านอัมเบดการ์เกิดนั้นเอง บิดามารดาได้ตั้งชื่อให้ว่า \"พิม\"

แม้จะเกิดมาในครอบครัวอธิศุทรที่ยากจน แต่บิดาก็พยายามส่งเสียจนเด็กชายพิม สามารถเรียนจนจบประถม ๖ ได้ เมื่อจบแล้ว บิดาก็ไม่ได้หยุดที่จะให้บุตรได้รับความรู้ พยายามอดมื้อกินมื้อ เงินที่ได้รับจากการรับจ้างแบกหาม ก็เอามาส่งเสียเป็นค่าเล่าเรียนให้กับเด็กชายพิม จนกระทั่ง สามารถส่งให้เรียนจนจบมัธยมได้สำเร็จ แต่ในระหว่างการเรียนนั้น พิมจะต้องเผชิญหน้ากับความดูหมิ่นเหยีดหยามของทั้งครูอาจารย์ และนักเรียนซึ่งเป็นคนในวรรณะสูงกว่า

ดร.เอ็มเบดการ์(ยืนประนมมือ) เมื่อครั้งเรียนหนังสือระดับมัธยม ต้องนั่งเรียนกับพื้น

เรื่องบางเรื่องที่กลายเป็นความช้ำใจในความทรงจำของพิม เช่นว่า เมื่อเขาเข้าไปในห้องเรียน ทั้งครู และเพื่อนร่วมชั้นต่างก็แสดอาการขยะแขยง รังเกียจ ในความเป็นคนวรรณะต่ำของเขา เขาไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่การที่จะไปนั่งบนเก้าอี้ในห้องเรียน เขาต้องเลือกเอาที่มุมห้อง แล้วปูกระสอบ นั่งเรียนอยุ่อย่างนั้น แม้แต่เวลาจะส่งงานต่ออาจารย์ อาจารย์ก็มีทีท่ารังเกียจ ไม่อยากจะรับสมุดของเขา

เวลาที่เขาถูกสั่งให้มาทำแบบทดสอบหน้าชั้นเรียน นักเรียนในห้องที่เอาปิ่นโต ห่ออาหารที่ห่อมากินที่โรงเรียน วางไว้บนกระดานดำ จะเร่งกรูกันไปเอามาไว้ก่อน เพราะกลัวว่าความเป็นเสนียดของพิม ขะไปติดห่ออาหารของพวกเขาที่วางอยู่บนกระดานดำ

แม้แต่เวลาที่เขาจะไปดื่มน้ำที่ทางโรงเรียนจัดไว้ เขาก็ถูกห้ามอย่างเด็ดขาดที่จะไปจับต้องแท๊งค์น้ำ หรือแก้วที่วางอยุ่ เพราะทุกคนรังเกียจว่าเสนียดของเขา จะไปติดที่แก้วน้ำ เขาต้องขอร้องเพื่อนๆ ที่พอมีความเมตตาอยู่บ้าง ให้ตักน้ำแล้วให้พิมคอยแหงนหน้า อ้าปาก ให้เพื่อนเทน้ำลงในปากของพิม เพื่อป้องกันเสนียด ในความเป็นคน ต่างวรรณะของเขา ซึ่งเป็นความน่าเจ็บช้ำใจยิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ยักษ์มาร ครูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นวรรณะพราหมณ์ แต่เป็นผู้มีเมตตาผิดกับคนในวรรณะเดียวกัน บางครั้งครูท่านนี้ก็จะแบ่งอาหาร ของตนให้กับพิม แต่เขาก็แสดงออกมากไม่ได้ เพราะอาจจะถูกคนในวรรณะเดียวกันเกลียดชังไปด้วย ครูท่านนี้คิดว่า เหตุที่พิมถูกรังเกียจ เพราะความที่นามสกุลของเขา บ่งชัดความเป็นอธิศูทร คือนามสกุล \"สักปาล\"(นามสกุลของคนอินเดีย เป็นตัวบอกวรรณะด้วย) ครูท่านนั้นได้เอานามสกุลของตน เปลี่ยนให้กับพิม โดยแก้ที่ทะเบียนโรงเรียน ให้เขาใช้นามสกุลว่า \"อัมเบดการ์\" พิมจึงได้ใช้นามสกุลใหม่นั้นเป็นต้นมา (จากนามสกุลอัมเบดการ์นี้เอง ทำให้หลายๆคนคิดว่าพิม เป็นคน ในวรรณะพราหมณ์ )

หลังจากอดทนต่อความยากลำบาก การถุกรังเกียจจากคนรอบข้าง ที่รู้ว่าเขาเป็นคนอธิศูทรแล้ว เขาก็ได้สำเร็จการศึกษาจบมัธยม ๖ ซึ่งนับว่าสุงมาก สำหรับคนวรรณะอย่างพิม แต่มาถึงขั้นนี้ พ่อของเขาก็ไม่สามารถที่จะส่งเสียให้เรียนต่อไปได้อีก จนจบปริญญาตรี เคราะห์ดีที่ ในขณะนั้น มหาราชาแห่งเมืองบาโรดา ซึ่งเป็นมหาราชาผุ้มีเมตตา พระองค์ไม่มีความรังเกียจในคนต่างวรรณะ ปรารถนาจะยกระดับการศึกษาแม้คนระดับอธิศูทร ได้มีนักสังคมสงเคราะห์พาพิม อัมเบดการ์ เข้าเฝ้ามหาราชา พระองค์ได้ทรงพระราชทานเงินทุนในการศึกษาต่อของพิม โดยให้เป็นเงินทุนเดือนละ ๒๔ รูปี ทำให้พิม สามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ ต่อมา มหาราชาแห่งบาโรดา ได้ทรงคัดเลือกนักศึกษาอินเดีย เพื่อจะทรงส่งให้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศอเมริกา ซึ่งพิมได้รัลคัดเลือกด้วย เขาได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า อิสรภาพ และความเสมอภาค เพราะที่อเมริกานั้นไม่มีคนแสดงอาการรังเกียจเขา ในความเป็นคนอธิศูทร เหมือนอย่างในประเทศอินเดีย หลังจากจบการศึกษา ถึงขั้นปริญญาเอกแล้ว เรียกว่ามีชื่อนำหน้าว่า ด.ร. พิม อัมเบดการ์ ได้เดินทางกลับมาอินเดีย เขาได้พยายามต่อสู้เพื่อคนในวรรณะเดียวกัน ไม่ใช่แต่เท่านั้น เขาพยายามต่อสู้กับความอยุติธรรมที่สังคมฮินดู ยัดเยียดให้กับคนในวรรณะต่ำกว่า

ด.ร. อัมเบดการ์ ได้ทำงานในหลายๆเรื่อง หลังจากจบการศึกษาที่อเมริกาแล้ว เขาได้เป็นอาจารย์สอนในวิทยาลัยซิดนาห์ม ในบอมเบย์ ในปี ๒๔๖๑ ต่อมาได้รับการ พระราชทานอุปถัมภ์จากเจ้าชายแห่งเมืองโครักขปูร์ ซึ่งเป็นผู้มีพระทัยเมตตาเช่นเดียวกับมหาราชาแห่งบาโรด้า ในปรารถนาที่จะถอนรากถอนโคนความอยุติธรรม ที่สังคมฮินดู กีดกันคนในวรรณะอื่นๆ ได้ทรงอุปถัมภ์ให้คนอธิศุทร มารับราชการในเมืองโครักขปุร์ แม้นายควาญช้าง พระองค์ก็เลือกจากคนอธิศูทร เจ้าชายแห่งโครักขปุร์ ได้ทรงอุปถัมภ์ในการจัดทำหนังสือพิมพ์ มุขนายก หรือ \"ผู้นำคนใบ้\" ของด.ร.อัมเบดการ์ เช่นอุปถัมภ์ค่ากระดาษพิมพ์ และอื่นๆ ซึ่งอัมเบดการ์ไม่ได้เป็นบรรณาธิการเอง แต่อยู่เบื้องหลัง และเขียนบความลงหนังสือพิมพ์ ในบทความครั้งหนึ่ง มีคำพูดที่คมคายน่าสนใจ ว่า

\"อินเดียเป็นดินแดนแห่งความเหลื่อมล้ำต่ำสูง สังคมฮินดูนั้นช่างสูงส่งประดุจหอคอยอันสูงตระหง่าน มีหลายชั้นหลายตอน แต่ไม่มีบันไดหรือช่องทาง ที่จะเข้าไปสู่หอคอยอันนั้นได้ คนที่อยู่ในหอคอยนั้นไม่มีโอกาสที่จะลงมาได้ และจะติดต่อกับคนในหอคอยเดียวกันในอีกชั้นหนึ่งก็ทำไม่ได้ ใครเกิดในชั้นใดก็ตายในชั้นนั้น\" เขาได้กล่าวถึงว่า สังคมฮินดูมีส่วนประกอบอยู่สามประการ คือ พราหมณ์ มิใช่พราหมณ์ และอธิศูทร พราหมณ์ผู้สอนศาสนามักกล่าวว่า พระเจ้ามีอยู่ในทุกหนแห่ง ถ้าเช่นนั้น พระเจ้าก็ต้องมีอยู่ในอธิศูทร แต่พราหมณ์กลับรังเกียจคนอธิศูทร เห็นเป็นตัวราคี นั่นแสดงว่าเขากำลังเห็นพระเจ้าเป็นตัวราคีใช่หรือไม่

ด.ร. อัมเบดการ์มีผลต่อความเคลื่อนไหวหลายๆอย่างในอินเดียขณะนั้น เขาเป็นอธิศูทรคนแรก ที่ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย หลังจากที่อินเดีย ได้รับเอกราช เป็นผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย เขาเป็นผู้ที่ชี้แจงต่อที่ประชุมในโลกสภา โดยการอนุมัติของด.ร.ราเชนทรประสาท ให้ชี้แจงอธิบายต่อผู้ซักถาม ถึงบางข้อบางประเด็นในรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพ์บางฉบับลงเหตุการ์ตอนนี้ว่า \"ด.ร.อัมเบดการ์ ทำหน้าที่ชี้แจงอธิบาย เรื่องร่างรัฐธรรมนูญต่อผู้ร่วมประชุม ประดุจพระอุบาลีเถรเจ้า วิสัชชนาข้อวินัยบัญญัติ ในที่ประชุมปฐมสังคายนา ต่อพระสงฆ์ ๕๐๐ มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ฉะนั้น\" และเขาเป็นผู้ต่อสู้เพื่อทำลาย ความอยุติธรรม ที่คนในชาติเดียวกัน หยิบยื่นให้กับคนในชาติเดียวกัน แต่ต่างวรรณะกันเท่านั้น

การปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ 

ด.ร.อัมเบดการ์ แต่งงานมีครอบครัว สองครั้ง ครั้งแรกแต่งกับคนในวรรณะเดียวกัน ชื่อว่านางรามาไบ ครั้งที่สอง เขาได้พบรักกับแพทย์หญิงในวรรณะพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อว่า ชาดา คาไบ ในโรงพยาบาลที่เขาไปรับการรักษาอาการป่วย เขาได้แต่งงานครั้งที่สอง และเป็นครั้งแรกที่คนในวรรณะต่ำเช่นเขา ได้แต่งงานกับคนในวรรณะสูง คือวรรณะพราหมณ์ เมื่ออายุเขาได้ ๕๖ ปี และมีคนใหญ่คนโต นักการเมือง พ่อค้า คนในวรรณะต่างๆมาร่วมงานแต่งงานของเขามากมาย ต่างจากครั้งแรก ที่เขาแต่งงานในตลาดสด

หลังจากนั้น ด.ร.อัมเบดการ์ ได้ลงจากเก้าอี้ทางการเมือง เขาถือว่าเขาไม่ได้พิศวาสตำแหน่งทางการเมืองอะไรนัก ที่เขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ก็เพราะเขาต้องการ ทำงานเพื่อเรียกร้องความถุกต้องให้กับคนที่อยุ่ในวรรณะต่ำ ที่ได้รับการข่มเหงรังแกเท่านั้น

เหตุการณ์สำคัญประการหนึ่ง ที่ด.ร.อัมเบดการ์ได้กระทำ และเป็นสิ่งที่มีคุณูปการมากต่อพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดีย คือการเป็นผู้นำชาวพุทธศูทรกว่า๕ แสนคน ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ เหตุการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จึงขอกล่าวถึงอย่างละเอียดสักหน่อย

ความจริง อัมเบดการ์สนใจพระพุทธศาสนามานานแล้ว โดยเฉพาะจากการได้อ่านหนังสือพระประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเขียนโดยท่านพระธัมมานันทะ โกสัมพี ชื่อว่า \"ภควาน บุดดา\"(พระผู้มีพระภาคเจ้า) เขาได้ศึกษาแล้วว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีข้อรังเกียจในเรื่องวรรณะ ไม่ปิดกั้นการศึกษาพระธรรม ให้ความเสมอภาค และภราดรภาพแก่คนทุกชั้น ในจิตใจของด.ร.อัมเบดการ์ เป็นชาวพุทธอยุ่ก่อนแล้ว แต่เขาตั้งใจจะทำให้เป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้น สิ่งที่ปรารถนาก็คือ การปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ พร้อมกับพี่น้องชาวอธิศูทร ใน งานฉลองพุทธชยันติ (Buddhajayanti)

ท่านด.ร.อัมเบดการ์ ๆได้กล่าวสดุดีพระพุทธศาสนา เขียนหนังสือเผยแผ่พระพุทธธรรมหลายเล่ม เช่น \"พุทธธรรม \"(Buddha and His Dhamma) \"ลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนา\" (The Essential of Buddhism) และคำปาฐกถาอื่นๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์ภายหลัง เช่น \"การที่พระพุทธศาสนาหมดไปจากอินเดีย\" (The down fall of Buddhism in india) เป็นต้น

ก่อนหน้าที่จะมีงานฉลองพุทธชยันตี เป็นที่ทราบกันดีว่า อินเดียในขณะนั้น มีชาวพุทธอยู่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอัพโภหาริก คือน้อยจนเรียกไม่ได้ว่ามี แต่เหตุใดจึงมีงานฉลองนี้ขึ้น คำตอบนี้น่าจะอยุ่กับท่านยวาห์ ราล เนรูห์ ซึ่งท่านได้กล่าวคำปราศรัยไว้ในที่ประชุมโลกสภา (รัฐสภาของอินเดีย เรียกว่า โลกสภา) เรื่องการจัดงานฉลองพุทธชยันตี ว่า

\"พระพุทธเจ้า เป็นบุตรที่ปราดเปรื่องยิ่งใหญ่ และรอบรู้ที่สุดของอินเดีย ในโลกนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เคียดแค้น และรุนแรง คำสอนของพระพุทธเจ้า ส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ที่รุ่งโรจน์ ไม่มีคนอินเดียคนใด ที่จะนำเกียรติยศ เกียรติภุมิ กลับมาสู่อินเดียได้เท่ากับพระพุทธองค์ หากเราไม่จัดงานฉลองท่านผู้นี้แล้ว เราจะไปฉลองวันสำคัญของใคร\" และได้กล่าวอีกตอนหนึ่งว่า \"ข้าพเจ้าไม่นับถือศาสนาใดๆในโลกทั้งนั้น แต่หากจะต้องเลือกนับถือแล้ว ข้าพเจ้าขอเลือกนับถือพระพุทธศาสนา\"

ในงานฉลองพุทธชยันตินั้น รัฐบาลอินเดียได้จัดสรรงบประมาณการจัดงาน ฉลองตลอด ๑ปี เต็มๆ โดยวนเวียนฉลองกันไปตามรัฐต่างๆ รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณต่างๆ เช่น ทำตัดถนนเข้าสุ่พุทธสังเวชนียสถานต่างๆให้ดีขึ้น สร้างธรรมศาลา ทำการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาร่วมงานพุทธชยันตีจากประเทศต่าง จัดพิมพ์หนังสือสดุดี พระพุทธศาสนา จัดทำหนังสือวิชาการพระพุทธศาสนา โดยนักปราชญ์หลายท่านเขียนขึ้น ประธานาธิบดีราธ กฤษนัน เขียนคำนำสดุดีพุทธคุณ ให้ชื่อว่า \"2500 years of Buddhism\" (๒๕๐๐ ปีแห่งพระพุทธศาสนา) ทั่วทั้งอินเดีย ก้องไปด้วยเสียง พุทธัง สรณัง คจฺฉามิ

ส่วนในการปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะนั้น ท่านอัมเบดการ์ได้นำชาววรรณะศูทร ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปูร์ สาเหตุที่ท่านเลือกเมืองนี้ แทนที่จะเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่างบอมเบย์ หรือเดลลี ท่านได้ให้เหตุผลว่า \"ผู้ที่ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตอนแรกๆ นอกจากพระสงฆ์ คือพวกชนเผ่านาค ซึ่งถูกพวกอารยัน กดขี่ข่มเหง ต่อมาพวกนาคได้พบกับพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมจนพวกนาคเหล่านั้นเลื่อมใส ปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ และเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไปทั่ว เมืองนาคปูร์นี้ เป็นเมืองที่พวกนาคตั้งหลักแหล่งอยู่\" (คำกล่าวของท่านอัมเบดการ์มีมูลอยุ่ไม่น้อย และจะว่าไปแล้ว หลังจากพระพุทธศาสนา เริ่มถูกทำลายจากอินเดีย เมืองนาคปูร์เป็นเมือง ที่มีชาวพุทธอาศัยอยู่มาก และเป็นเมืองที่มีชาวศุทร หรือคนวรรณะต่ำอยู่มากอีกด้วย ดังนั้นศูนย์กลางพุทธศาสนิกชนในอินเดียปัจจุบันที่เป็นคนวรรณะศูทร จึงอยู่ที่นาคปูร์)

ในการปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ ๕ แสนคน เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙นั้น มีพระภิกษุอยู่ในพิธี ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย ๓ รูป คือ ท่านพระสังฆรัตนเถระ (Ven. M. Sangharatana Thera) พระสัทธราติสสะเถระ (Ven. S. Saddratissa Thera) และพระปัญญานันทะเถระ (Ven. Pannanand Thera) ในพิธีมีการประดับธงธรรมจักรและสายรุ้งอย่างงดงาม ในพิธีนั้น ผู้ปฏิญาณตนได้กล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และคำปฏิญญา ๒๒ ข้อ ของท่านอัมเบดการ์ ดังนี้

๑. ข้าพเจ้าจะไม่บูชาพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุต่อไป
๒. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่าพระราม พระกฤษณะ เป็นพระเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่เคารพต่อไป
๓. ข้าพเจ้าจะไม่เคารพบูชาเทวดาทั้งหลายของศาสนาฮินดูต่อไป
๔. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อลัทธิอวตารต่อไป
๕. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าคืออวตารของพระวิษณุ การเชื่อเช่นนั้น คือคนบ้า
๖. ข้าพเจ้าจะไม่ทำพิธีสารท และบิณฑบาตแบบฮินดูต่อไป
๗.ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
๘. ข้าพเจ้าจะไม่เชิญพราหมณ์มาทำพิธีทุกอย่างไป
๙. ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกัน
๑๐. ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน
๑๑. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ โดยครบถ้วน
๑๒. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ โดยครบถ้วน
๑๓. ข้าพเจ้าจะแผ่เมตตาแก่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก
๑๔. ข้าพเจ้าจะไม่ลักขโมยคนอื่น
๑๕. ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม
๑๖. ข้าพเจ้าจะไม่พูดปด
๑๗. ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุรา
๑๘. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา
๑๙. ข้าพเจ้าจะเลิกนับถือศาสนาฮินดู ที่ทำให้สังคมเลวทราม แบ่งชั้นวรรณะ
๒๐.ข้าพเจ้าเชื่อว่าพุทธศาสนาเท่านั้นที่เป็นศาสนาที่แท้จริง
๒๑. ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่ข้าพเจ้าหันมานับถือพระพุทธศาสนานั้นเป็นการเกิดใหม่ที่แท้จริง
๒๒. ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

หลังจากปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะแล้ว เขากล่าวว่า \"ข้าพเจ้าเกิดมาจากตระกูลที่นับถือศาสนาฮินดู แต่ข้าพเจ้าจะขอตายในฐานะพุทธศาสนิกชน\"

คำปราศรัยในที่ประชุมปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ของด.ร.อัมเบดการ์นั้น เป็นการแสดงถึงความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของเขา ต่อมาได้มีผู้พิมพ์คำปราศรัยนี้ลงเป็นหนังสือ เป็นคำปราศรัยที่ยาวถึง ๑๒๖ หน้า ขนาด ๘ หน้ายก มีตอนหนึ่งที่ควรกล่าวถึง เช่น

\"พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากตระกูลต่างๆกัน ย่อมมีความเสมอกันเมื่อมาสู่ธรรมวินัยนี้แล้ว เหมือนมหาสมุทร ย่อมเป็นที่รวมของน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำและทะเลต่างๆ เมื่อมาสู่มหาสมุทรแล้วก้ไม่สามารถจะแยกได้ว่าน้ำส่วนไหนมาจากที่ใด\"

\"พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่ปฏิเสธระบบวรรณะ และคนบางคนไม่มีเหตุผลจะโจมตีพระพุทธศาสนา หรือไม่มีเหตุผลมาหักล้างคำสอนของได้ ก็อ้างเอาอย่างหน้าด้านๆว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของพวกนอกวรรณะ\"

\"ถ้าหากจะมีพระนามใด ที่โจษขานกันนอกประเทศอินเดีย ที่โด่งดัง และกล่าวกันด้วยความเคารพสักการะแล้ว จะมิใช่พระนามของพระราม หรือพระกฤษณะ แต่จะเป็นพระนาม ของพระพุทธเจ้า เท่านั้น \"
เมื่อนักหนังสือพิมพ์ถามถึงเหตุผลในการนับถือพระพุทธศาสนา เขากล่าวว่า \"เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนของชาวฮินดูที่มีต่อคนวรรณอธิศูทรเช่นเรามานานกว่า ๒๐๐๐ ปี\" พร้อมกันนั้นท่านกล่าวต่อว่า

\"พอเราเกิดมาก็ถูกตราหน้าว่าเป็นวรรณะอธิศูทรซึ่งมีค่าต่ำกว่าสุนัข อะไรจะดีเท่ากับการผละออกจากลัทธิป่าเถื่อน ปลีกตัวออกจากมุมมืด มาหามุมสว่าง พุทธศาสนาได้อำนวยสุขให้ทุกคนโดยไม่เลือกหน้า โดยไม่เลือกว่าเป็นวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ความจริงข้าพเจ้าต้องการ เปลี่ยนศาสนาตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๐ แต่เหตุการณ์ยังไม่อำนวย ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าระบบวรรณะควรจะสูญไปจากอินเดียเสียที แต่ตราบใดที่ยังนับถือพระเวทอยู่ ระบบนี้ก็ยังคงอยู่ กับอินเดียตลอดไป อินเดียก็จะได้รับความระทมทุกข์ ความเสื่อมโทรมตลอดไปเช่นกัน พวกพราหมณ์พากัน จงเกลียดจงชังพระพุทธศาสนา แต่หารู้ไม่ว่าพระสงฆ์ในพุทธกาล ๙๐ % เป็นคนมาจากวรรณะพราหมณ์ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าอยากจะถามพวกพราหมณ์ในปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้น กับพวกเขาหรือ\"

อนุสาวรีย์ ดร. เอ็มเบตการ์ ที่หน้ารัฐสภาอินเดีย

บั้นปลายชีวิต 

เป็นที่น่าเสียดายว่า หลังจากพิธีปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธได้ ๓ เดือน ท่านอัมเบดการ์ได้ถึงแก่กรรม ด้วยโรคร้าย ในวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ (ในอินเดียเป็นปี ๒๕๐๐ อินเดียนับพุทธศักราชเร็วกว่าไทย ๑ ปี เช่นเดียวกับพม่า และลังกา) สร้างความยุ่งเหยิงให้กับชาวศูทรมากมาย เพราะยังไม่ทันพาพวกเขาไปถึงจุดหมาย ท่านก็มาด่วนถึงแก่กรรม ไปเสียก่อน เหมือนเรือที่ขาดหางเสือ

เมื่อท่านอัมเบดการ์ถึงแก่กรรมนั้น มีหลายท่านแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อข่าวการมรณะกรรมของท่านแพร่ออกไป มีทั้งรัฐมนตรี นักการเมืองเดินทางมาเคารพศพ และแสดงความเสียใจแก่ภรรยาของท่านอัมเบดการ์ นายกรัฐมนตรีเนรูห์ได้กล่าวอย่างเศร้าสลดว่า \"เพชรของรัฐบาลหมดไปเสียแล้ว\"
ในวันต่อมา นายกรัฐมนตรีเนรูห์ได้กล่าวไว้อาลัยด.ร.อัมเบดการ์ และสดุดีความดีของเขาอย่างมากมาย ตอนหนึ่งเขาได้กล่าวว่า

\"ชื่อของอัมเบ็ดการ์ จะต้องถูกจดจำต่อไปอีกชั่วกาลนาน โดยเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อลบล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู อัมเบดการ์ต่อสู้กับสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าเป็นที่จำต้องต่อสู้ อัมเบดการ์ได้เป็นคนปลุกให้สังคม ของฮินดูได้ตื่นจากความหลับ\"

และได้ให้มีการหยุดประชุมสภา เพื่อไว้อาลัยแด่ ด.ร. อัมเบดการ์

หลังจากนั้น ได้มีคนสำคัญต่างๆ และผู้ทราบข่าวการมรณกรรมของด.ร.อัมเบดการ์มากมาย ได้ส่งโทรเลขไปแสดงความเสียใจต่อภรรยาของอัมเบดการ์ มุขมนตรีของบอมเบย์ คือนายชะวาน ถึงกับประกาศให้วันเกิดของอัมเบดการ์ เป็นวันหยุดราชการของรัฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่ดวงวิญญาณของท่านอัมเบดการ์

ภรรยาของเขาต้องการจะนำศพของท่านอัมเบดการ์ ไปทำพิธียังบอมเบย์ รัฐบาลก็ได้จัดเที่ยวบินพิเศษให้ เมื่อเครื่องบินนำศพมาถึงบอมเบย์ ประชาชนหลายหมื่นคนได้มารอรับศพของอัมเบดการ์ ซึ่งมีหลายคนที่ไม่สามารถอดกลั้นความเศร้าไว้ได้ ร้องไห้ไปตามๆกัน

ด.ร.อัมเบดการ์ ผู้เกิดมาจากสังคมอันต่ำต้อย ต่อสู้เพื่อตัวเอง เพื่อสังคม และเพื่อประเทศชาติอันเป็นส่วนรวม ตั้งแต่เกิดจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต บัดนี้ เขาได้จากไปแล้ว ทิ้งแต่ความดีเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้สรรเสริญ ชาวพุทธในอินเดียเชื่อว่า วิญญาณของอัมเบดการ์คงยังไม่ไปไหน จะคงอยู่กับพวกเขา คอยช่วยพวกเขา เพราะอัมเบดการ์ไม่เคยทิ้งคนจน ไม่เคยลืมคนยาก ช่วยเหลือพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ต่อท้ายจากบทสวดสังฆรัตนะ พวกเขาจึงอ้างเอาด.ร.อัมเบดการ์เป็นสรณะด้วย โดยสวดว่า พิมพัง(ขื่อเดิมของอัมเบดการ์) สรณัง คัจฉามิ อยู่จนทุกวันนี้.

คุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

- มีความมุมานะพยายามในการศึกษาเล่าเรียน แม้จะประสบความลำบาก ความเดือดร้อนมากเพียงใด ก็ก้มหน้ามุมานะต่อไปโดยไม่หยุดยั้งจนกระทั่งจบปริญญาเอก นี่คือความสำเร็จของเด็กยากจนที่เกิดในวรรณะศูทรที่ได้มาด้วยความมานะพยายาม

- มีความอดทนเป็นเลิศ เมื่อครั้งศึกษาเล่าเรียน โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย ดร.เอ็มเบดการ์ ได้เผชิญกับปัญหาต่างๆถูกข่มเหงจากนักศึกษาต่างวรรณะ บางคนได้ข่มเหงรังแก ทุบตีอย่างทารุณ แต่ท่านก็ได้กัดฟันต่อสู้ต่อเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความอดทน และได้นำเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นกำลังใจให้มีความมุมานะในการศึกษาเล่าเรียนยิ่งขึ้น

- มีสติปัญญาดี จนสามารถเรียนจนจบปริญญาเอก

- ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ดร.เอ็มเบดการ์ ได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นหลักในการปฏิวัติระบบชนชั้นวรรณะของสังคมอินเดีย ดังที่ท่านประกาศไว้ตอนหนึ่งว่า "ระบบวรรณะนั้นเป็นความบกพร่อง ใครเกิดมาในวรรณะเลวก๊ต้องเลวอยู่ชั่วชาติ จะทำอย่างไรก็ไม่มีทางดีขึ้นมาได้ ข้อนี้จึงเป็นเรื่องฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป...

กฏแห่งกรรมของพระพุทธเจ้าไม่มีใครลบล้างได้ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญความเพียร ชัยชนะของแต่ละคนขึ้นอยู่กับความเพียร ยาจกก็สามารถยกตนขึ้นเป็นมหาเศรษฐีได้ เพราะความเพียร ด้วยที่ท่านมีนำ้ใจที่หนักแน่น มีอุดมคติสูง กล้าหาญ เสียสละ จึงได้รับสมญานามว่า มนุษย์กระดูกเหล็ก ฝีปากกล้า และอภิชาตบุตรของชาวหริจันทร์(ชาวศูทร)

ดูเพิ่มเติม ดร.อัมเบดการ์ ผู้ที่ชาวพุทธควรยกย่อง PANTIP 

Read more ...

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปญฺญานนฺโท)

3 ส.ค. 2558
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี  https://goo.gl/sFrQmY

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปัญญานันโท) (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 — 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะพระสงฆ์ผู้ปฏิรูปแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทย ผู้เป็นสหธรรมิกร่วมอุดมการณ์คนสำคัญของพระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) และผู้อุทิศชีวิตให้กับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจนวาระสุดท้ายของชีวิต

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ จากรายการ คน ค้น คน
https://www.youtube.com/playlist?list=PLBI72jnPM93IbI2xbE2D1XHXRJqtxLdt_
Read more ...

วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์

19 ก.ค. 2558
ผู้จัดทำเว็บไซต์การศึกษา www.eduzones.com

WEBSITE --- www.ajwiriya.com

BLOG --- https://goo.gl/agU0rr

FACEBOOK  --- https://goo.gl/8eU6no

TWITTER --- https://goo.gl/NBs9IZ

YOUTUBE --- https://goo.gl/zyd46Z

เขียนเมื่อ 20 ก.ค.2558

Read more ...

เยาวลักษณ์ อนุพันธ์

18 ก.ค. 2558

ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 

Read more ...

"Elizabeth Holmes" สาววัย 30 ร่ำรวยติดอันดับ 400 คนแรกมหาเศรษฐีอเมริกา

6 ก.ค. 2558
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557

http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/619977

เป็นเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดามหาเศรษฐี 400 อันดับแรก โดยมีคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี จำนวน 11 คนที่อยู่ในการจัดอันดับของฟอร์บ เช่น

- Mark Zuckberberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ,
- Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ,
- Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Uber และ
- Jan Koum ผู้ก่อตั้ง WhatsApp

ปัจจุบัน บริษัท Theranos ที่เธอเป็นผู้ตั้ง มีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ และเธอเป็นผู้ถือหุ้น 50% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์

Theranos เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีการตรวจเลือดแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ของโลกในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

ชีวิตวัยเด็กของเธอใช้ชีวิตอยู่กับลุง ที่มักพาเธอไปเล่นครอสเวิร์ด ต่อพัซเซิล และท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งลุงของเธอถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง และกำลังลามไปที่สมองและทั่วร่างกาย สุดท้ายลุงของเธอเสียชีวิต

เหตุการณ์นี้ทำให้เธอคิดว่า ถ้าสามารถรู้ตัวก่อนจะป่วย ลุงของเธอก็คงไม่จากไปก่อนวัยอันควร เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยก็สายไปแล้ว

เธอตัดสินใจหยุดการเรียนที่ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อก่อตั้งบริษัท Theranos โดยใช้เงินทุนก่อตั้งบริษัทจากเงินที่พ่อแม่เก็บไว้ใช้ในการเรียนของเธอ

10 ปีต่อมา บริษัทได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองทุน Venture Capital ชื่อ "Draper Fisher Jurvetson" และ "Larry Ellison" ประธานบริษัท ออราเคิล เจ้าของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลชื่อดัง เพื่อวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจเลือดรูปแบบใหม่ จนสามารถใช้งานจริงได้ และได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา

การตรวจเลือด เป็นหนึ่งวิธีในการหาสาเหตุของโรคในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เข็มในการเจาะเส้นเลือด เพื่อนำเลือดมาตรวจ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน ทำให้มีค่าใช้จายสูงและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น แพทย์อาจสั่งเจาะเลือดเพิ่มเพื่อดูผลเฉพาะด้าน ทำให้ต้องเจาะเลือดหลายรอบ และแต่ละรอบต้องรอผลอีก บางคนก็กลัวเข็ม

สิ่งที่บริษัทของเธอทำคือ การสร้างอุปกรณ์เก็บเลือดโดยการเจาะที่ปลายนิ้ว ชื่อ Fingerstick (หรือ Fingerprick) โดยตัวอย่างเลือดเก็บเพียง 2-3 หยด ก็สามารถตรวจเฉพาะได้หลายอย่างและจะตรวจซ้ำหลายครั้งก็ได้ โดยไม่ต้องเจาะเลือดหลายๆ รอบ เป็นวิธีการตรวจที่ประหยัดเวลา ลดต้นทุนการตรวจเลือดจากวิธีการเดิมมากที่สุดถึง 90% และมีประสิทธิภาพ

เธอเชื่อว่า ถ้าคนรู้ข้อมูลสำคัญของร่างกายตนเอง จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต หันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของสหรัฐ มีสัดส่วนถึง 20% ของต้นทุนการดูแลสุขภาพทั้งหมดของประเทศ หากคนรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานก็จะดูแลตัวเองมากขึ้น อัตราการป่วยเบาหวานก็จะลดลง ประหยัดเงินของประเทศเป็นจำนวนมหาศาล

ปัจจุบัน Theranos ได้รับอนุญาตในการตรวจเลือดครบทุกรัฐของประเทศ มีรูปแบบการตรวจเลือดกว่า 200 รูปแบบ

มูลค่าของอุตสาหกรรมตรวจเลือดทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีผู้นำตลาดอยู่ 2 ราย คือ บริษัท Quest และ บริษัท LabCorp แต่เป้าหมายของเธอคือ การสร้างตลาดที่เรียกว่า “Consumer Health Technology” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามหาศาล

เทคโนโลยีของ Theranos อาจช่วยให้มนุษย์สุขภาพแข็งแรงขึ้น อายุยืนขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลอีกมหาศาล

ล่าสุด “Walgreen” ร้านขายยาที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐ เตรียมนำ “Theranos Wellness Center” ไปอยู่ในสาขาของตนกว่า 8,200 สาขาทั่วสหรัฐ เพื่อให้คนได้ใช้เทคโนโลยีการตรวจสุขภาพของเธอเพื่อตรวจสุขภาพตนเองต่อไป
Read more ...

ประทีป ตั้งมติธรรม

3 มิ.ย. 2558
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) (บมจ.)

เกิดเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2491

บิดาเป็นอดีตพนักงานขายวัสดุก่อสร้าง ที่ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการทั่วไป ต่อมาเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างของตัวเอง ชื่อ "เกี้ยนตัง"

ในวัยเด็ก ชอบวาดรูป ศึกษาต่อที่ รร.สวนกุหลาบ มีนิสัยรักการอ่าน ชอบอ่านหนังสือออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้าง ที่ห้องสมุดบริติชเคาน์ซิล ใกล้โรงเรียนบ่อยๆ ศึกษาต่อ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จบเกียรตินิยมอันดับสอง

ในปี 2516เริ่มต้นทำงานเป็นสถาปนิก ที่ บริษัท อีอีซี จำกัด จากนั้นย้ายไปทำงานที่ บริษัท โอบายาชิ กิมิ จำกัด ต่อมาไปเรียนต่อปริญญาโทที่ University of Illinois ที่ Urbana Champaign สาขา Housing เรียน 1 ปี จบหลักสูตร M.Arch เกียรตินิยม "ที่เลือกไปเรียนต่อที่อเมริกาเพราะเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมยุคใหม่ เยอะที่สุด เป็นเจ้าเศรษฐกิจของโลก เจริญที่สุด ก้าวหน้าที่สุด และรวยที่สุด รวมทั้งเรื่องภาษาด้วย" ต่อมาทำงานออกแบบที่ บริษัท Edwards & Dankert, Architects & Planners

กลับประเทศไทย ปี 2520 จึงเปิดบริษัท อาคิเทค เจอรัล ดีไซน์ แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด ต่อมาร่วมทุนกับพี่ชาย ตั้ง บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด(มหาชน) โดยประทีปนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ สร้างโครงการปทุมวันเพลสคอนโดมิเนียม ปี 2525 จนได้รางวัลนักการตลาดดีเด่น

ปี 2532 จึงแยกตัวมาตั้ง บริษัท ศุภาลัย จำกัด ซึ่งเป็นช่วงอสังหาฯ ขยายตัวสูง เหตุผลที่ใช้ชื่อ ศุภาลัย เพราะ ศุภาลัย แปลว่า "บ้านที่ดี" และเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจที่จะสร้างบ้านให้แก่ลูกค้าอย่างที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ครอบครัวนั้นๆอยู่กันอย่างมีความสุข"

3 ปี ต่อมา จึงนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย "การเป็นสถาปนิก ช่วยให้ได้เปรียบคู่แข่งในการตัดสินใจและคิดคำนวณต้นทุนได้เร็ว "

ผู้ที่เขานำมาเป็น Role model ได้แก่

- ขงจื้อ เล่าจื๊อ และเหลี่ยวฝาน ที่สอนว่า "ทุกคนเป็นคนลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง" รวมถึ
- หลวงวิจิตรวาทการ ที่พัฒนาตัวเองจากเสมียนกระทรวงการต่างประเทศจนได้เป็นรัฐมนตรี รวมถึง
- โธมัส อัลวา เอดิสัน ที่ชอบคิดค้นอะไรใหม่ๆ รวมถึง
- คำสอนของพระพุทธเจ้า หลัก "อิทธิบาท 4" ที่เขานำมาเป็นสูตรสร้างความสำเร็จให้องค์กร

พร้อมทั้งสร้างปรัชญาการทำงานที่ยึด SPL ได้แก่ ความเป็นเลิศ(Superiority) , การเอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย(Profitability) และ ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว(Longevity)

ย้ำให้พนักงานพัฒนาตัวเอง ไม่ต้องโทษดวง วิธีพัฒนาตัวเอง ต้องพัฒนา ทั้งความรู้ ความสามารถ คุณภาพชีวิต และความน่าเชื่อถือ ประกอบกัน และตัวเขาทำเป็นต้นแบบให้เห็น

ข้อคิดสำหรับคนรุ่นใหม่  "ในโลกนี้เราสามารถที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ คือความตั้งใจ ความพยายาม และรักในสิ่งที่ทำ เมื่อเราตั้งใจ และพยายามอยู่เรื่อยๆ ไตร่ตรองหาเหตุผลเสมอก็จะทำอะไรใหม่ๆได้ตลอด แล้วเราก็จะภูมิใจในสิ่งที่เราทำได้ ที่สำคัญทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเราก็จะได้ประโยชน์ด้วย และเมื่อเราคิดในสิ่งทีดี ทำในสิ่งที่ดี ก็จะได้สิ่งที่ดีๆ กลับมา”

งานที่ท้าทายจากนี้ไป คือ ทำอะไรที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำให้พัฒนาได้เรื่อยๆ เพราะยังสนุกอยู่กับงาน ตราบใดที่สุขภาพยังโอเคอยู่ก็จะทำไปเรื่อยๆ

การพักผ่อน มีทั้งเล่นจื้อกง โยคะ ฟิตเนส ว่ายน้ำ แบดมินตัน ตีกอล์ฟ  อ่านหนังสือ ดูทีวี ท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ที่ชอบมากๆ และทำมาตั้งแต่วัยหนุ่มคือ  การถ่ายภาพ และสะสมโมเดลบ้าน

เขียนเมื่อ 3 มิ.ย.2558 จากเว็บไซต์ https://www.gotoknow.org/posts/343136
Read more ...

เฟลิกซ์ เคลเบิร์ก (Felix Kjellberg) มหาเศรษฐีหนุ่มเจ้าของช่องยูทูป

16 พ.ค. 2558
เขียนเมื่อ 16 พ.ค.2558

เด็กหนุ่มชาวสวีเดน มีรายได้จาก Youtube สูงถึง 4 ล้านเหรียญดอลล่าต่อปี

มีผู้ติดตามช่อง 36 ล้านคนแล้ว

ติดตามช่องของเขาที่ PewDiePie
Read more ...

วัยรุ่นพันล้าน! “KSI” มหาเศรษฐีหนุ่ม

16 พ.ค. 2558
เมื่อ 16 พ.ค.2558

เด็กหนุ่มเจ้าของช่องในยูทูป ksi

มีผู้ติดตามหลายล้านคน

เน้นเล่นเกมส์แข่งขันฟุตบอล

เป็นช่องที่มีผู้ติดตามมากที่สุดอันดับ 2 ในอังกฤษ

สร้างเม็ดเงินให้กับเขามหาศาลจากค่าโฆษณา

ติดตามช่องของเขาทางยูทูปได้

ksi 
Read more ...

PORNALDO จอมถล่มประตูแห่งวงการหนังโป๊ญี่ปุ่น ลั่นจะทำงานจนอายุ 100 ปี!

12 พ.ค. 2558


โดยข่าวสด เมื่อ 12 พ.ค.2558

จากรายงานของเอเอฟพี "ชิมิเคน" ราชาหนังโป๊ของญี่ปุ่นฮีโร่ของกลุ่มคนติดหนังโป๊ ชายผู้ต้องแบกรับภาระการบำบัดราคะของชาติยังคงดูกระชุ่มกระชวยพร้อมที่จะกระซวกประตูอยู่เสมอ ตามฉายาที่ผู้กำกับรายหนึ่งมอบให้กับเขาว่า "คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แห่งสังเวียนเซ็กซ์" จากลีลาอันร้อนแรงบนเตียงของเขา แม้ว่าวันนี้เขาจะอยู่ในวัย 35 ปีแล้วก็ตาม

ชิมิเคน หรือชื่อจริงว่า เคน ชิมิซึ ซึ่งเชื่อกันว่าได้ร่วมหลับนอนกับผู้หญิงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 พันราย ในหนังกว่า 7,500 เรื่อง ได้ตกเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้หลังออกมากล่าวว่าวงการหนังโป๊ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีนักแสดงหน้าใหม่เข้ามาเสริมกำลัง โดยได้ทวีตข้อความออกไปว่าปัจจุบันมีเสือเบงกอลมากเสียยิ่งกว่านักแสดงหนังโป๊ชายในญี่ปุ่น

"มันเป็นงานที่ยากครับแต่มันต้องมีใครสักคนมาทำหน้าที่นี้" ดาราหนุ่มให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี "เราไม่ต่างจากสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์... ตอนนี้มีนักแสดงชายอยู่เพียง 70 คน ขณะที่นักแสดงหญิงมีมากกว่า 10,000 คน"

ข้อความของเขาถูกนำไปทวีตต่ออีกอย่างล้นหลาม โดยแฟนๆ ที่กลัวว่าธุรกิจหนังโป๊ของญี่ปุ่นที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.6 แสนล้านบาท) อาจตกอยู่ในอันตราย

"พวกเราถูกพบได้ยากมากขึ้น ไม่ต่างไปจากแพนด้า ... มันจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อที่จะต้องดูนักแสดงรายเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด" นักแสดงหนังผู้ใหญ่ชั้นนำกล่าว

เขายังคงยืนยันว่า ตนสามารถที่จะยืนหยัดในวงการได้ต่อไป แม้จะต้องทำการบันทึกหนังโป๊วันละ 2-3 เรื่องโดยเฉลี่ย

"ปกติผมจะนอนกับผู้หญิง 2-3 คน ในแต่ละวัน ผมต้องมีเซ็กส์ประมาณวันละ 2 ชั่วโมง ... มันเป็นงานในฝันของผม ... ผมทำงานนี้มาตั้งแต่อายุ 17 ปี และไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย"

"มันเจ๋งกว่าการนั่งทำงานในสำนักงานเยอะ" นักแสดงซึ่งเล่นเพาะกายในยามว่างกล่าว "ผมจะทำงานนี้ไปจนถึงอายุครบ 100 ปีนู่นแหละ"

ชิมิเคนมีรูปแบบการทานอาหารที่เข้มงวด ในกระเป๋าของเขามีโปรตีนแท่ง, อกไก่ และไข่ต้ม รวมทั้งวิตามินเสริมจากกวางญี่ปุ่น และดื่มสารสกัดจากงูเพื่อเสริมสมรรถภาพ โดยไม่ต้องใช้ไวอากร้า

เขากล่าวว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่มีนักแสดงหน้าใหม่เข้ามา เนื่องจากว่ากลัวที่จะถูกจับได้หรือโดนล้อเลียน โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย และอีกปัจจัยคือการกลัวที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับนักแสดงรายอื่น

ขณะที่คนในวงการบางส่วนโทษว่ากระแสสังคมที่กำลังนิยม "ผู้ชายกินหญ้า" (Herbivore men) ซึ่งละทิ้งเรื่องเซ็กซ์และลักษณะความเป็นชายแบบดั้งเดิม แล้วทำตัวติ๋มๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแข่งขันทางสังคมแทน

"สภาพจิตใจ ผู้ชายกำลังอ่อนแอลง" 

นักแสดงหญิง ยูโกะ ชิรากิ กล่าว 

"พวกเขาเหลือความเป็นชายน้อยลง และไม่ค่อยกล้าแสดงออกเชิงรุกในเรื่องเซ็กซ์"

โทฮิโระ ผู้กำกับดัง เห็นด้วยว่า

ผู้ชายญี่ปุ่นปัจจุบันมีความอ่อนโยนนุ่มนิ่มมากขึ้น 

"ผมอยู่ในธุรกิจนี้มา 27 ปี คุณมองเห็นได้ชัดเลยว่าพวกผู้ชายกินพืชนี่มันเพิ่มขึ้นมากทีเดียว  

ผู้ชายเดี๋ยวนี้ขาดความกระหาย ไม่มีความปรารถนาอะไร พวกเขามีทุกอย่างที่ตัวเองต้องการแล้ว"

"ความแข็งแกร่งของสภาพจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ" ผู้กำกับฯ กล่าว 

"นักแสดงจะต้องตกอยู่ภายใต้สภาพกดดันอย่างหนัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมัวคิดถึงแต่ความกดดันมันก็จบ"

"การร่วมเพศมันยากนะ เหมือนกับฟุตบอลนั่นแหละ คุณไม่มีทางเห็นนักฟุตบอลที่ทำได้อย่างเมสซี่ หรือโรนัลโด้ เป็นร้อยๆ คนหรอกจริงมั้ย มีแต่เมสซี่ หรือโรนัลโด้เท่านั้นที่ทำได้ในแบบฉบับของตัวเอง"
Read more ...