ไพบูลย์ นิติตะวัน กลุ่ม 40 ส.ว.

27 ธ.ค. 2556
ชื่อ-สกุล : นาย ไพบูลย์ นิติตะวัน

วันที่เกิด : 15 มกราคม 2497

ประวัติครอบครัว :

ภรรยาชื่อ นางวินา นิติตะวัน มีธิดา 2 คน

ชื่อธิดา

1. พิชญา นิติตะวัน (ต้นสน)
2. วศินา นิติตะวัน (ต้นข้าว)

การศึกษา :

- ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 5 สถาบันพระปกเกล้า
- นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตำแหน่งปัจจุบัน :

18 กันยายน 2555 สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคอื่น

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ :

- นักธุรกิจ
- สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

6 กุมภาพันธ์ 2550 กรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

ตำแหน่งอื่นๆ :

19 กุมภาพันธ์ 2551 สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาครัฐ
2 พฤษภาคม 2551 กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน
2 พฤษภาคม 2551 กรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ
18 กันยายน 2555 สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคอื่น
- นายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
Read more ...

อีลอน มัสค์

3 ธ.ค. 2556
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 29 พ.ย.2556

หากพูดถึงนักธุรกิจชื่อดังของโลก หลายคนอาจนึกถึงวอร์เรน บัฟเฟตต์ บิล เกตส์ หรือ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก แต่ล่าสุด นิตยสารฟอร์จูนของสหรัฐฯ ประกาศให้ อีลอน มัสค์ ผู้บริหารสเปซเอ็กซ์ และเทสลา มอเตอร์ เป็นนักธุรกิจยอดเยี่ยมแห่งปี อีลอน มัสค์ เป็นใคร และมีความสามารถพิเศษอย่างไร

ฟอร์จูน นิตยสารธุรกิจชื่อดังของโลก ประกาศให้

นายอีลอน มัสค์ ซีอีโอวัย 42 ปี 

ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ และเทสลา มอเตอร์ เป็นนักธุรกิจยอดเยี่ยมแห่งปี 2013 จากผลงานการนำความคิด และวิสัยทัศน์ของตนเอง มาปรับใช้ให้เป็นรูปธรรม แถมยังได้รับการยอมรับจากนักลงทุน และลูกค้าเป็นอย่างดี

อีลอน มัสค์ เป็นลูกครึ่งแคนาดา-แอฟริกาใต้ เกิดที่กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปี 2514 เขาเริ่มฉายแววอัจฉริยะด้วยการฝึกเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง หลังจากมีคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในวัยเพียง 10 ปี

ในอีก 2 ปีต่อมา มัสค์สามารถขายซอฟต์แวร์เกมส์ที่ตนเองเขียนขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายจากแอฟริกาใต้ ไปแคนาดา ในช่วงที่เขามีอายุได้ 17 ปี

ปี 2535 อีลอน มัสค์ ย้ายจากแคนาดา ไปเรียนต่อในคณะบริหารธุรกิจของวอร์ตัน สคูล ที่มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐเพนซิลเวเนีย ในสหรัฐฯ ก่อนเรียนจบปริญญาตรี 2 ใบ ในสาขาเศรษฐศาสตร์ และฟิสิกส์

จากนั้น มัสค์ได้ย้ายข้ามฟากของสหรัฐฯ ไปสมัครเรียนต่อในสาขาฟิสิกส์ประยุกต์ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ตัดสินใจลาออกหลังเข้าเรียนได้เพียง 2 วัน เนื่องจากไม่ต้องการเสียเวลาในการเริ่มต้นบุกเบิกธุรกิจของตนเอง

การย้ายมาแคลิฟอร์เนีย ของอีลอน มัสค์ ถือเป็นการอยู่ถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากเป็นช่วงที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตกำลังบูม โดยมัสค์ เปิดบริษัทแรกในแคลิฟอร์เนียร่วมกับน้องชาย โดยใช้ชื่อว่า Zip2 ก่อนที่บริษัท Compaq Computer จะขอซื้อบริษัทซอฟต์แวร์แห่งนี้ของเขาไปด้วยมูลค่ากว่า 340 ล้านดอลลาร์

จากนั้นในปี 2542 อีลอน มัสค์ เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจากการร่วมก่อตั้ง PayPal บริษัทการเงินบนโลกออนไลน์ ก่อนที่เขาจะขายกิจการต่อให้กับ eBay ไปในปี 2545 และหันมาทุ่มเทเวลากับการบริหารธุรกิจอวกาศอย่าง สเปซเอ็กซ์ และบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า เทสลา มอเตอร์

ด้วยวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่นของอีลอน มัสค์ ทำให้สเปซเอ็กซ์ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกที่ส่งยานอวกาศเดินทางไปสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ ท่ามกลางความพยายามในการเข้าไปบริหารจัดการระบบขนส่งอวกาศแทนที่องค์การนาซา ซึ่งประสบปัญหาด้านงบประมาณ

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เทสลา มอเตอร์ ที่มัสค์ดูแล ยังมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นกว่า 12 เท่า และอาจทำยอดขายปีนี้ได้สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เทสลา กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นที่สุดของโลกในปัจจุบัน

นิตยสารฟอร์จูน ระบุว่า ความสามารถอันโดดเด่นของอีลอน มัสค์ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจ คือ การผสมผสานระหว่างการมีวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น ตลอดจนรสนิยมที่ดีในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และตัดลดต้นทุนการผลิต ทำให้บริษัทที่เขาดูแลสามารถเข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้าง

นอกจากนี้ นิตยสารฟอร์จูน ยังเปรียบเทียบอีลอน มัสค์ ว่าเป็นสตีฟ จ็อบส์ คนต่อไป เนื่องจากภูมิหลัง และความสามารถที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะความพยายามอันไม่หยุดยั้งในการปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆของโลก หลังจากเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มัสค์เพิ่งประกาศเปิดตัวแผนก่อสร้าง Hyperloop รถไฟอัลตร้าไฮ-สปีด ระหว่างนครซานฟรานซิสโก กับลอสแองเจลิส ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำความเร็วได้มากกว่า 1,100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Read more ...

คุณยายอัดรายการข่าวทางทีวีนาน 35 ปี Internet Archive เตรียมแปลงเป็นดิจิทัลเพื่อให้คนรุ่นหลังศึกษา

25 พ.ย. 2556
โดยบล็อกนัน เมือ 25 พ.ย.2556

คุณยาย Marion Stokes จากเมืองฟิลาเดเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มอัดวิดีโอเทปรายการทีวีตั้งแต่ปี 1977 ซึ่งตอนแรกเธอก็ทำเป็นงานอดิเรก แต่นานไปเธอก็หลงใหลการอัดเทป จึงต้องอัดเทปทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากเธอต้องไปทานอาหารที่ภัตตาคารเมื่อไร เธอจะทานอาหารให้เร็วเพื่อรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนม้วนเทป และเมื่อคุณยาย Stokes ได้แก่ตัวลงจนไม่สามารถอัดวิดีโอได้อีก เธอก็ได้สอนผู้ช่วยให้ใช้เครื่องอัดวิดีโอ

รายการข่าวที่คุณยาย Stokes อัดมีแทบทุกสถานี เช่น CNN, CNBC, Fox News, MSNBC, CSPAN และสถานีข่าวท้องถิ่นอื่น ๆ ซึ่งเหตุการณ์ข่าวที่คุณยายอัดไว้ก็มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตการณ์จับตัวประกันของอิหร่าน จนไปเฮอริเคนแคทรีนา

คุณยาย Stokes ได้เสียชีวิตลงในปี 2012 ด้วยอายุ 83 ปี ซึ่งรวมแล้ว เธอได้อัดวิดีโอรายการทีวีมาเป็นเวลา 35 ปี นับเป็นจำนวนเทปได้กว่า 140,000 ม้วน

สำหรับวิดีโอเทปมหาศาลที่คุณยาย Stokes ได้อัดไว้นั้นนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก และตอนนี้ Internet Archive ได้เตรียมแปลงวิดีโอเทปที่คุณยาย Stokes บันทึกไว้เป็นดิจิทัลเพื่อเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากันต่อไป

http://www.fastcompany.com/3022022/the-incredible-story-of-marion-stokes-who-single-handedly-taped-35-years-of-tv-news
Read more ...

นายบรรเจิด สิงคะเนติ

22 พ.ย. 2556
นายบรรเจิด สิงคะเนติ เป็นนักกฎหมายมหาชน สายเยอรมัน ในวงการกิจกรรมรู้กันดีว่า"ดร.บรรเจิด" คือ นักกิจกรรมตัวยงคนหนึ่ง  สมัยทำงานกิจกรรมนักศึกษา อ.บรรเจิด คือ ผู้หนึ่งที่ออกค่ายอาสา เดินทางร่วมอยู่กับเพื่อนพ้องคนทุกข์ยาก ทำคดีความช่วยเหลือพี่น้องสลัม

จบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี พ.ศ. 2527,เนติบัณฑิตไทย,ปริญญาโทด้านกฎหมายมหาชน จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นได้ทุนของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันไปศึกษาปริญญาโท (Magister Lugum) และสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2538 จากมหาวิทยาลัย Bochum และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Doktor der Rechte-Dr.jur) ในปี พ.ศ. 2541 จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

ผลงานของ ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ เคยอดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน หรือ คตส. ตามประกาศคณะปฏิรูปในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ฉบับที่ 30 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 ปัจจุบันเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ว่ากันว่า หากวันนี้ "อาจารย์บรรเจิด" ยังคงอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ "อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์" โดยตรงอย่างหนักหน่วง เพราะเมื่อ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่ง ก็จะทราบกันดีว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน และนายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์มธ. อยู่ในฝ่ายที่สนับสนุน  ทีโดยมีกลุ่มศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ รุ่น 2511 นำโดย นายสายัณห์ สุธรรมสมัย ศิษย์เก่า มธ.รุ่น 2511 ที่เป็นผู้อ่านแถลงการณ์โจมตีนายสุรพล นิติไกรพจน์ เพราะเห็นว่ากลุ่มนี้สนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549

ทำให้กลุ่มแนวคิดเดียวกันทั้ง "สุรพล-สมคิด-บรรเจิด" เกาะกันแน่น ชนิดที่ว่าขายกันเป็นแพ็ก เพราะเมื่อรัฐประหารเฟื่องฟู เราก็ได้เห็น ผู้ยิ่งใหญ่แห่งธรรมศาสตร์เข้าไปทำงานกันอย่างคึกคัก

รวมทั้งแนวคิดนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ที่ อาจารย์สุรพล เป็นผู้จุดพลุ แล้วมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สมัยเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เป็นผู้ออกมารับลูก ผลักดันอย่างเต็มที่ จนในที่สุดเมื่อเจอคำตอบในท้ายที่สุด ทำให้ทุกฝ่ายต้องกลับหัวหันแทบไม่ทัน ในคราวนั้นก็พบว่า แนวคิดเดียวกันที่กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการด้านนี้ ผู้มีใจรักประชาธิปไตยเต็มที่ แต่ไม่ต้องการนายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องทำตัวเงียบหายไปพักใหญ่ทีเดียว

นอกจากนี้ กับบทบาทสำคัญของ "อาจารย์บรรเจิด" ในฐานะ คตส.  ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำคดีตรวจสอบทุจริตในโครงการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา "รัฐบาลทักษิณ" ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานโครงการ รวมทั้งมีชื่อของนักการเมืองรอบจัดอย่าง "เนวิน ชิดชอบ" รวมอยู่ด้วย แม้มีการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ในท้ายที่สุดท้ายคดีนี้ 44 ผู้ถูกกล่าวหา "รอดยกพวง"

นอกจากนี้ "อาจารย์บรรเจิด" ยังมีบทบาทโดดเด่นในช่วงการเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ จนถึงการช่วยงานฝ่ายก่อรัฐประหาร โดยเขาหวังทำให้เกิดสังคมยึดถือ เรื่อง "ความถูกต้อง" เป็นสำคัญ จึงเดินตามแนวคิดของตัวเอง

และการกลับมา ยืนกันสุดขั้วความคิดกับ "กลุ่มนิติราษฎร์" จึงเป็นการประกาศสงครามความคิดกันอีกยก ซึ่งคงต้องสู้กันยาวแน่นอน

1 ส.ค.56 2556 เมื่อนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ลาออกจากตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายบรรเจิดก็สมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก
Read more ...

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน(ชุดที่ตัดสินคดีแก้รัฐธรรมนูญที่มาสว. ขัด ม. 68 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง)

22 พ.ย. 2556
เมื่อ 20 พ.ย.2556

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เข้าดำรงเมื่อวันที่ 28 พ.ค.51 มีวาระการดำรงตำแหน่งรวม 9 ปี

1. นายจรัญ ภักดีธนากุล
เกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเนติบัณฑิตไทย (สอบได้อันดับที่ 1 ของสมัยที่ 25) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยม สาขาวิชากฎหมาย (B.A. in Law Cantab) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษและเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษจากสำนักเกรส์อิน (Gray's Inn) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

นายจรัญเริ่มรับราชการเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ เลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ (ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2535) ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2540) กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ และเลขาธิการประธานศาลฎีกา (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2545) ตามลำดับ โดยระหว่างดำรงตำแหน่งเลขาธิการประธานศาลฎีกา นายจรัญมีบทบาทในการแถลงข่าวแทนฝ่ายตุลาการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์การเมือง ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนเมษายน 2549 และการมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและผู้พิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับให้เข้ามาแก้ไขวิกฤติการณ์ดังกล่าว

ต่อมา นายจรัญได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ โดยวาระการดำรงตำแหน่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 แต่ก่อนจะเริ่มดำรงตำแหน่ง ก็ได้ขอโอนย้ายจากราชการตุลาการไปยังราชการพลเรือน โดยไปเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ปีนั้น นอกจากนี้ ในช่วงปีดังกล่าวซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญถาวรฉบับใหม่ นายจรัญยังได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กับทั้งยังอยู่ในฝ่ายสนับสนุนรับร่างด้วย

ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 นายจรัญได้รับเลือกจากวุฒิสภาให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขานิติศาสตร์อย่างแท้จริงตามมาตรา 206 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม ปีนั้นเอง

2. นายจรูญ อินทจาร
เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมพ.ศ. 2487 สำเร็จการการศึกษา คณะนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแหน่งเนติบัณฑิตยสภา, ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ประวัติการทำงาน เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพิษณุโลก เมื่อปี 2531,รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค1,ผู้พิพากษาศาลฎีกา, ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดสมุทรปราการ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และล่าสุดปี 2549 ดำรงตำแหน่ง ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

3. นายเฉลิมพล เอกอุรุ
เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมพ.ศ.2488 นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จบการศึกษาประกาศนียบัตรชั้นสูงทางรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ Diploma in international Relations Institute of Socical Studies The Hague Master of arts (M.A.) International Law and Relations Columbis University Newyork ประเทศสหรัฐอเมริกา

ประวัติการทำงาน อดีตรองปลัดกระทรวงต่างประเทศ, อดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และเอกอัครราชทูตไทย ประจำสาธารณรัฐฮังการี โครเอเชีย บอสเนีย เฮอร์เซโกวีนา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

4. นายชัช ชลวร 
เกิดเมื่อ 7 กันยายนพ.ศ. 2491 
นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ อดีตประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา

5. นายนุรักษ์ มาประณีต 
เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2492 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
ประวัติ

นุรักษ์ มาประณีต เคยรับราชการโดยเป็น อัยการผู้ช่วย, ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดไชยา, ศาลจังหวัดภูเก็ต, รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 6, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 8, ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ภาค 7

หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนุรักษ์ให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญคณะที่ทำการตัดสินคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 อันสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ซึ่งคำพิพากษาส่วนบุคคลของนายนุรักษ์นั้นได้ตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี และให้ยกคำร้องพรรคประชาธิปัตย์

ต่อมานายนุรักษ์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ คำพิพากษาส่วนบุคคลของนายนุรักษ์ให้ยกคำร้องพรรคประชาธิปัตย์

6. นายบุญส่ง กุลบุปผา 
เกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2493 สำเร็จการการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแหน่งเนติบัณฑิตยสภา
ประวัติการทำงาน

เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทลุง,ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี,ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดจันทบุรี ,ผู้พิพากษาศาลแพ่ง,ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่ง,ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์,รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8,ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ,ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ,รองประธานศาลอุทธรณ์ ,ผู้พิพากษาศาลฎีกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

7. นายสุพจน์ ไข่มุกด์ 
เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2488 สำเร็จการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทูต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,ประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาการทูต, Institut International d' Administration Publique (IIAP) ประเทศฝรั่งเศส ปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ, Universite des Sciences Sociales de Toulouse ประเทศฝรั่งเศส

ประวัติการทำงาน เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ วันที่ 18 ตุลาคม 2546
เอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543

8. นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี 
เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2491 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด (เคยย้ายไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่แต่งตั้งจากตุลาการศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 28 เมษายน 2549) และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550
การศึกษา

นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย, 

ประวัติการทำงาน ผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง 
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด (3 มีนาคม พ.ศ. 2549)
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (28 เมษายน พ.ศ. 2549 - 19 ตุลาคม 2549)
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด (ปัจจุบัน)

9. นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ
ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อายุ 60 ปี แกนนำกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์

นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) และนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาอาญา) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย, Master of Law (LL.M., University of Pennsylvania) ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงทางกฎหมายอาญา (D.E.A. de sciences criminelles) และปริญญาเอกเกียรตินิยมทางกฎหมายอาญา (Doctorat en droit pe′nal mention tre′s honorable, I′Universite de Nancy II)
Read more ...

บทเรียนแห่งความเพียงพอ ของ"โฮเซ มูฮิกา" ประธานาธิบดี"ยากจนที่สุดในโลก"

14 พ.ย. 2556
 
 โดยมติชน เมื่อ 17 พ.ย.2555

เป็นเรื่องธรรมดาที่ไลฟ์สไตล์ของนักการเมืองส่วนใหญ่ มักจะแตกต่างจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นชาวบ้านธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่ที่อุรุกวัย เพราะที่นี่ นักการเมืองที่มีอำนาจที่สุดของประเทศ อาศัยอยู่ในกระท่อมปลายไร่ที่ยังไงก็ดูไม่สมกับตำแหน่ง

ราวตากผ้านอกบ้านน้ำที่ใช้ดื่มกินก็มาจากบ่อน้ำนอกบ้านสนามหน้าบ้านเต็มไปด้วยวัชพืชมีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจ2นาย และมานูเอลลา สุนัขพิการ 3 ขา ทำหน้าที่ดูแลบ้าน ซึ่งจริงๆควรจะเป็นทำเนียบประธานาธิบดี

เราอาจกล่าวได้ว่า ที่นี่คือบ้านพักประธานาธานาธิบดีแห่งอุรุกวัย นายโฮเซ มูฮิกา ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากผู้นำรายอื่นของโลกอย่างชัดเจน

ปธน.มูฮิกา ได้ปิดบ้านพักหรูประจำตำแหน่งที่รัฐมอบให้ในกรุงมอนเตวิเดโอ และเลือกที่จะอาศัยอยู่กับภรรยาที่บ้านหลังเล็กๆสุดถนนลูกรัง ในฟาร์มย่านชานเมืองหลวง ทั้งสองทำการเกษตรกรรมเท่าที่พอจะอำนวยด้วยตนเอง ด้วยการปลูกพืชไม้ดอก

ชีวิตที่แสนเรียบง่ายและความจริงที่ว่านายมูฮิกาบริจาคเงินเดือนซึ่งตกเดือนละ12,000ดอลลาร์สหรัฐกว่าร้อยละ 90 เพื่อมอบให้การกุศล ซึ่งนี่เองที่ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้นำประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

นายมูฮิกาเปิดเผยว่า เขาใช้ชีวิตเช่นนี้มานานแล้ว นั่งพักผ่อนบนเก้าอี้เก่าๆในสวน หรือไม่ก็นั่งบนโซฟาที่เจ้ามานูเอลลาโปรดปราน

"ผมพอใจในสิ่งที่ผมมี"

เงินที่เขาบริจาค ซึ่งมอบให้แก่คนยากจนและผู้ประกอบการขนาดเล็ก ทำให้เขามีชีวิตอยู่ด้วยรายได้ที่เทียบกับค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อเดือนของชาวอุรุกวัย ที่ราว 755 ดอลลาร์ (23,405 บาท)

ในปี 2010การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินประจำปีของคณะรัฐบาลอุรุกวัยพบว่านายมูฮิกามีทรัพย์สินมูลค่า1,800ดอลลาร์ (ราว 55,800 บาท)ซึ่งก็คือราคาของรถเต่าโฟล์กสวาเกนของเขา ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 1987

ส่วนในปีนี้ เขาบวกทรัพย์สินของภรรยาไปด้วย ซึ่งประกอบด้วยที่ดิน รถแทรกเตอร์ และบ้าน รวมแล้ว เขามีทรัพย์สินอยู่ที่ 215,000 ดอลลาร์ (ราว 6,665,000 บาท) อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2 ใน 3 ของทรัพย์สินทั้งหมดของรองประธานาธิบดีดานิลโล แอสโทรี และคิดเป็น 1 ใน 3 ของทรัพย์สินของอดีตประธานาธิบดีทาบาเร วาสเกส

นายมูฮิกา ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2009 เขาใช้เวลาในยุค 1960 และ 1970 ในฐานะสมาชิกกลุ่มกองโจรทูปามารอส กองกำลังติดอาวุธฝ่ายซ้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติในคิวบา เขาเคยถูกยิง 6 ครั้ง และถูกจำคุก 14 ปี สภาพในระหว่างการถูกคุมขังเต็มไปด้วยความยากลำบากและโดดเดี่ยว กระทั่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 1985 เมื่ออุรุกวัยกลับสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย

นายมูฮิกา เผยว่าในช่วงหลายปีระหว่างการถูกคุมขัง ช่วยทำให้มุมมองต่อชีวิตของเขาได้รับการขัดเกลา

เขากล่าวว่า การได้รับฉายาว่าประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก ไมทำให้เขารู้สึกว่าตนเองจน คนจนคือคนที่ต้องทำงานหนักเพื่อตอบสนองรสนิยมอันหรูหราของตน และมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด

สำหรับเขา "สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ คือการได้มีอิสระเสรี เพราะหากคุณไม่ได้ครอบครองสิ่งใดมากมาย คุณก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มแรงกายแรงใจเยี่ยงกรรมกรเพื่อหามันมาครอบครอง และยิ่งไปกว่านั้น คุณยังมีเวลาเป็นของตนเองด้วย"

"ผมอาจเป็นคนแก่ที่ดูประหลาด แต่นี่เป็นวิถีที่เป็นอิสระ"

ผู้นำอุรุกวัย กล่าวถึงในประเด็นเดียวกันนี้ ในการกล่าว ณ ที่ประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม ริโอ+20 เมื่อเดือนมิถุนายน ว่าหลายประเทศต่างพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน

"แต่เรากำลังคิดอะไรอยู่? เราต้องการรูปแบบการพัฒนาและการบริโภคของประเทศร่ำรวยเช่นนั้นหรือ? ผมขอถามคุณว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ หากชาวอินเดียมีสัดส่วนการครอบครองรถต่อครัวเรือนเท่าเยอรมนี? แล้วเราจะเหลืออ็อกซิเจนไว้หายใจอีกเท่าไหร่?"

"โลกใบนี้มีทรัพยากรเพียงพอ เพื่อที่จะตอบสนองให้คน 7 หรือ 8 พันล้านคน มีระดับการบริโภคและการสร้างขยะที่เท่าเทียมกับประเทศร่ำรวยหรือไม่? และนี่เป็นระดับการบริโภคที่เกินจำเป็นที่กำลังทำร้ายโลกของเรา

นายมูฮิกา กล่าวตำหนิผู้นำของโลกส่วนใหญ่ ที่มีความเชื่อที่ผิดๆว่า การสร้างการเติบโต คือการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งในทางตรงกันข้าม จะนำไปสู่จุดจบของโลก

อิกนาซิโอ ซูอาสนาบาร์ สำรวจประชามติชาวอุรุกวัย เปิดเผยว่า หลายคนแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อประธานาธิบดีมูฮิกา เนื่องจากวิถีชีวิตที่เขาเลือกเดิน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้การถูกวิพากษ์วิจารณ์ในตัวเขายุติลง โดยเฉพาะในสิ่งที่รัฐบาลกำลังกระทำ ฝ่ายค้านอุรุกวัยกล่าวว่า ตัวเลขความมั่งคั่งล่าสุดของอุรุกวัย ไม่ได้ก่อให้เกิดการบริการสาธารณะ อาทิ สาธารณสุขและการศึกษาดีขึ้น และนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 ที่คะแนนนิยมในตัวเขาตกลงต่ำว่า 50%

ปีนี้ยังเป็นปีที่เขาต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนักจากนโยบาย2ประการเมื่อเร็วๆนี้รัฐสภาอุรุกวัยได้ผ่านร่างกฎหมายที่อนุญาตให้สตรีทำแท้งได้กระทั่งมีอายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ และนายมูฮิกาไม่ได้ใช้อำนาจในการยับยั้ง ซึ่งต่างกับผู้นำคนก่อน

นอกจากนั้น เขายังสนับสนุนให้มีการอภิปรายเพื่อให้การบริโภคกัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ที่จะทำให้รัฐบาลมีสิทธิผูกขาดในการค้าแต่เพียงผู้เดียว โดยเขาแสดงความคิดเห็นว่า การบริโภคกัญชาไม่ใช่เรื่องน่ากังวลที่สุด การรับมือกับกาค้ายาเสพติดคือปัญหาที่แท้จริง

แต่ถึงกระนั้น ปัญหาเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลต่อคะแนนนิยมมากนัก เพราะตามกฎหมายอุรุกวัย เขาจะไม่สามารถเข้าชิงชัยในการเลือกตั้งในปี 2014 ได้อีก อีกทั้งขณะนี้ เขามีอายุถึง 77 ปีแล้ว และมีแนวโน้มที่จะอำลาวงการการเมือง

และเมื่อถึงเวลานั้น เขาจะดำเนินชีวิตโดยอาศัยสวัสดิการจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว และที่แตกต่างจากอดีตผู้นำประเทศคนอื่น เขาอาจจะไม่ลำบากนัก ในการปรับตัวให้ชินกับชีวิตที่รายได้ลดลง
Read more ...

José Mujica โฮเซ มูจีกา ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก

14 พ.ย. 2556
โดยกระปุกดอทคอม

หากจะพูดถึงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว คนเกือบทุกคนบนโลกใบนี้คงจะคิดถึงผู้นำประเทศที่มีหน้ามีตาในสังคม มีบ้านพักหรูโอ่อ่าสมกับตำแหน่ง และไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนขับรถอารักขากันเป็นขบวน แต่หากใครได้เห็นวิถีชีวิตของประธานาธิบดีอุรุกวัยคนนี้แล้ว รับรองว่าต้องอึ้ง เพราะแม้ว่าตำแหน่งของเขาจะใหญ่โตที่สุดในประเทศ แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบชาวไร่ชาวนา อยู่ในบ้านหลังซอมซ่อ พอมีพอกินเฉกเช่นเกษตรกรคนหนึ่ง
       
และนี่คือภาพวิถีชีวิตของ

โฮเซ มูจีกา ประธานาธิบดีแห่งอุรุกวัยวัย 77 ปี 

ที่ได้รับการขนานนามว่า "ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก" จากการที่เขามีแนวคิดการใช้ชีวิตที่แปลก แตกต่างจากนักการเมืองคนอื่น ๆ นั่นคือ

ปฏิเสธบ้านพักหรูที่ทางการจัดให้ ปฏิเสธการใช้ชีวิตหรูหรา แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตกับภรรยาอย่างสมถะอยู่ในบ้านเก่า ๆ หลังหนึ่งในชนบทนอกเมืองมอนเตวิเดโอ

อยู่อย่างพอเพียง ทำสวน สูบน้ำขึ้นมาใช้เอง โดยมีสุนัขพิการ 3 ขา เป็นคู่หู คอยติดสอยห้อยตามเขาไปด้วยเสมอ

มูจีกา ใช้ชีวิตเฉกเช่นชาวไร่ชาวนาคนหนึ่ง เขาลงมือทำสวน ปลูกผักไว้กินกับภรรยา น้ำที่ใช้ในแต่ละวันก็สูบขึ้นมาจากบ่อ มีรถไถไว้ใช้ทำสวนทำไร่ และรถเต่าเก่า ๆ อีก 1 คันไว้ขับไปไหนมาไหน

ส่วนเงินเดือนที่ได้รับกว่า 360,000 บาทในแต่ละเดือนนั้น เขาก็เก็บไว้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ส่วนอีก 90 เปอร์เซ็นต์ มูจีกาก็นำไปบริจาคช่วยเหลือคนยากจน หรือโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งนั่นทำให้เขามีเงินใช้เดือนละประมาณ 23,000 บาทเท่านั้น และกลายเป็นประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก
       
สำหรับแนวคิดที่ทำให้มูจีกาเลือกใช้ชีวิตอย่างทีเป็นเช่นนี้ มูจีกาได้เปิดเผยว่า "แม้ว่าผมจะได้รับฉายาว่า ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก แต่ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองจนเลยนะ คนจนสำหรับผมน่ะ คือคนที่เอาแต่ทำงานงก ๆ เพื่อยกระดับชีวิตตัวเองให้ร่ำรวย และมีความต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่ผมเป็นนี่แหละคืออิสรภาพอย่างแท้จริง ถ้าหากคนเราไม่มีความต้องการอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานเยี่ยงทาสเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการเหล่านั้น และเราก็จะมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ผมอาจดูเป็นคนแก่ที่แปลกนะ แต่นี่คืออิสรภาพสำหรับผม"
       
ทั้งนี้ กว่าที่มูจีกาจะมีความคิดพอเพียงเช่นนี้ ชีวิตของเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เขาเคยถูกยิง 6 ครั้ง ขณะเป็นสมาชิกกลุ่มกองโจรทูปามารอส  กองกำลังติดอาวุธฝ่ายซ้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติในคิวบา และเคยถูกจำคุก 14 ปี ซึ่งระหว่างจำคุกนี้เองทำให้เขาตกผลึกความคิดบางอย่าง และมีมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากนั้น

อย่างไรก็ดี มูจีกาเปิดเผยว่า ด้วยวัยที่มาก และเป็นผู้สูงอายุแล้ว เขาคงจะครองตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยสุดท้าย ก่อนที่จะไปใช้ชีวิตเฉกเช่นผู้สูงอายุคนหนึ่งที่อาศัยสวัสดิการจากรัฐเท่านั้น ซึ่งเขาไม่มีปัญหากับรายได้ที่น้อยลงแต่อย่างใด เพราะเขาใช้ชีวิตด้วยรายได้จำนวนน้อย ๆ แบบนี้มาทั้งชีวิตแล้ว 
Read more ...

ปิดตำนาน"หมอเทวดา"นพ.สมหมายเสียชีวิตแล้ว

11 ต.ค. 2556
 
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 11 ต.ค.2556

วันที่ 11 ตุลาคม 2556 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายอัศวิน ทองประเสริฐ บุตรบุญธรรมนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ว่านายแพทย์สมหมายได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยอาการสงบที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน

นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2464 เป็นชาวสิงห์บุรี จบการศึกษา เภสัชศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี และสาธารณะสุขจังหวัดสิงห์บุรี เริ่มสนใจการใช้สนสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งมาตั้งแต่ พ.ศ.2508 จนปี พ.ศ.2512 ได้พบคนไข้เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่หมอให้กลับบ้านเพื่อรอเวลามาพบคุณหมอจนหมอสมหมายใช้สมุนไพรรักษาหายรักษาหาย จากนั้นหมอสมหมายจึงใช้สมุนไพรรักษาคนไข้เรื่อยมา จนปี พ.ศ.2521 หมอสมหมายได้ลาออกจากราชการมาเปิดคลีนิครักษาอย่างจริงจังจนได้รับฉายาว่า “หมอเทวดา “ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เข้ารักษาตัวที่รงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2556 ด้วยอาการอ่อนเพลีย จนเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556 เวลา 07.40 น. นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน อายุ 93 ปี

สำหรับศพของนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ จะมีการนำศพจากโรงพยาบาลศิริราชมารดน้ำศพและตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดสังฆราชาวาส อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ในวันที่ 12 ตุลาคม 2556 เวลา 16.00 น. และมีกำหนดการพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 19 ตุลาคม 2556 เวลา 16.00 น.

คลีนิคนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ที่ตั้งอยู่เลขที่ 152/17 ต.บางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นคลีนิคที่หมอสมหมายเปิดรักษาอยู่นั้นนายอัศวิน ทองประเสริฐ เปิดเผยว่าหลังจากงานนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐแล้ว จะมีนายแพทย์นิกร ไวประดับ ซึ่งเป็นหลานหมอสมหมายจะเข้ามาดูแล และรักษาคนไข้ต่อไป
Read more ...

พระป๊อก โค้ชผ้าเหลืองแห่งอันดามัน

25 ก.ย. 2556
 
คนค้นคน รายการคนค้นฅนย้อนหลัง 29 พ.ค. 2555

คนค้นฅน อังคารนี้ ตามดูแนวคิด พระป๊อก…โค้ชผ้าเหลืองแห่งอันดามัน

“กีฬากับพระสงฆ์” อาจจะเป็นเหมือนเส้นขนานที่ไม่สามารถมาบรรจบกันได้ แต่

พระสมุห์โกศล ญาณวโร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เจ้าป๊อก 

เจ้าอาวาสวัดป่าท่านุ่น ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา พระนักพัฒนาผู้ที่นำฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือทำให้ชุมชนชาวไทยพุทธ และมุสลิมในพื้นที่กลับมามีความสามัคคีกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเยาวชนก็ห่างไกลยาเสพติดและมีอนาคตที่ดีขึ้น “พระป๊อก” เป็นเด็กหนุ่มจากพังงาใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย กินเหล้า ดูดกัญชา เสเพลไร้แก่นสาร

แต่วูบหนึ่งของความคิด ก็รู้สึกว่าชีวิตตัวเองไร้ค่า และถ้าใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปถ้าไม่ตาย ก็คงต้องติดคุกแน่ๆ จึงตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ในปี พ.ศ. 2532 หลังจากนั้นปี 2535 จึงตัดสินใจเดินทางมาจำวัดที่ วัดวิชิตสังฆาราม จังหวัดภูเก็ต ก็ได้ทำงานศิลปะควบคู่ไปด้วย

ระหว่างนั้นก็ได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน ก็พบปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น ทุกเช้าและเย็นเด็กนักเรียนจะมีการทะเลาะวิวาทต่อยตีกันไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะเด็กพุทธและมุสลิม นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องยาเสพติดที่ระบาดหนักในภาคใต้ ทำให้เยาวชนหลายคนติดยา ขาดสติพร้อมที่จะก่ออาชญากรรม 

พระป๊อกจึงคิดหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้เยาวชนเหล่านี้ หลุดพ้นจากอบายมุข อีกทั้งยังไม่อยากให้เด็กเหล่านี้ เดินซ้ำรอยของท่านในวัยรุ่นที่ผิดพลาด ท่านจึงตัดสินใจกลับมาอยู่ที่วัดป่าท่านุ่น และแก้ปัญหาชุมชนโดยเลือกเอากีฬาฟุตบอลเข้ามาเป็นสื่อกลาง เพราะเด็กวัยรุ่นยากต่อการที่จะชักนำให้เข้าวัดมาฟังเทศน์ฟังธรรม พร้อมทั้งพัฒนาวัดที่จากเดิมเป็นพื้นที่ป่าช้า รกร้างจนทุกวันนี้วัดป่าท่านุ่นกลายเป็นจุดศูนย์กลางของคนในชุมชน

หลังจากที่พระป๊อกนำฟุตบอลมาสู่ชุมชน ทำให้คู่แค้นให้กลายเป็นเพื่อนในสนาม จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ในความเชื่อของพระป๊อกที่ว่า ฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงแค่กีฬาเท่านั้น แต่เป็นเสมือนสื่อกลางในการสอดแทรกธรรมะให้เด็กได้เข้าถึง สนามที่ใช้แข่งขัน ก็ไม่ต่างจากการจำลองภาพสังคม ที่เด็กทุกคนต้องอยู่ในกติกา เคารพการตัดสินใจของคนหมู่มาก ในทีมต้องมีความสามัคคีกัน อดทนและเข้มแข็งเมื่อกระทบกระทั่งในสนาม

สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นคำสอนให้เด็กๆได้ซึมซับทีละเล็กทีละน้อย นอกจากนั้นพระป๊อกยังสานฝันของเด็กๆ ที่ต้องการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เพื่อนำมาเลี้ยงครอบครัว ด้วยการส่งไปคัดตัวตามโรงเรียน หรือสโมสรที่มีชื่อเสียงทางฟุตบอล ซึ่งบางคนสามารถเดินตามฝัน จนเป็นนักเตะทีมชาติ

กว่า 20 ปี ที่พระป๊อกใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือ และสามารถผลิตเม็ดพันธุ์เยาวชนคุณภาพสู่สังคม สามารถสร้างวัดกลายเป็นศูนย์รวมทั้งศาสนา และกีฬาของชาวพุทธ มุสลิม ความเป็นพระกับกีฬาถึงแม้อาจจะขัดแย้งกัน แต่ในเมื่อจุดประสงค์ที่ต้องการส่งเสริมเยาวชน สร้างให้เด็กๆ คนในชุมชนเป็นคนที่ดีของสังคม ก็ไม่ต่างอะไรกับคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดี ต่างกันกันก็แค่เพียงวิธีการ ตามชมเรื่องราวของ พระป๊อก โค้ชผ้าเหลืองแห่งอันดามัน ได้ ในรายการ “คนค้นฅน” วันอังคารที่ 29 พฤษภาคมนี้ เวลา 22.50 น. ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี
Read more ...

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน

3 ก.ย. 2556
โดยวิกิพีเดีย

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน(เกิดวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505) ผู้ก่อตั้ง บริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟวิลเลจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัท อีเวนต์แห่งแรกของประเทศไทย

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด มหาชน ซึ่งเป็นบริษัท Event อันดับ 7 ของโลก จัดอันดับโดยหนังสือ Specail event magazine แห่ง อเมริกา จัดอันดับในปี 2011 ซึ่งปีก่อนหน้านั้นอยู่อันดับที่ 8 ของโลก และยังเป็นบริษัทที่สร้างสรรค์ Thailand pavilion ที่ world expo 2010 shanghai china จนเป็น 1 ใน 7 ศาลายอดนิยม และปี 2012 ก็ทำให้ไทยแลนด์ พาวิเลี่ยนกลายเป็นศาลายอดนิยมหนึงในสาม ในงาน World expo Yeosu 2012 Korea 

และในปี 2011 Index Creative village ยอดขายสูงถึง 2125 ล้านบาท ซึ่งเป็นบริษัทอีเวนต์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ผลงานด้านหนังสือ ล่าสุดปี 2011 ออกหนังสือ Event marketing สำนักพิมพ์ Bizbook 2012 ออกหนังสือ "กลับหัวคิดสร้างธุรกิจพันล้าน"ติดอันดับหนังสือขายดี เหมาะกับผู้ต้องการสร้างธุกรกิจเป็นของตัวเอง
Read more ...

"ทนายอ๊อด" ภีมเดช อมรสุคนธ์ นายกสโมสรจังหวัดระยอง

6 ก.ค. 2556
โดยไทยรัฐ เมื่อ 4 ก.ค.2556

เป็นบุุคคลที่ออกมาต่อสู้เรียกร้อง คัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของ นายวรวีร์ มะกูดี และสภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และเป็นผู้จี้ให้ยึดตามข้อบังคับของสมาคมฟุตบอลฯ พ.ศ 2546(ฉบับปัจจุบัน) ข้อ 17.3 ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งนายกสมาคมฯและแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ ภายใน 30 วัน

วันที่ 4 ก.ค.หลังจากที่สภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อรับรองธรรมนูญเลือกตั้งฉบับใหม่ในวันที่ 9 ส.ค. ซึ่งเป็นไปตามที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า)กำหนด ให้ดำเนินการได้ไม่เกินวันที่ 30 ก.ย.

ล่าสุดทาง"ทนายอ๊อด" ภีมเดช อมรสุคนธ์ นายกสโมสรจังหวัดระยอง ก็ได้เตรียมตัวที่จะออกมายื่นจดหมายคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของ นายวรวีร์ มะกูดี และสภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยชี้ให้เห็นว่าขัดกับข้อบังคับของสมาคมฟุตบอลฯ พ.ศ. 2546(ฉบับปัจจุบัน) ข้อ 17.3 ที่กำหนดไว้ว่า เมื่อสภากรรมการ พ้นตำแหน่ง ให้นายกสมาคม จัดให้มีการประชุมใหญ่พิเศษ เพื่อเลือกตั้งนายกสมาคมฯและแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่พ้นตำแหน่ง ซึ่ง นายวรวีร์ มะกูดี และ สภากรรมการ ได้หมดวาระสมัยนี้ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ตามเนื้อความจดหมายที่"ทนายอ๊อด"นำมาเปิดเผยในเฟสบุ๊คของตน(Peemadetch Amornsukont)ระบุว่า

"ตามที่ท่านและสภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯมีได้มีมติเห็นชอบ ให้ดำเนินการประชุมใหญ่พิเศษ เพื่อรับรองข้อบังคับฉบับใหม่ พร้อมจัดการเลือกตั้งตามที่ฟีฟ่ากำหนด และนาย องอาจ ก่อสินค้า ได้แจ้งให้ผู้สื่อข่าวกีฬาประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะชนทราบ รายละเอียดตามที่ปรากฏตามที่อ้างถึงนั้น"

"ข้าพเจ้านายภีทเดช อมารสุคนธ์ นายกสโมสรจังหวัดระยองในฐานะสโมสรสมาชิกของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ขอเรียนต่อท่านว่า ท่านและสภากรรมการได้พ้นจากตำแหน่งทุกตำแหน่ง ในสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯแล้ว หากท่านจะใช้สิทธิปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าสภากรรมการชุดใหม่เข้ารับมอบหน้าที่ ตามข้อบังคับลักษณะปกครองของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ.2546 ข้อ17.3 ได้นั้นท่านต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามข้อ 17.3 วรรคแรกที่กำหนดให้ท่านจัดประชุมใหญ่พิเศษเพื่อเลือกนายกสมาคมฯและแต่งตั้งสภากรรมการชุดใหม่ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งด้วย"

"ฉะนั้นการที่ท่านและสภากรรมการจงใจไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฏหมายให้ครบถ้วน อีกทั้งจงใจที่จะนำเรื่องรับรองข้อบังคับฉบับใหม่ ตามที่ฟีฟ่ากำหนด มาให้สมาชิกรับรอง จึงเป็นการกระทำอื่นๆนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับลักษณะปกครองของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ.2546"

"อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นข้าพเจ้านายภีมเดช อมรสุคนธ์ นายกสโมสรจังหวัดระยองในฐานะสโมสรสมาชิกของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จึงขอให้ท่านหยุดดำเนินการดังกล่าว และจัดให้มีการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯตามข้อบังคับที่ 17.3 โดยเร่งด่วนด้วย".
Read more ...

ปิ๊ก-ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์ ผู้จัดการดาราดัง เจมส์ จิรายุ

7 มิ.ย. 2556
โดยประชาชาติธุรกิจออนไลน์ เมื่อ 3 มิ.ย.2556

จากคนชอบงานศิลปะ แต่วาดรูปไม่เป็น

อยากเปิดอู่ซ่อมรถ แต่อายุ 46 ก็ยังขับรถไม่ได้

สิ่งเดียวที่ ปิ๊ก-ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์ ได้ทำจาก "ความอยาก" คือการเป็นอาร์ตติสต์ แมนเนจเมนต์

"ตั้งแต่เด็ก เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ปุ๊บจะรู้เลยว่า เขาพยายามบอกอะไรกับเรา"

เริ่มจากหน้าบันเทิงที่บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง คนนี้สนใจเมื่อราว 10 ปีก่อน

จากนั้นก็เข้าไปในส่วนหนึ่งของ "การบอก" เหล่านั้น ด้วยการเป็นผู้จัดการให้ จ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร, วิกกี้-สุนิสา เจทท์, วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์, ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ และอีกหลายคน

ก่อนจะไปสนใจเรื่องกีฬา และพาตัวไปทำงานกับปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เรื่องการศึกษากับจุฬาวิชาการ, เรื่องสิ่งแวดล้อม นำเครื่องบินไปทิ้งทะเลเพื่อเป็นปะการังเทียม กระทั่งไปสู่เรื่องการเมือง โดยเป็น 1 ทีมเชื่อมั่นประเทศไทย สมัยนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

จากนั้นชีวิตกลับสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง โดยเปิด บริษัทมีตา ทาเลนต์ แมเนจเมนต์ เฟ้นหาคนมาเป็นนักร้อง นักแสดง เมื่อต้นปี 2555 แล้วก็นำพาเจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข นักแสดงคนแรกในสังกัดเข้ามาอยู่ในหัวใจผู้คน

"ถ้าถามว่าผมมีวิธีการยังไง ผมตอบไม่ได้" ยังไม่ทันถาม ฌาณฉลาดซึ่งดูดีและมีมาดเท่ก็ชิงออกตัว

ก่อนเสริม "เพราะผมทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ"

เล่าด้วยว่า ก่อนหน้านี้เขากับทีมอีก 3-4 คน ออกตระเวนคัดคนจากทุกภาคของประเทศ ยกเว้นภาคใต้ ซึ่ง "ถูกจำกัดด้วยสำเนียง" โดยจากรูปถ่ายนับพันใบ เขาคัดไว้ 330 คนที่ดูโดดเด่น จากนั้นก็บุกไปหา จนสุดท้ายก็เลือกไว้ 24 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัด

"ดูเทรนด์เลย ยุคสมัยนี้คนซึ่งจะเป็นที่ชื่นชอบมักมาจากต่างจังหวัด เพราะเป็นสังคมที่เขาต้องการฮีโร่ที่อยู่ข้างๆ อาจจะเป็นคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา เข้าถึงได้ ไม่ใช่ลูกคนรวย"

โดยนอกจากเจมส์แล้ว ผู้ชาย 11 คนกับผู้หญิงอีก 12 คนที่เหลือ ก็มีอาทิ นักมวยที่แววด้านการแสดงฉายแสง, สาวลูกครึ่งไทย-เวียดนามที่หุ่นดี และร้องเพลงเพราะเหลือใจ รวมถึงผู้ชายอีกคนที่รับประกันได้ว่าหล่อกว่า เจมส์ จิรายุ

อย่างเจมส์ "ผมเลือกเพราะเขาทำอะไรก็ได้ ร้องเพลงได้ เต้นได้ แอ๊กติ้งได้ แต่ยังไม่มีอะไรโดดเด่น อยากรู้ว่าเราจะพัฒนาให้กลายเป็นหงส์ได้ไหม"

บอกอีกว่า "ผมไม่ได้เก่งหรอก แต่สิ่งที่ผมมีคือสัญชาตญาณ แล้วถ้าชอบคนสักคน ผมอยากพัฒนาเขา แล้วจะไม่เสียใจเลยไม่ว่าเขาจะดังหรือไม่ เพราะอย่างน้อยผมก็ได้ทำในสิ่งที่ต้องทำและควรทำ"

นั่นคือให้ทั้งความรู้ที่จะมาใช้ในวงการ และให้ความคิดในเรื่องต่างๆ

ส่วนใครจะไปได้แค่ไหน นั่นแล้วแต่สิ่งที่ติดตัวมา

"เพราะวัตถุดิบที่ดีเท่านั้น ถึงจะนำไปทำสิ่งที่ดีได้"

"เพชรที่ประดับอยู่บนมงกุฎของกษัตริย์ ก็ต้องไม่ใช่เพชรธรรมดา"

ดังนั้น ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จของเจมส์ "ผมจึงเป็นแค่ส่วนที่เล็กที่สุดในความสำเร็จนั้น"

เขายังเล่าถึงการทำงานในฐานะผู้จัดการกับดาราว่าสำหรับเขาไม่มี"กฎ"ระหว่างกัน

"ผมแค่บอกว่าเมื่อคุณทำอย่างนี้ ผลจะเป็นอย่างนี้ ถ้าคุณอยากเป็นที่ชื่นชอบ มีอะไรบ้างที่จะต้องกดดันตัวเอง แล้วบีบคั้นเอาสิ่งที่ดีที่สุด ที่คนอื่นจะชื่นชม เชิดชู แล้วเอาอย่างได้"

"ซึ่งผมขอบคุณเขานะ ที่ทุ่มเท"

"มีวันหนึ่งถ่ายรักสุดฤทธิ์ ซีนอารมณ์ 19 ซีน เขาเดินมาที่รถ เข่าอ่อน ทรุดลงไปนั่ง แล้วบอกผมพยุงตัวเองขึ้นไม่ไหว"

เจมส์ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เขาก็ไม่ทราบ จนสมรักษ์ ณรงค์วิชัย แห่งช่อง 3 บอกว่า นี่คืออาการของคนที่ใช้พลังจนหมด พอจบงานปุ๊บ เลยไม่ไหว

"ผมบอกสู้นะ อย่าย่อท้อ เขาก็ว่าเขาจะทำงานอย่างหนัก เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นเรื่องเล่าสำหรับรุ่นต่อๆ ไปที่จะเข้ามาในวงการ ว่าเขาไม่ได้มันมาอย่างง่ายดาย อีกทั้งไม่อยากให้คนที่มอบงานให้รู้สึกว่าเลือกคนผิด"

นอกจากตัวเขาแล้ว ฌาณฉลาดยังเล่าว่า มีอีกหลายคนมากที่ทำงานกับเจมส์ ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย คนดูแลเรื่องโฆษณา คนดูเรื่องพีอาร์ เรื่องเสื้อผ้าออกงาน รวมไปถึงคนที่มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่งทุกๆ คน "ล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญ"

"แน่นอนสุดท้ายผมเป็นคนตัดสินใจเลือก แล้วมาพรีเซ็นต์ให้เจมส์ดูว่าจะเลือกอะไร เหมือนงาน ที่ถามความสมัครใจเขาเป็นสิ่งแรก"

"แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง"

"บางเรื่องไม่สมเหตุสมผลก็จะบอก ว่ามันมาอาศัยชื่อเสียง ใช้ความดังเรียกสื่อ ก็ไม่ใช่"

นี่เองอาจเป็นที่มาของกระแสวิจารณ์เรื่องการไม่รับงานอีเวนต์

"จริงๆ มีเรื่องกรอบของเวลาด้วย เพราะเรียนหนังสือกับละครก็ 7 วัน แล้วเรายังรับหนังมาอีกเรื่อง"

คือ "ไทม์ไลน์ จดหมายความทรงจำ" ของนนทรีย์ นิมิบุตร

ทั้งยังมีละคร "รักสุดฤทธิ์" ที่กำลังถ่าย

แต่ละสิ่งที่รับไว้ ต้องใช้เวลาทั้งเพื่อถ่ายทำ ทั้งที่ต้องเรียนรู้

อย่าง "รักสุดฤทธิ์" ที่ต้องเรียนยิงปืน กับขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ให้ออกมา "ท่าสวย" เพื่อจะได้ดูดีในจอ

บางงานที่ต้องร้องเพลง ก็ต้องจัดเวลาเรียนเพื่อร้องกับเต้น

ด้วยไม่ได้ต้องการแค่ "ร้องได้" แต่อยากให้ "ดีเลย"

"แล้วคิดดูแล้วกัน ถ้าคนที่สนใจกับทุกเรื่อง ทุกรายละเอียดที่ทำ มันควรจะเป็นยังไง"

ด้วยเหตุนี้ยามที่ไม่มีการถ่ายหรือโปรแกรมการฝึก เขาจึงอยากให้เจมส์ใช้เวลาในห้องเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ ม.รังสิต ตามที่ควรจะเป็น ส่วนอีเวนต์นั้นไว้ให้ทุกอย่างเหมาะค่อยรับ คงยังไม่สาย

"เรามองลองเทอม เขาเองก็อยากอยู่เป็น 10 ปี ผลประโยชน์เราก็อยากได้ละ แต่จะทำยังไงได้"

ฌาณฉลาดซึ่งต้องรับโทรศัพท์วันละราว 100 สาย ในเรื่องที่เกี่ยวกับนักแสดงคนนี้ รวมถึงต้องใช้เวลาวันละหลายชั่วโมง เพื่อประชุมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเจมส์บอกด้วยว่า ถ้าจะให้เปรียบ เขาก็คงเป็นเหมือนคนเพาะชำกล้าไม้

"ถ้าต้นไหนโดดเด่น ก็จะเลือกช้อนเอาต้นนั้นไปวางในที่ๆ ถูกต้อง แดดถึง น้ำถึง อาหารถึง"

"แล้วผมก็เป็นอาร์ตดีลเลอร์"

ที่จะค้นหาผู้มีความสามารถทางศาสตร์ของความบันเทิง

"ณวันเริ่มต้นผมกับเจมส์คุยกันว่าเราอยากมีที่ยืนในวงการอาจเป็นที่แค่2 ขาจะยืนได้ โดยข้างซ้ายเป็นของเจมส์ ข้างขวาเป็นของผม แล้วเราจะยืนกอดคอกัน จนกว่าวันหนึ่งจะมีที่ให้เรา 2 คนยืนเคียงข้างกัน"

"วันนี้มีที่ให้เจมส์แล้ว ผมก็อยากให้มีที่ๆ ผมจะยืนโดยไม่ต้องเบียดให้น้องยกขาข้างหนึ่งตลอดเวลา"

"ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นได้ เมื่อผมมีคนอื่นๆ โผล่มา แล้วได้รับการยอมรับ ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค"

ความสำเร็จของเจมส์

"ต้องยกความดีความชอบให้สถานี ที่อยากสร้างซีรีส์ที่มีความร่วมสมัยให้คนอีกวัยหนึ่งได้ดู"

"กับให้ผู้สร้าง คนเขียนบท ผู้กำกับ"

"เจมส์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องยกความดีความชอบให้ แม้จะเป็นส่วนที่น้อยนิดที่สุด เป็นแค่ฟันเฟืองอันหนึ่ง แล้วไม่ได้เป็นฟันเฟืองทองคำด้วย เพราะบทนี้ใครมาสวมก็ได้"

"แต่เขาทุ่มเท และนี่คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับ"

"นี่ผมไม่ได้ถ่อมตนนะ แต่มองในฐานะคนในอุตสาหกรรมนี้จริงๆ เพราะทุกตัวละครเขาล้วนทุ่มเท เราถึงควรเห็นอกเห็นใจกันและกันในการเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ"

"และเจมส์เขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี"

เป็นผู้จัดการดารา

"สำหรับคนที่จะเป็น คุณต้องเห็นแล้วรู้ว่าหน้าตาแบบไหนเป็นพระเอกได้"

"ถ้าอ่านนิยายมาสัก 100 เรื่อง คนที่คุณเห็นเป็นได้สักกี่เรื่อง"

"ถ้าเขามานั่งอยู่ตรงหน้า พูดคุย ตา จมูก ปาก รอยยิ้ม วิธีการพูดเป็นยังไง ยังเป็นได้อีกกี่เปอร์เซ็นต์"

"เวลาเขาพูด คุณลองหันหน้าไปข้างนอก ให้เสียงเขากระทบแก้วหูคุณตรงๆ แล้วเขายังเป็นได้อีกกี่เปอร์เซ็นต์"

"ถ้าทำอย่างนี้แล้วเขายังเหลือ 30% อย่าละสายตาจากเขา"

นี่คือ "เบื้องต้น" ที่ฌาณฉลาดแนะนำ

"ความจริงยังมีกระบวนการคัดกรองอีก คือถ้าเขาเปี่ยนลุค แต่งหน้า ทาปาก เปลี่ยนชุด มีผู้ชำนาญการที่วางบุคลิกเขาให้เป็นอย่างอื่นได้ เขาจะเป็นได้ไหม"

"ทักษะที่เขามี มากพอจะสร้างความเชื่อมั่นว่าถ้าเขาไปรับบทเป็นอีกคนหนึ่ง จะเป็นได้ไหม"

"ถ้ารู้สึกว่าน่าจะได้ คุยกับเขาเลยว่าขออนุญาตเป็นผู้จัดการ ประสานงานส่งรูปไปตามสถานีโทรทัศน์ก็ได้ โมเดลลิ่งก็ได้ ผู้จัดการดาราคนอื่นก็ได้"

"แต่คุณยังขอเป็นผู้จัดการของคนนั้นอยู่"
Read more ...

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน)

14 เม.ย. 2556
3 เมษายน 2012

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินครบรอบ 12 ปี จึงจัดสัมมนาในหัวข้อ “จริยธรรมกับทางรอดของประเทศไทย: ปัญหาและทางออก” โดยมีนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษในหัวข้อดังกล่าว

ก่อนเริ่มการบรรยายในรายละเอียด นายบรรยงออกตัวว่า “ผมไม่ใช่นักวิชาการ ไม่เคยมีผลงานวิจัยวิชาการใดๆ ไม่ว่าในทางเศรษฐศาสตร์หรือสังคม ทั้งไม่ใช่นักคิดนักเขียนที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะชนใดๆ เป็นเพียงนักธุรกิจการเงิน ที่ประกอบอาชีพในตลาดทุนไทยมา 35 ปี โดยเป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ภัทรเพียงแห่งเดียว ถึงแม้จะได้มีโอกาสได้ทำงานและศึกษาพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด แต่ย่อมมีโอกาสสูงที่ความรู้และทัศนะต่างๆ จะคับแคบ ไม่ครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติและทุกด้าน

ผมเข้าใจว่า สาเหตุที่ผมได้รับมอบหมายให้มาบรรยายในครั้งนี้มาจากบทความเรื่อง “สู้กับคอรัปชั่น-เรื่องเพ้อเจ้อที่ต้องเริ่มจริงจังเสียที” ที่ผมได้เขียนให้กับเว็บไซต์“ThaiPublica” ซึ่งตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมีส่วนร่วมในการขจัดภัยคอรัปชั่นของประเทศ

ดังนั้นการบรรยายในครั้งนี้คงจะใช้เค้าโครงการวิเคราะห์ ตามแนวของบทความที่ว่าซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญที่บทความนี้ผมเขียนขึ้น เพื่ออุทิศคารวะแด่พี่ชาญชัย จารุวัสตร์และพี่ดุสิต นันทะนาคร ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศยินดีแห่งแผ่นดินในวันนี้ ซึ่งทั้งสองท่านเป็นนักเรียนเก่ารุ่นพี่ผมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันที่อบรมสั่งสอนให้พวกเรา “รู้รักชาติ ศาสน์กษัตริย์ เป็นฉัตรไชย อีกรู้เสียสละได้ ด้วยใจงาม” มาตั้งแต่เยาว์วัย

บทความนี้เกิดขึ้นจากการเรียบเรียงจากประสบการณ์ความรู้ ความเข้าใจ อันจำกัดของผม จึงขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ใช่งานที่ผ่านการวิจัยทางวิชาการแต่อย่างใด เพียงหวังว่าจะช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจในแง่มุมต่างๆ และหากมีประเด็นใดมี ประโยชน์จะถูกนำไปใช้ถกเถียงวิจัยเพิ่มต่อและขยายผลจนสู่ภาคปฏิบัติได้ในที่สุด ก็จะเป็นความภาคภูมิใจของผมอย่างยิ่ง

ผมขอเริ่มด้วยมายาคติในสังคมไทย เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการคอรัปชั่น ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นว่าคอรัปชั่นเป็นภัยร้ายแรงอย่างใด เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ผู้ที่มั่งคั่งทั้งลาภยศสมบัติที่มาจากการให้และการรับจากคอรัปชั่นก็ได้รับเกียรติยศสูงสุด ผู้คนนับถือคารวะจะเอาเยี่ยงอย่าง ได้รับเหรียญตราเต็มอกกันทั่วถ้วนทุกผู้นาม

“ผลการสำรวจระบุว่า กว่าครึ่งของสังคมยอมรับคอรัปชั่นได้หากสร้างความเจริญให้กับประเทศ ซึ่งปราชญ์หลายท่านแย้งผลการสำรวจนี้ว่าไม่น่าเชื่อถือ เพราะเป็นคำถามที่นำความเท็จเข้าชี้นำ) ทำให้เกิดคำถามว่า “จริงหรือ” ที่มีคอรัปชั่นชนิดที่สร้างความเจริญได้ คำตอบที่น่ากลัวมากก็คือ จริง มีคอรัปชั่นที่สร้างประโยชน์ แต่ไม่ใช่ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงแม้จะเป็นประโยชน์ของคนหมู่มาก ก็เป็นประโยชน์ระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน นำมาซึ่งความฉิบหายร้ายแรงในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งผมจะได้ขยายความในภายหลัง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า จะมีใครสนใจภัยอนาคต ในเมื่อมีประโยชน์ปัจจุบันให้กอบโกยแย่งชิงฉกฉวยอย่างมากมาย

ในด้านของผู้จ่าย “นักธุรกิจกว่าร้อยละ 70 ยอมรับว่าตนจ่ายค่าคอรัปชั่นบ้างไม่มากก็น้อย และในจำนวนนั้น ร้อยละ 80 คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นและก็ได้ผลคุ้มค่า” ทำให้เกิดคำถามว่า จริงหรือ ที่ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันได้ถ้าไม่จ่ายเงินมิชอบ ตัวเลขที่ว่าทำให้น่าตกใจว่าธุรกิจไทยไร้คุณธรรมขนาดนี้เชียวหรือ

ถ้าอย่างนั้น เครือข่ายเอกชนที่ออกมาประกาศตัวคึกโครมว่าจะร่วมกันต่อต้านคอรัปชั่น จะเป็นเพียงเรื่องปาหี่เอาหน้าเท่านั้นหรือ ซึ่งผมจะได้วิเคราะห์ในตอนต่อไป ว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ที่ต้องการเอาประโยชน์มิชอบ หรือถูกกรรโชกบังคับด้วยระบบระเบียบ ที่ออกแบบให้ซับซ้อนหยุมหยิมเสียจนไม่สามารถประกอบการได้ หากไม่มีค่าน้ำร้อนน้ำชาเสียบ้าง

มองในแง่ที่น่าเห็นใจ เรามักเชื่อกันว่า รายได้ที่น้อยจากข้อจำกัดของงบประมาณ ทำให้เงินเดือนข้าราชการประจำและการเมืองไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จนทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องหารายได้เสริมที่ไม่ถูกต้องเพื่อความอยู่รอด ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงนั้น มีการปรับเงินเดือนข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ในอัตราที่ค่อนข้างดีมาโดยตลอดในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดข้อกังขาว่า หากเราเพิ่มรายได้ให้กับข้าราชการและนักการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้หยุดยั้งพฤติกรรมคอรัปชั่นลงได้ เมื่อทุกคนมีปัจจัยทรัพย์เพียงพอที่จะเลี้ยงอัตภาพแล้ว จะหยุดยั้งความโลภที่จะกอบโกยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งล้นทะลักออกมาจากตู้เสื้อผ้า

สังคมบางส่วนเชื่อว่า “คอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทั่วทุกมุมโลก แม้ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ก็ไม่ได้รับคะแนนเต็ม 10 จากดัชนี มีภาพลักษณ์คอรัปชั่น ปัญหาของเราเป็นเพียงแต่ว่าระดับของคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นจนมากเกินสมควร” ความเชื่อเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เราสามารถกำหนดและควบคุมระดับพอสมควร หรือทางสายกลางแห่งการคอรัปชั่นได้จริงๆ หรือ จะสามารถสร้างทฤษฎีแห่งดุลยภาพคอรัปชั่นขึ้นได้จริงหรือ

การที่ประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายมีระดับคอรัปชั่นต่ำกว่าเรามาก เป็นเพราะเขาฉลาดพอที่จะควบคุมระดับคอรัปชั่นให้พอสมควร หรือเป็นเพราะเขาไม่ยอมรับคอรัปชั่นทุกรูปแบบ ถึงแม้ว่ายังมีคนชั่วเหลืออยู่บ้าง สังคมเขาก็ต่อสู้ปราบปรามทุกวิถีทาง โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดที่จะให้ปราศจากคอรัปชั่นอย่างสิ้นเชิง

มายาคติข้อสุดท้ายที่ผมจะกล่าวถึงคือความเชื่อที่ว่า คอรัปชั่นเป็นวัฒนธรรมอันหยั่งรากลึกในสังคมไทยทุกระดับตั้งแต่โบราณกาลมา ไม่มีทางที่จะขุดถอนได้สำเร็จ เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน หรือยิ่งกว่านั้นก็เรียนรู้ที่จะเอาประโยชน์กับมันตามสมควร การมุ่งต่อสู้กับมันรังแต่จะเป็นอันตรายกับตัว ทำให้สังคมและระบบปั่นป่วนวุ่นวายไปเสียเปล่า นอกจากจะไม่มีทางบรรลุผลแล้ว ยังทำให้ระบบความเจริญหยุดชะงัก เกิดความแตกแยกซ้ำเติมปัญหาของบ้านเมืองเข้าไปอีก

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นมายาคติของสังคมไทย ที่ยังมองปัญหาคอรัปชั่นในมุมมองต่างๆ กัน ถึงแม้ว่าจะมีการตื่นตัวปลุกระดมที่จะต่อสู้กับคอรัปชั่นกันบ้าง ก็ยังไม่ค่อยจะชัดเจนนักว่าเราจะต่อสู้กับอะไร ด้วยกลยุทธ์อะไร เพื่อเป้าหมายอย่างไร

หากสังคมยังมองปัญหาเหล่านี้ไม่ออก ก็ย่อมยากที่จะสร้างฉันทามติ และผนึกกำลังทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ จัดสรรทรัพยากร จัดกระบวนทัพ ที่จะเข้าสู่สงครามระยะยาวกับภัยคอรัปชั่นอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็น “วาระแห่งชาติ” ร่วมกันอย่างแท้จริง

ต่อจากนี้ เพื่อขอเป็นก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ที่จะร่วมกันทับถมหนองบึงความชั่วร้ายของการคอรัปชั่น ซึ่งนับวันรังแต่จะแผ่ขยายครอบคลุม และดูดกลืนทุกภาคส่วนของสังคมไทยให้ดิ่งลึกลง ผมจะขอนำเสนอบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ ตามหัวข้อต่อไปนี้

1. จะขอจัดแบ่งประเภทของคอรัปชั่นตามลักษณะของกิจกรรม

2. จะวิเคราะห์ถึงกลยุทธต่างๆ ที่สำคัญในการคอรัปชั่น เพื่อที่จะได้รู้เท่าทัน

3. จะอธิบายโทษของคอรัปชั่น ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเป็นบ่อเกิดและปัจจัยสำคัญแห่งปัญหาทั้งมวล ที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้

แล้วต่อจากนั้น จะวิเคราะห์ถึงประโยชน์ของคอรัปชั่นที่ทำให้เกิดมายาคติต่างๆ ดังกล่าวแล้ว

สุดท้าย ผมจะพยายามนำเสนอมาตรการต่างๆ เท่าที่ศักยภาพของผมจะรวบรวมได้

1. ประเภทของคอรัปชั่น

คำจำกัดความที่เป็นสากลระบุว่า การคอรัปชั่นคือ “กระบวนการบิดเบือนอำนาจโดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้” ในที่นี้ ผมขอแบ่งประเภทของคอรัปชั่นตามลักษณะกิจกรรม เพื่อประโยชน์ในการกำหนดกลยุทธ์วิธีการในการป้องกันปราบปรามต่อไป

1.1) การคอรัปชั่นในภาคเอกชนประเภทแรก เป็นการทุจริตคอรัปชั่นในภาคเอกชนด้วยกันเอง ได้แก่ การฉ้อฉลคดโกงระหว่างคู่ค้าคู่สัญญา การที่พนักงานผู้บริหารโกงบริษัท และการที่ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ฉ้อฉลเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่น ซึ่งในการทุจริตประเภทนี้มักจะมีผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงคอยตรวจสอบปกป้องผลประโยชน์ตน และมีกระบวนการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาเป็นเครื่องมือในการระงับกำกับและตัดสินข้อพิพาทต่างๆ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ผมจะได้กล่าวถึงต่อไป

อย่างไรก็ดี การทุจริตในภาคเอกชนด้วยกันเอง ที่ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้างอีก 2 ประเภท อันได้แก่การจัดจำหน่ายสินค้าบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการหลอกลวงผู้บริโภค เช่น แชร์ลูกโซ่ การรับหางานเท็จ หรือการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือผู้บริหารบริษัทมหาชนหลอกลวงเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่น โดยการใช้ข้อมูลภายใน หรือวิธีการอื่นก็เป็นเรื่องที่ภาครัฐจำเป็นจะต้องมีกฎระเบียบและการบังคับใช้ ที่ต้องปรับปรุงพัฒนาอีกมากผ่านกระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคและนักลงทุน

1.2) การทุจริตโดยการเบียดบังทรัพย์สินของรัฐโดยตรง ได้แก่ การฉ้อฉลงบประมาณแผ่นดินโดยตรง หรือการจัดการถ่ายโอนทรัพย์สินและทรัพยากรสาธารณะเป็นของตน ตัวอย่างเช่น การที่ผู้มีอำนาจจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินส่วนหนึ่ง จัดการให้ตนและพรรคพวกได้สิทธิซื้อที่ดินของสำนักงานพระคลังข้างที่ได้ในราคาถูกในช่วงต้นทศวรรษที่ 2480 การโกงเงินช่วยเหลือต่างประเทศในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 และที่ยังแพร่หลายอยู่มากในปัจจุบัน ได้แก่ การออกใบรับรองสิทธิหรือโฉนดที่ดินสาธารณะ ให้แก่ตนเองและพรรคพวกอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งกฎระเบียบและพัฒนาการของกระบวนการทางสังคม สามารถติดตามตรวจสอบและระงับยับยั้งกิจกรรมประเภทนี้ได้ดีขึ้นตามสมควร

1.3) การที่ภาคเอกชนจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ตน เป็นประเภทที่ผมมีความเห็นว่าระบาดกว้างขวาง และสร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุดในปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นการร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ที่จะฉ้อฉลเอาประโยชน์สาธารณะไปแบ่งปันกัน ซึ่งหากดูตามลักษณะกิจกรรมก็พอจะแบ่งทุจริตประเภทนี้ได้อีกเป็น 3 ประเภทย่อย

- การซื้อหาความได้เปรียบในการแข่งขัน คือการที่ภาคเอกชนจ่ายเงินมิชอบเพื่อให้ตนได้เปรียบในการแข่งขัน โดยไม่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพที่แท้จริง ซึ่งหลักการใหญ่ๆ ก็คือ การกีดกันไม่ให้มีการแข่งขันสมบูรณ์ในวงกว้าง ตามอุดมการณ์ทุนนิยมเสรี เช่น การล็อคเสป็คหรือการฮั้วราคาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ที่ระบาดอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้าในปัจจุบัน การให้ใบอนุญาตพิเศษหรือการให้สัมปทานสำหรับกิจการผูกขาด หรือมีคู่แข่งน้อยราย หรือเพื่อใช้ทรัพยากรสาธารณะโดยไม่มีกระบวนการแข่งขันสมบูรณ์ หรือกระบวนการควบคุมไม่ให้ได้ประโยชน์เกินควร

ซึ่งทุจริตประเภทนี้ ผมเห็นว่าเป็นประเภทที่มีปริมาณวงเงินสูงสุด และก่อความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด ลองคิดดูว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจปีหนึ่งๆ มีปริมาณกว่า 2 ล้านล้านบาท หรือเกือบร้อยละ 20 ของรายได้ประชาชาติ หากมีการทุจริตเพียงร้อยละ 10 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สังคมส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นการประเมินขั้นต่ำ ก็เป็นเงินถึง 200,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว ยังไม่นับรวมถึงประโยชน์ไม่ควรได้ที่เกิดจากใบอนุญาต และสัมปทานต่างๆ จนมีผู้กล่าวว่า มหาเศรษฐีไทย 8 ใน 10 คน มีส่วนเกี่ยวข้องในทุจริตประเภทนี้ไม่มากก็น้อยไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

- การซื้อหาความสะดวก ได้แก่ การที่ประชาชนและภาคเอกชนแทบจะทุกคน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการอนุญาต หรือได้รับบริการจากภาครัฐจำเป็นที่จะต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา เพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคหรือต้นทุนที่สูงเกินไปในการดำรงชีวิตหรือดำเนินกิจการ ทั้งนี้เกิดจากการที่มีกฎระเบียบวิธีปฎิบัติที่ซับซ้อน ยุ่งเหยิง ขาดประสิทธิภาพ มีการให้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ หลายๆ กระบวนการเปิดโอกาสให้ผู้ที่จ่ายสินบนสามารถได้รับความสะดวกรวดเร็วหรือมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า

แม้ว่าในระยะที่ผ่านมา หลายหน่วยงานจะได้ปรับปรุงกระบวนการ วิธีการ ให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพขึ้น เช่น การให้เอกชนรับช่วงงานบริการ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพรวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่ามาก ก็ยังมีงานบริการอีกมากที่ผู้ใช้บริการยังต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชากันแทบทั่วทุกตัวตน เช่น งานขออนุญาตก่อสร้างต่างๆ งานระเบียบพิธีการศุลกากร งานสรรพากร งานตำรวจ งานทะเบียนต่างๆ งานแปลงสัญชาติคนต่างด้าว เป็นต้น

ทั้งนี้ การคอรัปชั่นประเภทนี้มีจำนวนรายการมากและกว้างขวางที่สุด แทบจะในทุกๆ ระบบราชการ ซึ่งส่วนมากผู้จ่ายไม่ได้มีเจตนาที่ชั่วร้ายใดๆ แต่เหมือนถูกขู่กรรโชกให้เข้าร่วมกระบวนการ ทั้งนี้ เป็นสินบนที่ไม่มีประโยชน์ในการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจใดๆ มีแต่ภาระต้นทุนที่ไม่จำเป็น

- การซื้อหาความไม่ผิด และการจ่ายสินบนเพื่อบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคือการที่ผู้ทำผิดหรือละเมิดกฎหมายสามารถให้สินบนเพื่อให้ตนพ้นผิดได้ หรือได้รับการตัดสินที่เป็นประโยชน์โดยมิควรในกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่ามีข้อบกพร่องรั่วไหลมากมายในระบบตำรวจ อัยการ และศาล จนในบางครั้ง ผู้ที่ไม่ได้ทำความผิดยังอาจจะต้องจ่ายสินบน เพื่อให้พ้นจากกระบวนการซึ่งนำความยุ่งยาก และอันตรายต่อกิจการและสวัสดิภาพส่วนตน

2. กลยุทธ์การคอรัปชั่น
ในหัวข้อต่อไป ผมจะขอกล่าวถึงกลยุทธ์การคอรัปชั่น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถึงแม้นโยบายปราบคอรัปชั่นจะเป็นนโยบายสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย มีความพยายามในการสร้างกระบวนการป้องกันและปราบปราม รวมทั้งจัดสรรทรัพยากรไม่น้อยเพื่อการนี้ แต่ข้อเท็จจริงกลับมีการคอรรัปชั่นมากขึ้นและกว้างขวางขึ้น ทั้งนี้เพราะทั้งผู้ให้และรับสินบนมีการพัฒนากลยุทธ์ต่างๆ มากขึ้นและลึกซึ้งขึ้นยิ่งกว่าเดิม ในที่นี้ ผมจะขอวิเคราะห์ถึงกลยุทธกว้างๆ 3 ประการ ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน

2.1 ได้กระจุก–เสียกระจาย กลยุทธ์แรกคือใช้หลักการที่ว่า เมื่อไม่มีผู้รู้สึกเสียหายย่อมไม่มีผู้ร้องเรียน และมีแรงจูงใจในการป้องกันปราบปรามน้อย การทุจริตที่กระจายต้นทุนความเสียหายไปได้ทั่ว เช่น ทุจริตจากงบประมาณลงทุนหรือจัดซื้อจากส่วนกลาง ภาระจะกระจายสู่ประชาชนทุกคน จนไม่รู้สึกถึงความเสียหายร้ายแรงอื่นๆ เช่น ถ้าทุจริต 6,500 ล้านบาท จากงบประมาณส่วนกลาง ทุกคนจะเสียหายเพียงคนละ 100 บาท น้อยเสียจนไม่รู้สึกถึงผลกระทบอื่นๆ

จะเห็นได้ว่า เรื่องคอรัปชั่นที่มีการร้องเรียน มักจะเกิดจากการที่มีผู้เสียหายโดยตรงเพียงกลุ่มเล็ก เช่น การปล้นชิงทรัพยากรสาธารณะในชุมชน การทุจริตที่ผู้ใช้บริการต้องแบกรับภาระโดยตรง หรือการทุจริตที่มีลักษณะพยายาม “กินรวบ” ทำให้ธุรกิจอื่นๆ ที่แข่งขันอยู่ถูกกีดกันออกจากการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ในหลายครั้ง ธุรกิจที่ร้องเรียนเคยมีช่องทางจ่ายสินบนแต่ถูกตัดขาดช่องทางเหล่านั้นเสีย

ทั้งนี้ เราจะเห็นได้ว่า ในปีหนึ่งๆ สำนักงาน ปปช. ได้รับเรื่องร้องเรียนเพียงปีละ 3,000 เรื่อง ทั้งๆ ที่ทุกคนทราบดีว่ามีการคอรัปชั่นทั่วประเทศมากกว่า 3,000 ครั้ง ในทุกๆ ชั่วโมง ทั้งในและนอกเวลาราชการ จนประมาณได้ว่ามากกว่าร้อยละ 99 ของการคอรัปชั่น ไม่มีการร้องเรียนและไม่มีการสอบสวน

นอกจากนี้ นักทุจริตที่เชี่ยวชาญเป็นอัจฉริยะ ยังสามารถประยุกต์วิธี “แจกกระจุก” เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและโอกาสในการทุจริต เช่น การจ่ายเงินซื้อตำแหน่ง ซื้อเสียง การที่ภาคเอกชนจ่ายเงินสนับสนุนนักการเมืองที่มีโอกาสสร้างช่องทางธุรกิจให้ตน ตลอดจนการที่นักการเมืองสามารถใช้อิทธิพลเบียดเบียนงบประมาณจากภาคส่วนอื่น มาพัฒนาท้องถิ่นตนจนเกินสมควร

ผมเคยเห็นป้ายขนาดใหญ่ของประชาชนหมู่บ้านหนึ่งในภาคอีสาน กราบขอบพระคุณนักการเมืองท่านหนึ่งที่จัดสรรงบประมาณมาพัฒนาถนน และสาธารณูปโภคให้ ทั้งๆ ที่ปลายทางของถนนเส้นนั้นเป็นสนามกอล์ฟ และโรงแรมขนาดใหญ่หรูหราของนักการเมืองท่านนั้น

2.2 “ได้วันนี้ เสียวันหน้า” ซึ่งนำมาจากหลักเกณฑ์ที่ว่า การทุจริตที่ไม่ส่งผลเสียในทันทีย่อมมีโอกาสที่จะถูกต่อต้าน หรือถูกตรวจสอบ ป้องกันปราบปรามได้น้อยกว่า เช่น การลงทุนขนาดใหญ่ในภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ที่มีการตัดค่าเสื่อมราคาระยะยาว สามารถกล่าวอ้างคาดคะเนถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยยากที่จะพิสูจน์ผลในระยะสั้น โดยผลักภาระต้นทุนความเสียหายให้แก่ผู้เสียภาษีในอนาคตผ่านกระบวนการหนี้สาธารณะ หรือให้แก่ผู้ใช้บริการในอนาคตผ่านโครงสร้างการผูกขาดของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ในบางครั้ง สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญกำมะลอมาช่วยยืนยันข้อมูลในการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อผลักดันโครงการที่ไม่มีความคุ้มค่าแท้จริง ตัวอย่างเช่น การลงทุนในโครงการขนส่งสาธารณะ ที่มีการคาดคะเนว่าจะมีผู้ใช้บริการวันละหลายหมื่นคน ในขณะที่เมื่อแล้วเสร็จมีผู้ใช้บริการจริงวันละไม่กี่พันคน แล้วก็ไม่มีการตรวจสอบย้อนหลัง กลับขอลงทุนเพิ่มโดยข้ออ้างต่างๆ นานา

การอนุมัติงบประมาณซ่อมสนามบินดอนเมืองกว่า 1,000 ล้านบาท อย่างรีบด่วน ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนใช้งานที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบันขาดทุนกว่าเดือนละ 20 ล้านบาท การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของถาวรวัตถุที่ราคาสูงเกินจริงหรือไม่จำเป็น ของหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีลักษณะตามนี้จำนวนมากในทางการเงิน

การลงทุนระยะยาวเพิ่มเกินจริง เช่น สนามบินที่ควรสร้างด้วยเงิน 100,000 ล้าน เราลงทุนเสีย 120,000 ล้าน ก็ไม่ทำให้ความเป็นไปได้ทางการเงินลดน้อยลงมากนัก ต้นทุนความเสียหายที่เกิดจะถูกตัด “ค่าเสื่อมราคา” ระยะยาวหลายสิบปีจนไม่เกิดความรู้สึกในทันที

2.3 กลยุทธสุดท้ายที่ผมจะขอกล่าวถึงคือ การกำเนิดของกลไกตัวแทน ตัวกลาง ผู้ประสานงานการทุจริต ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ และเป็นการถาวร สามารถปรับตัวสนองความต้องการในการคอรัปชั่นให้แก่ทุกขั้วอำนาจการเมืองได้อย่างทั่วถึง

จะเห็นได้ว่า ถึงจะมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในทางการเมือง ในปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีความจำเป็นในการรื้อถอนกระบวนการคอรัปชั่นแล้วจัดตั้งใหม่ เอเย่นต์ก็ยังคงเป็นเจ้าเดิมๆ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเดิมๆ ข้าราชการรายเดิม หน่วยธุรกิจถาวรประเภทนี้เกิดขึ้นจำนวนมากและเป็นปัญหา ‘ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ’ ที่รุนแรง เพราะใช้ทรัพยากรจำนวนมาก โดยไม่ได้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเลย แต่เอาส่วนแบ่งค่าตอบแทนในสัดส่วนที่สูง ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อจัดจ้างด้านสารสนเทศ ซึ่งเป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตน ยากจะประเมินมูลค่าได้ ที่บริษัทเจ้าของเทคโนโลยี่และทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลกหลายๆ แห่ง ไม่ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายโดยตรงกับภาครัฐเลย ทั้งที่หน่วยงานรัฐจัดหาระบบประเภทนี้ปีละหลายๆ หมื่นล้านบาท และเป็นภาคที่มีข่าวลือที่ทุกคนเชื่อว่าเปอร์เซ็นต์คอรัปชั่นสูงที่สุด เป็นหลายๆ สิบเปอร์เซ็นต์ทีเดียว

3. โทษของคอรัปชั่น

แทบทุกคนรู้ว่าคอรัปชั่นเป็นเรื่องชั่วร้าย เป็นความผิดทั้งทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม แต่ดูเหมือนการปลูกจิตสำนึกในบาปบุญคุณโทษตามค่านิยมวัฒนธรรมและศาสนาดูจะไม่ได้ผล เนื่องด้วยผลประโยชน์ที่มหาศาล และค่านิยมที่เชื่อว่าการ “แก้กรรม” สามารถทำได้ โกงแล้วก็ไปสร้างวัด สร้างพระ ก็น่าจะหายกันไป อย่างไรเสีย ผู้คนก็จะนิยมยกย่องผู้ที่มีอำนาจและมั่งคั่งเสมอไป

ผมมีความเชื่อว่า การจะต่อสู้กับคอรัปชั่นให้ได้ผล สังคมจะต้องรับรู้รายละเอียดในโทษของคอรัปชั่นอย่างแจ้งชัดเท่านั้น จึงจะสามารถผนึกสรรพกำลังในการทำสงครามระยะยาวได้ ในที่นี้ผมจะขอเรียบเรียงถึงโทษมหันต์ของคอร์รัปชั่น 6 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ความไม่มีประสิทธิภาพของนโยบายการคลัง ในทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายการคลังคือการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาคส่วนที่มั่งคั่งกว่าไปสู่ภาคอื่นๆ ซึ่งเป็นการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ จากภาคส่วนที่จำเป็นน้อยกว่าสู่ภาคส่วนที่จำเป็นมากกว่า เช่น บริการสาธารณะและสวัสดิการสังคมจากอนาคตมาใช้แก้ปัญหาปัจจุบัน อาทิ การแก้วิกฤตโดยกู้ยืมจากหนี้สาธารณะ ถ้าพิจารณาจากขนาดของงบประมาณ ทั้งรัฐและรัฐวิสาหกิจจะรวมเกินกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ประชาชาติ การคอรัปชั่นนอกจากทำให้ทรัพยากรส่วนนี้รั่วไหลไม่เกิดประโยชน์ตามสมควรแล้ว ยังทำให้เกิดการบิดเบือนการตัดสินใจในนโยบายการคลัง ทำให้ทรัพยากรภาครัฐซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกจัดสรรและใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จนบางครั้งก็เป็นต้นเหตุของวิกฤตร้ายแรงต่างๆ ในอนาคต

2. คุณภาพและต้นทุนของบริการพื้นฐาน โดยเหตุที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบบริการพื้นฐานสาธารณะแทบทั้งหมด การที่มีการคอรัปชั่นอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน ทำให้บริการพื้นฐานมีคุณภาพต่ำ ปริมาณไม่เพียงพอ และมีต้นทุนสูง ทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน

3. ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนของการจัดสรรทรัพยากรในภาคเอกชน เนื่องด้วยคอรัปชั่นขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นในภาคที่ไม่ใช่สินค้าบริการในตลาดโลก หรือที่เรียกว่า Non-Tradables ซึ่งอำนาจรัฐสามารถเอื้อประโยชน์ได้มากเพราะช่วยกีดกันการแข่งขันได้ ซึ่งจะทำให้เกิดกำไรอย่างมาก ทำให้ทรัพยากรจำนวนมากไหลเข้าสู่ภาคนี้เกินสมควร ทั้งทรัพยากรเงินทุนและทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ คือ ฉลาด เก่ง แต่ไม่มีสำนึกคุณธรรม จะเห็นได้ว่ามหาเศรษฐีไทยจำนวนมากอยู่ในภาคส่วนนี้ดังได้กล่าวมาแล้ว และอัจฉริยะจำนวนไม่น้อยจะมีอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น การเมืองภาคสกปรก และลอบบี้ยิสต์เป็นต้น

4. โทษใหญ่อีกประการหนึ่งคือ การบั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศโดยรวม ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากว่า 50 ปี ตั้งแต่มีนิยามคำนี้ ถึงแม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกว่า 10 แผน แต่ก็ก้าวหน้ามาได้แค่ครึ่งทาง ถ้านับตามนิยามรายได้ประชาชาติต่อคนต่อปี ผมมั่นใจว่าคอรัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการพัฒนา เพราะนอกจากจะมีโทษตามที่กล่าวมาแล้วทั้ง 3 ประการ ยังทำให้ภาคเอกชนขาดการพัฒนา เช่น การที่มีช่องทางมากมายที่จะซื้อหาความได้เปรียบหรือกีดกันการแข่งขัน โดยที่ไม่ต้องพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพแท้จริง ทำให้ขาดแรงกดดันและความจำเป็นในการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและบริการ รวมทั้งการค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เอกชนไทยมีงบประมาณการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาต่ำที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะการซื้อหาความได้เปรียบย่อมมีความแน่นอนกว่า และมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในการวิจัยและพัฒนามาก

หรือการที่ภาคเอกชนไทยได้ชื่อว่ามี Home Bias สูงที่สุดประเทศหนึ่ง กล่าวคือ มีการลงทุนนอกประเทศซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะกดดันให้พัฒนาศักยภาพ และยังช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ในประเทศ ก็เพราะไม่สามารถหาช่องทางซื้อหาความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในประเทศอื่น

ไม่เคยมีประเทศใดๆ ในโลกที่สามารถก้าวพ้น “กับดักการพัฒนา” ได้เลย หากไม่สามารถปรับปรุง “ดัชนีภาพลักษณ์คอรัปชั่น” ให้สูงเกินกว่า 5.0 ซึ่งในปัจจุบันของเราอยู่ที่ 3.4

ผมขอยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียที่มีนโยบาย แผนงาน และยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจนที่มุ่งมั่นจะก้าวพัน ‘กับดักการพัฒนา’ สู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2020 และแน่นอนครับ หนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องขจัดคอรัปชั่นให้หมดไป

สำหรับประเทศไทย ถ้าเรายังพัฒนาในลักษณะนี้ในอัตรานี้ อีก 20 ปี เราจะสามารถอยู่ในระดับเดียวกับมาเลเซียปัจจุบัน และอีกประมาณ 50 ปี คือหลังพุทธศักราช 2600 เราน่าจะบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนา

5. ความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งเป็นปัญหายิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ก็มีสาเหตุไม่น้อยที่มาจากการคอรัปชั่น การที่เราไม่ปรับปรุงศักยภาพในการแข่งขัน ทำให้ภาคเศรษฐกิจจำเป็นต้องไปกดเงินเดือน ค่าจ้าง ราคาสินค้าเกษตร ซึ่งผู้รับเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ประเทศจีนได้ชื่อว่ามีค่าแรงต่ำกว่าครึ่งของเรา แต่ในปัจจุบันแทบทุกเขตทุกมณฑลมีค่าแรงที่สูงกว่า และรายได้ประชาชาติต่อคนของจีนจะแซงหน้าเราอย่างแน่นอนในปีนี้

นอกจากนั้น การที่ความได้เปรียบ ความสะดวก และความไม่ผิด สามารถซื้อหาได้สำหรับคนบางกลุ่มบางพวก ทำให้เกิดสังคมหลายมาตรฐาน มีส่วนสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรและโอกาสไม่ได้รับการกระจายอย่างทั่วถึง

6. ในส่วนของความแตกแยกในสังคมไทย ซึ่งนอกจากจะเกิดจากความเหลื่อมล้ำแล้ว การที่มีคนกลุ่มใหญ่ใช้ความพยายามทุกวิถีทาง ที่จะพยายามเข้าถึงหรือได้มาซึ่งอำนาจรัฐ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการและต้นทุนที่ใช้ เนื่องจากมีผลตอบแทนที่สูงคุ้มค่า ก็เป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของปัญหาความแตกแยกอย่างรุนแรงที่เราเผชิญอยู่ แม้แต่ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีสาเหตุไม่น้อยที่มาจากการคอรัปชั่น

“ผมขอบังอาจพยากรณ์ว่า ถ้ากลุ่มการเมืองและกลุ่มประชาชนที่พยายามต่อสู้กับกลุ่มคนที่พวกเขาให้คำนิยามว่า “เป็นพวกอำมาตย์” ที่เคยกุมอำนาจทรัพยากรและความได้เปรียบตลอดมา ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะได้เผชิญกับเครือข่ายกลุ่มใหญ่กลุ่มใหม่ ที่ถูกผูกเชื่อมอยู่ด้วยผลประโยชน์คอรัปชั่น นอกเสียจากว่า การต่อสู้กับคอรัปชั่นควบคู่กันไปอย่างได้ผลเท่านั้น จึงจะนำสังคมเราเข้าสู่ภาวะอุดมการณ์ได้จริง”

ผมไม่ได้กำลังกล่าวหาว่านักการเมืองและข้าราชการทุกคนทุกกลุ่มเป็นคนไม่ดี แต่ทุกคนรู้ดีว่า ในวันนี้เรายากแม้แต่จะพูดว่า นักการเมืองส่วนใหญ่เป็นคนดี ไม่เคยข้องแวะหรือได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการคอร์รัปชั่นเลย

แน่นอนว่าโทษของคอรัปชั่นทั้ง 6 ข้อที่ผมกล่าวมายังไม่ได้ครอบคลุมครบถ้วน ยังมีโทษอื่นๆ อีกมากซึ่งทำให้เราแน่ใจได้ว่า การคอร์รัปชั่นเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของปัญหาทั้งมวลที่ประเทศเราเผชิญอยู่

4. ประโยชน์ของคอรัปชั่น…ภาพหลอนในระยะสั้น
การที่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าคอรัปชั่นมีประโยชน์ สามารถสร้างความเจริญได้บ้าง เนื่องจากในระยะสั้นจะทำให้เกิดการลงทุนและการบริโภค มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นจนเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การที่เราอนุมัติงบประมาณพิเศษ 350,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วม โดยใช้ทรัพยากรอนาคตผ่านกระบวนการหนี้สาธารณะ ก็จะทำให้เกิดการขยายตัว การลงทุน การบริโภคในระยะสั้น ในทางเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจจะขยายตัวเท่ากับ 350,000 ล้าน หักด้วยส่วนที่นำเข้าหรือมากกว่าร้อยละ 3 ของรายได้ประชาชาติต่อปีในปัจจุบันเลยทีเดียว ทั้งที่ยังไม่รวมส่วนที่จะมีการลงทุนและจับจ่ายใช้สอยต่อเนื่องเป็นทวีคูณ สมมุติว่าถึงจะมีการคอรัปชั่นสัก 100,000 ล้านบาท ส่วนนั้นก็จะถูกนับว่าเป็นรายได้ประชาชาติไปด้วย แม้ว่าจะถูกเล็ดรอดไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าใครก็ตาม

อีกประการหนึ่ง การที่ภาคเอกชนสามารถซื้อหาความได้เปรียบได้ ก็จะทำให้มีการลงทุนมากเกินสมควร ทำให้มีการเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และการบริโภคในระยะสั้นเกิดขึ้นได้ ในบางครั้งที่เราเคยโชคดีมีรัฐบาลที่มีการคอรัปชั่นน้อย นักธุรกิจบางกลุ่มถึงกับบ่นว่า “อย่างนี้ค้าขายไม่ได้”

อย่างไรก็ดี การลงทุนและการใช้จ่ายของทั้งภาครัฐและเอกชนในลักษณะดังกล่าว แม้จะเกิดผลดีในระยะสั้น แต่ย่อมเป็นภาระในอนาคต ซึ่งจะส่งผลเสียหายร้ายแรงหลายเท่าทวีคูณ เกิดเป็นปัญหาสะสมจนยากที่จะแก้ไขได้ เป็นวิบากกรรมของผู้คนในรุ่นต่อๆ ไปที่จะต้องมารับภาระชดใช้

5. การต่อสู้กับคอรัปชั่น…ความหวังของชาติ

ในหัวข้อสุดท้าย ผมจะขอเสนอถึงมาตรการต่างๆ ที่สังคมทุกภาคส่วนจะร่วมกันผนึกสรรพกำลัง ที่จะทำสงครามระยะยาวในการต่อสู้ป้องกัน ปราบปราม เพื่อขจัดภัยคอรัปชั่นที่กัดกินทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคมเราอยู่

นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ในปัจจุบันมีการตื่นตัวอย่างมากในเรื่องนี้ มีการจัดตั้งภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และมีการดำเนินการที่คืบหน้ามาตามลำดับ ทำให้เกิดความหวังว่า เรามีโอกาสที่จะต่อสู้และชนะสงครามนี้ในอนาคต เหมือนกับที่หลายๆ ประเทศเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว

ตามยุทธศาสตร์ของเครือข่าย ซึ่งแบ่งกลยุทธออกเป็น 3 ส่วนคือ ปลูกฝัง ป้องกัน และปราบปราม ซึ่งผมมีความเห็นด้วยและชื่นชมอย่างยิ่ง แต่ถ้าดูจากผลที่เกิด จะเห็นว่ายังคงเป็นระยะเริ่มต้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในด้านการปราบปราม เรามีพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ตั้งแต่ปี 2542 มีการจัดตั้งสำนักงาน มีการจัดสรรงบประมาณโดยเริ่มจากปีละ 200 ล้านบาทในระยะเริ่มต้น จนถึง 1,100 ล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน โดยข้อมูลในปี 2553 มีเรื่องร้องเรียนเพียง 2,211 เรื่องต่อปี และมีการชี้มูลดำเนินคดีเพียงปีละไม่เกิน 75 เรื่อง ซึ่งน่าจะต่ำกว่าร้อยละ 0.001 ของรายการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าจะต้องแก้ไขปรับปรุงกลยุทธวิธีการอีกมาก ถ้าหวังจะให้มีผลแท้จริงในวงกว้าง

มาตรการที่จะนำเสนอนี้ หลายๆ อย่างก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว โดยอาจจะเพียงปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้มีความเข้มข้นชัดเจนขึ้น ส่วนใหญ่ผมคงจะเสนอในระดับโครงสร้าง ซึ่งคงต้องนำไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่รายละเอียดภาคปฏิบัติอีกต่อไป

มาตรการแรก 
คือการเปลี่ยนทัศนคติของสังคม ซึ่งคงจะอยู่ในส่วนของ ยุทธศาสตร์ “ปลูกฝัง” ที่ดำเนินอยู่ทุกวันนี้ เรื่องสำคัญที่สุดในการที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมฝังรากจนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ไปแล้ว จะต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ยอมรับ หรือวางเฉยกับความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น ให้เป็นการปฏิเสธและต่อต้านให้จงได้ หากสังคมส่วนใหญ่ไม่มีฉันทานมติในทางเดียวกัน การชนะสงครามกับคอรัปชั่นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย มาตรการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพียงด้านเดียวดูจะไม่ได้ผล ลองคิดดูว่าถ้าสามารถทำให้คนร้อยละ 80 เป็นคนดี ไม่ให้หรือรับสินบน ก็ยังคงเหลืออีกกว่า 12 ล้านคน ที่อาจพร้อมจะตักตวงผลประโยชน์มิชอบต่อไป

ในโลกทุนนิยมทุกวันนี้ เป็นที่พิสูจน์แล้วว่าความเห็นแก่ตัว มีพลังและประสิทธิผลมากกว่าความเห็นแก่สังคมมากนัก ประเด็นอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะสร้างกฎเกณฑ์และกลไก ที่กำกับให้ความเห็นแก่ตัวนั้นมีขอบเขตที่ไม่สามารถเบียดเบียนเอาเปรียบผู้อื่นได้ การสร้างพลังของสังคมในเรื่องนี้ จะต้องใช้วิธีการให้ประชาชนเข้าใจในโทษของการทุจริตคอรัปชั่น และผลลบอย่างร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นจนถึงตนเองอย่างถ่องแท้

โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ในระยะสั้นบ้าง จากการแจกกระจุกดังกล่าวแล้ว ต้องเปลี่ยนทัศนคติของคนส่วนใหญ่จากการแค่ “ไม่ทำชั่ว” ให้เป็น “ไม่ยอมให้มีการทำชั่ว” ให้จงได้

มาตรการที่สอง 
การกระจายอำนาจรัฐ ซึ่งนอกจากมีประโยชน์มากในมิติอื่นๆ แล้ว ยังจะมีส่วนช่วยลดการคอรัปชั่นได้มาก โดยเฉพาะการกระจายอำนาจในการกำหนดงบประมาณการจัดสรรและควบคุมการใช้ทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น เพราะจะเกิดแรงจูงใจให้ประชาชนในท้องถิ่น ติดตามดูแลตรวจสอบไม่ให้มีการรั่วไหล เนื่องจากมีส่วนได้เสียโดยตรง เป็นการขจัดเงื่อนไขของกลยุทธ “ได้กระจุก-เสียกระจาย”

เราเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาบ้างจาก อบจ. และ อบต. บางแห่ง จนถึงกับเคยมีผู้กล่าวว่า การกระจายอำนาจเป็นการกระจายคอรัปชั่นให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่เราก็มีประสบการณ์ที่ดีจากองค์กรท้องถิ่นอีกหลายแห่ง จนน่าจะนำมาศึกษาวิจัยพัฒนา ปรับปรุง และประชาสัมพันธ์จนเกิดมาตรฐานที่ดีโดยทั่วไป

มาตรการที่สาม 
ขจัดเงื่อนไขที่เอื้อให้มีการทุจริต ได้แก่ ลดขั้นตอนในระบบราชการและแก้ไขระเบียบปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะที่อนุญาตให้มีการใช้วิจารณญาณของผู้มีอำนาจ มีการ outsource งานบริการให้แก่เอกชนให้มากที่สุด ซึ่งหลายหน่วยงานเคยใช้ได้ผลมาแล้ว มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ หรือที่เรียกว่า Service Level Agreement ของการให้บริการประชาชนในทุกๆ เรื่อง มีช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนได้อย่างสะดวก และมีกระบวนการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่ปกติขึ้น เพื่อขจัดเงื่อนไขการ “ซื้อความสะดวก”

หลายๆ ประเทศแม้แต่อินโดนีเซีย ก็มีการ outsource งานสำคัญ เช่น งานศุลกากร ให้กับเอกชน ทั้งนี้จะต้องไม่ออกกฎระเบียบที่ไม่แน่ใจว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เช่น กรณีที่ ป.ป.ช. ออกกฎให้เอกชนที่มีการค้าขายกับภาครัฐเกินสองล้านบาท ต้องจัดทำบัญชีและรายงานเฉพาะส่งต่อกรมสรรพากร ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าไม่น่าจะช่วยลดคอรัปชั่นได้ แต่จะกลับทำให้เพิ่มต้นทุนแก่ระบบหลายพันล้านบาทต่อปี ซึ่งจะต้องถูกผลักให้เป็นภาระของรัฐเองในที่สุด กับอาจกลับเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาเพิ่มบทบาทธุรกิจตัวกลางในการคอรัปชั่นอีกด้วย รวมทั้งอาจผลักดันให้ภาคธุรกิจที่ดีบางส่วนต้องถอนตัวออกจากการค้าขายกับรัฐไปเลย เพราะไม่คุ้มทุนและไม่คุ้มเสี่ยง และเมื่อออกระเบียบมาแล้วมักจะคงอยู่ตลอดไป ถึงแม้ว่าจะไม่มีประสิทธิผล

มาตรการที่สี่ 
การเพิ่มความโปร่งใสภาครัฐ ถึงแม้เรามีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ทำให้สังคมสามารถติดตามร้องขอข้อมูลข่าวสารได้ตามสมควร ก็ยังมีขั้นตอนยุ่งยากที่ควรได้รับการปรับปรุงอีกมาก

การให้ข้อมูลภาคบังคับในหลายๆ เรื่อง ควรจะมีการกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น การศึกษาความคุ้มค่าในโครงการลงทุนภาครัฐอย่างละเอียด การติดตามประเมินผลของการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การจัดซื้อจัดจ้างทุกกระบวนการ การกำหนดเงื่อนไขรายละเอียด การกำหนดราคากลางและการเปิดเผยผลการประมูล รวมทั้งการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ตามวิธีการสากลซึ่งในหลายๆ ส่วนก็ได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว

ส่วนในภาครัฐวิสาหกิจ ถึงแม้ว่ามีจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็น่าจะมีการบังคับให้มีกระบวนการเปิดเผยข้อมูล และมาตรฐานบรรษัทภิบาลในระดับเดียวกับบริษัทจดทะเบียน โดยมีสำนักกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) คอยติดตามดูแลควบคุม ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนระบบบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีให้เป็นสากล โดยคงให้ สตง. ทำหน้าที่เหมือนผู้ตรวจสอบภายในต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้โดยสะดวก

มาตรการที่ห้า 
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน เรามีรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 10 แห่ง แต่ก็กล่าวได้ว่าไม่เคยมีการแปรรูปโดยสมบูรณ์เลย ภาคการเมืองและข้าราชการยังคงมีบทบาทและอิทธิพลเหนือรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่จดทะเบียน และยังคงสภาพ “การผูกขาด” อยู่ไม่น้อย

ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสมากขึ้นไม่น้อย มีการติดตามตรวจสอบมากขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ซึ่งผมขอยืนยันได้ว่าดีกว่าไม่จดทะเบียนมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าปราศจากพฤติกรรมไม่ชอบโดยสิ้นเชิง รัฐควรจะดำเนินการแปรรูปต่อให้สมบูรณ์โดยขจัดหรือมีวิธีควบคุมสภาพ “การผูกขาด” เสียก่อน แล้วจึงจะขายหุ้นให้หมด ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความโปร่งใสแล้ว ยังจะเพิ่มประสิทธิภาพปริมาณและลดต้นทุนสินค้าและบริการอีกด้วย นอกจากนั้น รัฐยังควรที่จะดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการอีกด้วย

ผมขอยกคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ Margaret Thatcher ที่ว่า “When state owns, nobody owns. When nobody owns, nobody cares.”

มาตรการที่หก 
การเปิดเสรีระบบเศรษฐกิจยิ่งขึ้น เป็นทฤษฎีที่ยอมรับกันโดยสากลว่า วิธีการลดคอรัปชั่นโดยเฉพาะในส่วนของการซื้อหาความได้เปรียบในภาคเอกชน ก็คือการขจัดเงื่อนไขที่กีดกันการแข่งขันโดยสมบูรณ์ให้มากที่สุด การส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง ลดเงื่อนไขการจำกัดจำนวนใบอนุญาต รวมทั้งเงื่อนไขมาตรฐานผู้เข้าแข่งขัน ให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นและเกี่ยวข้อง ลดการใช้วิจารณญาณของผู้มีอำนาจรัฐ ยกเลิกการกำหนดราคาที่บิดเบือนกลไกตลาด ในทางทฤษฎีแล้ว การแข่งขันโดยสมบูรณ์ในกลไกทุนนิยมเสรีเป็นเงื่อนไขขจัดคอรัปชั่นที่ดีที่สุด การกีดกันทางการค้าทุกชนิดรวมทั้งการอ้างชาตินิยมเพื่อกีดกันด้านสัญชาติ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกกับนักธุรกิจกลุ่มเล็กเท่านั้น ผู้บริโภคและประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นผู้รับภาระสำหรับกำไรส่วนเกินที่เกิดขึ้น

มาตรการที่เจ็ด 
การส่งเสริมองค์การภาคประชาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์และระบบการทำงานที่ชัดเจนในการต่อต้านคอรัปชั่น โดยมีทรัพยากรที่มีคุณภาพ มีกระบวนการที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้านหรือ ‘Watchdog’ คอยเป่านกหวีด หรือที่เรียกว่า Whistle Blower ที่กว้างขวาง มีความสามารถในการวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลต่างๆ มีการเผยแพร่และประสานงานกับฝ่ายปราบปรามอื่นๆ อย่างมีประสิทธิผล เช่น สำนักข่าวเจาะหรือที่เรียกว่า Investigative Reporter ที่มีความเป็นอิสระเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในหลายๆ ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในประเทศเรา สำนักข่าวหลักทั้งหลายยังไม่ค่อยทำหน้าที่นี้นัก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะยังต้องพึ่งอำนาจรัฐและรัฐวิสาหกิจ ในเรื่องสัมปทานหรือรับการสนับสนุนงบโฆษณาและจัดรายการต่างๆ ในสัดส่วนที่สูง

นอกจากนี้ องค์กรเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น น่าจะจัดสรรทรัพยากรส่วนหนึ่งเพื่อจัดตั้งหน่วยงานที่มีบุคลากรที่มีคุณภาพสูง คอยติดตาม วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นการทุจริตต่างๆ ที่สามารถชี้ประเด็นสู่สังคมและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อดำเนินการต่อไป

มาตรการที่แปด 
การร่วมมือกับนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ ในปัจจุบันมีการตื่นตัวอย่างมากทั่วโลกในความร่วมมือเพื่อช่วยขจัดการคอรัปชั่นในประเทศกำลังพัฒนาและด้วยพัฒนา หลายประเทศได้ออกกฎหมายที่มีบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง เช่น สหรัฐ เยอรมันนี อังกฤษ ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าหน่วยงานรัฐไทยซื้อสินค้าและบริการโดยตรงจากเอกชนของประเทศเหล่านี้ลดลง และมีความร่วมมือกันในหลายๆ ช่องทาง เช่น องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทั้งในส่วนของความรู้ ประสบการณ์ และเงินทุน เช่น World Bank, ADB, Transparancy International, Open Society Institute, Bill & Melinda Gates Foundation เป็นต้น

จะเห็นว่ามาตรการทั้ง 8 ข้อ ที่ผมเสนอ ส่วนใหญ่น่าจะต้องเป็นการริเริ่มโดยภาครัฐ โดยเฉพาะในข้อ 2 ถึงข้อ 6 ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าการขจัดคอรัปชั่นเป็นพันธะสัญญาที่สำคัญ 1 ใน 3 ของนโยบายที่รัฐให้ไว้กับประชาชน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่ค่อยมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากนัก

อย่างไรก็ดี ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 19 (11) และ (13) ไว้อย่างชัดเจน ที่จะนำเสนอมาตรการวิธีการต่างๆ ให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ จึงน่าที่จะเป็นช่องทางสำคัญให้เครือข่ายทั้งกว่าสิบองค์กรจะผลักดันมาตรฐานต่างๆ ผ่าน ป.ป.ช. ซึ่งรัฐบาลย่อมต้องตอบสนอง ยกเว้นจะมีเหตุผลสำคัญที่ชี้แจงต่อประชาชนได้

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาอย่างยืดยาว เป็นความรู้ความเข้าใจทั้งหมดที่ผมมีเกี่ยวกับเรื่องของการคอรัปชั่น กล่าวโดยสรุปคือมี 5 ประเด็น ตั้งแต่ว่า คอรัปชั่นคืออะไร มีกี่ประเภท มีกลยุทธ์สำคัญอย่างไร มีโทษมหันต์อย่างไรบ้าง ประโยชน์ในระยะสั้นที่เป็นภาพหลอนนั้นเป็นอย่างไร และมาตรการขจัด เท่าที่ผมพอจะเรียบเรียงได้มีอย่างไรบ้าง

ย่อมเป็นการแน่นอนว่า การเรียบเรียงโดยศักยภาพอันจำกัดของผม ย่อมขาดความสมบูรณ์อยู่มาก ยังมีข้อผิดพลาด ขาดตกบกพร่องอยู่ไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดเป็นความคิดเห็นโดยเจตนาบริสุทธิ์ เป็นส่วนตัวของผมเพียงผู้เดียว หากมีข้อผิดพลาด ก้าวร้าว ล่วงเกินท่านผู้ใดอย่างไม่สมควร ก็ขอความกรุณาลงโทษผมแต่ผู้เดียว อย่าได้ลงโทษตอบแทนไปถึงองค์กรบริษัทเล็กๆ ที่ผมทำงานอยู่เลย

ท้ายที่สุดนี้ ผมขออนุญาตเล่าประสบการณ์จริงที่ผมได้รับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นอุทาหรณ์ ถึงสังคมไทยในปัจจุบันได้ดี

เมื่อเกิดมหาวิบัติภัยสึนามิเมื่อ 7 ปีก่อน ผมได้มีโอกาสรับใช้เครือข่ายฟื้นฟูชุมชนชายฝั่งอันดามัน หรือที่เรียกย่อๆ ว่า SAN เพื่อช่วยงานวางแผน จัดระบบ และระดมทุน ให้เครือข่ายนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2548 ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่เกาะมุก จังหวัดตรัง ได้พบกับผู้ใหญ่บ้านที่เกาะมุก ท่านได้ปรับทุกข์ถึงความแตกแยกไร้สามัคคีของคนในหมู่บ้าน แทนที่เกิดภัยร้ายแรงจะสามัคคีกัน กลับมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง วิวาทแก่งแย่งกันในทุกเรื่อง ซึ่งเราได้แต่ปลอบใจ ช่วยเหลือ วางแผนให้ตามสมควร

หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน ได้มีโอกาสลงไปเยี่ยมเยียนอีกครั้ง จึงไต่ถามท่านผู้ใหญ่บ้านถึงเหตุการณ์การวิวาท ก็ได้รับคำตอบที่ต้องขอประทานโทษที่ขอใช้ถ้อยคำจริงที่ท่านพูด ท่านบอกว่า

“ก็ดีขึ้นบ้าง แต่ไอ้พวกคนดีทั้งหลายนี่สิ ทะเลาะกันไม่เลิก ต่างคนต่างมี Ego ต่างคนต่างเก่ง ต่างดี ทฤษฎีกูถูก วิธีของกูถูก ของมึงผิด กูดีกว่า แน่กว่าทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น ส่วนไอ้พวกชั่วพวกเหี้ย พอมันแบ่งประโยชน์หารกันลงตัวได้ มันก็เลิกทะเลาะ รักกัน กอดคอกัน สุมหัวกันชั่วได้ต่อไป”
Read more ...

Karim Ghajji

23 มี.ค. 2556
เมื่อ 5 ก.พ.2556

นักมวยฝรั่งเศส เชื้อสายโมร็อคโค ผู้เอาชนะน็อค เอกประชา มีนะโยธิน ในรายการชิงชนะเลิศ La Nuit des Titans ที่ประเทศฝรั่งเศส

นอกจากเป็นนักมวยแล้วยังเป็นนักเต้น และเป็นคนมีชื่อเสียงของประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

ประวัติเป็นนักคาราเต้ตั้งแต่เด็ก และเป็นนักคิกบ็อกซิ่ง แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นนักมวยไทย

นักมวยไทยเก่ง ๆ ประมาทไปเจอเขา โดนน็อคเอาง่าย ๆ นะครับ ผมเห็นว่าเขาฝึกจริงจังดี

ช่องในยูทูปของเขา
Read more ...

สุพิชา สอนดำริห์

30 ม.ค. 2556
กองบรรณาธิการ Positioning Magazine ธันวาคม 2547

ผู้หญิงที่ติด 1 ใน 50 Young Executives สุพิชา หรือ เอ๋ บรรณาธิการของ Cleo นิตยสารหัวนอกที่เป็น Best Selling สาวรัฐศาสตร์คนนี้ ถึงแม้จะไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับนิตยสารมาก่อนเลย แต่ด้วยการที่มีใจรักในการอ่านหนังสือ และมีความเข้าใจผู้อ่านว่าน่าจะชอบแบบไหน ทำให้เธอปรับนิตยสารเพื่อให้เหมาะกับผู้อ่านที่เป็น Target Group เบื้องหลังความสำเร็จของนิตยสาร Cleo ก็เกิดมาจากผู้หญิงคนนี้แหละ

“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือ ความดีงามในจิตใจ ยึดหลักนี้ไว้ตลอดจะมีความสุข และคนรอบตัวก็มีความสุข” นี่เป็นหลักการที่เอ๋ยึดถือในการดำเนินชีวิต รวมทั้งการทำงาน

Profile

Name : สุพิชา สอนดำริห์
Age : 30 ปี
Education : 
ปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาฯ
ปริญญาโท สาขา International relations จาก Nottingham University, UK

Career Highlights :
เคยเป็น AE อยู่ Ogilvy
เคยเป็น Buyer ที่ Asia Books
ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Cleo

Quote :
“คนฉลาดคือคนที่มีความสุขในทุกขณะ”

Family :
ลูกสาวของนายปรีชาและนางยุพิน สอนดำริห์

Twitter : https://twitter.com/SupichaCLEO

Facebook : http://www.facebook.com/CLEOThailand
Read more ...

พ.ต.ต.ศักดิ์สงคราม เปรมานนท์ หรือผู้กองหมี หรือสารวัตรหมี

5 ม.ค. 2556
โดย นสพ.ข่าวสด เมื่อ 6 ม.ค.2556

พ.ต.ต.ศักดิ์สงคราม เปรมานนท์ หรือสารวัตรหมี

เป็นชายหนุ่มที่คบหาดูใจกับแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ นักแสดงสาวชื่อดัง

เดิมเป็นผู้กองหมี ปัจจุบันได้เลื่อนยศตำแหน่งเป็น สารวัตรหมีแล้ว
Read more ...

น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์

14 ส.ค. 2555
โดยรายการ Vip เมื่อ 13 ส.ค.2555
Read more ...

ประวัติ parkour

14 ส.ค. 2555
โดย http://goo.gl/gj36n

Parkour

(บางครั้งเรียกย่อว่า PK) หรือ l'art du déplacement (แปลว่า The art of moving)

เป็นการฝึกที่จะเอาชนะอุปสรรคในเส้นทางหนึ่งๆ ด้วยท่าทางต่างๆตามธรรมชาติ Parkour ไม่ใช่การแข่งขัน Parkour ใช้ในการเดินทางโดยพยายามที่จะผ่านอุปสรรคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด หรือในสถานะการฉุกเฉิน

ทักษะต่างๆเช่น การกระโดด การปีน หรือท่าทางพิเศษอื่นๆใน Parkour ได้ถูกใช้จริงแล้ว จุดประสงค์หลักของ Parkour คือ การไปจากสถานที่หนึ่งไปสถานที่อื่นๆโดยใช้เฉพาะ ร่างกายของเรา และ ของต่างๆในสิ่งแวดล้อม อุปสรรคอาจจะเป็นได้ทุกอย่างหนึ่งในนั้นก็อาจจะเป็นธรรมชาติ แต่ Parkour พบบ่อยว่าฝึกในเขตชุมชนเมือง เพราะว่ามีสิ่งก่อสร้างสาธรณะที่เหมาะสม เช่น ตึก หรือ ราวต่างๆ

บางครั้ง FreeRunning ก็จะเป็นคำที่ใช้แทน Parkour ในขณะเดียวกัน FreeRunning เน้นที่ความสวยงามของการเคลื่อนไหวและหาวิธีการสร้างสรรค์ที่จะ ข้ามผ่านอุปสรรคมากกว่าที่จะใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพหรือง่ายๆ

อย่างไรก็ตามบางครั้งมีการโต้แย่งข้อกำหนดของคำทั้งสองคำอย่างแน่นอน

ผู้ที่ฝึก Parkour จะถูกเรียกว่า traceur หรือถ้าเป็นผู้หญิงจะเรียกว่า traceuse

Parkour อาจจะได้เปรียบเทียบกับ Martial arts ได้ โดยในเดือนกันยายน 2552 American Parkour เริ่มที่จะเปิดเป็นกลุ่มของ Parkour โดย American Parkour ได้เชิญชวนผู้คนเข้าร่วมกลุ่มนี้ โดยการ Post ข้อมูลทางด้าน Parkour ของตัวเอง โดยได้พัฒนามาโดยผู้ที่ทำงานให้ American Parkour และบุคคลนอก American Parkour เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นความพยายามอย่างที่สุดของพวกเขา

ผลที่ได้ทำให้ Parkour เป็นวินัยในการฝึกทางกายเพื่อเอาชนะอุปสรรคใดๆในเส้นทางโดยการเคลื่อนไหวตามสภาพแวดล้อม

สิ่งที่ Parkour ต้องการในการเล่นคือ ความอดทน ความแข็งแรง ความสามารถทางกายภาพ ความสมดุล ความคิดสร้างสรรค์ ความลื่นไหล การควบคุม ความแม่นยำ มีสติ และการมองสิ่งต่างและคิดที่จะใช้มันอย่างไร

ท่าทางของ Parkour โดยปรกติจะมี การวิ่ง การกระโดด การข้าม การปีน การทรงตัว และท่าทางของสัตว์ โดยท่าทางอย่างอื่นมักมีการมารวมด้วย แต่การใช้ท่า Trick เพียงอย่างเดียวไม่จัดว่าเป็น Parkour

การฝึก Parkour จะเน้น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบ และการพัฒนาตัวเอง โดยมันมีความเสี่ยงหลายอย่างเช่นการ โชว์ หรือ อันตรายจากท่าสตั้น

ผลที่ได้จากการฝึก Parkour คือ สังคม ความสามัคคี การแลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นสิ่งที่สำคัญคือการเล่นในชีวิต ในขณะที่แสดงความเคารพให้ผู้คน สถานที่ และ ที่ว่างต่างๆ

ศัพท์ต่างๆ

แรกเริ่มแล้วเป็นการฝึกที่เรียกว่า l'art du déplacement and le parcours.

Parkour ได้รับการตั้งโดย Hubert Koundé จากคำว่า parcours du combattant จากการฝึกข้ามสิ่งกีดขวางของทหารที่เสนอโดย Georges Hébert.

Traceur และ traceuse ตั้งมาโดย กริยาของ French ที่เรียกว่า tracer ที่แปลว่า "to trace (เขียน, ลากเส้น)", หรือ "to draw (วาด)", แต่ก็เป็นคำ slang ของ "to go fast (เพื่อที่จะไปเร็ว)".

ประวัติต่างๆของ Parkour

Hébert's legacy

โดย Georges Hébert

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 Georges Hébert ทหารเรือฝรั่งเศส ได้ออกเดินทางไปที่ต่างๆในโลก ขณะที่ไป Africa เขาได้ประทับใจการบริหารร่างกายและความสามารถของชนพื้นเมืองที่เขาพบ

โดยร่างกายของพวกเขา ผอมสวย คล่องตัว คล่องแคล่ว ทักษะสูง และ ทนทาน ถึงแม้พวกเขาไม่มีอาจารย์สอนยิมนาสติกและอาศัยในธรรมชาติ

ในวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 1902 เมือง Saint-Pierre, Martiniqie เมืองที่เขาพักอยู่ขณะนั้น ได้ประสบกับภูเขาไฟระเบิดของภูเขา Pelée.

Hébert ประสานงานที่จะช่วยผู้คน 700 คน ประสบการณ์นี้มีผลลึกซึ้งกับเขา และเสริมความเชื่อของเขาที่จะต้องมีทักษะกีฬารวมกับความกล้าหาญและความบริสุทธิ์ใจ และเขาก็ได้เอามาเป็นคำขวัญของเขาเอง "être fort pour être utile"(Be strong to be useful)

แรงบันดาลใจจากชนเผ่าพื้นเมือง Hébert ได้เป็น ผู้กวดวิชาพลศึกษาที่ The college of Reims ในฝรั่งเศส เขาเริ่มกำหนดหลักการของวิชาพลศึกษาของเขาเอง และเขาได้สร้างตัวช่วยและแบบฝึกหัดของเขาเองที่เรียกว่า méthode naturelle ( Natural Method )

Hébert ได้ตั้ง méthode naturelle ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นฐาน 10 อย่างคือ การเดิน, การวิ่ง, การกระโดด, กระขยับทั้งสี่ส่วน(แขน2ขา2), การปีน, การทรงตัว, การโยน, การยก, การป้องกันตัว, การว่าย ที่เป็นส่วนหนึ่งในสามกำลังหลักคือ

- พลังหรือกำลัง

- คุณธรรม

- ร่างกาย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 Hébert ได้ฝึกสอนอย่างต่อเนื่องและขยายเป็นวงกว้าง และได้กลายเป็นระบบพื้นฐานของการฝึกสอนทหารของฝรั่งเศส ดังนั้น Hébert คือผู้หนึ่งในผู้สร้าง Parcours 

หลักสูตรการข้ามสิ่งกีดขวางที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวสวิซ คือ พื้นฐานของการฝึกทหาร ซึ่งนำไปสู่การออกกำลังกายของคนทั่วไปและหลักสูตรด้านความเชื่อมั่น และนอกจากนั้น ทหารและนักดับเพลิงชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาหลักสูตรข้ามสิ่งกีดขวางที่เป็นที่รู้จักเรียกว่า parcours du combattant และ parcours SP

ครอบครัว Belle

Raymond Belle 

เกิดที่ฝรั่งเศสอินโดจีน(ตอนนี้เรียกว่าเวียดนาม) พ่อของเขาตายในสงครามอินโดจีนครั้งแรก และ Raymond ได้แยกกับแม่ตอนประเทศกลายเป็นเวียดนามเมื่อปี 1954 เขาได้ถูกเลี้ยงดูโดยทหารชาวฝรั่งเศสในดาลัด และได้เข้ารับการฝึกเป็นทหาร

หลังจาก "การต่อสู้เดียนเบียนฟู"(Battle of Dien Bien Phu) Raymnd ได้ถูกส่งกลับฝรั่งเศส และ เรียนวิชาทหารจบในปี 1958 ตอนอายุ 19 เขาได้อุทิศตัวให้การออกอำลังกายที่ช่วยให้เขาช่วยให้เขาเป็นหนึ่งใน นักดับเพลิง ด้วยความคล่องตัวของเขา เขาได้กลายเป็น

แชมป์นักปีนเชือกของกรมทหาร 

และได้กลายเป็นหน่วยยอดของกรมทหาร ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่ฟิตที่สุดและนักพจญเพลิงที่คล่องตัวที่สุด สมาชิกในหน่วยนี้ได้ถูกเรียกให้ทำภารกิจช่วยเหลือที่ยากและอันตรายที่สุด

เขาได้รับการยกย่องด้าน ความเยือกเย็น ความกล้าหาญ และ เสียสละ Raymon ได้เป็นบทบาทสำคัญของภารกิจเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงครั้งแรกในปารีส หลายความช่วยเหลือ เหรียญ และ ประโยชน์ ของเขาทำให้เขาได้รับชื่อเสียงและเป็นแรงบัลดาลใจให้คนรุ่นต่อไป โดยเฉพาะลูกของเขา David Belle

David Belle

เกิดในครอบครัวนักพจญเพลิง และได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวของความเป็นวีรบุรุษ Raymond ได้นำ David เข้ารับการฝึกข้ามสิ่งกีดขวางและ méthode naturell - David ได้มีส่วนร่วมในหลายๆกิจกรรม เช่น ศิลปการต่อสู้ ยิมนาสติก ฯลฯ และใช้ความสามารถทางด้านกีฬาของเราในการปฏิบัติ 

และเมื่ออายุ 17 เขาได้ออกจากโรงเรียนเพื่อหาอิสระและความแข็งแกร่ง เขาได้พัฒนาความแข็งแรงและความชำนาญที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเขาเรื่อยมาดังที่พ่อของเขาได้นำไว้
Read more ...