แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักวิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักวิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

"Elizabeth Holmes" สาววัย 30 ร่ำรวยติดอันดับ 400 คนแรกมหาเศรษฐีอเมริกา

6 ก.ค. 2558
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557

http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/619977

เป็นเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดามหาเศรษฐี 400 อันดับแรก โดยมีคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี จำนวน 11 คนที่อยู่ในการจัดอันดับของฟอร์บ เช่น

- Mark Zuckberberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ,
- Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ,
- Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Uber และ
- Jan Koum ผู้ก่อตั้ง WhatsApp

ปัจจุบัน บริษัท Theranos ที่เธอเป็นผู้ตั้ง มีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ และเธอเป็นผู้ถือหุ้น 50% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์

Theranos เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีการตรวจเลือดแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ของโลกในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

ชีวิตวัยเด็กของเธอใช้ชีวิตอยู่กับลุง ที่มักพาเธอไปเล่นครอสเวิร์ด ต่อพัซเซิล และท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งลุงของเธอถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง และกำลังลามไปที่สมองและทั่วร่างกาย สุดท้ายลุงของเธอเสียชีวิต

เหตุการณ์นี้ทำให้เธอคิดว่า ถ้าสามารถรู้ตัวก่อนจะป่วย ลุงของเธอก็คงไม่จากไปก่อนวัยอันควร เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยก็สายไปแล้ว

เธอตัดสินใจหยุดการเรียนที่ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อก่อตั้งบริษัท Theranos โดยใช้เงินทุนก่อตั้งบริษัทจากเงินที่พ่อแม่เก็บไว้ใช้ในการเรียนของเธอ

10 ปีต่อมา บริษัทได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองทุน Venture Capital ชื่อ "Draper Fisher Jurvetson" และ "Larry Ellison" ประธานบริษัท ออราเคิล เจ้าของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลชื่อดัง เพื่อวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจเลือดรูปแบบใหม่ จนสามารถใช้งานจริงได้ และได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา

การตรวจเลือด เป็นหนึ่งวิธีในการหาสาเหตุของโรคในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เข็มในการเจาะเส้นเลือด เพื่อนำเลือดมาตรวจ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน ทำให้มีค่าใช้จายสูงและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น แพทย์อาจสั่งเจาะเลือดเพิ่มเพื่อดูผลเฉพาะด้าน ทำให้ต้องเจาะเลือดหลายรอบ และแต่ละรอบต้องรอผลอีก บางคนก็กลัวเข็ม

สิ่งที่บริษัทของเธอทำคือ การสร้างอุปกรณ์เก็บเลือดโดยการเจาะที่ปลายนิ้ว ชื่อ Fingerstick (หรือ Fingerprick) โดยตัวอย่างเลือดเก็บเพียง 2-3 หยด ก็สามารถตรวจเฉพาะได้หลายอย่างและจะตรวจซ้ำหลายครั้งก็ได้ โดยไม่ต้องเจาะเลือดหลายๆ รอบ เป็นวิธีการตรวจที่ประหยัดเวลา ลดต้นทุนการตรวจเลือดจากวิธีการเดิมมากที่สุดถึง 90% และมีประสิทธิภาพ

เธอเชื่อว่า ถ้าคนรู้ข้อมูลสำคัญของร่างกายตนเอง จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต หันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของสหรัฐ มีสัดส่วนถึง 20% ของต้นทุนการดูแลสุขภาพทั้งหมดของประเทศ หากคนรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานก็จะดูแลตัวเองมากขึ้น อัตราการป่วยเบาหวานก็จะลดลง ประหยัดเงินของประเทศเป็นจำนวนมหาศาล

ปัจจุบัน Theranos ได้รับอนุญาตในการตรวจเลือดครบทุกรัฐของประเทศ มีรูปแบบการตรวจเลือดกว่า 200 รูปแบบ

มูลค่าของอุตสาหกรรมตรวจเลือดทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีผู้นำตลาดอยู่ 2 ราย คือ บริษัท Quest และ บริษัท LabCorp แต่เป้าหมายของเธอคือ การสร้างตลาดที่เรียกว่า “Consumer Health Technology” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามหาศาล

เทคโนโลยีของ Theranos อาจช่วยให้มนุษย์สุขภาพแข็งแรงขึ้น อายุยืนขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลอีกมหาศาล

ล่าสุด “Walgreen” ร้านขายยาที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐ เตรียมนำ “Theranos Wellness Center” ไปอยู่ในสาขาของตนกว่า 8,200 สาขาทั่วสหรัฐ เพื่อให้คนได้ใช้เทคโนโลยีการตรวจสุขภาพของเธอเพื่อตรวจสุขภาพตนเองต่อไป
Read more ...

อีลอน มัสค์

3 ธ.ค. 2556
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 29 พ.ย.2556

หากพูดถึงนักธุรกิจชื่อดังของโลก หลายคนอาจนึกถึงวอร์เรน บัฟเฟตต์ บิล เกตส์ หรือ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก แต่ล่าสุด นิตยสารฟอร์จูนของสหรัฐฯ ประกาศให้ อีลอน มัสค์ ผู้บริหารสเปซเอ็กซ์ และเทสลา มอเตอร์ เป็นนักธุรกิจยอดเยี่ยมแห่งปี อีลอน มัสค์ เป็นใคร และมีความสามารถพิเศษอย่างไร

ฟอร์จูน นิตยสารธุรกิจชื่อดังของโลก ประกาศให้

นายอีลอน มัสค์ ซีอีโอวัย 42 ปี 

ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ และเทสลา มอเตอร์ เป็นนักธุรกิจยอดเยี่ยมแห่งปี 2013 จากผลงานการนำความคิด และวิสัยทัศน์ของตนเอง มาปรับใช้ให้เป็นรูปธรรม แถมยังได้รับการยอมรับจากนักลงทุน และลูกค้าเป็นอย่างดี

อีลอน มัสค์ เป็นลูกครึ่งแคนาดา-แอฟริกาใต้ เกิดที่กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปี 2514 เขาเริ่มฉายแววอัจฉริยะด้วยการฝึกเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง หลังจากมีคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในวัยเพียง 10 ปี

ในอีก 2 ปีต่อมา มัสค์สามารถขายซอฟต์แวร์เกมส์ที่ตนเองเขียนขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายจากแอฟริกาใต้ ไปแคนาดา ในช่วงที่เขามีอายุได้ 17 ปี

ปี 2535 อีลอน มัสค์ ย้ายจากแคนาดา ไปเรียนต่อในคณะบริหารธุรกิจของวอร์ตัน สคูล ที่มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐเพนซิลเวเนีย ในสหรัฐฯ ก่อนเรียนจบปริญญาตรี 2 ใบ ในสาขาเศรษฐศาสตร์ และฟิสิกส์

จากนั้น มัสค์ได้ย้ายข้ามฟากของสหรัฐฯ ไปสมัครเรียนต่อในสาขาฟิสิกส์ประยุกต์ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ตัดสินใจลาออกหลังเข้าเรียนได้เพียง 2 วัน เนื่องจากไม่ต้องการเสียเวลาในการเริ่มต้นบุกเบิกธุรกิจของตนเอง

การย้ายมาแคลิฟอร์เนีย ของอีลอน มัสค์ ถือเป็นการอยู่ถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากเป็นช่วงที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตกำลังบูม โดยมัสค์ เปิดบริษัทแรกในแคลิฟอร์เนียร่วมกับน้องชาย โดยใช้ชื่อว่า Zip2 ก่อนที่บริษัท Compaq Computer จะขอซื้อบริษัทซอฟต์แวร์แห่งนี้ของเขาไปด้วยมูลค่ากว่า 340 ล้านดอลลาร์

จากนั้นในปี 2542 อีลอน มัสค์ เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจากการร่วมก่อตั้ง PayPal บริษัทการเงินบนโลกออนไลน์ ก่อนที่เขาจะขายกิจการต่อให้กับ eBay ไปในปี 2545 และหันมาทุ่มเทเวลากับการบริหารธุรกิจอวกาศอย่าง สเปซเอ็กซ์ และบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า เทสลา มอเตอร์

ด้วยวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่นของอีลอน มัสค์ ทำให้สเปซเอ็กซ์ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกที่ส่งยานอวกาศเดินทางไปสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ ท่ามกลางความพยายามในการเข้าไปบริหารจัดการระบบขนส่งอวกาศแทนที่องค์การนาซา ซึ่งประสบปัญหาด้านงบประมาณ

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เทสลา มอเตอร์ ที่มัสค์ดูแล ยังมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นกว่า 12 เท่า และอาจทำยอดขายปีนี้ได้สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เทสลา กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นที่สุดของโลกในปัจจุบัน

นิตยสารฟอร์จูน ระบุว่า ความสามารถอันโดดเด่นของอีลอน มัสค์ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจ คือ การผสมผสานระหว่างการมีวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น ตลอดจนรสนิยมที่ดีในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และตัดลดต้นทุนการผลิต ทำให้บริษัทที่เขาดูแลสามารถเข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้าง

นอกจากนี้ นิตยสารฟอร์จูน ยังเปรียบเทียบอีลอน มัสค์ ว่าเป็นสตีฟ จ็อบส์ คนต่อไป เนื่องจากภูมิหลัง และความสามารถที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะความพยายามอันไม่หยุดยั้งในการปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆของโลก หลังจากเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มัสค์เพิ่งประกาศเปิดตัวแผนก่อสร้าง Hyperloop รถไฟอัลตร้าไฮ-สปีด ระหว่างนครซานฟรานซิสโก กับลอสแองเจลิส ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำความเร็วได้มากกว่า 1,100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Read more ...

James Randi นักจับผิดกลลวงโลก

15 ธ.ค. 2554
James Randi อดีตนักมายากล ล่วงรู้กลโกง การหลอกลวง ตบตาคนทุกรูปแบบ

ปัจจุบัน James Randi เลิกเล่นมายากลมาหลายสิบแล้ว

เขานำความรู้ ความสามารถที่มีใช้ในการแต่แผ่ เปิดโปงเรื่องลวงโลกมาหลายร้อยครั้ง หนึ่งในนั้นคือ นักงอช้อน Uri Geller

ปัจจุบันเขาตั้งมูลนิธิ James Randi Educational Foundation

ให้ความรู้เกี่ยวกับการอวดอ้างคุณภาพเกิน จริงของสินค้าและความสามารถเกินมนุษย์ของพวกหลอกลวงทั้งหลายแหล่

เขาตั้ง เงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ให้กับสินค้าอวดอ้างคุณภาพเกินจริงและผู้ที่อ้างว่ามีพลังเหนือ ธรรมชาติถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีความสามารถตามคำอวดอ้างจริง

ไม่เคยมีใคร สามารถพิชิตเงินรางวัลนี้เลยแม้แต่คนเดียว

 .........................................................................................

โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2553
ท้า 1 ล้านดอลลาร์พิสูจน์ GT200

นักแฉกลลวงและเรื่องลี้ลับ ท้าทางการไทย พิสูจน์ประสิทธิภาพGT200 ถ้าได้ผลตามที่จนท.ระดับสูงไทยอ้าง เตรียมควัก 33 ล้านบาทเดิมพัน

การพิสูจน์อุปกรณ์ตรวจจับระเบิด และวัตถุต้องสงสัย GT200 โดยกลุ่มผู้สื่อข่าวพลเมือง บนอินเทอร์เน็ตบ้านเรายังมีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าการสาธิตการใช้อุปกรณ์โดยเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา จะมีการระบุผลว่าใช้การได้ แต่เนื่องจากกลุ่มผู้ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่าการทดสอบไม่ได้เป็นไปตามหลัก วิทยาศาสตร์ จึงมีการติดต่อผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ เพื่อพิสูจน์ และ นาย เจมส์ แรนดี้ ก็เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีการติดต่อเข้าไปเพื่อขอคำชี้แนะ

เจมส์ แรนดี้ เป็นอดีตนักมายากลที่มีชื่อเสียง ชาวแคนนาดา 

และเมื่อเขาอำลาวงการเมื่อ 21 ปีที่แล้ว เขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษา" เจมส์ แรนดี้" ขึ้นเพื่อเปิดโปงกลลวง และปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ ที่มักจะมีผู้กล่าวอ้างเพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆ โดยในที่สุดก็เกิดโครงการท้าพิสูจน์ที่มีเงินเป็นเดิมพัน ซึ่งปัจจุบันเงินเดิมพันสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 33 ล้านบาทแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาการท้าพิสูจน์เกิดขึ้นหลายหลายครั้ง แต่ยังไม่มีใครคว้าเงินเดิมพันนี้ไปได้เลย ที่สำคัญยังไม่มีใครผ่านการทดสอบเบื้องต้นไปได้เลยด้วยซ้ำ

บนเว็บไซต์ของแรนดี้ กระทู้ล่าสุดที่ถูกโพสต์ไว้ เป็นการสนทนากับนักศึกษาชาวไทย ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยไอโอวา ที่สหรัฐฯ ซึ่งติดตามข่าวการทดสอบ GT200 ที่เมืองไทย ซึ่งจากข่าวระบุว่า แพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันผลสำเร็จของการใช้อุปกรณ์ GT200 ซึ่งนาย แรนดี้ ตอบในกระทู้ว่า เขาขอท้าให้แพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ พิสูจน์ผลสำเร็จ GT200 ซึ่งหากตกลง เขายินดีที่จะเดินทางมาประเทศไทย เพื่อจัดการทดสอบขึ้นทันทีโดยมีเงินเดิมพัน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามกติกาที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกันเขาก็ตอบนักศึกษาไทยคนนี้ที่ตั้งข้อสังเกตุว่าแม้แต่รองนายก รัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังยืนยันว่าใช้การได้จริงว่า นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าทางการไทยควรติดต่อเขา เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม นายแรนดี้ระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ไทยที่ยืนยันผลสำเร็จของ GT200 ติดต่อมาเพื่อยืนยันรับคำท้าพิสูจน์เลย

เจมส์ แรนดี้ เคยท้าพิสูจน์การเดาว์ซิ่งมาแล้วหลายครั้ง โดยไม่มีครั้งใดที่ประสบความสำเร็จ ขณะที่หลังจากมีการจับกุม เจมส์ แม็คคอร์มิค เจ้าของบริษัทผู้ผลิต ADE 651 เจมส์ แรนดี้ ก็ออกมาย้ำว่า อุปกรณ์ตรวจจับวัตถุต้องสงสัยที่ใช้หลักการเดาว์ซิ่งล้วนแต่เป็นกลแหกตา ที่แลกกับชีวิตคน ซึ่งผู้ลวงโลกควรได้รับโทษตามกฎหมายถึงที่สุด
Read more ...

สตีฟ จ็อบส์

9 ต.ค. 2554
โดยวิกิพีเดีย เมื่อ 6 ต.ค.2554

สตีเฟน พอล "สตีฟ" จ็อบส์ 

(อังกฤษ: Steve Jobs, 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 - 5 ตุลาคม ค.ศ. 2011)

เป็นผู้นำธุรกิจและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน อดีตประธานกรรมการบริหารของแอปเปิลคอมพิวเตอร์ และยังเคยเป็นประธานกรรมการบริหารพิกซาร์แอนิเมชันสตูดิโอส์ และเป็นคณะกรรมการบริหารบริษัทเดอะวอลต์ดิสนีย์ใน ค.ศ. 2006 หลังดิสนีย์ซื้อกิจการพิกซาร์

เขาร่วมก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์กับสตีฟ วอซเนียก ใน ค.ศ. 1976 เป็นผู้มีส่วนช่วยทำให้แนวความคิดเรื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยมขึ้นมา ด้วยเครื่อง Apple II

ต่อมา เขาเป็นผู้แรกที่มองเห็นศักยภาพทางการค้าของส่วนประสานงานผู้ใช้แบบกราฟิกส์และเม้าส์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นในศูนย์วิจัยซีร็อกซ์พาร์ค ของบริษัทซีร็อกซ์ และได้มีการผนวกเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไว้ในเครื่องแมคอินทอช หลังพ่ายแพ้ในการแย่งชิงอำนาจกับคณะกรรมการบริหารใน ค.ศ. 1984 

จอบส์ลาออกจากแอปเปิลและก่อตั้งเน็กซ์ บริษัทพัฒนาแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในการศึกษาขั้นอุดมศึกษาและตลาดธุรกิจ 

การซื้อกิจการเน็กซ์ของแอปเปิลใน ค.ศ. 1996 ทำให้จอบส์กลับเข้าทำงานในบริษัทแอปเปิลที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นนั้น และเขารับหน้าที่ CEO ตั้งแต่ ค.ศ. 1997 ถึง 2011 จอบส์ยังเป็นประธานกรรมการบริหาร และผู้บริหารระดับสูงของพิกซาร์แอนิเมชันสตูดิโอส์ ผู้นำด้านการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ 

ทั้งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ 50.1% กระทั่งบริษัทวอลต์ดิสนีย์ซื้อกิจการไปใน ค.ศ. 2006 จอบส์เป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดของดิสนีย์ที่ 7% และเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารของดิสนีย์

หลังจาก สตีฟ จอบส์ ประกาศแก่พนักงานแอปเปิลคอมพิวเตอร์ว่าตรวจพบมะเร็งตับอ่อนตั้งแต่กลางปี ค.ศ. 2004 จอบส์ ก็มีปัญหาทางสุขภาพเรื่อยมา 

จนตัดสินใจลาออกจากการเป็นประธานกรรมการบริหารของแอปเปิล เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2011 และ เสียชีวิตในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2011 หลังจากที่แอปเปิล ประกาศเปิดตัว ไอโฟน 4เอส ได้เพียงแค่วันเดียว

Read more ...

Michael Chorost

13 พ.ย. 2552
ดร. Michael Chorost เป็นไซบอร์กชื่อดังอีกคนนึง เขาเป็นคนหูหนวก แต่สามารถกลับมาได้ยินใหม่ได้อีกครั้ง หลังจากผ่าตัดฝังอุปกรณ์ที่ชื่อว่า

cochlear implant ซึ่งสามารถส่งสัญญาณจากไมโครโฟนผ่านต่อเข้าไปยังเส้นประสาทสมองที่เอาไว้รับเสียงได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการทำงานของแก้วหูเลย

มิหนำซ้ำซอฟแวร์ของตัวชิพที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณยังสามารถอัพเดทให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ เหมือนแบบเดียวกับเวลาที่เราอัพเดทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บ้าน อย่างไรอย่างนั้น (ทุกวันนี้ cochlear implant มีใช้กันค่อนข้างแพร่หลายแล้ว)

Read more ...

Kevin Warwick ศ.ประจำวิชา ไซเบอร์เนติกส ์ชาวอังกฤษ แห่ง ม.Readings

13 พ.ย. 2552
มนุษย์ไซเบอร์..คนแรกของโลกเควิน วอร์ริก กำลังเข้ารับการผ่าตัดฝังชิปที่เชื่อม กับระบบประสาท สำหรับติดตามสัญญาณ ไฟฟ้า ที่ส่งจากสมองมายังแขนข้างซ้ายของเขา

Kevin Warwick ศาสตราจารย์ประจำวิชาไซเบอร์เนติกส์ชาวอังกฤษแห่งมหาวิทยาลัย Readings ได้รับการบรรจุเทคโนโลยีไซบอร์ก ที่ทำให้ระบบประสาทของเขาสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก

การผ่าตัดสะท้านวงการครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับการขนานนามว่าเป็นไซบอร์ก (Cyborg) หรือสิ่งมีชีวิตครึ่งมนุษย์ครึ่งเครื่องจักรคนแรกของโลก

ถึงแม้หนทางจะยังอยู่อีกยาวไกล กว่าจะถึงขั้นเป็นแบบพระเอกในภาพยนตร์เรื่อง The Terminator หรือ Six Million Dollar Man แต่ก็ยังมีความหวังว่า ชิปที่ฝังตัวในแขนของวอร์ริกจะสามารถตรวจจับสัญญาณอิมพัลส์ที่ส่งจากสมองผ่านทางเส้นประสาทได้
สัญญาณที่เข้ารหัสการเคลื่อนไหวของอวัยวะ เช่น การกระดิกนิ้วมือ และรับความรู้สึก เช่น ความเจ็บปวด เหล่านี้จะถูกส่งผ่านไปยังคอมพิวเตอร์และบันทึกไว้เป็นครั้งแรก

ในอดีต การทดลองที่คล้ายคลึงกันนี้ ได้รับการปฏิบัติมาแล้วกับลิง และแมวในประเทศสหรัฐอเมริกา

ศัลยแพทย์ได้ฝังชิปซิลิกอนสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 3 มม. ไว้ในรอยผ่าบริเวณข้อมือด้านซ้ายของวอร์ริก และเชื่อมต่อขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กเท่าเส้นผมจำนวน 100 เส้นเข้ากับเส้นประสาท

จากนั้น แพทย์ได้ร้อยสายที่เชื่อมต่อกับชั้นใต้ผิวหนังของปลายแขน ออกมาจากรอยเจาะแห่งหนึ่งบนผิวหนัง และเย็บแผลจนเรียบร้อย

สายไฟเหล่านี้จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ เพื่อส่งข้อมูลเกี่ยวกับประสาทไปยังคอมพิวเตอร์ผ่านทางสัญญาณวิทยุ

มีความเป็นไปได้ที่กระบวนการนี้ อาจนำไปสู่ความสำเร็จในการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตอันเนื่องจากเส้นประสาทไขสันหลังได้รับความเสียหาย อย่างในกรณีของนักแสดง Christopher Reeve ที่เคยรับบทเป็นซูเปอร์แมน

เมื่อวันศุกร์ที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา วอร์ริกได้ปฏิเสธข่าวที่ว่าการผ่าตัดฝังชิปตรวจจับสัญญาณประสาท ซึ่งกระทำกันที่โรงพยาบาล Radcliffe ในเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นแค่การจัดฉากลวงเรียกร้องความสนใจประชาชนเท่านั้น

เขาให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าว BBC ว่า "ผมคิดว่าการที่ต้องทนเจ็บให้หมอผ่าตัดถึงสองชั่วโมงเต็มๆ เพื่อแหกตาชาวบ้านเนี่ย ออกจะดูโรคจิตไปสักหน่อยนะครับ"

เขาได้เปรียบการทดลองที่มีค่าใช้จ่ายถึง 715,000 ดอลลาร์ครั้งนี้ว่า เป็นเรื่องของ "การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์" ที่กำลังป่วยเป็นอัมพาตอย่างเอาจริงเอาจัง พร้อมทั้งกล่าวว่า "สิ่งนี้ไม่เคยมีมาก่อนกับมนุษย์ ดังนั้น จึงเหมือนเป็นการด่วนสรุปเกินไป หากจะฟันธงว่ามันจะไม่สามารถบอกอะไรเราได้มาก... ไม่แน่หรอก"
"เราไม่ทราบจริงๆ แต่ถึงอย่างไร เราก็ต้องการคำตอบว่าสัญญาณชนิดใดบ้างที่เราจะได้รับ และสัญญาณชนิดใดบ้างที่เราสามารถจ่ายเข้าไป"

ทีมวิจัยที่ภาควิชาไซเบอร์เนติกส์กำลังจะค้นคว้าทดลองกับวอร์ริกเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือน ซึ่งเขากล่าวว่า "สิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่นี้ เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การบันทึกในประวัติศาสตร์ น่าจดจำ และจะเปลี่ยนโฉมโลกใบนี้ชนิดพลิกฝ่ามือ"

"นิยายวิทยาศาสตร์ต่างๆ ได้เขียนถึงเรื่องแบบนี้มานานแล้ว ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ผมจึงตื่นเต้นกับการก้าวเดินสู่อนาคตก้าวนี้เหลือเกิน แต่ในฐานะมนุษย์ ผมก็ยังไม่ลืมนึกถึงเรื่องของหลักศีลธรรมจรรยาเหมือนกัน"

วอร์ริกยังหวังว่า ต่อไปเขาจะต่อสายไฟจากร่างกายเข้ากับเซ็นเซอร์อัลตราโซนิก ชนิดที่หุ่นยนต์ใช้ตรวจจับสิ่งกีดขวางขณะเคลื่อนที่ เพื่อให้ตัวเขามีประสาทสัมผัสที่หกอย่างค้างคาวด้วย

เขาเชื่อว่าเทคนิคนี้ สามารถพัฒนาต่อให้มือของผู้พิการเคลื่อนไหวได้ หรือมอบความรู้สึกแก่ผู้ที่สวมขาเทียมได้อย่างสมบูรณ์แบบภายในสิบปีข้างหน้า

เขากล่าวว่า "สำหรับใครบางคนอย่างคริสโตเฟอร์ รีฟ ถึงแม้มันจะไม่สามารถคืนความสามารถในการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนกลับมา แต่แค่ช่วยให้เขาบังคับนิ้วให้จับถ้วยยกดื่มได้ มันก็จะเป็นประโยชน์อันมหาศาลทีเดียว"

วอร์ริกเคยเป็นหนูตะเภาให้การทดลองของตัวเองมาแล้วหลายครั้ง อย่างในปี 2541 ที่เขาฝังชิปซิลิคอนที่สามารถสื่อสารกับสำนักงานเพื่อเปิดประตู และเปิดไฟโดยอัตโนมัติเมื่อเดินเข้าห้อง เป็นต้น

การใช้ DNA แก้ปัญหาที่ซับซ้อนเหนือมนุษย์
ในปี 2537 Dr. Leonard Adleman ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Southern California ได้สาธิตให้เห็นว่าดีเอ็นเอสามารถนำมาใช้แก้ปัญหา "พนักงานเดินทางขายของ" (Traveling Salesman) ได้ ซึ่งคำตอบแรกที่ได้จากคอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอนี้ ไม่ถึงกับทำให้โลกต้องตกตะลึง เนื่องจากมันใช้เวลาถึง 7 วันในการแก้ปัญหา ขณะที่คนธรรมดาที่มีกระดาษ และดินสออยู่ในมือ สามารถแก้ปัญหานั้นได้เพียงไม่กี่อึดใจ

ความจริงที่ว่าเขาสามารถแก้ปัญหาโดยใช้ดีเอ็นเอเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ และการคำนวณโดยใช้ดีเอ็นเอนั้น สามารถทำงานในรูปแบบเชิงขนานขนาดใหญ่ได้ ซึ่งทำให้เกิดข้อได้เปรียบในกรณีที่จำนวนของเมืองที่พนักงานขายต้องเดินมีค่อนข้างมาก สิ่งนี้จะทำให้ซีพียูทั่วไปต้องคุกเข่ายอมสยบ เพราะว่ามันจะทำงานแบบเรียงตามลำดับกระบวนการ ไม่ใช่แบบขนาน
แต่ Areio Soltani (ผู้ที่ทำงานในห้องแล็บของดร. เอเดิลแมน) แจ้งข่าวให้ทราบว่าบัดนี้ดีเอ็นเอ สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาที่สลับซับซ้อนยิ่งกว่า "พนักงานเดินทางขายของ" มากๆ ได้แล้ว รายละเอียดของข่าวนี้ สามารถอ่านได้ในเว็บไซต์ของ USC News (http://uscnews.usc.edu/) ปัญหาที่ว่านี้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของปัญหาประเภท Hamiltonian Path (HP) ซึ่งจำนวนครั้งของการคำนวณจะเพิ่มขึ้นแบบเลขยกกำลังทุกครั้งที่เพิ่มจำนวนตัวแปรเข้าไป

ปัญหาที่เอเดิลแมนได้ทดลอง คือ มีการใช้ชุดตัวแปรที่แตกต่างกัน 20 ตัว และเงื่อนไข (Clause) อีก 24 ข้อที่เกี่ยวพันกับคำถามจริงหรือเท็จที่ประกอบด้วยตัวแปรสามตัวจากชุด เมื่อมีตัวแปร 20 ตัว ปัญหาจะสามารถมีคำตอบที่เป็นไปได้ถึง 2 ยกกำลัง 20 หรือ 1,048,576 วิธี เขาเลือกใช้ปัญหาที่จะทำให้ได้คำตอบสุดท้ายจากเงื่อนไข 24 ข้อเพียงหนึ่งวิธีเท่านั้น โดยผู้ช่วยของดร. เอเดิลแมนคนหนึ่งอธิบายปัญหาในเทอมของลูกค้าเรื่องมากที่กำลังยืนเลือกรถ ดังนี้ :
"ข้อแรก ผมต้องการรถที่เป็นยี่ห้อคาดิลแลค ไม่ก็เป็นรถแบบเปิดประทุน หรือเป็นสีแดง" ส่วนข้อสอง "หากเป็นรถยี่ห้อคาดิลแลค มันต้องมีสี่ที่นั่ง หรือฝาปิดถังน้ำมัน" และข้อสาม "แต่ถ้าเป็นรถเปิดประทุน มันก็ต้องไม่ใช่รถยี่ห้อคาดิลแลค หรือมันต้องมีสองที่นั่งเท่านั้น ...

ลูกค้าก็ยิงเงื่อนไขไปเรื่อยๆ จนครบ 24 ข้อ และพนักงานขายก็ต้องหารถในสต็อกที่เข้ากับเงื่อนไขเพียงหนึ่งคัน (เอเดิลแมนและทีมงาน ได้เลือกปัญหาที่ทราบแน่นอนว่ามีคำตอบเพียงกรณีเดียว) พนักงานจะต้องพิจารณารายการทั้งหมดในบัญชีหางว่าวสำหรับรถเป็นล้านๆ คันไปทีละคัน ซึ่งเป็นภาระที่สาหัสเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้

ในการทดลอง โมดูลไลบรารีของลำดับดีเอ็นเอโพลีเมอร์ 300 ตัว ถูกสร้างขึ้นให้ครอบคลุมทุกคำตอบที่เป็นไปได้ และสำหรับ 24 แต่ละเงื่อนไขนั้น "Clause Module" จะได้รับการสร้างขึ้นด้วยขาที่สร้างพันธะโควาเล็นต์กับเจล Polyacrylamide และออกแบบให้ยึดจับกับเส้นเกลียวของไลบรารีที่ตรงกับเงื่อนไขเท่านั้น ตัวเครื่อง "คอมพิวเตอร์" เป็นกล่อง Electrophoresis ที่มีท่อเชื่อมต่อระหว่างห้องร้อนกับห้องเย็น และมีส่วนป้องกันบัฟเฟอร์ร้อนกับบัฟเฟอร์เย็นเข้าผสมกัน

ในการเซตอัพ "คอมพิวเตอร์" ครั้งแรก โมดูลไลบรารีจะถูกวางไว้ในกล่องด้านร้อน ขณะที่โมดูลเงื่อนไขหรือ Clause Module จะวางไว้ในกล่องด้านเย็น เมื่อ "คอมพิวเตอร์" ทำงาน โมดูลไลบรารีที่ร้อนจัดจะปลดปล่อยดีเอ็นเอออกไปจับโมดูลเงื่อนไขที่เข้ากัน

ส่วนดีเอ็นเอที่ไม่เข้ากับเงื่อนไขก็จะทะลุผ่านเข้าไปในบัฟเฟอร์เย็น เมื่อสิ้นสุดกระบวนการทำงาน บัฟเฟอร์จะถูกเปลี่ยน โมดูลเงื่อนไขอันแรกจะสลับมาวางไว้ที่ฝั่งร้อน พร้อมกับใส่โมดูลเงื่อนไขอันใหม่ที่ฝั่งเย็น และปิดเครื่องเพื่อเตรียมทำงานครั้งที่สอง ทำวนซ้ำไปเรื่อยๆ จนครบทุกโมดูลเงื่อนไขที่มีอยู่

หลังจากกระบวนการเสร็จสมบูรณ์ ดีเอ็นเอจะถูกแยกจากโมดูลเงื่อนไขอันสุดท้าย ค่าต่างๆ สำหรับตัวแปรปลายสุด (ตัวที่ 1 และ 20) สามารถหาได้จากการบวกค่าเริ่มต้นของคำตอบถูก/ผิด และขยายให้ใหญ่ขึ้นโดยผ่านปฏิกิริยา Polymerase Chain Reaction (PCR) ซึ่งค่าเริ่มต้นที่ถูกต้องสำหรับตัวแปรแรกเท่านั้น จึงจะได้รับการขยาย และปฏิกิริยานี้สามารถใช้วนซ้ำกับตัวแปรอื่นๆ (เช่น 1 และ 19, 1 และ 18,...) ต่อไปได้ เพื่อให้ได้คำตอบที่สมบูรณ์

การทดลองนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาที่มีความซับซ้อนสุดๆ สามารถหาคำตอบได้โดยใช้กระบวนการจับคู่ และหลอมละลายดีเอ็นเอเท่านั้น ซึ่งทำให้ได้เปรียบคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา ตรงที่ดีเอ็นเอสามารถทำงานในรูปแบบเชิงขนานขนาดใหญ่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในจำนวนตัวแปรที่อนุญาตให้มี เช่นในการทดลองนี้ จะไม่สามารถใช้ตัวแปรเกิน 30 ตัว เนื่องจากอาจมีการจับคู่ดีเอ็นเอที่ผิดพลาดเกิดขึ้น เป็นต้น

ถึงแม้แนวคิด Quantum Computing ในปัจจุบันจะเพิ่งอยู่ในระยะตั้งไข่ แต่ก็เริ่มมีเค้าว่าจะสามารถใช้ประโยชน์ในบางบริเวณที่คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ยึดครองอยู่ได้ ดร. เอเดิลแมนเชื่อว่า การใช้ดีเอ็นเอจะหาที่ลงได้ในแอพพลิเคชันที่ใช้พลังงานน้อยๆ และเกี่ยวข้องกับปริมาณข้อมูลมหาศาล อีกทั้งอาจมีประโยชน์สำหรับงานควบคุมระบบทางเคมี และชีววิทยามากกว่าคอมพิวเตอร์ธรรมดาด้วย
 
Read more ...

Matt Nagle

13 พ.ย. 2552
 
โลกจิต กับโลกจักร เชื่อมกันได้ในที่สุด… ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ปัจจุบันก็มีมนุษย์หลายคนแล้ว ที่ได้รับการช่วยเหลือจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดังกล่าว (ภาษาอังกฤษเรียกว่าเทคโนโลยี BCI หรือ Brain-Computer Interface )

ปี 2001 แมตต์ เนเกิล (Matt Nagle) เด็กหนุ่มอายุ 25 ปี ไปเที่ยวงานดอกไม้ไฟเฉลิมวันชาติกับเพื่อนๆ ปรากฏว่าก่อนจะกลับบ้าน เพื่อนดันไปมีปากเสียงกับวัยรุ่นกลุ่มอื่น แมตต์ซึ่งเป็นชายร่างใหญ่ กระโดดลงจากรถเพื่อจะเข้าไปช่วย แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรเขาก็วูบไปเสียก่อน และนั่นคือความทรงจำสุดท้ายที่เขาจำได้

แมตต์ตื่นขึ้นมาอีกทีที่โรงพยาบาล หมอแจ้งข่าวร้ายว่า เขาโดนมีดยาว 8 นิ้วเสียบเข้าที่ต้นคอ คมมีดเฉือนผ่านไขสันหลังขาด

ทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัวตั้งแต่คอลงไป จำเป็นต้องนั่งรถเข็นและหายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต แม่ของแมตต์หัวใจสลาย แต่ก็ยังสืบเสาะพยายามหาหนทางช่วยลูก จนในที่สุดไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท Cyberkinetics ซึ่งเป็นผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี BCI 

บริษัทนี้ทำการทดลองได้ผลในลิงมาเป็นเวลานานแล้ว แต่เพิ่งจะมีโครงการทดลองติดตั้งระบบในคนดูเป็นครั้งแรก และกำลังประกาศรับอาสาสมัครอยู่ พอได้ข่าว แมตต์รู้สึกเปี่ยมด้วยความหวังขึ้นมาอีกรอบ เทคโนโลยีอาจจะยังเสี่ยงอยู่ และยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะเวิร์กในคนหรือไม่

เนื้อสมองของเขาอาจต่อต้านสิ่งแปลกปลอมและอาจเกิดอาการอักเสบลุกลามได้ อย่างไรก็ตาม แมตต์รู้สึกว่าเขาไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้ว เขาพร้อมที่จะแลกทุกอย่าง เพียงเพื่อโอกาสที่สักวันหนึ่งจะสามารถกลับมาพึ่งพาตนเองได้อีกรอบ ในที่สุด เขากับครอบครัวก็ตัดสินใจ

แมตต์อาสาสมัครเป็นมนุษย์ทดลองคนแรกของโลก ที่จะเข้ารับการผ่าตัดเชื่อมต่อสมองตนเองเข้ากับคอมพิวเตอร์

ปี 2004 ทีมนักวิจัยนำโดย ดร.จอห์น โดโนฮิว (John Donoghue) แห่งมหาวิทยาลัย Brown ได้ลงมือทำการผ่าตัด เริ่มต้นจากใช้สว่านไฟฟ้าความเร็วสูงเจาะเปิดกะโหลกของแมตต์ออกก่อน (นึกถึงเสียง ฟี้ว… ของเครื่องมือทำฟัน) จากนั้นใช้มีดผ่าตัด ค่อยๆ เลิกพวกเยื่อหุ้มสมองชั้นต่างๆ ออกไป จนกระทั่งเผยให้เห็นเนื้อสมองสีชมพูเรื่อๆ รายล้อมไปด้วยแขนงเส้นเลือดต่างๆ มากมาย

สมองแมตต์เต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจร จากนี้ไปทีมผ่าตัดต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ค่อยๆ ค้นหาตำแหน่งที่เหมาะสม ก่อนที่จะติดตั้งไมโครชิพลงไปบนผิวสมองส่วนที่แมตต์เคยใช้ในการบังคับแขน

ไมโครชิพที่ว่านี้มีรูปร่างลักษณะเหมือนพวก Pentium CPU ไม่มีผิด เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจตุรัส 4×4 มิลลิเมตร ข้างใต้มีเข็มอิเล็กโทรด 100 เข็ม ยื่นออกมาเรียงกันเป็นแถวๆ แต่ละเข็มยาว 1 มิลลิเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กกว่าเส้นผมซะอีก เข็มพวกนี้เมื่อปักลงไปในเนื้อสมอง จะเป็นตัวคอยรับสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทรอบๆ แล้วจากนั้นจะส่งสัญญาณต่อออกมาตามสายแผงไฟเส้นเล็กๆ ซึ่งทำด้วยทองคำแท้..

หลายชั่วโมงต่อมา.. ทีมผ่าตัดเอาแผ่นกะโหลกที่เปิดออกไปมาปิดกลับ ขันน็อตไทเทเนียมให้เรียบร้อย เหลือไว้แต่รูขนาดเล็กซึ่งเจาะผ่านกลางกระหม่อม เพื่อให้สายสัญญาณลอดผ่านออกมาแล้วไปเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ด้านนอกอีกที (ระบบทั้งระบบนี้มีชื่อว่า BrainGate ) การผ่าตัดถือได้ว่าลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่ทีมงานก็ยังไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ระบบทั้งหมดจะทำงานได้จริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้าที่จะเข้ามาติดตั้ง แมตต์ได้อยู่ในสภาพอัมพาตมาหลายปีแล้ว และไม่รู้ว่าสมองส่วนที่เคยใช้ควบคุมกล้ามเนื้อของเขาจะยังสามารถสั่งการได้อย่างปกติหรือไม่ หนทางเดียวที่จะรู้ได้ก็คือต้องทดสอบดู

3 อาทิตย์ผ่านไป แมตต์ได้พักฟื้นอย่างเพียงพอ และพร้อมแล้วที่จะเริ่มการทดสอบ ในด่านแรก เขาจะต้องใช้สมองตัวเองแทนเมาส์ และพยายามบังคับลูกศรบนจอคอมฯ ให้เคลื่อนที่ให้ได้

แมตต์ค่อยๆ เพ่งสมาธิจินตนาการว่ากำลังขยับแขนของตัวเอง ทุกคนต่างเฝ้าดูด้วยใจระทึก… และแล้วทันใดนั้นเอง ลูกศรบนจอก็ค่อยๆ เริ่มขยับ!

พวกเขาทำได้สำเร็จ!

ถึงแม้ว่าตอนแรกๆ จะตะกุกตะกักมาก เหมือนเด็ก 3 ขวบเพิ่งหัดใช้เมาส์ใหม่ๆ แต่ทักษะของแมตต์ก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว แรกทีเดียวทีมงานตั้งเป้าไว้ว่าจะใช้เวลาประมาณ 11 เดือน แต่นี่ปรากฏว่าผ่านไปแค่ 2-3 วัน แมตต์ก็สามารถควบคุมลูกศรได้ตามใจนึก มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปเสียแล้ว เขานึกซ้าย มันก็ไปซ้าย นึกขวาไปขวา นึกบนไปบน นึกล่างลงล่าง หรือจะนึกให้อยู่กับที่ หรือให้คลิก ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

แมตต์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บอกว่า ตอนเริ่มบังคับเป็นใหม่ๆ เขาดีใจมาก และประโยคแรกที่เขาอุทานออกมาในตอนนั้นก็คือ

“Holy shit! I like this.” (เฮ้ย! เชี่ย! แม่งสุดยอดเลยว่ะ!)

ด้วยระบบ BrainGate ทุกวันนี้แมตต์สามารถบังคับเปิด-ปิดไฟ เปิด-ปิดเปลี่ยนช่องทีวี เช็คอีเมล ใช้คอมพิวเตอร์ กระทั่งเล่นวิดีโอเกม โดยอาศัยความคิดของเขาเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่เป็นอัมพาตทั้งตัว ทำได้ขนาดนี้ก็ถือได้ว่าแทบจะเป็นปาฏิหารย์อยู่แล้ว แต่วิทยาการก็ยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น

ในอนาคตแมตต์มีความหวังว่า ดร. โดโนฮิวจะสามารถพัฒนาระบบ BrainGate ให้สมบูรณ์แบบขึ้นได้เรื่อยๆ อีกไม่นานชิพในสมองของเขาอาจจะถูกเชื่อมต่อเข้ากับรถเข็นไฟฟ้า ทำให้เขาสามารถบังคับมันไปไหนมาไหนได้ตามใจตนเอง สักวันหนึ่ง สายสัญญาณจากสมองอาจจะถูก bypass ผ่านไขสันหลังส่วนที่ขาด ไปเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อในอวัยวะต่างๆ ของเขาโดยตรง และถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ เขาอาจหายใจเองได้ กระทั่งอาจกลับมาเดินได้ด้วยลำแข้งของตนเองอีกครั้ง

“เรียนวิทย์ไปทำอะไรได้บ้าง?”

ที่แน่ๆ อย่างหนึ่งก็คือ ไปทำให้ความหวัง ความฝัน และจินตนาการของมวลมนุษยชาติกลายเป็นความจริงขึ้นมา

มันต่างกันมากนะครับ กับเวลาที่เด็กไปเรียนพิเศษแล้วเค้าเน้นบอกว่า “เรื่องนี้คุณต้องรู้นะ เพราะออกข้อสอบแน่นอน”

Matt Nagle กำลังใช้ระบบ BrainGate ควบคุมคอมพิวเตอร์ผ่านจากสมองของตัวเองโดยตรง

ดร. John Donoghue ผู้คิดค้นบุกเบิกระบบ BrainGate

Read more ...

Erik Ramsey( คนพิการ ที่ทดลองการออกเสียง จากสมอง )

13 พ.ย. 2552

นักวิทยาศาสตร์เริ่มถอดรหัสเสียงจากสมอง

Submitted by lew on 18 November 2007 - 00:10 tags: Medical Science

เครื่องอ่านใจ (ที่จริงคือความคิดในสมอง) เป็นเรื่องที่จินตนาการกันมามากที่สุดเรื่องหนึ่งในนิยายวิทยาศาสตร์ และดูเหมือนว่าในวันนี้ความฝันนี้จะใกล้ความจริงเข้าไปอีกขั้น เมื่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันประกาศความสำเร็จเบื้องต้นในการแปลคลื่นสมองออกมาเป็นสัญญาณเสียง

ทีมทดลองใช้การฝังอิเล็กโตรดลึก 6 มิลลิเมตรลงไปใต้สมองเพื่อเชื่อมต่อกับนิวรอน 41 ตัว หลังจากนั้นจึงบันทึกค่าที่วัดได้เมื่ออาสาสมัครจินตนาการว่ากำลังพูดเสียงพื้นฐานหนึ่งในสามเสียง

หลังจากการฝึกฝนและวัดข้อมูลเป็นเวลาหลายปี ทีมงานก็สามารถคาดเดาเสียงที่ผู้ป่วยต้องการพูดได้แม่นยำถึงร้อยละ 80 ซึ่งแน่นอนว่ายังค่อนข้างห่างไกลจากการออกเสียงคำพูดซึ่งต้องมีเสียงพื้นฐานมากกว่านี้ และการแปลความหมายที่ซับซ้อนกว่านี้

อาสาสมัครที่งานวิจัยนี้เป็นผู้ป่วยจากอุบัติเหตุรถยนต์ชื่อ Eric Ramsey โดยจากอุบัติเหตุนั้นทำให้ร่างกายของเขาเป็นอัมพาตแต่ยังคงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน

Scientists is going to help “Locked-In” man syndrome

14 DECEMBER 2007 800 VIEWS NO COMMENT

Erik Ramsey has spent the last eight years of his life with complete paralysis of the body, except for the control of eye movement. He suffered a stroke brainstem after a car accident when he was 16, leaving him with “locked-in” syndrome.

This condition is not the same as other forms of paralysis where you feel nothing, in the affected areas. Ramsey has 100 percent of sensation all over the body. An itch can become excruciating without any means of communication they need, he scratched. He frequently and muscle spasms, which can be painful.

Doctors told the Ramseys that their son has no chance of improving. But new research may give Erik Ramsey, the miracle he has been waiting for. Dr. Phil Kennedy, chief scientist at Neural Signals Inc., a company he founded to carry out research on the brain and communication. He came with a revolutionary idea, he thought Ramsey could turn his thoughts into words.

He invented an electrode that detects nerve signals in the speech Ramsey motor area of the brain. In December 2004, the electrode is implanted, and Kennedy, along with four independent laboratories, began to decode the signals in the brain Ramsey. Researchers have asked him to think about some vowels, and then mapped the brain activity. Knowing what resembled his brain when he thought each sound, scientific activity could translate into a language a speech synthesizer could read.

Dr. Frank Guenther, a professor of cognitive and neural systems at Boston University, said his laboratory, one of the three other neural signals to the translation, a breakthrough recently: They could hear the sounds meant in Ramsey they use the decoder built.

It was very exciting when we knew that the process of neural signals and driving a synthesizer would work”, said Guenther.

In the next two months, researchers connect the synthesizer. Ramsey will produce its first vowel sounds then. The next phase is increasingly occur consonants, which are much more difficult to synthesize. Conversations, they say, are still about two years.

For Ramsey, this means speak beyond one word answers. The only way he could indicate what he wants is by moving his eyes for “yes” and “no”. But even this approach does so far. He is so tired that he could not answer six questions before it must stop.

Elle magazine of the former editor Jean Dominique Bauby suffered from the same syndrome, and was also able to communicate with one eye. He wrote about the horror of having locked in the syndrome in his book “The Diving Bell and the Butterfly”, which was made into a film released on November 30.

“Mr. Kennedy said he believes Erik will be able to speak again, either through a speech synthesizer or by any other means. I think he and I agree with him”, - he said.

It can do likewise for the tens of thousands of people living with Lou Gehrig’s disease, muscular dystrophy and Alzheimer’s disease who have lost their ability to speak.
Read more ...

Raymond Kurzweil

13 พ.ย. 2552
ประวัติของแก http://en.wikipedia.org/wiki/Raymond_Kurzweil

สิ่งที่ประดิษฐ์ เช่น

โอซีอาร์ คือ การรู้จำอักขระทางภาพ (อังกฤษ: optical character recognition) หรือมักเรียกอย่างย่อว่า โอซีอาร์ (อังกฤษ: OCR) คือกระบวนการทางกลไกหรือทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแปลภาพของข้อความจากการเขียนหรือจากการพิมพ์ ไปเป็นข้อความที่สามารถแก้ไขได้โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ การจับภาพอาจทำโดยเครื่องสแกนเนอร์ กล้องดิจิทัล

โอซีอาร์เป็นสาขาวิจัยในการรู้จำแบบ, ปัญญาประดิษฐ์, และคอมพิวเตอร์วิทัศน์ แม้การวิจัยเชิงวิชาการในสาขายังคงดำเนินอยู่ แต่จุดเน้นในสาขาโอซีอาร์ได้เปลี่ยนไปสู่การสร้างระบบที่ใช้ได้จริงจากเทคนิคที่พิสูจน์แล้ว การรู้จำอักขระทางแสง (optical character recognition การใช้เทคนิคทางแสง เช่นกระจกและเลนส์) การรู้จำอักขระทางดิจิทัล (digital character recognition การใช้เทคนิคทางดิจิทัล เช่นสแกนเนอร์และอัลกอริธึมคอมพิวเตอร์) เดิมเคยเป็นสาขาที่แยกจากกัน แต่เนื่องจากเหลือการใช้งานน้อยมากที่ใช้เฉพาะเทคนิคทางแสง คำว่า โอซีอาร์ ในปัจจุบันจึงกินความกว้างถึงการประมวลผลภาพทางดิจิทัลด้วยเช่นกัน

ระบบในสมัยเริ่มแรกต้องการการฝึกฝน (สอนตัวอย่างที่รู้จักแล้วของแต่ละตัวอักษร) เพื่ออ่านฟอนต์หนึ่ง ๆ ปัจจุบัน ระบบ "อัจฉริยะ" ที่สามารถอ่านฟอนต์ส่วนใหญ่ได้แม่นยำสูงนั้นสามารถพบได้ทั่วไป บางระบบถึงกับสามารถคงรูปแบบการจัดหน้าเดิมไว้ได้เกือบหมด ซึ่งรวมถึง รูปภาพ การแบ่งคอลัมน์ และส่วนประกอบที่ไม่ใช่ข้อความอื่น ๆ

-------------------------------------
บทความที่กล่าวถึงแก เช่น

เครื่องจักรกลมาแรง Bill Gates เรียกเขาว่า “เป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่องพยากรณ์อนาคตของจักรกลอัจฉริยะ” แต่ Douglas Hofstadter นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มองว่าไอเดียของเขาคนนั้น “เป็นเรื่องขี้หมาที่สุด”

Ray Kurzweil ไม่ใช่คนหน้าใหม่ของการถกเถียง เพราะเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่นักประดิษฐ์ที่กลายมาเป็นนักประพันธ์ผู้นี้ตีพิมพ์คำทำนายเรื่องมนุษย์จักรกลพลังเหนือมนุษย์และความเป็นอมตะจากเทคโนโลยีชีวภาพที่อยู่ในขอบเขตของนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ทฤษฎีของ Kurzweil ยังคงได้รับแรงหนุนจากนักเทคโนโลยีกระแสหลัก และยังสร้างจุดยืนร่วมในระดับคณะกรรมการบริษัทต่างๆ อีกด้วย เช่นการที่ Google และ NASA สนับสนุนมหาวิทยาลัยแนวใหม่โดยก่อร่างมาจากแนวคิดของเขา แถมด้วยทุนสนับสนุนจาก Peter H. Diamandis ผู้ก่อตั้งรางวัล X Prize

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นิตยสารบิสสิเนสวีค ไทยแลนด์ฉบับพฤษภาคม 2552
Read more ...

หลุยส์ ปาสเตอร์

12 พ.ย. 2552
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur พ.ศ. 2365-2395) นักเคมีและนักจุลชีววิทยา เกิดที่เมืองโดล ประเทศฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบซากองและมหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่สตราบวร์ก ลิลล์ และมหาวิทยาลัยปารีส และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในปี พ.ศ. 2410

ปาสเตอร์เป็นผู้แถลงว่าการเน่าและการหมักเกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ ปาสเตอร์ได้ค้นพบปรากฏการณ์นี้ในระหว่างการศึกษาว่าเหตุใดเหล้าองุ่นจึงเสียรสขณะบ่ม แต่เมื่อนำเหล้าองุ่นไปอุ่นให้ร้อนแล้วจึงป้องกันไม่เหล้าองุ่นกลายเป็นน้ำส้มสายชูได้ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

การทดลองที่มีชื่อเสียงของปาสเตอร์เมื่อปี พ.ศ. 2424 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแกะและวัวที่ได้รับการฉีด “วัคซีน” ที่ทำจากเชื้อจุลินทรีย์บาซิลไล

ซึ่งเป็นเป็นสมติฐานของโรคแอนแทรคที่ถูกทำให้อ่อนจางลงของเขา สามารถต่อสู้กับโรคระบาดที่มีอันตรายของสัตว์คือโรคแอนแทรคดังกล่าวได้โดยไม่ติดโรค ในปี พ.ศ. 2431 สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีสเพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งปาสเตอร์ได้ทำงานประจำในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม

ปัจจุบัน
สถาบันปาสเตอร์ยังคงเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่ยังคงทำงานวิจัยงานด้านจุลชีววิทยาอยู่ รวมทั้งการค้นพบเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์

หลุยส์ ปาสเตอร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลก
Read more ...

อัลเฟรด โนเบล

11 ต.ค. 2552
อัลเฟรด โนเบล

อัลเฟรด แบร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel)


21 ตุลาคม พ.ศ. 2376, สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ถึง 
10 ธันวาคมพ.ศ. 2439, ซานเรโม ประเทศอิตาลี 

นักเคมีชาวสวีเดน วิศวกร นักประดิษฐ์ ผู้ผลิตอาวุธและผู้คิดค้นดินระเบิดไดนาไมท์ 
เขาเป็นเจ้าของบริษัทโบโฟรส์ (Bofors) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ โดยเขาได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของโรงงานจากเดิมที่เป็นโรงงานเหล็กและเหล็กกล้า มาเป็นโรงผลิตปืนใหญ่ และอาวุธต่างๆ

ในพินัยกรรมของเขา เขาได้ยกทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลได้จากการผลิตอาวุธให้แก่สถาบันรางวัลโนเบล เพื่อมอบรางวัลแก่บุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ เรียกว่า รางวัลโนเบล และในโอกาสที่มีการสังเคราะห์ธาตุชนิดใหม่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อธาตุนั้นตามชื่อของเขา เพื่อเป็นการให้เกียรติ ว่า โนเบเลียม (Nobelium)

ประวัติ 
โนเบล ผู้สืบเชื้อสายมาจากนักวิทยาศาสตร์ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชื่อ

โอลาอุส รุทเบค (Olaus Rudbeck - พ.ศ. 2173 - พ.ศ. 2251) 
และเป็นบุตรชายคนที่ 3 ของ 

อิมมานูเอล โนเบล (พ.ศ. 2344 - พ.ศ. 2415) 

เกิดที่กรุงสต็อกโฮล์มและย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อ พ.ศ. 2385 ที่ซึ่งบิดาผู้คิดค้นวิธีทำไม้อัดสมัยใหม่ได้งานสร้าง "ตอร์ปีโด" ที่นั่น แต่ต่อมาอัลเฟร็ด โนเบลได้ย้ายไปอเมริกาพร้อมครอบครัวเนื่องจากประสบปัญหาทางการเงิน ที่อเมริกาเขาได้ทุ่มเทตัวเองหันมาศึกษาด้านดินระเบิด โดยเฉพาะชนิดที่มีความปลอดภัยในการผลิตโดยใช้
 
"ไนโตรกลีเซอร์รีน" (nitroglycerine)
 
ซึ่งค้บพบในปี พ.ศ. 2390 โดย 

แอสคานิโอ โซเบรโน

ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับเขาที่มหาวิทยาลัยโทริโน หรือมหาวิทยาลัยแห่งตูริน อิตาลี มีรายงานว่าได้มีการระเบิดขึ้นบ่อยครั้งในโรงงานของครัวของโนเบล ครั้งที่รุนแรงถึงชีวิตในปี พ.ศ. 2407 ได้คร่าชีวิตของน้องชายชองอัลเฟร็ต โนเบลพร้อมคนงานอีกหลายคน

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา ได้มีการมอบรางวัลโบเบลเมื่อเป็นเกียรติแก่ชายและหญิงหลายคนจากทุกมุมโลกผู้ซึ่งได้คิดค้นหรือมีผลงานที่ดีเด่นในสาขาต่างๆ ได้แก่สาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณคดีและด้านสันติภาพ การจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบลเกิดขึ้นตามพินัยกรรมฉบับสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2438 ด้วยจำนวนเงินก้อนใหญ่มากที่โนเบลได้มอบให้

ก่อนเสียชีวิตไม่นานัก อัลเฟร็ต โนเบลได้เขียนบทละครเศร้าชื่อ "เทวฑัณท์" (Nmesis)เป็นบทร้อยแก้วความยาว 4 ตอน เป็นเรื่องเกี่ยวกับสตรีอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมอันลือลั่นในกรุงโรมในยุคนั้น บทละครได้รับการตีพิมพ์พอดีกับช่วงการตายของโนเบล หนังสือทั้งหมดถูกทำลายทันทีหลังการตายของเขา แต่ก็มีเหลือรอดอยู่ 3 เล่ม ที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ใหม่เมื่อ พ.ศ. 2546

ศพของอัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลได้รับการฝังไว้ในกรุงสต็อกโฮล์ม

ดินระเบิดไดนาไมท์


อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบล ได้ค้นพบว่าเมื่อนำสาร ไนโตรกลีเซอรินมารวมกับตัวซึมซับเฉื่อย เช่น ผงไดอะตอมมาเชียส (diatomaceous earth - ผงที่ทำจากซากไดอะตอมชนิดเดียวกับที่ใช้กรองน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป) (ซิลิก้า)(ซึ่งพบโดยบังเอิญ) จะมีความปลอดภัยมากในการผลิต ซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตร ในปี พ.ศ. 2410 โดยใช้ชื่อว่า "ไดนาไมท์" (มาจากคำภาษาอังกฤษ) และได้สาธิตดินระเบิดแบบใหม่ของเขาในปีนั้นในเหมืองแห่งหนึ่งในอังกฤษ 

ขั้นต่อมา โนเบลได้ผสมไนโตรกลีเซอรินกับดินระเบิดชนิดอื่น (gun cotton) ได้สารชนิดใหม่ที่เป็นเยลลี่ใสที่ระเบิดได้รุนแรงกว่าไดนาไมท์ เรียกว่าเจลลิกไนท์ หรือเจลระเบิดซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตรเมื่อปี พ.ศ. 2419 (ค้นพบโดยบังเอิญขณะมีดบาด แล้วใช้เจลทาแผล)

และก็ได้มีดินระเบิดใหม่หลายชนิดตามมาจาการ ผสมโพแตสเซียมไนเตรทและสารชนิดอื่นๆ ดินส่วนใหญ่ในนั้น เป็นดินที่มีคุณภาพที่ค่อนข้างจะมีมากอยู่หลายชนิด ทำให้ อัลเฟร็ด โนเบล ประสบความสำเร็จในด้านนี้อย่างมากเลยทีเดียว (เป็นประโยชน์ในทางทหาร ทำให้ควันน้อยลงมาก และเป็นดินปืนในปืนกล)
รางวัล


กล่าวกันว่าการตีพิมพ์คำไว้อาลัยการเสียชีวิตก่อนการตายของโนเบล เมื่อ พ.ศ. 2431 (โนเบลโดยหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสฉบับหนึ่งซึ่งประณามการคิดค้นไดนาไมท์(โนเบลตายปี พ.ศ. 2439) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โนเบลตัดสินใจใช้มรดกของเขาในทางที่เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ ในคำไว้อาลัยของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนถากถางไว้ว่า

"พ่อค้าความตายได้ตายไปแล้ว" และเขียนต่ออีกว่า

"ดร. อัลเฟร็ต โนเบลผู้ซึ่งร่ำรวยมหาศาลด้วยการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้จำนวนมากขึ้น เร็วขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนได้ตายเสียแล้วเมื่อวานนี้"

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 ณ สโมสรสวีเดน-นอร์เวย์ ในนครปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของเขาพร้อมคำสัญญายกที่ดินและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้จัดตั้งรางวัลโนเบลสำหรับมอบแก่ผู้ทำประโยชน์ดีเด่นแก่โลกโดยไม่เลือกสัญชาติ

อัลเฟร็ต โนเบล ถึงแก่กรรมด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2439 ที่เมืองซานรีโม ประเทศอิตาลี จำนวนทรัพย์สินที่มอบให้แก่กองทุนรางวัลโนเบลมีมูลค่าในขณะนั้นเป็นจำนวน 31 ล้านโครนหรือ 4,233,500.00 เหรียญสหรัฐฯ

3 รางวัลแรกมอบให้แก่วิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ เคมีและวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือสรีรวิทยา 
รางวัลที่ 4 มอบให้แก่งานด้านวรรณคดี รางวัลที่ 5 มอบให้บุคคลหรือสถาบันที่มีบทบาทสำคัญที่สร้างความปรองดองในระดับนานาชาติ ลดการกดขี่หรือลดจำนวนกองกำลังรบ หรือสร้างสันติภาพ

การมอบรางวัลด้านวรรณคดีมีปัญหาในตอนแรกจากการตีความ โดยตีความว่าให้กับผลงานที่มีความสำคัญมากกว่างานเขียนที่เป็นอุดมคติหรือที่โรแมนติก ทำให้ลีโอ ตอลสตอยไม่ได้รับการพิจารณา การตีความนี้ได้รับการแก้ไขในเวลาต่อมา 


นอกจากนี้ยังมีปัญหาการตีความเกิดขึ้นอีกหลายกรณี โดยเฉพาะระหว่างงานด้านวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ซึ่งตีความกันว่าโนเบลมุ่งให้เฉพาะวิทยาศาตร์สาขาฟิสิกส์ ทำให้วิศวกรไม่ได้รับการพิจารณาต้นเหตุเกิดจากการที่โนเบลไม่ได้ปรึกษาหารือผู้ใดเกี่ยวกับความเฉพาะของสาขาในการเขียน และการเขียนก็สั้นเพียงหน้าเดียว


ข่าวลือรางวัลโนเบล


การที่ไม่มีรางวัลโนเบลในสาขาคณิตศาสตร์อยู่ด้วยนั้น มีข่าวลือกันในขณะนั้นว่าการที่โนเบลไม่ยอมให้มีสาขาคณิตศาสตร์มีสาเหตุจากผู้หญิง ซึ่งอาจเป็นคู่หมั้นเก่าหรือภรรยาลับที่ปฏิเสธความรักของเขา หรือโกงเขาและจากไปอยู่กับนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ กอสตา มิตแทก เลฟเฟลอร์ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดทางประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนข่าวลือนี้

อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลเป็นคนโสดไม่เคยแต่งงานตลอดชีวิต
Read more ...

กาลิเลโอ

8 ต.ค. 2552
มนุษย์นอกศาสนา ผู้ค้นพบความลับของพระเจ้า

ครั้งหนึ่ง ในประเทศอิตาลีได้เกิดข่าวใหญ่ เป็นที่สั่นสะเทือนทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ และศาสนาอย่างมาก เพราะได้มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง จะแสดงการทดลองให้เห็นว่า คำสอนของอริสโตเติล ซึ่งทางศาสนาได้ยึดถือ เป็นคำสอนสืบมานั้นผิดโดยสิ้นเชิง ในวันนั้น ประชาชนมารวมกัน อยู่ที่ลานหน้าหอเอนแห่งเมืองปิซา อย่างมืดฟ้ามัวดิน เพื่อคอยดูว่า ผู้ใดที่บังอาจจะท้าทาย กับความตายอย่างน่ากลัวเช่นนั้น เพราะในสมัยนั้นไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าแสดงความเห็นขัดแย้ง กับคำสอนของศาสนาแล้ว จะต้องถูกจับเผาไฟทั้งเป็น ผู้ที่กล้าท้าทายความตาย อันน่าหวาดเสียวนี้ ก็ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอิตาลี เขาคือ กาลิเลโอ (Galileo)

กาลิเลโอ กาลิเลอี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญาเมธีชาวอิตาเลียนผู้นี้ เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1564 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับ วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare) จินตกวีของอังกฤษ บิดาของเขาชื่อ วินเซนซิโอ กาลิเลอี (Vincenzio Galilei) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวผู้ดีสมัยเก่า แต่ไม่ค่อยจะมีเงินทองมากนัก บิดาของกาลิเลโอเป็นนักคณิตศาสตร์ นักดนตรี และนักเขียนที่มีชื่อเสียงเหมือนกัน ทั้งยังเป็นพ่อค้าขนสัตว์อีกด้วย บิดาของเขาเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) แต่ตัวกาลิเลโอเกิดที่เมืองปิซา ขณะที่อยู่ในวัยเด็กได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่บ้าน ต่อมาจึงได้ไปศึกษาอยู่กับวัด สมัยที่ยังเยาว์วัย กาลิเลโอมีความสามารถเป็นพิเศษในทางดนตรี สนใจในด้านศิลปะภาพเขียน และคณิตศาสตร์ แต่บิดาของเขาไม่สนับสนุนในเรื่องนี้ บิดาของเขาตั้งใจจะให้เขาศึกษาแพทย์ เพราะการเป็นแพทย์ในสมัยนั้นหาเงินได้ง่าย และเป็นที่ยกย่องของคนทั่วๆ ไป ด้วยเหตุนี้เองบิดาจึงได้ส่งเขา ไปเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเมืองปิซา พยายามให้ศึกษาในวิชาการด้านนี้ และให้หลีกห่างจากวิชาคณิตศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะต่อมาไม่นาน เมื่อกาลิเลโอได้ไปฟังการสอนเรขาคณิต ในมหาวิทยาลัยก็เกิดติดใจ จึงหันไปเรียนคณิตศาสตร์ ควบคู่ไปกับวิชาวิทยาศาสตร์

เมื่อ ค.ศ.1584 กาลิเลโออายุได้ 20 ปี และเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเมืองปิซา วันหนึ่ง เมื่อเขานั่งสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ เขาได้สังเกตเห็นว่า โคมไฟที่แขวนไว้บนเพดานโบสถ์แกว่งไปมา เขารู้สึกว่าการแกว่งไปมาของโคมไฟนั้น กินเวลาเท่ากัน แต่เนื่องจากเขาเป็นคนที่ชอบทดลองค้นคว้า ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ ดังนั้น เขาจึงหาทางทดลองให้ทราบว่า ระยะเวลาของการแกว่งไปมาของโคมไฟนั้น ไม่ว่าจะมีช่วงสั้นหรือยาวก็ตาม จะต้องกินเวลาเท่ากัน ขณะนั้นเขาไม่ทราบว่า จะไปเอานาฬิกาที่ไหนมาจับเวลาได้ แต่เขาทราบความจริงว่า ชีพจรของคนเรานั้น เต้นแต่ละครั้งกินเวลาเท่ากัน ดังนั้น เขาจึงทดลองจับชีพจรดู ในขณะที่โคมไฟแกว่งไปมา หลังจากทำการทดลองอยู่หลายครั้ง เขาจึงแน่ใจว่า การแกว่งของโคมไฟ เป็นไปตามความคิดของเขา ต่อมาเขาได้กลับไปทดลองเกี่ยวกับเรื่อง การแกว่งของลูกตุ้มนี้ที่บ้านอีก ก็ได้พบความจริงเช่นเดียวกัน และได้อาศัยหลักอันนี้เอง กาลิเลโอได้สร้างเครื่องมือวัดการเต้นของชีพจร โดยอาศัยตุ้มน้ำหนักแขวนกับเชือก เป็นเครื่องมือจับเวลา ต่อมาคริสเตียน เฮอย์เกนส์ (Christian Huygens) ได้คิดสร้างนาฬิกาขึ้น โดยอาศัยหลักตุ้มแกว่งเป็นผู้ควบคุมเวลา จึงนับได้ว่ากาลิเลโอ เป็นต้นคิดและผู้ออกแบบตุ้มของนาฬิกา เป็นคนแรก

ในปี ค.ศ.1585 กาลิเลโอ เกิดขัดสนในเรื่องเงินทอง ไม่สามารถจะศึกษาต่อไปได้ จึงได้เดินทางกลับไปอยู่ที่ฟลอเรนทีน อาคาเดมี (Florentine Academy) ในเมืองฟลอเรนซ์ และศึกษาด้วยตนเอง ณ ที่นี้เอง กาลิเลโอได้วิจารณ์ Law of Motion ของ Aristotle เป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1586 กาลิเลโอก็ได้พิมพ์ผลงานของเขา เกี่ยวกับเรื่องตาชั่ง ที่เรียกว่า Hydrostatic Balance ทำให้ประชาชนรู้จักเขามากขึ้น ต่อมา Marchese Guidubaldo Del Monte แห่ง Pesaro ซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณแก่เขา ได้ขอร้องให้เขาเขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับจุดศูนย์ถ่วงของของแข็ง (Centre of Gravity of Solid) หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่ทำให้ชื่อเสียงของกาลิเลโอโด่งดังยิ่งขึ้น และในปี ค.ศ.1588 กาลิเลโอได้รับเชิญ ให้ดำรงต่ำแหน่งศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเมืองปิซา ซึ่งขณะนั้น กาลิเลโอเพิ่งจะมีอายุได้ 24 ปี ยังไม่มีปริญญา และชื่อเสียงก็ยังไม่ได้โด่งดัง เท่ากับศาสตราจารย์อื่นๆ และออกจะหนุ่มเกินไป ยังไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือเท่าไรนัก

ในขณะที่เขาอยู่ในมหาวิทยาลัยปิซา ในระหว่าง ค.ศ.1589 ถึง 1591 เขาได้นำเอาทฤษฎีของอริสโตเติล ที่กล่าวว่า ของเบาจะตกถึงพื้นดินช้ากว่าของหนัก เช่น ใบไม้จะตกถึงพื้นดินช้ากว่าก้อนหิน กาลิเลโอไม่ยอมเชื่อในความคิดอันนี้ เขาให้เหตุผลว่า ความคิดของอริสโตเติล ไม่ถูกต้อง การที่ก้อนหินกับใบไม้ตกถึงพื้นไม่พร้อมกัน และใบไม้ตกช้ากว่า ก็เพราะว่าอากาศช่วยต้านทานไว้ ถ้าไม่มีอากาศแล้ว ก้อนหินและใบไม้ก็ย่อมจะตกถึงพื้นดินพร้อมกัน เมื่อเขาได้นำเอาความคิดของเขา ไปแถลงในมหาวิทยาลัย ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และพวกที่ไม่เห็นด้วย พวกที่ไม่เห็นด้วย ได้แก่ พวกหัวเก่า ซึ่งเชื่อในคำสอนของศาสนา เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความคิดของพวกเขาเป็นความจริง กาลิเลโอจึงได้ประกาศว่า จะทำการทดลองให้ดูที่หอเอน แห่งเมืองปิซา

ครั้นเมื่อถึงเวลาทดลอง กาลิเลโอก็ขึ้นไปบนหอเอนแห่งเมืองปิซา นำเอาก้อนตะกั่วกลมหนัก 20 ปอนด์ และ 10 ปอนด์ สองก้อนติดตัวขึ้นไปด้วย เมื่อถึงยอดหอเอน เขาก็โยนก้อนตะกั่วทั้งสองก้อนลงมาข้างล่าง ปรากฏว่าตะกั่วทั้งสองก้อนตกลงถึงพื้นดินพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาของนักศึกษา ศาสตราจารย์ และประชาชนอีกมากมาย ฝ่ายที่เป็นพวกกาลิเลโอ ก็พากันโห่ร้องด้วยความยินดี แต่ฝ่ายตรงกันข้ามมองด้วยความแค้นเคือง การทดลองครั้งนี้ แม้ว่ากาลิเลโอจะประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นการก่อศัรูขึ้นอีกหลายคน ด้วยเหตุผลนี้เองในที่สุด กาลิเลโอก็ทนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้ เขาจึงลาออกเมื่อปี ค.ศ.1591

ต่อมากาลิเลโอ ไปได้งานใหม่เป็นศาสตราจารย์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยปาดัว (University of Padua) และอยู่ที่นี้เป็นเวลา 18 ปี ในระหว่างนี้เขาได้ทำการทดลอง หาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อีกหลายอย่าง โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพล ของศาสนาคริสต์ในขณะนั้น ในเรื่องของตกจากที่สูง เขาไม่ได้ทดลองแต่เพียงว่าของสองสิ่ง ซึ่งเบาและหนักตกจากที่สูง ถึงพื้นดินพร้อมกันเท่านั้น แต่เขายังได้ทดลองต่อไปอีก จนในที่สุดก็พบความจริงว่า วัตถุตกลงถึงพื้นดินนั้น จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นทุกๆ วินาที และความจริงอันนี้เองได้เป็นแนวทาง ให้แก่นิวตัน (Newton) ค้นพบเรื่องความเร่งและได้บันทึกไว้ในหนังสือ Principia ของเขา

ต่อมากาลิเลโอ ได้ทดลองและค้นพบความจริง เกี่ยวกับเรื่องของระยะการยิงปืนใหญ่ เขาทดลองพบว่าลูกปืนใหญ่ ที่ยิงออกจากปากกระบอกไปแล้ว ความเร็วจะค่อยๆ เปลี่ยนไป แล้วจะค่อยๆ ตกลงสู่พื้นดิน และพบความจริงอีกว่า วิถีกระสุนของปืนใหญ่จะเป็นวิถีโค้ง ด้วยความจริงอันนี้เอง ทางทหารได้นำไปใช้ในการคำนวณ กะระยะที่ลูกปืนใหญ่ตก

ดังนั้น จึงนับได้ว่ากาลิเลโอ เป็นผู้ที่ทำการทดลองทำให้เกิดหลักเกณฑ์ ในทางวิชาพลศาสตร์ (Dynamic) ซึ่งเป็นวิชากลศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่ว่าด้วยวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่

ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้น กาลิเลโอเชื่อตามทฤษฎีของคอเพอร์นิคัส (Copernicus) แต่ก็ไม่สามารถจะทดลองให้เห็นจริงได้ เพราะขาดเครื่องมือ ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1609 ขณะที่กาลิเลโออยู่ที่เมื่องเวนิช ก็ได้ยินข่าวเลื่องลือกันว่า ที่ประเทศฮอลแลนด์ ได้มีผู้สร้างกล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ขึ้นได้แล้ว เขาเองก็กำลังมีความสนใจเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นในเดือนมกราคม ค.ศ.1610 เขาจึงสร้างกล้องโทรทรรศน์ขึ้นเป็นครั้งแรก มีกำลังขยายเพียง 3 เท่า ต่อมาเขาพยายามปรับปรุงทำจนกระทั่ง มีกำลังขยายได้ถึง 32 เท่า ใช้ส่องดูดาวบนท้องฟ้า เขาได้พบความจริงหลายอย่าง เช่น ผิวของดวงจันทร์ไม่เรียบอย่างที่เห็นด้วยตาเปล่า ผิวของดวงจันทร์ขรุขระ เช่นเดียวกับผิวของโลก มีภูเขาและหุบเขา เขาได้ค้นพบว่าดาวเคราะห์ ต่างกับดาวฤกษ์ พวกดาวเคราะห์มีลักษณะเหมือนดวงจันทร์ ส่วนดาวฤกษ์นั้น มีแสงสว่างพุ่งออกมา

เกี่ยวกับทางช้างเผือก Milky Way กาลิเลโอก็พบว่าประกอบด้วยดาวเล็กๆ เป็นจำนวนมากมาย เมื่อ ค.ศ.1610 กาลิเลโอก็ได้พบว่าดาวพฤหัสบดี (Jupiter) มีดวงจันทร์เป็นบริวารถึง 4 ดวง ต่อมาเขาได้พบว่าดาวเสาร์ (Saturn) มีวงแหวน มีสีต่างกันถึง 3 แถบ และดาวศุกร์ (Venus) เว้าแหว่งคล้ายกับดวงจันทร์ และได้พบจุดดำ (Sun Spot) ในดวงอาทิตย์

การค้นพบปรากฏการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้าด้วยกล้องดูดาว ของกาลิเลโอนี้เอง ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดัง มาจนกระทั่งทางเมืองเวนิส ได้ส่งคนมาเชิญเขาไปบรรยาย เกี่ยวกับการค้นพบ และการสร้างกล้องโทรทรรศน์ของเขาด้วย กาลิเลโอจึงได้เดินทางไปยังเมืองเวนิส และนำเอากล้องโทรทรรศน์ของเขาไปด้วย เขาได้ทำการทดลองให้เจ้าเมือง และบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ดู โดยเอากล้องไปตั้งไว้บนหอคอยของโบสถ์ กลางเมืองเวนิส แล้วส่องให้ดูเรือต่างๆ ที่แล่นเข้ามาในปากอ่าว ปรากฏว่าเห็นได้ชัดเจนดี ยังความตื่นเต้นให้แก่เจ้าเมือง และขุนนางเหล่านั้นอย่างใหญ่หลวง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ถูกพวกที่เชื่อถือในทฤษฎี ของอริสโตเติลต่อต้านอย่างมาก พวกนี้พยายามยุแหย่ และทำให้เขวไปในทางต่างๆ แต่พวกนี้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้

ต่อมาใน ค.ศ.1610 กาลิเลโอได้ออกจากเมืองปาดัว (Padua) ไปอยู่ยังเมืองฟลอเรนซ์ โดยเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักของ Grand Duke

ณ ที่นี้เองเขาจึงได้มีเวลา ที่จะทำการค้นคว้าทดลอง และวิจัยเกี่ยวกับทางดาราศาสตร์ และกล้องโทรทัศน์ของเขา นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสแสดงปาฐกถาในที่ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ แต่เมืองนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของกรุงโรม และศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นพวกที่เชื่อถือ ตามความคิดของคริสโตเติลด้วย เหตุนี้เองบรรดาพวกศาสตราจารย์ต่างๆ และพวกที่ยังเชื่อถือ ในความคิดของคริสโตเติล ได้ทำตัวเป็นศัตรูกับกาลิเลโอ ได้พยายามยุยงและปลุกปั่นต่างๆ นานา ไปยังกรุงโรม โดยหาว่ากาลิเลโอดูหมิ่นศาสนา ในที่สุดกาลิเลโอก็ถูกควบคุมตัว ไปแถลงความมุ่งหมายในการสอนคนทั่วไป เกี่ยวกับจักรวาลต่อหน้าโป๊บ กาลิเลโอได้แถลงความจริงใจของเขาต่อหน้าโป๊บ แสดงถึงเจตนาที่แท้จริงของเขาว่า ต้องการให้ประชาชนเข้าใจความจริง ไม่ได้มุ่งหมายจะขัดขวาง หรือยุยงให้ผู้คนไม่เชื่อถือในศาสนา ในครั้งแรกโป๊บก็เห็นใจเขา และเข้าใจเขาทุกอย่าง แต่เมื่อถูกยุยงมากๆ เข้า โป๊บก็คล้อยตามไปในฝ่ายตรงกันข้ามกับกาลิเลโอ จึงได้สั่งห้ามไม่ให้กาลิเลโอ ทำการสอนวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แก่ประชาชนอีก ถ้าไม่เชื่อก็จะถูกลงโทษทรมาน โดยการเผาไฟทั้งเป็น ในที่สุดเมื่อไม่มีทางใดจะหลีกเลี่ยงได้ กาลิเลโอจึงต้องยอมสัญญาว่าเขาจะไม่สอนใครๆ อีก เขาจึงถูกปล่อยตัวกลับเมืองฟลอเรนซ์

ใน ค.ศ.1661 เมื่อเขาถูกเรียกตัว ไปแก้ข้อหาเรื่องหมิ่นศาสนานั้น เขาได้นำเอากล้องโทรทัศน์ของเขาติดตัวไปด้วย และได้นำไปแสดงให้แก่ประชาชน ในกรุงโรมดูด้วย นอกจากนั้นเขายังได้เขียนหนังสือ เกี่ยวกับจุดดำในดวงอาทิตย์ ในหนังสือ Letters on The Solar Spots ซึ่งอธิบายทัศนะเก่า และทัศนะใหม่เกี่ยวกับระบบสุริยะ และเขาเชื่อในระบบสุริยะ ของโคเปอร์นิคัสซึ่งเชื่อว่า โลกและดาวเคราะห์ หมุนรอบดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ของระบบสุริยะ ความจริงเรื่องนี้ กาลิเลโอไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นศาสนาคริสต์เลย

การกลับมายังเมืองฟลอเรนซ์คราวนี้ กาลิเลโอต้องระมัดระวังตัว ทั้งด้านการพูดจา การสอน และการเขียนหนังสือ เพื่อที่จะไม่ให้ขัดกับคำสอนของศาสนา เขาได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบเป็นเวลา 7 ปี ในระหว่างนี้เขาได้ทำการศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับดาวหาง และได้แสดงให้เห็น ว่าความเข้าใจที่ว่า ดาวหางเกิดจากแสงอาทิตย์ เช่นเดียวกับรุ้งกินน้ำนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ต่อมาในปี ค.ศ.1632 เขาได้เขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Dialogo Dei Due massimi Sistemi Del Mondo การที่เขากล้าเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น ก็เพราะว่าโป๊ปองค์เก่าได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เขาจึงคิดว่าจะหาทางที่จะทำความเข้าใจ กับโป๊ปองค์ใหม่ได้ หนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้นตามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส และได้พิสูจน์ทฤษฎีต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน แต่ว่าข้อความส่วนมาก ตรงกันข้ามกับคำสอนของศาสนา หนังสือเล่มนี้ ประชาชนกระหายจะอ่านมาก แต่ฝ่ายศัตรูของกาลิเลโอ ก็พยายามยุยงโป๊ปองค์ใหม่ต่างๆ นานา จนในที่สุดหนังสือเล่มนี้ ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้นำเขาไปขายในอิตาลีอย่างเด็ดขาด นอกจากนั้น เขายังถูกเรียกตัวไปแก้คดีต่อหน้าโป๊ป ที่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง และถูกขู่ว่าถ้ายังขืนทำอย่างที่แล้วๆ มาอีก จะต้องถูกทรมานอย่างแน่นอน เขาถูกปล่อยให้เป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้สาบานว่า จะไม่ทำอะไรเป็นที่ขัดกับคำสอนของพระเจ้า ถึงแม้เขาจะได้รับอิสระภาพแล้วก็ตาม แต่เขายังต้องตกอยู่ในความควบคุม ดูแลของบาทหลวงแอสคานิโอ พิคโคโลมินิ (Ascanio Piccolomini)

ต่อมาในปี ค.ศ.1636 เขาได้เขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับการค้นคว้าและทดลองต่างๆ ในวิชากลศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ขึ้นจำหน่าย ในปี ค.ศ.1638 ที่เมืองเบย์เดน (Beyden) หนังสือเล่มนี้ เป็นที่สนใจกันมากกว่า หนังสือเล่มเก่าของเขาเสียอีก ในเรื่องเกี่ยวกับกลศาสตร์นี้ กาลิเลโอเป็นคนแรกที่ได้แถลงถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับแรงงาน และเรื่องของการเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นหลักที่จะนำทางให้กับนิวตัน เขายังได้นำวิชาคณิตศาสตร์ ไปใช้ในวิชากลศาสตร์ เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับของตกจากที่สูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้แถลงเกี่ยวกับกฎการสมดุล การเคลื่อนที่บนพื้นระนาบ เรื่องราวของ Momentum เรื่องของ Hydrostatic เช่นเดียวกับกาลักน้ำ เป็นต้น

ในด้านดาราศาสตร์ เขาได้พบการโคจรของดวงจันทร์ และดาวพฤหัสบดี และใช้ความรู้ ทางดาราศาสตร์ วัดเส้นแวงบนพื้นดินและทะเล และพบจุดดำบนดวงอาทิตย์ และยังได้พบอีกว่า ดวงจันทร์หมุนรอบโลกในเวลา 1 เดือน เมื่อ ค.ศ.1639 และต่อจากนั้นอีกราว 2 - 3 เดือน กาลิเลโอก็ตาบอดหลังจากนั้นกาลิเลโอ ก็ใช้เวลาในบั้บปลายของชีวิต ถ่ายทอดวิชาความรู้ ให้แก่ศิษย์คนโปรดของเขาคือ ทอริเซลลิ (Torricelli) และวิเวียนนิ (Viviani) ในระยะนี้กาลิเลโอก็ล้มป่วยออดๆ แอดๆ เรื่อยมา และถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ.1642 ทิ้งความคิดอ่านใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ไว้ให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังๆ ค้นคว้ากันต่อไป ศพของเขาได้นำไปฝังไว้ที่สุสาน ณ โบสถ์ Church of Santa Croce ในกรุงฟลอเรนซ์ และหลังจากนั้นอีก 50 ปีต่อมา ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของเขาขึ้น ไว้เป็นเกียรติยศแก่เขาที่โบสถ์แห่งนั้น
Read more ...