แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักกฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักกฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด

นายเข็มชัย ชุติวงศ์

7 ธ.ค. 2562

อดีตอัยการสูงสุด

ประวัติการศึกษา:
ปริญญาโท นิติศาสตร์ HARVARD UNIVERSITY
เนติบัณฑิตไทย เกียรตินิยม สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
ปริญญาตรี นิติศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Read more ...

นายมีชัย ฤชุพันธ์

16 พ.ค. 2562
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นักการเมือง นักกฎหมาย

จากคลิปรายการ ย้อนรอยนายกทหารกับการเมืองไทย โดยวีระ ธีรภัทร Talk Together EP.53/1

บนยูทูป เมื่อ 6 ก.พ.62 วีระ กล่าวว่า

นายมีชัย เริ่มเกี่ยวข้องกับการเมือง สมัย รองนายกฝ่ายกฎหมาย ชื่อนายสมภพ โหตระกิตย์ ในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี
นายมีชัย มาทำงานในลักษณะ ช่วยงานนายสมภพ ดูเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ในขณะที่นายมีชัย ทำงานประจำอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฎษฎีกา และหลังจากนั้นเป็นต้นมา นายมีชัย ก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมายต่าง ๆ ของประเทศไทย ตลอดมา
Read more ...

คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. ชุดที่ 5 (พ.ศ.2561-ปัจจุบัน)

24 เม.ย. 2562
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติไว้ดังนี้

มาตรา 222 คณะกรรมการการเลือกตั้งประกอบด้วยกรรมการจำนวนเจ็ดคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากบุคคลดังต่อไปนี้ (1) ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ ที่จะยังประโยชน์แก่การบริหารและจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา จำนวนห้าคน (2) ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลา ไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวนสองคน ผู้ซึ่งจะได้รับการสรรหาเป็นกรรมการการเลือกตั้งตาม (1) ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 232(2) (3) (4) (5) (6) หรือ (7) หรือเป็นผู้ทำงานหรือเคยทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลา ไม่น้อยกว่ายี่สิบปี ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการสรรหาประกาศกำหนด

และมาตรา 223 กรรมการการเลือกตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 และวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561

1.นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

2.ศาสตราจารย์ ดร. สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กรรมการการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตศาสตราจารย์ระดับ 10 ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตั้งแต่เดือน มี.ค.2552

3.นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กรรมการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

4.นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี กรรมการการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

5.นายปกรณ์ มหรรณพ กรรมการการเลือกตั้ง (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา

6.นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กรรมการการเลือกตั้ง (4 ธันวาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 1 ต.ค.60 – 30 ก.ย.61

7.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง (4 ธันวาคม พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน)
ทนายความ และอดีตที่ปรึกษานายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนุญ ตั้งแต่ปี 2550
Read more ...

เปิดประวัติสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่

15 ก.ค. 2561
ที่มา : พุตตี้อินดี้นิวส์28station

ปัจจุบัน เกิดการระบาดของแชร์ลูกโซ่ มากขึ้น ซึ่งมาในรูปแบบธุรกิจขายตรง ชวนลงทุนออมต่างๆ และแชร์ที่เล่นผ่านการออนไลน์ นับวันผู้เสียหายยิ่งมากขึ้น ทั้งข้าราชการ ทั้งรัฐวิสาหกิจ ชาวบ้าน โดยเฉพาะขณะนี้ ได้เริ่มเข้าไปถึงเยาวชน นักศึกษา ซึ่งมิจฉาชีพ ที่อ้างตัวเป็นเจ้าของบริษัท ท้าวแชร์ ได้เห็นช่องว่างทางกฎหมาย ประกอบกับส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ หรือเล่ห์เหลียมที่สามารถ หลอกลวงคนได้ทีละหลายร้อย หลายพันคน บางคนต้องกู้หนี้ยืมสิน จำนองบ้านมาเพื่อลงทุนดังกล่าว

นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ดีกรีวิศวะไฟฟ้าและมหาบัณฑิตปริญญาโทอีกหลายใบ หนุ่มรุ่นใหม่ที่อายุเพียง30กว่าๆ ที่ทางบ้านมีธุรกิจถือว่าฐานะดี แต่กลับไม่ได้ใช้เวลาไปกับความมั่งคั่ง หากได้เล็งเห็นถึงความโหดร้ายของระบบแชร์ลูกโซ่ ที่เข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจและประชาชนในประเทศไทย จึงได้ก่อตั้ง สมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทยขึ้น ในปี 2558 ที่ผ่านมา เป็นที่รับเรื่องร้องทุกข์ของผู้เสียหายคดีแชร์ลูกโซ่ แชร์ออนไลน์ ตลอดจนผู้เสียหายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีที่เกี่ยวข้อง นั่นเพราะ ความน่าสงสารของผู้เสียหายในคดีนี้คือ ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพรับเรื่องเป็นคดีความ ทำให้ผู้เสียหายต่างหมดหวัง และตัดใจสูญเงินที่ลงทุนไป เคยมีเคสหลายรายถึงกับฆ่าตัวตายเพราะความเครียด ความเสียใจ ในความสิ้นเนื้อประดาตัวดังกล่าว

นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย แม้อายุยังน้อย แต่ได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการเป็นตัวแทนประชาชนต่อต้านภัยร้ายแห่งของประเทศไทย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์โดดเด่น ชัดเจน ซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญ เสียสละอย่างมาก เพื่อที่จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนมาถึง 4 ปีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เป็นองค์กรภาคเอกชน ไม่มีงบประมาณจากทางรัฐช่วยเหลือ กล่าวคือ นายสามารถ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายคนเดียวทั้งหมดในการช่วยเหลือประชาชน สังคม โดยไม่ได้ขอรับบริจาคใดใดทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้ชื่อเสียงของสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ได้ถูกยอมรับจากหน่วยงานต่างในประเทศไทยแทบทุกหน่วยงาน

ซึ่งมีข้าราชการระดับสูง ผู้ใหญ่ของทางบ้านเมืองได้กล่าวชื่นชม ในความสามารถ ความเสียสละ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ของนายสามาร เจนชัยจิตรวนิช มากมาย อาทิ พล.อ.(ญ) ดร.ท่านผู้หญิง อภิรดี ยิ่งเจริญ อดีต ราชองครักษ์พิเศษประจำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ประธานมูลนิธิรักษ์ป่า พยุงไทย พยุงธรรม เพื่อแผ่นดิน นายสหัส พุกกะมาน อดีตที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง หน่วยงาน สำนักพระราชวัง พลเอกธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พันตำรวจโทประวุฒิ วงศ์สีนิล อธิบดีดีเอสไอ และอีกหลายท่าน ที่เห็นการกระทำปิดทองหลังพระของผู้ชายคนนี้ และยกย่องให้เป็นวีรบุรูษที่ปราบแชร์ลูกโซ่

จากคดีแชร์ลูกโซ่ธรรมดา ที่หน่วยงานภาครัฐไม่ค่อยให้ความสนใจ ปัจจุบัน ทั้งทาง กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ สำนักงานป้องกันการฟอกเงิน หรือ ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เริ่มมีบทบาท ในการเข้าช่วยเหลือสมาพันธ์ฯ และประชาชนผู้เสียหาย จนปิดคดีดังๆมากมาย เช่น 

- คดียูฟัน อันเป็นคดีใหญ่ที่โด่งดัง 
- คดีคอร์สสัมมนา 
- คดีแชร์ออนไลน์บ้านมิลิน 
- คดีแชร์ออนไลน์บ้านซากุระ 
- คดีแชร์ออนไลน์บ้านสาริกา 
- คดีแชร์ออนน์กุ้งก้ามแดง 
- คดีเหมืองทองKTT 

 ที่มีผู้เสียหายเหยียบหลักแสนคน

ที่ล่าสุดนายสามารถ ได้เข้าร่วมประชุมกับทาง ผู้ว่าจังหวัดคาราช จนมีคำสั่งฟ้องฐานฉ้อโกงประชาชน ในที่สุด และอีกหลายคดีที่อยู่ในกระบวนการบังคับคดี อาทิ 

- คดีแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ 
- คดีแชร์เติมเงินมือถือ ไทยสตาร์ 
- คดีแชร์เกมส์ออนไลน์ และคดีที่อยู่ในกระบวนการพิพากษาของศาล อาทิ 
- สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 1ชีวิต 1ล้าน 
-  หนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมือง 
- คดีแชร์เพกาซัส 

 นอกจากนี้ยังมีคดีที่ทาง ดีเอสไอ ขอลงเป็นเจ้าภาพหลักอีกมากมาย อาทิ 

- คดีเจมส์ดิจิตอล 
- คดีสยามแกรนด์ 
- คดีแชร์แอตเกิ้ลเกต และ
- คดีอื่นๆอีกมากมาย

นอกจากดำเนินการเป็นศูนย์กลางพาเหยื่อแชร์ลูกโซ่ร้องเรียนแล้ว นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ยังเปิดโครงการสัมนาอบรมให้ความรู้ภายใต้ชื่อ รู้ทันกลโกงแชร์ลูกโซ่ ทั้งในกรุงเทพ และจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดโคราช จังหวัดชลบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดศีรษะเกษ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดสุโขทัย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดฯและหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึง ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมฟังอบรมเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ โดยในงานสัมมนาจะได้รับเกียรติจาก วิทยากรผู้มีความรู้ด้านแชร์ลูกโซ่ และธุรกิจขายตรง รวมทั้งผู้มีความรู้ด้านกฎหมายมาร่วมบรรยาย จากหน่วยงานปราบปรามชั้นนำของประเทศ อย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. กรมราชทัณฑ์ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนั้นๆ

นอกจากนี้สำหรับผู้เสียหายที่เกิดความลำบากจริงๆโดยนำเอกสารหลักฐานมายืนยันต่อสมาพันธ์ ทางสมาพันธ์จะมอบเงินเยียวยาผู้เสียหาย เริ่มต้นที่ 5,000 บาท โดยงบประมาณทั้งหมดมาจาก นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช เพียงผู้เดียว

นายสามารถ ได้เล่าอีกว่า ตนเองไม่ยากเห็นคนไทยหลอกคนไทยด้วยกัน บางคนเดือดร้อนมากเราก็ต้องยื่นมือเข้าช่วย อาจจะมีหลายคำถาม ว่าทำเพื่ออะไร ทำไปทำไม เพราะสมาพันธ์ฯไม่มีรายรับ มีแต่รายจ่าย ซึ่งตนเองบอกได้เลยว่า การได้ทำเพื่อคนอื่น ได้ตอบแทนสังคม นั่นก็คือการตอบแทนคุณแผ่นดินประเทศไทย ตอบแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.60 ตนเอง ได้บวชศึกษาธรรม ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยมี สมเด็จพระสังฆราชทรงพระกรุณาเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ นับเป็นอีกแรงบันดาลใจในการทำความดีที่จะช่วยเหลือผู้เสียหายที่ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งทุกวันนี้ตนเองพอเพียงในชีวิต ก็แบ่งปันสู่คนที่ประสบปัญหา แต่ต้องการจะต่อสู้ที่ต้นเหตุปัญหา คือ พวกขบวนการแชร์ลูกโซ่ ให้หมดไปมากกว่า

ซึ่งในปัจจุบันนี้ สมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ได้ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม นามธรรม จึงอยากให้ทางรัฐบาลช่วยสนับสนุนแนวคิด 6 ข้อ เพื่อปราบแชร์ลูกโซ่ให้หมดสิ้นไป

1. ให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มโทษผู้กระทำความผิดในฐานฉ้อโกงประชาชน ที่แต่เดิมมีอัตราโทษเพียงแค่ 3-5 ปีเป็น 7-14 ปี เพื่อทำให้มิจฉาชีพติดคุกอย่างต่ำ 50 ปี

2.ภาครัฐควรมีหน่วยงานลักษณะ “One Stop Service บริการแบบเบ็ดเสร็จรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันประชาชนไม่ทราบที่แจ้งความอย่างชัดเจน

3. รัฐบาลควรมีปฏิบัติการเชิงรุก มีกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการสร้างการรับรู้ แสวงหาตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงประชาชน ไม่รอให้เกิดความเสียหายจำนวนมหาศาลขึ้นก่อน

4.ต้องคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาคดีแชร์ลูกโซ่ทุกคดี เพื่อให้มิจฉาชีพเกรงกลัวต่อกฏหมายที่ผ่านมา ให้ประกันตัวก็หลบหนี หรือไม่ก็ไปหลอกลวงคนอื่นซ้ำอีก เพราะไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษ มีให้เห็นมาแล้วคดีเติมเงินมือถือ และ ในอดีตผ่านมาเช่นคดีแชร์บลิสเชอร์

5. ต้องมีเจ้าภาพทำคดีล้มละลาย เพราะทุกวันนี้ไม่มีใครทำสำนวนฟ้องล้มละลาย จึงทำให้คดีล่าช้า ใช้เวลายาวนานถึง 30 ปี กว่าจะได้รับเงินคืน เช่นคดีแชร์แม่นกแก้ว ที่ผู้เสียหายแจ้งความเมื่อปี พ.ศ.2530 แต่เพิ่งได้รับเงินคืนเมื่อเดือนกรกฏาคม พศ 2560 ที่ผ่านมา

6. ถ้าคดีแชร์ลูกโซ่ ที่มีผู้เสียหายหลายพันคน ขอให้ประหารชีวิต ไม่ต้องจำคุก

ซึ่งเชื่อว่า ถ้าอัตราโทษที่เพิ่มขึ้นจะทำให้คนเกรงกลัว ต่อกฎหมายมากขึ้นและจะกระทำผิดน้อยลง
Read more ...

นายบรรเจิด สิงคะเนติ

22 พ.ย. 2556
นายบรรเจิด สิงคะเนติ เป็นนักกฎหมายมหาชน สายเยอรมัน ในวงการกิจกรรมรู้กันดีว่า"ดร.บรรเจิด" คือ นักกิจกรรมตัวยงคนหนึ่ง  สมัยทำงานกิจกรรมนักศึกษา อ.บรรเจิด คือ ผู้หนึ่งที่ออกค่ายอาสา เดินทางร่วมอยู่กับเพื่อนพ้องคนทุกข์ยาก ทำคดีความช่วยเหลือพี่น้องสลัม

จบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี พ.ศ. 2527,เนติบัณฑิตไทย,ปริญญาโทด้านกฎหมายมหาชน จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นได้ทุนของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันไปศึกษาปริญญาโท (Magister Lugum) และสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2538 จากมหาวิทยาลัย Bochum และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Doktor der Rechte-Dr.jur) ในปี พ.ศ. 2541 จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

ผลงานของ ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ เคยอดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน หรือ คตส. ตามประกาศคณะปฏิรูปในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ฉบับที่ 30 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 ปัจจุบันเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ว่ากันว่า หากวันนี้ "อาจารย์บรรเจิด" ยังคงอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ "อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์" โดยตรงอย่างหนักหน่วง เพราะเมื่อ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่ง ก็จะทราบกันดีว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน และนายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์มธ. อยู่ในฝ่ายที่สนับสนุน  ทีโดยมีกลุ่มศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ รุ่น 2511 นำโดย นายสายัณห์ สุธรรมสมัย ศิษย์เก่า มธ.รุ่น 2511 ที่เป็นผู้อ่านแถลงการณ์โจมตีนายสุรพล นิติไกรพจน์ เพราะเห็นว่ากลุ่มนี้สนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549

ทำให้กลุ่มแนวคิดเดียวกันทั้ง "สุรพล-สมคิด-บรรเจิด" เกาะกันแน่น ชนิดที่ว่าขายกันเป็นแพ็ก เพราะเมื่อรัฐประหารเฟื่องฟู เราก็ได้เห็น ผู้ยิ่งใหญ่แห่งธรรมศาสตร์เข้าไปทำงานกันอย่างคึกคัก

รวมทั้งแนวคิดนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ที่ อาจารย์สุรพล เป็นผู้จุดพลุ แล้วมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สมัยเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เป็นผู้ออกมารับลูก ผลักดันอย่างเต็มที่ จนในที่สุดเมื่อเจอคำตอบในท้ายที่สุด ทำให้ทุกฝ่ายต้องกลับหัวหันแทบไม่ทัน ในคราวนั้นก็พบว่า แนวคิดเดียวกันที่กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการด้านนี้ ผู้มีใจรักประชาธิปไตยเต็มที่ แต่ไม่ต้องการนายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องทำตัวเงียบหายไปพักใหญ่ทีเดียว

นอกจากนี้ กับบทบาทสำคัญของ "อาจารย์บรรเจิด" ในฐานะ คตส.  ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำคดีตรวจสอบทุจริตในโครงการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา "รัฐบาลทักษิณ" ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานโครงการ รวมทั้งมีชื่อของนักการเมืองรอบจัดอย่าง "เนวิน ชิดชอบ" รวมอยู่ด้วย แม้มีการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ในท้ายที่สุดท้ายคดีนี้ 44 ผู้ถูกกล่าวหา "รอดยกพวง"

นอกจากนี้ "อาจารย์บรรเจิด" ยังมีบทบาทโดดเด่นในช่วงการเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ จนถึงการช่วยงานฝ่ายก่อรัฐประหาร โดยเขาหวังทำให้เกิดสังคมยึดถือ เรื่อง "ความถูกต้อง" เป็นสำคัญ จึงเดินตามแนวคิดของตัวเอง

และการกลับมา ยืนกันสุดขั้วความคิดกับ "กลุ่มนิติราษฎร์" จึงเป็นการประกาศสงครามความคิดกันอีกยก ซึ่งคงต้องสู้กันยาวแน่นอน

1 ส.ค.56 2556 เมื่อนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ลาออกจากตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายบรรเจิดก็สมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก
Read more ...

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์

4 ต.ค. 2554
โดยเว็บไซต์ รร.จิระศาสตร์วิทยา จ.พระนครศรีอยุธยา http://school.obec.go.th/jirasartwittaya/oldstudent3.html

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้รับการศึกษาในชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนหอวัง เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว ได้ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และปีที่ 5 และได้สอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ขณะที่ศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 

จากนั้นได้สอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาใน พ.ศ.2530 โดยเลือกคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอันดับหนึ่งและอันดับเดียว

ในขณะที่ศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้รับรางวัลเรียนดีในฐานะนักศึกษาที่ได้คะแนนสูงสุดของชั้นปีในทุกปีการศึกษา และได้เข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย โดยเคยเป็นรองประธานสภานักศึกษาเมื่อ พ.ศ.2531 

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ สำเร็จการศึกษาเป็นนิติศาสตรบัณฑิตในปีการศึกษา 2533 และได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมพลในฐานะบัณฑิตที่สอบได้คะแนนสูงสุดของคณะนิติศาสตร์ในปีการศึกษานั้น

หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เข้าทำงานเป็นนิติกร ที่สำนักงานกฎหมาย บริษัทปูนซิเมนต์ไทย และได้สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ต่อมาใน พ.ศ.2535

ได้รับพระราชทุนมูลนิธิอานันทมหิดลให้ไปศึกษาวิชานิติศาสตร์ เน้นหนักทางด้านกฎหมายมหาชน ณ ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในระดับชั้นปริญญาโทและปริญญาเอก ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เลือกศึกษาที่คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัย Goettingen ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสำเร็จการศึกษานิติศาสตรมหาบัณฑิต (Magister Iuris) ด้วยคะแนนดีมาก (sehr gut) ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดตามหลักสูตร Magister Iuris ของมหาวิทยาลัย โดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง “หลักกฎหมาย clausula rebus sic stantibus ในสัญญาทางปกครอง”

หลังจากนั้นได้กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเวลาหกเดือน และ ได้กลับไปศึกษาต่อในชั้นปริญญาเอก สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอกทางกฎหมายเป็น “Doktor der Rechte” ได้รับคะแนนระดับ “summa cum laude” ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดสำหรับการศึกษาในระดับปริญญาเอกทางกฎหมายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีโดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง

“วิวัฒนาการทางทฤษฎีของสัญญาทางปกครองในระบบกฎหมายเยอรมัน” 

วิทยานิพนธ์เล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ Dunker & Humblot (Berlin)

หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอกใน พ.ศ.๒๕๔๒ แล้ว ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้กลับมารับราชการที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ โดยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชนและภาควิชานิติศึกษาทางสังคม ประวัติศาสตร์และปรัชญา

นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมิพลในฐานะบัณฑิตที่ได้คะแนนสูงสุดของคณะนิติศาสตร์ประจำปีการศึกษา 2533

เป็นเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลให้ไปศึกษาวิชานิติศาสตร์ เน้นหนักกฎหมายมหาชน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย Goettingen

สำเร็จการศึกษานิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัย Goettingen ด้วยคะแนนดีมาก (sehr gut) ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดในชั้นปริญญาโทตามหลักสูตร Magister iuris ของมหาวิทยาลัยโดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง “หลักกฎหมายclausula rebus sic stantibus ในสัญญาทางปกครอง” 

และสำเร็จการศึกษานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Doktor der Rechte – Doktor Jur) จากมหาวิทยาลัยเดียวกันด้วยคะแนนดีเยี่ยม (summa cum laude) ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดในชั้นปริญญาเอก โดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง 

วิวัฒนาการทางทฤษฎีของสัญญาทางปกครองในระบบกฎหมายเยอรมัน” (วิทยานิพนธ์ภาษาเยอรมันฉบับนี้ได้รับการพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ Duncker & Humblot -Berlin)

ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน และภาควิชานิติศึกษาทางสังคม ประวัติศาสตร์ และปรัชญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

19 กันยายน 2553 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเวบไซต์ นิติราษฎร์ http://www.enlightened-jurists.com/
Read more ...

วิวัฒน์ สรรพคุณ บัณฑิต ม.เอกชนคนแรก ที่สอบได้เป็นอันดับ 1 เนติบัณฑิต

9 ส.ค. 2553

วิวัฒน์ สรรพคุณ นิติศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยม) ม.กรุงเทพ

เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอกชน คนแรก ที่สามารถทำคะแนนสอบเป็นอันดับ 1

ในการสอบวัดความรู้ชั้นเนติบัณฑิตวิวัฒน์ สรรพคุณ บัณฑิตเกียรตินิยมจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ที่ต้องจารึกไว้ในวงการกฏหมาย ด้วยการเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอกชน คนแรก ที่สามารถทำคะแนนสอบเป็นอันดับ 1 จากผู้เข้าสอบเกือบ 27,000 คน ด้วยคะแนน 318 คะแนน จาก 400 คะแนน ในการสอบวัดความรู้ชั้นเนติบัณฑิตภาค1 และ 2 ในสมัยที่ 61 ปีการศึกษา 2551 ของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่ง เนติบัณฑิตยสภา
Read more ...