แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุรุกวัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุรุกวัย แสดงบทความทั้งหมด

บทเรียนแห่งความเพียงพอ ของ"โฮเซ มูฮิกา" ประธานาธิบดี"ยากจนที่สุดในโลก"

14 พ.ย. 2556
 
 โดยมติชน เมื่อ 17 พ.ย.2555

เป็นเรื่องธรรมดาที่ไลฟ์สไตล์ของนักการเมืองส่วนใหญ่ มักจะแตกต่างจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นชาวบ้านธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่ที่อุรุกวัย เพราะที่นี่ นักการเมืองที่มีอำนาจที่สุดของประเทศ อาศัยอยู่ในกระท่อมปลายไร่ที่ยังไงก็ดูไม่สมกับตำแหน่ง

ราวตากผ้านอกบ้านน้ำที่ใช้ดื่มกินก็มาจากบ่อน้ำนอกบ้านสนามหน้าบ้านเต็มไปด้วยวัชพืชมีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจ2นาย และมานูเอลลา สุนัขพิการ 3 ขา ทำหน้าที่ดูแลบ้าน ซึ่งจริงๆควรจะเป็นทำเนียบประธานาธิบดี

เราอาจกล่าวได้ว่า ที่นี่คือบ้านพักประธานาธานาธิบดีแห่งอุรุกวัย นายโฮเซ มูฮิกา ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากผู้นำรายอื่นของโลกอย่างชัดเจน

ปธน.มูฮิกา ได้ปิดบ้านพักหรูประจำตำแหน่งที่รัฐมอบให้ในกรุงมอนเตวิเดโอ และเลือกที่จะอาศัยอยู่กับภรรยาที่บ้านหลังเล็กๆสุดถนนลูกรัง ในฟาร์มย่านชานเมืองหลวง ทั้งสองทำการเกษตรกรรมเท่าที่พอจะอำนวยด้วยตนเอง ด้วยการปลูกพืชไม้ดอก

ชีวิตที่แสนเรียบง่ายและความจริงที่ว่านายมูฮิกาบริจาคเงินเดือนซึ่งตกเดือนละ12,000ดอลลาร์สหรัฐกว่าร้อยละ 90 เพื่อมอบให้การกุศล ซึ่งนี่เองที่ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้นำประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

นายมูฮิกาเปิดเผยว่า เขาใช้ชีวิตเช่นนี้มานานแล้ว นั่งพักผ่อนบนเก้าอี้เก่าๆในสวน หรือไม่ก็นั่งบนโซฟาที่เจ้ามานูเอลลาโปรดปราน

"ผมพอใจในสิ่งที่ผมมี"

เงินที่เขาบริจาค ซึ่งมอบให้แก่คนยากจนและผู้ประกอบการขนาดเล็ก ทำให้เขามีชีวิตอยู่ด้วยรายได้ที่เทียบกับค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อเดือนของชาวอุรุกวัย ที่ราว 755 ดอลลาร์ (23,405 บาท)

ในปี 2010การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินประจำปีของคณะรัฐบาลอุรุกวัยพบว่านายมูฮิกามีทรัพย์สินมูลค่า1,800ดอลลาร์ (ราว 55,800 บาท)ซึ่งก็คือราคาของรถเต่าโฟล์กสวาเกนของเขา ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 1987

ส่วนในปีนี้ เขาบวกทรัพย์สินของภรรยาไปด้วย ซึ่งประกอบด้วยที่ดิน รถแทรกเตอร์ และบ้าน รวมแล้ว เขามีทรัพย์สินอยู่ที่ 215,000 ดอลลาร์ (ราว 6,665,000 บาท) อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2 ใน 3 ของทรัพย์สินทั้งหมดของรองประธานาธิบดีดานิลโล แอสโทรี และคิดเป็น 1 ใน 3 ของทรัพย์สินของอดีตประธานาธิบดีทาบาเร วาสเกส

นายมูฮิกา ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2009 เขาใช้เวลาในยุค 1960 และ 1970 ในฐานะสมาชิกกลุ่มกองโจรทูปามารอส กองกำลังติดอาวุธฝ่ายซ้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติในคิวบา เขาเคยถูกยิง 6 ครั้ง และถูกจำคุก 14 ปี สภาพในระหว่างการถูกคุมขังเต็มไปด้วยความยากลำบากและโดดเดี่ยว กระทั่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 1985 เมื่ออุรุกวัยกลับสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย

นายมูฮิกา เผยว่าในช่วงหลายปีระหว่างการถูกคุมขัง ช่วยทำให้มุมมองต่อชีวิตของเขาได้รับการขัดเกลา

เขากล่าวว่า การได้รับฉายาว่าประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก ไมทำให้เขารู้สึกว่าตนเองจน คนจนคือคนที่ต้องทำงานหนักเพื่อตอบสนองรสนิยมอันหรูหราของตน และมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด

สำหรับเขา "สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ คือการได้มีอิสระเสรี เพราะหากคุณไม่ได้ครอบครองสิ่งใดมากมาย คุณก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มแรงกายแรงใจเยี่ยงกรรมกรเพื่อหามันมาครอบครอง และยิ่งไปกว่านั้น คุณยังมีเวลาเป็นของตนเองด้วย"

"ผมอาจเป็นคนแก่ที่ดูประหลาด แต่นี่เป็นวิถีที่เป็นอิสระ"

ผู้นำอุรุกวัย กล่าวถึงในประเด็นเดียวกันนี้ ในการกล่าว ณ ที่ประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม ริโอ+20 เมื่อเดือนมิถุนายน ว่าหลายประเทศต่างพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน

"แต่เรากำลังคิดอะไรอยู่? เราต้องการรูปแบบการพัฒนาและการบริโภคของประเทศร่ำรวยเช่นนั้นหรือ? ผมขอถามคุณว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ หากชาวอินเดียมีสัดส่วนการครอบครองรถต่อครัวเรือนเท่าเยอรมนี? แล้วเราจะเหลืออ็อกซิเจนไว้หายใจอีกเท่าไหร่?"

"โลกใบนี้มีทรัพยากรเพียงพอ เพื่อที่จะตอบสนองให้คน 7 หรือ 8 พันล้านคน มีระดับการบริโภคและการสร้างขยะที่เท่าเทียมกับประเทศร่ำรวยหรือไม่? และนี่เป็นระดับการบริโภคที่เกินจำเป็นที่กำลังทำร้ายโลกของเรา

นายมูฮิกา กล่าวตำหนิผู้นำของโลกส่วนใหญ่ ที่มีความเชื่อที่ผิดๆว่า การสร้างการเติบโต คือการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งในทางตรงกันข้าม จะนำไปสู่จุดจบของโลก

อิกนาซิโอ ซูอาสนาบาร์ สำรวจประชามติชาวอุรุกวัย เปิดเผยว่า หลายคนแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อประธานาธิบดีมูฮิกา เนื่องจากวิถีชีวิตที่เขาเลือกเดิน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้การถูกวิพากษ์วิจารณ์ในตัวเขายุติลง โดยเฉพาะในสิ่งที่รัฐบาลกำลังกระทำ ฝ่ายค้านอุรุกวัยกล่าวว่า ตัวเลขความมั่งคั่งล่าสุดของอุรุกวัย ไม่ได้ก่อให้เกิดการบริการสาธารณะ อาทิ สาธารณสุขและการศึกษาดีขึ้น และนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 ที่คะแนนนิยมในตัวเขาตกลงต่ำว่า 50%

ปีนี้ยังเป็นปีที่เขาต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนักจากนโยบาย2ประการเมื่อเร็วๆนี้รัฐสภาอุรุกวัยได้ผ่านร่างกฎหมายที่อนุญาตให้สตรีทำแท้งได้กระทั่งมีอายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ และนายมูฮิกาไม่ได้ใช้อำนาจในการยับยั้ง ซึ่งต่างกับผู้นำคนก่อน

นอกจากนั้น เขายังสนับสนุนให้มีการอภิปรายเพื่อให้การบริโภคกัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ที่จะทำให้รัฐบาลมีสิทธิผูกขาดในการค้าแต่เพียงผู้เดียว โดยเขาแสดงความคิดเห็นว่า การบริโภคกัญชาไม่ใช่เรื่องน่ากังวลที่สุด การรับมือกับกาค้ายาเสพติดคือปัญหาที่แท้จริง

แต่ถึงกระนั้น ปัญหาเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลต่อคะแนนนิยมมากนัก เพราะตามกฎหมายอุรุกวัย เขาจะไม่สามารถเข้าชิงชัยในการเลือกตั้งในปี 2014 ได้อีก อีกทั้งขณะนี้ เขามีอายุถึง 77 ปีแล้ว และมีแนวโน้มที่จะอำลาวงการการเมือง

และเมื่อถึงเวลานั้น เขาจะดำเนินชีวิตโดยอาศัยสวัสดิการจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว และที่แตกต่างจากอดีตผู้นำประเทศคนอื่น เขาอาจจะไม่ลำบากนัก ในการปรับตัวให้ชินกับชีวิตที่รายได้ลดลง
Read more ...

José Mujica โฮเซ มูจีกา ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก

14 พ.ย. 2556
โดยกระปุกดอทคอม

หากจะพูดถึงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว คนเกือบทุกคนบนโลกใบนี้คงจะคิดถึงผู้นำประเทศที่มีหน้ามีตาในสังคม มีบ้านพักหรูโอ่อ่าสมกับตำแหน่ง และไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนขับรถอารักขากันเป็นขบวน แต่หากใครได้เห็นวิถีชีวิตของประธานาธิบดีอุรุกวัยคนนี้แล้ว รับรองว่าต้องอึ้ง เพราะแม้ว่าตำแหน่งของเขาจะใหญ่โตที่สุดในประเทศ แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบชาวไร่ชาวนา อยู่ในบ้านหลังซอมซ่อ พอมีพอกินเฉกเช่นเกษตรกรคนหนึ่ง
       
และนี่คือภาพวิถีชีวิตของ

โฮเซ มูจีกา ประธานาธิบดีแห่งอุรุกวัยวัย 77 ปี 

ที่ได้รับการขนานนามว่า "ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก" จากการที่เขามีแนวคิดการใช้ชีวิตที่แปลก แตกต่างจากนักการเมืองคนอื่น ๆ นั่นคือ

ปฏิเสธบ้านพักหรูที่ทางการจัดให้ ปฏิเสธการใช้ชีวิตหรูหรา แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตกับภรรยาอย่างสมถะอยู่ในบ้านเก่า ๆ หลังหนึ่งในชนบทนอกเมืองมอนเตวิเดโอ

อยู่อย่างพอเพียง ทำสวน สูบน้ำขึ้นมาใช้เอง โดยมีสุนัขพิการ 3 ขา เป็นคู่หู คอยติดสอยห้อยตามเขาไปด้วยเสมอ

มูจีกา ใช้ชีวิตเฉกเช่นชาวไร่ชาวนาคนหนึ่ง เขาลงมือทำสวน ปลูกผักไว้กินกับภรรยา น้ำที่ใช้ในแต่ละวันก็สูบขึ้นมาจากบ่อ มีรถไถไว้ใช้ทำสวนทำไร่ และรถเต่าเก่า ๆ อีก 1 คันไว้ขับไปไหนมาไหน

ส่วนเงินเดือนที่ได้รับกว่า 360,000 บาทในแต่ละเดือนนั้น เขาก็เก็บไว้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ส่วนอีก 90 เปอร์เซ็นต์ มูจีกาก็นำไปบริจาคช่วยเหลือคนยากจน หรือโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งนั่นทำให้เขามีเงินใช้เดือนละประมาณ 23,000 บาทเท่านั้น และกลายเป็นประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก
       
สำหรับแนวคิดที่ทำให้มูจีกาเลือกใช้ชีวิตอย่างทีเป็นเช่นนี้ มูจีกาได้เปิดเผยว่า "แม้ว่าผมจะได้รับฉายาว่า ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก แต่ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองจนเลยนะ คนจนสำหรับผมน่ะ คือคนที่เอาแต่ทำงานงก ๆ เพื่อยกระดับชีวิตตัวเองให้ร่ำรวย และมีความต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่ผมเป็นนี่แหละคืออิสรภาพอย่างแท้จริง ถ้าหากคนเราไม่มีความต้องการอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานเยี่ยงทาสเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการเหล่านั้น และเราก็จะมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ผมอาจดูเป็นคนแก่ที่แปลกนะ แต่นี่คืออิสรภาพสำหรับผม"
       
ทั้งนี้ กว่าที่มูจีกาจะมีความคิดพอเพียงเช่นนี้ ชีวิตของเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เขาเคยถูกยิง 6 ครั้ง ขณะเป็นสมาชิกกลุ่มกองโจรทูปามารอส  กองกำลังติดอาวุธฝ่ายซ้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติในคิวบา และเคยถูกจำคุก 14 ปี ซึ่งระหว่างจำคุกนี้เองทำให้เขาตกผลึกความคิดบางอย่าง และมีมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากนั้น

อย่างไรก็ดี มูจีกาเปิดเผยว่า ด้วยวัยที่มาก และเป็นผู้สูงอายุแล้ว เขาคงจะครองตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยสุดท้าย ก่อนที่จะไปใช้ชีวิตเฉกเช่นผู้สูงอายุคนหนึ่งที่อาศัยสวัสดิการจากรัฐเท่านั้น ซึ่งเขาไม่มีปัญหากับรายได้ที่น้อยลงแต่อย่างใด เพราะเขาใช้ชีวิตด้วยรายได้จำนวนน้อย ๆ แบบนี้มาทั้งชีวิตแล้ว 
Read more ...