"Elizabeth Holmes" สาววัย 30 ร่ำรวยติดอันดับ 400 คนแรกมหาเศรษฐีอเมริกา
6 ก.ค. 2558
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557
Read more ...
http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/619977
เป็นเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดามหาเศรษฐี 400 อันดับแรก โดยมีคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี จำนวน 11 คนที่อยู่ในการจัดอันดับของฟอร์บ เช่น
- Mark Zuckberberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ,
- Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ,
- Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Uber และ
- Jan Koum ผู้ก่อตั้ง WhatsApp
ปัจจุบัน บริษัท Theranos ที่เธอเป็นผู้ตั้ง มีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ และเธอเป็นผู้ถือหุ้น 50% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์
Theranos เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีการตรวจเลือดแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ของโลกในปัจจุบันเลยก็ว่าได้
ชีวิตวัยเด็กของเธอใช้ชีวิตอยู่กับลุง ที่มักพาเธอไปเล่นครอสเวิร์ด ต่อพัซเซิล และท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งลุงของเธอถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง และกำลังลามไปที่สมองและทั่วร่างกาย สุดท้ายลุงของเธอเสียชีวิต
เหตุการณ์นี้ทำให้เธอคิดว่า ถ้าสามารถรู้ตัวก่อนจะป่วย ลุงของเธอก็คงไม่จากไปก่อนวัยอันควร เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยก็สายไปแล้ว
เธอตัดสินใจหยุดการเรียนที่ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อก่อตั้งบริษัท Theranos โดยใช้เงินทุนก่อตั้งบริษัทจากเงินที่พ่อแม่เก็บไว้ใช้ในการเรียนของเธอ
10 ปีต่อมา บริษัทได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองทุน Venture Capital ชื่อ "Draper Fisher Jurvetson" และ "Larry Ellison" ประธานบริษัท ออราเคิล เจ้าของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลชื่อดัง เพื่อวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจเลือดรูปแบบใหม่ จนสามารถใช้งานจริงได้ และได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา
การตรวจเลือด เป็นหนึ่งวิธีในการหาสาเหตุของโรคในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เข็มในการเจาะเส้นเลือด เพื่อนำเลือดมาตรวจ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน ทำให้มีค่าใช้จายสูงและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น แพทย์อาจสั่งเจาะเลือดเพิ่มเพื่อดูผลเฉพาะด้าน ทำให้ต้องเจาะเลือดหลายรอบ และแต่ละรอบต้องรอผลอีก บางคนก็กลัวเข็ม
สิ่งที่บริษัทของเธอทำคือ การสร้างอุปกรณ์เก็บเลือดโดยการเจาะที่ปลายนิ้ว ชื่อ Fingerstick (หรือ Fingerprick) โดยตัวอย่างเลือดเก็บเพียง 2-3 หยด ก็สามารถตรวจเฉพาะได้หลายอย่างและจะตรวจซ้ำหลายครั้งก็ได้ โดยไม่ต้องเจาะเลือดหลายๆ รอบ เป็นวิธีการตรวจที่ประหยัดเวลา ลดต้นทุนการตรวจเลือดจากวิธีการเดิมมากที่สุดถึง 90% และมีประสิทธิภาพ
เธอเชื่อว่า ถ้าคนรู้ข้อมูลสำคัญของร่างกายตนเอง จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต หันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของสหรัฐ มีสัดส่วนถึง 20% ของต้นทุนการดูแลสุขภาพทั้งหมดของประเทศ หากคนรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานก็จะดูแลตัวเองมากขึ้น อัตราการป่วยเบาหวานก็จะลดลง ประหยัดเงินของประเทศเป็นจำนวนมหาศาล
ปัจจุบัน Theranos ได้รับอนุญาตในการตรวจเลือดครบทุกรัฐของประเทศ มีรูปแบบการตรวจเลือดกว่า 200 รูปแบบ
มูลค่าของอุตสาหกรรมตรวจเลือดทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีผู้นำตลาดอยู่ 2 ราย คือ บริษัท Quest และ บริษัท LabCorp แต่เป้าหมายของเธอคือ การสร้างตลาดที่เรียกว่า “Consumer Health Technology” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามหาศาล
เทคโนโลยีของ Theranos อาจช่วยให้มนุษย์สุขภาพแข็งแรงขึ้น อายุยืนขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลอีกมหาศาล
เป็นเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดามหาเศรษฐี 400 อันดับแรก โดยมีคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี จำนวน 11 คนที่อยู่ในการจัดอันดับของฟอร์บ เช่น
- Mark Zuckberberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ,
- Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ,
- Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Uber และ
- Jan Koum ผู้ก่อตั้ง WhatsApp
ปัจจุบัน บริษัท Theranos ที่เธอเป็นผู้ตั้ง มีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ และเธอเป็นผู้ถือหุ้น 50% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์
Theranos เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีการตรวจเลือดแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ของโลกในปัจจุบันเลยก็ว่าได้
ชีวิตวัยเด็กของเธอใช้ชีวิตอยู่กับลุง ที่มักพาเธอไปเล่นครอสเวิร์ด ต่อพัซเซิล และท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งลุงของเธอถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง และกำลังลามไปที่สมองและทั่วร่างกาย สุดท้ายลุงของเธอเสียชีวิต
เหตุการณ์นี้ทำให้เธอคิดว่า ถ้าสามารถรู้ตัวก่อนจะป่วย ลุงของเธอก็คงไม่จากไปก่อนวัยอันควร เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยก็สายไปแล้ว
เธอตัดสินใจหยุดการเรียนที่ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อก่อตั้งบริษัท Theranos โดยใช้เงินทุนก่อตั้งบริษัทจากเงินที่พ่อแม่เก็บไว้ใช้ในการเรียนของเธอ
10 ปีต่อมา บริษัทได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองทุน Venture Capital ชื่อ "Draper Fisher Jurvetson" และ "Larry Ellison" ประธานบริษัท ออราเคิล เจ้าของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลชื่อดัง เพื่อวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจเลือดรูปแบบใหม่ จนสามารถใช้งานจริงได้ และได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา
การตรวจเลือด เป็นหนึ่งวิธีในการหาสาเหตุของโรคในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เข็มในการเจาะเส้นเลือด เพื่อนำเลือดมาตรวจ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน ทำให้มีค่าใช้จายสูงและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น แพทย์อาจสั่งเจาะเลือดเพิ่มเพื่อดูผลเฉพาะด้าน ทำให้ต้องเจาะเลือดหลายรอบ และแต่ละรอบต้องรอผลอีก บางคนก็กลัวเข็ม
สิ่งที่บริษัทของเธอทำคือ การสร้างอุปกรณ์เก็บเลือดโดยการเจาะที่ปลายนิ้ว ชื่อ Fingerstick (หรือ Fingerprick) โดยตัวอย่างเลือดเก็บเพียง 2-3 หยด ก็สามารถตรวจเฉพาะได้หลายอย่างและจะตรวจซ้ำหลายครั้งก็ได้ โดยไม่ต้องเจาะเลือดหลายๆ รอบ เป็นวิธีการตรวจที่ประหยัดเวลา ลดต้นทุนการตรวจเลือดจากวิธีการเดิมมากที่สุดถึง 90% และมีประสิทธิภาพ
เธอเชื่อว่า ถ้าคนรู้ข้อมูลสำคัญของร่างกายตนเอง จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต หันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของสหรัฐ มีสัดส่วนถึง 20% ของต้นทุนการดูแลสุขภาพทั้งหมดของประเทศ หากคนรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานก็จะดูแลตัวเองมากขึ้น อัตราการป่วยเบาหวานก็จะลดลง ประหยัดเงินของประเทศเป็นจำนวนมหาศาล
ปัจจุบัน Theranos ได้รับอนุญาตในการตรวจเลือดครบทุกรัฐของประเทศ มีรูปแบบการตรวจเลือดกว่า 200 รูปแบบ
มูลค่าของอุตสาหกรรมตรวจเลือดทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีผู้นำตลาดอยู่ 2 ราย คือ บริษัท Quest และ บริษัท LabCorp แต่เป้าหมายของเธอคือ การสร้างตลาดที่เรียกว่า “Consumer Health Technology” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามหาศาล
เทคโนโลยีของ Theranos อาจช่วยให้มนุษย์สุขภาพแข็งแรงขึ้น อายุยืนขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลอีกมหาศาล
ล่าสุด “Walgreen” ร้านขายยาที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐ เตรียมนำ “Theranos Wellness Center” ไปอยู่ในสาขาของตนกว่า 8,200 สาขาทั่วสหรัฐ เพื่อให้คนได้ใช้เทคโนโลยีการตรวจสุขภาพของเธอเพื่อตรวจสุขภาพตนเองต่อไป
ประทีป ตั้งมติธรรม
3 มิ.ย. 2558
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) (บมจ.)
เกิดเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2491
บิดาเป็นอดีตพนักงานขายวัสดุก่อสร้าง ที่ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการทั่วไป ต่อมาเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างของตัวเอง ชื่อ "เกี้ยนตัง"
ในวัยเด็ก ชอบวาดรูป ศึกษาต่อที่ รร.สวนกุหลาบ มีนิสัยรักการอ่าน ชอบอ่านหนังสือออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้าง ที่ห้องสมุดบริติชเคาน์ซิล ใกล้โรงเรียนบ่อยๆ ศึกษาต่อ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จบเกียรตินิยมอันดับสอง
ในปี 2516เริ่มต้นทำงานเป็นสถาปนิก ที่ บริษัท อีอีซี จำกัด จากนั้นย้ายไปทำงานที่ บริษัท โอบายาชิ กิมิ จำกัด ต่อมาไปเรียนต่อปริญญาโทที่ University of Illinois ที่ Urbana Champaign สาขา Housing เรียน 1 ปี จบหลักสูตร M.Arch เกียรตินิยม "ที่เลือกไปเรียนต่อที่อเมริกาเพราะเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมยุคใหม่ เยอะที่สุด เป็นเจ้าเศรษฐกิจของโลก เจริญที่สุด ก้าวหน้าที่สุด และรวยที่สุด รวมทั้งเรื่องภาษาด้วย" ต่อมาทำงานออกแบบที่ บริษัท Edwards & Dankert, Architects & Planners
กลับประเทศไทย ปี 2520 จึงเปิดบริษัท อาคิเทค เจอรัล ดีไซน์ แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด ต่อมาร่วมทุนกับพี่ชาย ตั้ง บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด(มหาชน) โดยประทีปนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ สร้างโครงการปทุมวันเพลสคอนโดมิเนียม ปี 2525 จนได้รางวัลนักการตลาดดีเด่น
ปี 2532 จึงแยกตัวมาตั้ง บริษัท ศุภาลัย จำกัด ซึ่งเป็นช่วงอสังหาฯ ขยายตัวสูง เหตุผลที่ใช้ชื่อ ศุภาลัย เพราะ ศุภาลัย แปลว่า "บ้านที่ดี" และเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจที่จะสร้างบ้านให้แก่ลูกค้าอย่างที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ครอบครัวนั้นๆอยู่กันอย่างมีความสุข"
3 ปี ต่อมา จึงนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย "การเป็นสถาปนิก ช่วยให้ได้เปรียบคู่แข่งในการตัดสินใจและคิดคำนวณต้นทุนได้เร็ว "
ผู้ที่เขานำมาเป็น Role model ได้แก่
- ขงจื้อ เล่าจื๊อ และเหลี่ยวฝาน ที่สอนว่า "ทุกคนเป็นคนลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง" รวมถึ
- หลวงวิจิตรวาทการ ที่พัฒนาตัวเองจากเสมียนกระทรวงการต่างประเทศจนได้เป็นรัฐมนตรี รวมถึง
- โธมัส อัลวา เอดิสัน ที่ชอบคิดค้นอะไรใหม่ๆ รวมถึง
- คำสอนของพระพุทธเจ้า หลัก "อิทธิบาท 4" ที่เขานำมาเป็นสูตรสร้างความสำเร็จให้องค์กร
พร้อมทั้งสร้างปรัชญาการทำงานที่ยึด SPL ได้แก่ ความเป็นเลิศ(Superiority) , การเอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย(Profitability) และ ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว(Longevity)
ย้ำให้พนักงานพัฒนาตัวเอง ไม่ต้องโทษดวง วิธีพัฒนาตัวเอง ต้องพัฒนา ทั้งความรู้ ความสามารถ คุณภาพชีวิต และความน่าเชื่อถือ ประกอบกัน และตัวเขาทำเป็นต้นแบบให้เห็น
ข้อคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ "ในโลกนี้เราสามารถที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ คือความตั้งใจ ความพยายาม และรักในสิ่งที่ทำ เมื่อเราตั้งใจ และพยายามอยู่เรื่อยๆ ไตร่ตรองหาเหตุผลเสมอก็จะทำอะไรใหม่ๆได้ตลอด แล้วเราก็จะภูมิใจในสิ่งที่เราทำได้ ที่สำคัญทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเราก็จะได้ประโยชน์ด้วย และเมื่อเราคิดในสิ่งทีดี ทำในสิ่งที่ดี ก็จะได้สิ่งที่ดีๆ กลับมา”
งานที่ท้าทายจากนี้ไป คือ ทำอะไรที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำให้พัฒนาได้เรื่อยๆ เพราะยังสนุกอยู่กับงาน ตราบใดที่สุขภาพยังโอเคอยู่ก็จะทำไปเรื่อยๆ
การพักผ่อน มีทั้งเล่นจื้อกง โยคะ ฟิตเนส ว่ายน้ำ แบดมินตัน ตีกอล์ฟ อ่านหนังสือ ดูทีวี ท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ที่ชอบมากๆ และทำมาตั้งแต่วัยหนุ่มคือ การถ่ายภาพ และสะสมโมเดลบ้าน
Read more ...
เกิดเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2491
บิดาเป็นอดีตพนักงานขายวัสดุก่อสร้าง ที่ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการทั่วไป ต่อมาเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างของตัวเอง ชื่อ "เกี้ยนตัง"
ในวัยเด็ก ชอบวาดรูป ศึกษาต่อที่ รร.สวนกุหลาบ มีนิสัยรักการอ่าน ชอบอ่านหนังสือออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้าง ที่ห้องสมุดบริติชเคาน์ซิล ใกล้โรงเรียนบ่อยๆ ศึกษาต่อ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จบเกียรตินิยมอันดับสอง
ในปี 2516เริ่มต้นทำงานเป็นสถาปนิก ที่ บริษัท อีอีซี จำกัด จากนั้นย้ายไปทำงานที่ บริษัท โอบายาชิ กิมิ จำกัด ต่อมาไปเรียนต่อปริญญาโทที่ University of Illinois ที่ Urbana Champaign สาขา Housing เรียน 1 ปี จบหลักสูตร M.Arch เกียรตินิยม "ที่เลือกไปเรียนต่อที่อเมริกาเพราะเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมยุคใหม่ เยอะที่สุด เป็นเจ้าเศรษฐกิจของโลก เจริญที่สุด ก้าวหน้าที่สุด และรวยที่สุด รวมทั้งเรื่องภาษาด้วย" ต่อมาทำงานออกแบบที่ บริษัท Edwards & Dankert, Architects & Planners
กลับประเทศไทย ปี 2520 จึงเปิดบริษัท อาคิเทค เจอรัล ดีไซน์ แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด ต่อมาร่วมทุนกับพี่ชาย ตั้ง บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด(มหาชน) โดยประทีปนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ สร้างโครงการปทุมวันเพลสคอนโดมิเนียม ปี 2525 จนได้รางวัลนักการตลาดดีเด่น
ปี 2532 จึงแยกตัวมาตั้ง บริษัท ศุภาลัย จำกัด ซึ่งเป็นช่วงอสังหาฯ ขยายตัวสูง เหตุผลที่ใช้ชื่อ ศุภาลัย เพราะ ศุภาลัย แปลว่า "บ้านที่ดี" และเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจที่จะสร้างบ้านให้แก่ลูกค้าอย่างที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ครอบครัวนั้นๆอยู่กันอย่างมีความสุข"
3 ปี ต่อมา จึงนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย "การเป็นสถาปนิก ช่วยให้ได้เปรียบคู่แข่งในการตัดสินใจและคิดคำนวณต้นทุนได้เร็ว "
ผู้ที่เขานำมาเป็น Role model ได้แก่
- ขงจื้อ เล่าจื๊อ และเหลี่ยวฝาน ที่สอนว่า "ทุกคนเป็นคนลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง" รวมถึ
- หลวงวิจิตรวาทการ ที่พัฒนาตัวเองจากเสมียนกระทรวงการต่างประเทศจนได้เป็นรัฐมนตรี รวมถึง
- โธมัส อัลวา เอดิสัน ที่ชอบคิดค้นอะไรใหม่ๆ รวมถึง
- คำสอนของพระพุทธเจ้า หลัก "อิทธิบาท 4" ที่เขานำมาเป็นสูตรสร้างความสำเร็จให้องค์กร
พร้อมทั้งสร้างปรัชญาการทำงานที่ยึด SPL ได้แก่ ความเป็นเลิศ(Superiority) , การเอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย(Profitability) และ ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว(Longevity)
ย้ำให้พนักงานพัฒนาตัวเอง ไม่ต้องโทษดวง วิธีพัฒนาตัวเอง ต้องพัฒนา ทั้งความรู้ ความสามารถ คุณภาพชีวิต และความน่าเชื่อถือ ประกอบกัน และตัวเขาทำเป็นต้นแบบให้เห็น
ข้อคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ "ในโลกนี้เราสามารถที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ คือความตั้งใจ ความพยายาม และรักในสิ่งที่ทำ เมื่อเราตั้งใจ และพยายามอยู่เรื่อยๆ ไตร่ตรองหาเหตุผลเสมอก็จะทำอะไรใหม่ๆได้ตลอด แล้วเราก็จะภูมิใจในสิ่งที่เราทำได้ ที่สำคัญทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเราก็จะได้ประโยชน์ด้วย และเมื่อเราคิดในสิ่งทีดี ทำในสิ่งที่ดี ก็จะได้สิ่งที่ดีๆ กลับมา”
งานที่ท้าทายจากนี้ไป คือ ทำอะไรที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำให้พัฒนาได้เรื่อยๆ เพราะยังสนุกอยู่กับงาน ตราบใดที่สุขภาพยังโอเคอยู่ก็จะทำไปเรื่อยๆ
การพักผ่อน มีทั้งเล่นจื้อกง โยคะ ฟิตเนส ว่ายน้ำ แบดมินตัน ตีกอล์ฟ อ่านหนังสือ ดูทีวี ท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ที่ชอบมากๆ และทำมาตั้งแต่วัยหนุ่มคือ การถ่ายภาพ และสะสมโมเดลบ้าน
เขียนเมื่อ 3 มิ.ย.2558 จากเว็บไซต์ https://www.gotoknow.org/posts/343136
เฟลิกซ์ เคลเบิร์ก (Felix Kjellberg) มหาเศรษฐีหนุ่มเจ้าของช่องยูทูป
16 พ.ค. 2558
เขียนเมื่อ 16 พ.ค.2558
เด็กหนุ่มชาวสวีเดน มีรายได้จาก Youtube สูงถึง 4 ล้านเหรียญดอลล่าต่อปี
มีผู้ติดตามช่อง 36 ล้านคนแล้ว
ติดตามช่องของเขาที่ PewDiePie
Read more ...
เด็กหนุ่มชาวสวีเดน มีรายได้จาก Youtube สูงถึง 4 ล้านเหรียญดอลล่าต่อปี
มีผู้ติดตามช่อง 36 ล้านคนแล้ว
ติดตามช่องของเขาที่ PewDiePie
วัยรุ่นพันล้าน! “KSI” มหาเศรษฐีหนุ่ม
16 พ.ค. 2558
เมื่อ 16 พ.ค.2558
เด็กหนุ่มเจ้าของช่องในยูทูป ksi
มีผู้ติดตามหลายล้านคน
เน้นเล่นเกมส์แข่งขันฟุตบอล
เป็นช่องที่มีผู้ติดตามมากที่สุดอันดับ 2 ในอังกฤษ
สร้างเม็ดเงินให้กับเขามหาศาลจากค่าโฆษณา
ติดตามช่องของเขาทางยูทูปได้
ksi
Read more ...
เด็กหนุ่มเจ้าของช่องในยูทูป ksi
มีผู้ติดตามหลายล้านคน
เน้นเล่นเกมส์แข่งขันฟุตบอล
เป็นช่องที่มีผู้ติดตามมากที่สุดอันดับ 2 ในอังกฤษ
สร้างเม็ดเงินให้กับเขามหาศาลจากค่าโฆษณา
ติดตามช่องของเขาทางยูทูปได้
ksi
PORNALDO จอมถล่มประตูแห่งวงการหนังโป๊ญี่ปุ่น ลั่นจะทำงานจนอายุ 100 ปี!
12 พ.ค. 2558
จากรายงานของเอเอฟพี "ชิมิเคน" ราชาหนังโป๊ของญี่ปุ่นฮีโร่ของกลุ่มคนติดหนังโป๊ ชายผู้ต้องแบกรับภาระการบำบัดราคะของชาติยังคงดูกระชุ่มกระชวยพร้อมที่จะกระซวกประตูอยู่เสมอ ตามฉายาที่ผู้กำกับรายหนึ่งมอบให้กับเขาว่า "คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แห่งสังเวียนเซ็กซ์" จากลีลาอันร้อนแรงบนเตียงของเขา แม้ว่าวันนี้เขาจะอยู่ในวัย 35 ปีแล้วก็ตาม
ชิมิเคน หรือชื่อจริงว่า เคน ชิมิซึ ซึ่งเชื่อกันว่าได้ร่วมหลับนอนกับผู้หญิงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 พันราย ในหนังกว่า 7,500 เรื่อง ได้ตกเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้หลังออกมากล่าวว่าวงการหนังโป๊ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีนักแสดงหน้าใหม่เข้ามาเสริมกำลัง โดยได้ทวีตข้อความออกไปว่าปัจจุบันมีเสือเบงกอลมากเสียยิ่งกว่านักแสดงหนังโป๊ชายในญี่ปุ่น
"มันเป็นงานที่ยากครับแต่มันต้องมีใครสักคนมาทำหน้าที่นี้" ดาราหนุ่มให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี "เราไม่ต่างจากสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์... ตอนนี้มีนักแสดงชายอยู่เพียง 70 คน ขณะที่นักแสดงหญิงมีมากกว่า 10,000 คน"
ข้อความของเขาถูกนำไปทวีตต่ออีกอย่างล้นหลาม โดยแฟนๆ ที่กลัวว่าธุรกิจหนังโป๊ของญี่ปุ่นที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.6 แสนล้านบาท) อาจตกอยู่ในอันตราย
"พวกเราถูกพบได้ยากมากขึ้น ไม่ต่างไปจากแพนด้า ... มันจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อที่จะต้องดูนักแสดงรายเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด" นักแสดงหนังผู้ใหญ่ชั้นนำกล่าว
เขายังคงยืนยันว่า ตนสามารถที่จะยืนหยัดในวงการได้ต่อไป แม้จะต้องทำการบันทึกหนังโป๊วันละ 2-3 เรื่องโดยเฉลี่ย
"ปกติผมจะนอนกับผู้หญิง 2-3 คน ในแต่ละวัน ผมต้องมีเซ็กส์ประมาณวันละ 2 ชั่วโมง ... มันเป็นงานในฝันของผม ... ผมทำงานนี้มาตั้งแต่อายุ 17 ปี และไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย"
"มันเจ๋งกว่าการนั่งทำงานในสำนักงานเยอะ" นักแสดงซึ่งเล่นเพาะกายในยามว่างกล่าว "ผมจะทำงานนี้ไปจนถึงอายุครบ 100 ปีนู่นแหละ"
ชิมิเคนมีรูปแบบการทานอาหารที่เข้มงวด ในกระเป๋าของเขามีโปรตีนแท่ง, อกไก่ และไข่ต้ม รวมทั้งวิตามินเสริมจากกวางญี่ปุ่น และดื่มสารสกัดจากงูเพื่อเสริมสมรรถภาพ โดยไม่ต้องใช้ไวอากร้า
เขากล่าวว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่มีนักแสดงหน้าใหม่เข้ามา เนื่องจากว่ากลัวที่จะถูกจับได้หรือโดนล้อเลียน โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย และอีกปัจจัยคือการกลัวที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับนักแสดงรายอื่น
ขณะที่คนในวงการบางส่วนโทษว่ากระแสสังคมที่กำลังนิยม "ผู้ชายกินหญ้า" (Herbivore men) ซึ่งละทิ้งเรื่องเซ็กซ์และลักษณะความเป็นชายแบบดั้งเดิม แล้วทำตัวติ๋มๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแข่งขันทางสังคมแทน
เขากล่าวว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่มีนักแสดงหน้าใหม่เข้ามา เนื่องจากว่ากลัวที่จะถูกจับได้หรือโดนล้อเลียน โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย และอีกปัจจัยคือการกลัวที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับนักแสดงรายอื่น
ขณะที่คนในวงการบางส่วนโทษว่ากระแสสังคมที่กำลังนิยม "ผู้ชายกินหญ้า" (Herbivore men) ซึ่งละทิ้งเรื่องเซ็กซ์และลักษณะความเป็นชายแบบดั้งเดิม แล้วทำตัวติ๋มๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแข่งขันทางสังคมแทน
นักแสดงหญิง ยูโกะ ชิรากิ กล่าว
"พวกเขาเหลือความเป็นชายน้อยลง และไม่ค่อยกล้าแสดงออกเชิงรุกในเรื่องเซ็กซ์"
โทฮิโระ ผู้กำกับดัง เห็นด้วยว่า
โทฮิโระ ผู้กำกับดัง เห็นด้วยว่า
ผู้ชายญี่ปุ่นปัจจุบันมีความอ่อนโยนนุ่มนิ่มมากขึ้น
"ผมอยู่ในธุรกิจนี้มา 27 ปี คุณมองเห็นได้ชัดเลยว่าพวกผู้ชายกินพืชนี่มันเพิ่มขึ้นมากทีเดียว
ผู้ชายเดี๋ยวนี้ขาดความกระหาย ไม่มีความปรารถนาอะไร พวกเขามีทุกอย่างที่ตัวเองต้องการแล้ว"
"ความแข็งแกร่งของสภาพจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ" ผู้กำกับฯ กล่าว
"ความแข็งแกร่งของสภาพจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ" ผู้กำกับฯ กล่าว
"นักแสดงจะต้องตกอยู่ภายใต้สภาพกดดันอย่างหนัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมัวคิดถึงแต่ความกดดันมันก็จบ"
"การร่วมเพศมันยากนะ เหมือนกับฟุตบอลนั่นแหละ คุณไม่มีทางเห็นนักฟุตบอลที่ทำได้อย่างเมสซี่ หรือโรนัลโด้ เป็นร้อยๆ คนหรอกจริงมั้ย มีแต่เมสซี่ หรือโรนัลโด้เท่านั้นที่ทำได้ในแบบฉบับของตัวเอง"
เต๋อ นวพล
4 พ.ค. 2558
เขียนเมื่อ 4 พ.ค.2558
เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ นักเขียน และผู้กำกับภาพยนตร์ ที่มีผลงานแปลกใหม่ น่าสนใจ
Read more ...
เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ นักเขียน และผู้กำกับภาพยนตร์ ที่มีผลงานแปลกใหม่ น่าสนใจ
สาวพิการยืนหยัดสู้คนกลั่นแกล้ง ล้อเป็น “ผู้หญิงน่าเกลียดที่สุดในโลก”
14 มี.ค. 2558
โดยบีบีซี เมื่อ 14 มี.ค.2558
ลิซซี่ เวลาสเควส วัย 26 ปีจากรัฐเท็กซัสของสหรัฐ ต้องถูกล้อเลียนกลั่นแกล้งมาตั้งแต่เด็ก เพราะความผิดปกติทางร่างกาย ที่ทำให้เธอมีกล้ามเนื้อลีบเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่น แขนขายาวผิดปกติและตาข้างหนึ่งบอด
ลิซซี่ป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยากสองชนิด คือ กลุ่มอาการมาร์แฟน ที่ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถคงรูปปกติได้ ทั้งทำให้มีปัญหาที่กระดูก หลอดเลือด และหัวใจ นอกจากนี้ เธอยังมีอาการไขมันกระจายตัวผิดปกติ ซึ่งทำให้น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นเลย ไม่ว่าจะกินมากเพียงใดก็ตาม โดยทุกวันนี้เธอมีน้ำหนักเพียง 27 กิโลกรัม และต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เพื่อรับการผ่าตัดรักษาสายตา หู ตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกและจัดรูปเท้าใหม่ โรคดังกล่าวยังทำให้เธอรู้สึกไร้เรี่ยวแรงตลอดเวลา และมีภูมิต้านทานการติดเชื้อต่ำ เมื่อปลายปีที่แล้ว เธอต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะไม่สามารถกลืนอาหารได้ เนื่องจากความผิดปกติที่หลอดอาหาร
เมื่อลิซซี่อายุ 17 ปี ได้บังเอิญไปพบวิดีโอหนึ่งในเว็บไซต์ยูทูบซึ่งใช้ชื่อว่า “ผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ซึ่งมียอดเข้าชมถึงสี่ล้านครั้ง และเมื่อคลิกเข้าไปดู ก็ตกใจที่พบว่าผู้หญิงคนนั้นคือตัวเธอเอง แต่ที่โหดร้ายกว่านั้นคือความเห็นจากผู้ชมวิดีโอนับพันความเห็น ที่บอกให้เธอไปฆ่าตัวตาย บ้างก็ว่าพ่อแม่ปล่อยให้เธอมีชีวิตรอดมาทำไม บางคนให้เอาเธอไปเผาไฟ และบ้างก็ว่า ผู้คนตามท้องถนนจะต้องตาบอดแน่ถ้ามองเห็นเธอเข้า
ลิซซี่บอกว่า เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก และนอนร้องไห้อยู่หลายคืน แต่ด้วยความรักจากพ่อแม่ที่เลี้ยงดูให้เธอคิดบวกและทำดีกับผู้อื่นมาโดยตลอดแม้จะถูกกลั่นแกล้ง ทำให้ลิซซี่กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง เธอตัดสินใจเปิดช่องวิดีโอของตัวเองบนยูทูบ เพื่อแนะนำกับผู้คนว่า “ผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ในวิดีโอนั้นเป็นใคร เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมีความมั่นใจในตนเอง ไม่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็ตาม
ทุกวันนี้ ช่องวิดีโอยูทูบของเธอมีสมาชิกติดตามถึง 240,000 คน และวิดีโอที่เธอได้ไปพูดในรายการให้แนวคิดใหม่และสร้างแรงบันดาลใจ TED Talk มีผู้ชมแล้วถึง 7 ล้านคน เธอยังได้ร่วมรณรงค์เพื่อให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายต่อต้านการกลั่นแกล้ง ซึ่งจะช่วยป้องกันการกลั่นแกล้งรังแกในสถานศึกษาอีกด้วย เรื่องราวชีวิตของเธอได้รับการถ่ายทำเป็นภาพยนตร์สารคดีซึ่งจะออกฉายในสหรัฐเร็วๆนี้
พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผู้หาญกล้าจับเจ้าพ่อบูรพา
25 ธ.ค. 2557
โดย...วัสยศ งามขำ โพสต์ทูเดย์ เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2556
ปฏิบัติการจับกุม "สมชาย คุณปลื้ม" หรือ กำนันเป๊าะ มีคีย์แมนคนสำคัญที่คอยวางแผนรวบรวมข้อมูล จนถึงนำเจ้าหน้าที่เข้าจู่โจมจับกุมที่ชื่อว่า "พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล" ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจยิ่ง
พ.ต.อ.อธิป เป็นบุตรชาย พ.ต.อ.สรสีห์ หรือ อุเทนฉิมอร่าม อดีตรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 ผู้ล่วงลับ เกิดตอนบิดารับราชการอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำความได้ว่า นั่งรถโฟล์กเต่าสีฟ้า ป้ายแดง ตระเวนตรวจพื้นที่กับบิดาเป็นประจำ
พอบิดาย้ายเข้านครบาล เขาเลยมาเรียนประถมโรงเรียนปานะพันธุ์ ก่อนต่อมัธยมโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แล้วสอบเข้าเตรียมทหารเลือกเหล่าตำรวจตามรอยเท้าบิดาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 46บรรจุลงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินเจอประสบการณ์เฉียดตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรประจำวันไปตรวจคดีอุบัติเหตุจราจรบริเวณโค้งผีสิงหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก
นายตำรวจหนุ่มเล่าว่าเหตุเกิดราวตีสอง ยุคนั้นมีอุบัติเหตุบ่อยมาก เนื่องจากสถานบันเทิงย่านห้วยขวางกำลังบูม คนเมาสุราขับรถเจอทางโค้งแล้วจะเอาไม่อยู่ เราไปตรวจที่เกิดเหตุ วางกรวยยาง กำลังเขียนแผนที่ยืนหันหลังให้รถที่วิ่งมา ได้ยินเสียงรถเบรกเอี๊ยดหลุดโค้งตะแคงไถลมาแต่ไกลระยะห่างกับที่ยืนอยู่ไม่ถึง 10 เมตร
“ผมหันไปเห็นแล้วกระโดดหลบทันที รถคันนั้นพุ่งชนรถที่เกิดอุบัติเหตุก่อนหน้าดังสนั่นเกิดแรงอัดอากาศกระแทกร่างผมกระเด็นไปอีกหลายเมตรเหมือนแรงระเบิดซีโฟร์ พอตั้งสติได้คิดอย่างเดียวลูกน้องเป็นอะไรหรือไม่ ชาวบ้านเจ็บหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าทุกคนปลอดภัยจึงไปดูรถคันเกิดเหตุ คนขับรอดตายปีนออกมาแถมถือขวดเหล้าออกมาด้วย ไม่น่าเชื่อจริง ๆ”
อยู่พหลโยธินไม่นาน พ.ต.อ.อธิป ย้ายเป็นรองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจนครบางซื่อ เจอสำนวนคดีอาญาปีละ 6,000 กว่าคดี ร้อยเวรต้องรับผิดชอบตกประมาณคนละ 600 คดี เขาบอกว่า ตอนนั้นพ่อเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือมักพูดให้ฟังเกี่ยวกับงานสอบสวนว่า มีความสำคัญมาก เพราะมีอำนาจ มีหน้าที่หลายอย่าง มีส่วนช่วยเหลือประชาชนได้ไม่น้อย เชื่อว่า พ่อคงวางแนวทางไว้ให้ไปเจอเหตุการณ์จริง ไปทำงานจริง
ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้กำกับกองปราบปรามกลับมองว่า ตัวเป็นลูกตำรวจใหญ่ก็จริง แต่พ่อแทบไม่ช่วยอะไรเลย ไม่มีลูกนายคนไหนที่ให้ลูกไปอยู่โรงพัก อยู่งานสอบสวน มีอะไรพร้อมจะโดนก่อน แต่ถ้ามองอีกมุมเชื่อว่า พ่ออาจจะฝึกให้เราแกร่ง โชคดีที่อยู่บางซื่อจนเป็นสารวัตรสอบสวนไม่เคยถูกตั้งกรรมการสะสมประสบการณ์จนเชี่ยวชาญงานสอบสวนสมกับที่พ่อวางไว้ก่อนย้ายเป็นพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รับการประเมินเลื่อนเป็นสัญญาบัตร 3 เทียบเท่ารองผู้กำกับรับหน้าที่ไม่ต่างหัวหน้าพนักงานสอบสวนทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่เว้นวันหยุด
สุดท้ายได้ลับคมวิชาสืบสวนโดยบังเอิญ หลังจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เข้ามารักษาการตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปรามโผล่มาเจอเขาในเช้าวันหนึ่งที่กำลังมีคดีสำคัญ “ท่านชวนผมไปช่วยขับรถให้ ระหว่างทางท่านสอนเทคนิควิธีการสืบสวนให้ผมตลอด ตอนนั้นก็ไม่รู้จักท่าน รู้แค่ว่า เป็นอาจารย์สอนสืบสวนสอบสวน นับจากนั้นเป็นต้นมา ผมได้ความรู้จากท่านเยอะมากเกี่ยวกับวิชาภูมิศาสตร์อาชญากรรม เริ่มลงไปสืบสวนคดี ขยับเป็นผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม”พ.ต.อ.อธิปย้อนวันวาน
โชว์ผลงานบุกจับมือปืนอันดับ 9 ตามบัญชีดำของกองปราบปราม หลังเข้ามาหลบกบดานอยู่ในอพาร์ตเมนต์ซอยเสือใหญ่อุทิศ ถนนรัชดาภิเษก เจ้าตัวเล่าว่า คนร้ายมีหมายจับหลายใบ เคยยิงฝ่าวงล้อมตำรวจพังงามาแล้ว มีพฤติกรรมพกปืนติดตัวตลอดเวลา พอลูกน้องได้ข่าวมา เราในฐานะหัวหน้าหน่วยจำเป็นต้องนำกำลังไปปิดล้อมอพาร์ตเมนต์แล้วประสานหน่วยคอมมานโดจู่โจมจับกุมพร้อมปืน 11 มิลลิเมตร ระเบิดอีก 1 ลูก จากนั้นถึงย้ายเป็นผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษคุมหน่วยคอมมานโดเอง
ทั้งนี้ พ.ต.อ.อธิปเคยลาอุปสมบท และจำพรรษาอยู่ที่วัดในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเวลา 3 เดือนครึ่ง มันทำให้เขาเรียนรู้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ารวมถึงหลักการดำเนินชีวิตของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า “ให้มีชีวิตอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตการมีสติอยู่กับปัจจุบัน ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปัจจุบันวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอดีตกับอนาคตก็จะดีไปเอง” มีส่วนให้นายตำรวจหนุ่มก้าวในเส้นทางอาชีพอย่างมั่นคง
สมเป็นตำรวจรับใช้ชุมชนตามทฤษฎีใหม่ของผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
Read more ...
ปฏิบัติการจับกุม "สมชาย คุณปลื้ม" หรือ กำนันเป๊าะ มีคีย์แมนคนสำคัญที่คอยวางแผนรวบรวมข้อมูล จนถึงนำเจ้าหน้าที่เข้าจู่โจมจับกุมที่ชื่อว่า "พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล" ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจยิ่ง
พ.ต.อ.อธิป เป็นบุตรชาย พ.ต.อ.สรสีห์ หรือ อุเทนฉิมอร่าม อดีตรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 ผู้ล่วงลับ เกิดตอนบิดารับราชการอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำความได้ว่า นั่งรถโฟล์กเต่าสีฟ้า ป้ายแดง ตระเวนตรวจพื้นที่กับบิดาเป็นประจำ
พอบิดาย้ายเข้านครบาล เขาเลยมาเรียนประถมโรงเรียนปานะพันธุ์ ก่อนต่อมัธยมโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แล้วสอบเข้าเตรียมทหารเลือกเหล่าตำรวจตามรอยเท้าบิดาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 46บรรจุลงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินเจอประสบการณ์เฉียดตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรประจำวันไปตรวจคดีอุบัติเหตุจราจรบริเวณโค้งผีสิงหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก
นายตำรวจหนุ่มเล่าว่าเหตุเกิดราวตีสอง ยุคนั้นมีอุบัติเหตุบ่อยมาก เนื่องจากสถานบันเทิงย่านห้วยขวางกำลังบูม คนเมาสุราขับรถเจอทางโค้งแล้วจะเอาไม่อยู่ เราไปตรวจที่เกิดเหตุ วางกรวยยาง กำลังเขียนแผนที่ยืนหันหลังให้รถที่วิ่งมา ได้ยินเสียงรถเบรกเอี๊ยดหลุดโค้งตะแคงไถลมาแต่ไกลระยะห่างกับที่ยืนอยู่ไม่ถึง 10 เมตร
“ผมหันไปเห็นแล้วกระโดดหลบทันที รถคันนั้นพุ่งชนรถที่เกิดอุบัติเหตุก่อนหน้าดังสนั่นเกิดแรงอัดอากาศกระแทกร่างผมกระเด็นไปอีกหลายเมตรเหมือนแรงระเบิดซีโฟร์ พอตั้งสติได้คิดอย่างเดียวลูกน้องเป็นอะไรหรือไม่ ชาวบ้านเจ็บหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าทุกคนปลอดภัยจึงไปดูรถคันเกิดเหตุ คนขับรอดตายปีนออกมาแถมถือขวดเหล้าออกมาด้วย ไม่น่าเชื่อจริง ๆ”
อยู่พหลโยธินไม่นาน พ.ต.อ.อธิป ย้ายเป็นรองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจนครบางซื่อ เจอสำนวนคดีอาญาปีละ 6,000 กว่าคดี ร้อยเวรต้องรับผิดชอบตกประมาณคนละ 600 คดี เขาบอกว่า ตอนนั้นพ่อเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือมักพูดให้ฟังเกี่ยวกับงานสอบสวนว่า มีความสำคัญมาก เพราะมีอำนาจ มีหน้าที่หลายอย่าง มีส่วนช่วยเหลือประชาชนได้ไม่น้อย เชื่อว่า พ่อคงวางแนวทางไว้ให้ไปเจอเหตุการณ์จริง ไปทำงานจริง
ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้กำกับกองปราบปรามกลับมองว่า ตัวเป็นลูกตำรวจใหญ่ก็จริง แต่พ่อแทบไม่ช่วยอะไรเลย ไม่มีลูกนายคนไหนที่ให้ลูกไปอยู่โรงพัก อยู่งานสอบสวน มีอะไรพร้อมจะโดนก่อน แต่ถ้ามองอีกมุมเชื่อว่า พ่ออาจจะฝึกให้เราแกร่ง โชคดีที่อยู่บางซื่อจนเป็นสารวัตรสอบสวนไม่เคยถูกตั้งกรรมการสะสมประสบการณ์จนเชี่ยวชาญงานสอบสวนสมกับที่พ่อวางไว้ก่อนย้ายเป็นพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รับการประเมินเลื่อนเป็นสัญญาบัตร 3 เทียบเท่ารองผู้กำกับรับหน้าที่ไม่ต่างหัวหน้าพนักงานสอบสวนทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่เว้นวันหยุด
สุดท้ายได้ลับคมวิชาสืบสวนโดยบังเอิญ หลังจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เข้ามารักษาการตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปรามโผล่มาเจอเขาในเช้าวันหนึ่งที่กำลังมีคดีสำคัญ “ท่านชวนผมไปช่วยขับรถให้ ระหว่างทางท่านสอนเทคนิควิธีการสืบสวนให้ผมตลอด ตอนนั้นก็ไม่รู้จักท่าน รู้แค่ว่า เป็นอาจารย์สอนสืบสวนสอบสวน นับจากนั้นเป็นต้นมา ผมได้ความรู้จากท่านเยอะมากเกี่ยวกับวิชาภูมิศาสตร์อาชญากรรม เริ่มลงไปสืบสวนคดี ขยับเป็นผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม”พ.ต.อ.อธิปย้อนวันวาน
โชว์ผลงานบุกจับมือปืนอันดับ 9 ตามบัญชีดำของกองปราบปราม หลังเข้ามาหลบกบดานอยู่ในอพาร์ตเมนต์ซอยเสือใหญ่อุทิศ ถนนรัชดาภิเษก เจ้าตัวเล่าว่า คนร้ายมีหมายจับหลายใบ เคยยิงฝ่าวงล้อมตำรวจพังงามาแล้ว มีพฤติกรรมพกปืนติดตัวตลอดเวลา พอลูกน้องได้ข่าวมา เราในฐานะหัวหน้าหน่วยจำเป็นต้องนำกำลังไปปิดล้อมอพาร์ตเมนต์แล้วประสานหน่วยคอมมานโดจู่โจมจับกุมพร้อมปืน 11 มิลลิเมตร ระเบิดอีก 1 ลูก จากนั้นถึงย้ายเป็นผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษคุมหน่วยคอมมานโดเอง
ทั้งนี้ พ.ต.อ.อธิปเคยลาอุปสมบท และจำพรรษาอยู่ที่วัดในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเวลา 3 เดือนครึ่ง มันทำให้เขาเรียนรู้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ารวมถึงหลักการดำเนินชีวิตของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า “ให้มีชีวิตอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตการมีสติอยู่กับปัจจุบัน ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปัจจุบันวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอดีตกับอนาคตก็จะดีไปเอง” มีส่วนให้นายตำรวจหนุ่มก้าวในเส้นทางอาชีพอย่างมั่นคง
สมเป็นตำรวจรับใช้ชุมชนตามทฤษฎีใหม่ของผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
วันดี กุญชรยาคง สตรีโซลาร์ฟาร์ม
13 ธ.ค. 2557
โดยข่าวทะลุคน นสพ.ข่าวสด เมื่อ 13 ธ.ค.2557
วันดี กุญชรยาคง เป็นหญิงไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก
องค์การสหประ ชาชาติ (ยูเอ็น) คัดเลือกสตรีที่ประสบความสำเร็จในการทำงานที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยน แปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ
ปีนี้ มอบรางวัล Leading a Woman Powered Solar energy Transformation ให้กับ วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
ในฐานะผู้นำบุกเบิกโซลาร์ฟาร์มสำเร็จ
สร้างพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย
ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ
วัย 55 ปี สมรสกับสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผวจ.ชัยนาท
จบบัญชีจากกรุงเทพการบัญชี แล้วไปเรียนต่อด้านกฎหมาย ปริญญาโทวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพลังงานทดแทนจากมหาวิทยาลัยนเรศวร
มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เคยทำงานขายแผงโซลาร์เซลล์ให้ กฟผ.
เชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์
อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน)
ปัจจุบันเป็นประธานบริหารธุรกิจพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม, ธุรกิจบริการรับเหมาโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร
IFC ยกให้ติด 1 ใน 6 บุคคลของโลกในปี 2011
สร้างชื่อให้ประเทศไทยอีกครั้ง
Read more ...
วันดี กุญชรยาคง เป็นหญิงไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก
องค์การสหประ ชาชาติ (ยูเอ็น) คัดเลือกสตรีที่ประสบความสำเร็จในการทำงานที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยน แปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ
ปีนี้ มอบรางวัล Leading a Woman Powered Solar energy Transformation ให้กับ วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
ในฐานะผู้นำบุกเบิกโซลาร์ฟาร์มสำเร็จ
สร้างพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย
ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ
วัย 55 ปี สมรสกับสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผวจ.ชัยนาท
จบบัญชีจากกรุงเทพการบัญชี แล้วไปเรียนต่อด้านกฎหมาย ปริญญาโทวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพลังงานทดแทนจากมหาวิทยาลัยนเรศวร
มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เคยทำงานขายแผงโซลาร์เซลล์ให้ กฟผ.
เชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์
อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน)
ปัจจุบันเป็นประธานบริหารธุรกิจพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม, ธุรกิจบริการรับเหมาโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร
IFC ยกให้ติด 1 ใน 6 บุคคลของโลกในปี 2011
สร้างชื่อให้ประเทศไทยอีกครั้ง
Vasyl Lomachenko
23 พ.ย. 2557
โดยวิกิพีเดีย เมื่อ 23 พ.ย.2557
นักมวยสากลอาชีพ ชาวยูเครน
ฉายา ไฮเทค
มีพ่อเป็นโค้ช ตั้งแต่เด็ก ๆ
ใช้วิธีการฝึกซ้อมที่ชาญฉลาด จึงเป็นที่มาของฉายา
ปัจจุบันเป็น แชมป์โลกรุ่น เฟเธอร์เวท WBO
เคยเป็นแชมป์โอลิมปิคปี 2008(รุ่นเฟเธอร์เวท) และ ปี 2012(รุ่นไลต์เวท)
สถิติการชกมวยสากลสมัครเล่น 396-1(แพ้ครั้งเดียว)
เทิร์นโปร ชกเพียง 3 ครั้ง ก็คว้าแชมป์โลก รุ่น เฟเธอร์เวท WBO มาครอบครองได้
โดยเขาเกือบจะทำลายสถิติของแสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ในการชกอาชีพเพียง 2 ครั้ง แล้วคว้าแชมป์โลกได้
แต่เขาทำพลาดไป เนื่องจาก การชกครั้งที่ 2 เขาแพ้คะแนนให้กับ Orlando Salido ทำให้ชวดแชมป์
แต่อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์โลกได้เร็วที่สุด 3 ครั้ง เทียบเท่ากับแสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ที่ทำสถิติไว้เมื่อ 15 ก.ค. 2518
โดยการชกครั้งที่ 3 เขาเอาชนะคะแนน Gary Russell, Jr. นักมวยชาวอเมริกัน เมื่อ 21 มิ.ย.2557 ที่ StubHub Center, Carson, California
และป้องกันแชมป์ครั้งแรก ชนะคะแนน ชลธาร อ.พิริยะภิญโญ นักมวยชาวไทย ไปขาดลอย เมื่อ 23 พ.ย.2557 ที่มาเก๊า
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์
22 พ.ย. 2557
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เมื่อ 23 พ.ย.2557
พลตำรวจโท พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2499 ที่ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรของประวัตและยุพิน ฉายาพันธุ์
จบการศึกษา
- ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ,
- ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย,
- โรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 (ตท.15),
- โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 (ร่วมรุ่นกับ พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ, พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน),
- ปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นอกจากนั้นแล้วยังได้ผ่านการอบรมต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ จบหลักสูตรผู้บริหารชั้นสูงของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรผู้บริหารงานระดับกลางของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรสืบสวนของหน่วยสืบราชการลับ จากวิทยาลัยหน่วยสืบราชการลับสหรัฐอเมริกา, หลักสูตรด้านการบริหารตำรวจ จากวิทยาลัยตำรวจแคนาดา เป็นต้น
ประวัติการทำงาน เคยเป็น
- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลท่าพระ,
- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา,
- รองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางขุนนนท์ ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม,
- ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม,
- ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม,
- รองผู้บังคับการกองปราบปราม รักษาราชการแทนผู้การกองปราบปราม,
- ผู้บังคับการกองปราบปราม
- รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
- ปัจจุบัน ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งเดิมตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 610/2557
ได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจมือปราบและมือสอบสวนคนหนึ่งที่มีผลงานต่าง ๆ มากมาย ทั้งคดียาเสพติดและคดีการฉ้อโกงข้ามชาติ และในขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม ได้จัดตั้ง "หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์" โดยการนำหลักวิชาการมาใช้ในการสืบสวน เพื่อรองรับเทคนิคการสืบสวนสมัยใหม่ ซึ่งจะทำให้การสืบสวนเที่ยงตรง แม่นยำขึ้นและสามารถค้นหาความจริงในคดีต่าง ๆ ได้มาก ซึ่งเป็นหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ที่ตั้งขึ้นในวงการตำรวจแห่งแรกของทวีปเอเชีย
ปี 2539 พันตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ขณะยังเป็น รอง ผกก.หน.สน.บางขุนนท์ ได้ริเริ่มนำ "ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" ตามทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชน (Community Policing) ซึ่งเป็นทฤษฎี/หลักการทำงานของตำรวจที่ใช้ได้ผลจริงในสหรัฐอเมริกาในการลดปัญหาอาชญากรรมในชุมชน มาทดลองใช้อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในประเทศไทย
ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553
ภายหลังรับตำแหน่ง ผบช.ก. โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนได้แพร่หลายอีกครั้งหนึ่งแก่ตำรวจในสังกัดอย่างมากมาย เช่น ชุมชนทัพพระยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี , ชุมชนบ้านหัวทาง ตำบลพิมาน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ชุมชนบ้านคลองบอน คลองดง ตำบลคอนสาร อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ตามโครงการคืนชุมชนสีขาวให้สังคมโดยตำรวจทางหลวง (ส.ทล.6 กก.6 บก.ทล. (ชัยภูมิ)) เป็นต้น
และได้ริเริ่มโครงการต่างๆ มากมายเพื่อพัฒนาบุคลากรและองค์กร เช่น บช.ก.โกอินเตอร์ ,ร.ร.ตำรวจนอกเวลา , 5 ทฤษฎี 1 หลักการ ลดหวาดระแวงของประชาชน , MOUทางการศึกษากับนิด้า เป็นต้น
สื่อมวลชนตั้งชื่อเล่นว่า "เดอะกิ๊ก"
Read more ...
พลตำรวจโท พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2499 ที่ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรของประวัตและยุพิน ฉายาพันธุ์
จบการศึกษา
- ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ,
- ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย,
- โรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 (ตท.15),
- โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 (ร่วมรุ่นกับ พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ, พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน),
- ปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นอกจากนั้นแล้วยังได้ผ่านการอบรมต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ จบหลักสูตรผู้บริหารชั้นสูงของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรผู้บริหารงานระดับกลางของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรสืบสวนของหน่วยสืบราชการลับ จากวิทยาลัยหน่วยสืบราชการลับสหรัฐอเมริกา, หลักสูตรด้านการบริหารตำรวจ จากวิทยาลัยตำรวจแคนาดา เป็นต้น
ประวัติการทำงาน เคยเป็น
- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลท่าพระ,
- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา,
- รองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางขุนนนท์ ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม,
- ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม,
- ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม,
- รองผู้บังคับการกองปราบปราม รักษาราชการแทนผู้การกองปราบปราม,
- ผู้บังคับการกองปราบปราม
- รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
- ปัจจุบัน ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งเดิมตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 610/2557
ได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจมือปราบและมือสอบสวนคนหนึ่งที่มีผลงานต่าง ๆ มากมาย ทั้งคดียาเสพติดและคดีการฉ้อโกงข้ามชาติ และในขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม ได้จัดตั้ง "หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์" โดยการนำหลักวิชาการมาใช้ในการสืบสวน เพื่อรองรับเทคนิคการสืบสวนสมัยใหม่ ซึ่งจะทำให้การสืบสวนเที่ยงตรง แม่นยำขึ้นและสามารถค้นหาความจริงในคดีต่าง ๆ ได้มาก ซึ่งเป็นหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ที่ตั้งขึ้นในวงการตำรวจแห่งแรกของทวีปเอเชีย
ปี 2539 พันตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ขณะยังเป็น รอง ผกก.หน.สน.บางขุนนท์ ได้ริเริ่มนำ "ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" ตามทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชน (Community Policing) ซึ่งเป็นทฤษฎี/หลักการทำงานของตำรวจที่ใช้ได้ผลจริงในสหรัฐอเมริกาในการลดปัญหาอาชญากรรมในชุมชน มาทดลองใช้อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในประเทศไทย
ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553
ภายหลังรับตำแหน่ง ผบช.ก. โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนได้แพร่หลายอีกครั้งหนึ่งแก่ตำรวจในสังกัดอย่างมากมาย เช่น ชุมชนทัพพระยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี , ชุมชนบ้านหัวทาง ตำบลพิมาน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ชุมชนบ้านคลองบอน คลองดง ตำบลคอนสาร อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ตามโครงการคืนชุมชนสีขาวให้สังคมโดยตำรวจทางหลวง (ส.ทล.6 กก.6 บก.ทล. (ชัยภูมิ)) เป็นต้น
และได้ริเริ่มโครงการต่างๆ มากมายเพื่อพัฒนาบุคลากรและองค์กร เช่น บช.ก.โกอินเตอร์ ,ร.ร.ตำรวจนอกเวลา , 5 ทฤษฎี 1 หลักการ ลดหวาดระแวงของประชาชน , MOUทางการศึกษากับนิด้า เป็นต้น
สื่อมวลชนตั้งชื่อเล่นว่า "เดอะกิ๊ก"
นอกจากการรับราชการตำรวจแล้ว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ยังถือว่าเป็นนักวิชาการในศาสตร์ด้านอาชญาวิทยาและนิติศาสตร์ด้วย ด้วยการเป็นอาจารย์บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
อีกทั้งยังเคยเขียนหนังสือทางวิชาการตำรวจแผนใหม่อีกหลายเล่ม อาทิ ความรู้เบื้องต้นการเฝ้าสังเกตการณ์ และการสะกดรอยติดตาม พ.ศ. 2536, ความรู้เบื้องต้นการสืบสวนอาชญากรรม พ.ศ. 2537, วิธีปฏิบัติภาคสนามสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อรับแจ้งเหตุอาชญากรรม พ.ศ. 2539 เป็นต้น
แดนอรัญ แสงทอง โลกนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่น
3 พ.ย. 2557
โดย ดอกฝน
นสพ.มติชนรายวัน เมื่อ 3 พ.ย.2557
"ไม่ได้คาดหวัง เพราะเดาไม่ถูก คาดหมายไม่ได้"
คือคำพูด
แม้จะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมาแล้ว แต่ทุกวันนี้แดนอรัญบอกว่าเขายังคงต้องศึกษาเรียนรู้การเขียนอย่างสม่ำเสมอ
"ผมต้องการเขียนร้อยแก้วที่ดีในภาษาไทยอยู่นะ มันจึงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ถ้อยคำจะต้องมีเสียงสูงต่ำ ภาษาไทยมีเสียงสามัญ 5 ระดับเสียง ยังมีคำเป็นคำตาย ในมุมของความหมายถ้อยคำของภาษาไทยก็มีความสมบูรณ์อย่างยิ่ง ผมก็ต้องศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอ"
ท่ามกลางความชื่นชมก็ย่อมมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ บ่อยครั้งที่ผลงานของเขาโดนตั้งคำถามถึงความนิยมส่วนตัว ที่ชอบนำเรื่องเก่ามาสร้างใหม่ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรใหม่ นอกจากการล่อหลอกด้วยถ้อยคำหรือภาษา
"ละครเชคสเปียร์น่ะ ก็เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ทั้งนั้น" เขาตอบ
ก่อนขยายความว่า "ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้
"ถึง ใหม่ขึ้นมาไม่มีประโยชน์อะไร ได้แค่ใหม่ หวือๆ หวาๆ เราไม่จำเป็นต้องใหม่เพียงเพื่อจะใหม่เท่านั้น เรื่องเก่าก็ได้ ไม่ใช่ว่ามันปราศจากการสร้างสรรค์ เอามาบอกกล่าวคนรุ่นหลัง คนรุ่นหลังอะไรก็ยังไม่รู้ เรื่องอะไรก็ตามที่เขายังไม่รู้ก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา"
เขายัง ว่า "งานเขียนที่ดีคืองานเขียนเชิงโลกียะ เรื่องง่ายๆ ผมก็ยังทำงานเชิงโลกียะอยู่ งานเขียนที่ดีคืองานเขียนด้วยเลือด แล้วงานเขียนด้วยเลือดอ่าน 3 ประโยค 7 ประโยคก็รู้แล้วไอ้หมอนี่เขียนด้วยเลือดจริงหรือเปล่า ผมนับถือนักเขียนที่เขียนด้วยเลือดเท่านั้น ถ้าใครไม่ได้เขียนด้วยเลือดก็อย่ามาสะเออะ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย การเขียนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ตราบใดคุณเขียนมันด้วยเลือด ตราบใดที่ผมเขียนมันด้วยเลือด ผมก็พอใจ ผมรู้มันเองอยู่คนเดียวผมก็พอใจ
"ใคร จะไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่สนใจ เพราะผมเป็นผู้ใหญ่มากพอ โตมากพอ หรือหนังหนาสันดานหยาบมากพอ ก็จะดูด้วยความรู้ความสามารถทางวรรณกรรมที่ผมมี
"แล้ว ผมก็รู้ด้วยว่าผมทำงานอะไรไม่ดีอยู่บ้าง แล้วก็จะไม่อ่อนข้อให้กับตัวเอง ผมเป็นบรรณาธิการที่เข้มงวดกับตัวเองมาก ในฐานะที่ผมเป็นผู้อ่านคนแรกของงานของผมเอง ผมว่านักเขียนที่ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง ก็ทำอย่างนี้ มี
นักเขียนเก่งๆ ที่เขาซุ่มทำงานกันอยู่ทั่วโลก ทำงานแบบเอาชีวิตเข้าแลก ทำงานหนักซึ่งนิสัยทำงานหนักเป็นนิสัยที่คนไทยยังไม่มี การทุ่มเท เพียรพยายามอย่างสุดขีด"
เขายังย้ำด้วยว่า โลกใบนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่น
"ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่นแน่ๆ สมมุติอยากเป็นนางแบบ คิดว่านางแบบคือการแด๊ะๆ แด๋ๆ ก็เป็นนางแบบงานวัดไป นางแบบระดับโลกก็อีกอย่าง นักเขียนก็เช่นเดียวกัน"
แดนอรัญบอกด้วยว่า ซีไรต์นี่ดีสำหรับเขาอยู่อย่าง เพราะทำให้มีเงินใช้ อันจะมีส่วนทำให้เขาเขียนหนังสือได้แบบสบายใจ
"เขียนหนังสือนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ผมต้องกินอิ่ม นอนหลับ และต้องมีสตางค์ใช้ ผมไม่ใช่คนที่มาคอยแบมือขอเงินใคร"
บอกอีกว่าตอนนี้ "ผมมีนวนิยายที่จะอยากเขียน ทั้งภาคต่อของเงาสีขาว ทั้งนวนิยายของชีวิตของพระป่าหลายๆ รูป"
แต่..
Read more ...
นสพ.มติชนรายวัน เมื่อ 3 พ.ย.2557
"ไม่ได้คาดหวัง เพราะเดาไม่ถูก คาดหมายไม่ได้"
คือคำพูด
เสน่ห์ สังข์สุข เจ้าของนาม "แดนอรัญ แสงทอง"
ที่เพิ่งคว้าชัยในเวทีวรรณกรรมซีไรต์จากรวมเรื่องสั้น "อสรพิษและเรื่องอื่นๆ"
ที่ ผ่านมาชื่อแดนอรัญมาพร้อมภาพความเป็นนักเขียนขบถ ครั้งหนึ่งผลงานมาสเตอร์พีซ "เงาสีขาว" ของเขาหลุดจากเข้ารอบสุดท้ายของรางวัลนี้ เพราะมีกรรมการบางท่านรับไม่ได้ มองว่าเป็นเนื้อหาที่ก่อกวนศีลธรรม
สุดท้ายก็เหลือแต่นิยายที่มองว่ามีเนื้อหาจรรโลงใจเหมาะแก่สังคมเข้ารอบไป
เพราะงั้นจะแปลกอะไร ถ้าเขาจะมองว่ารางวัลที่ได้รับในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับอมยิ้มที่ใช้ล่อหลอกเด็กและอวดชาวบ้าน
"ความ จริงก็คือเท่านั้น ผมไม่พยายามหลอกตัวเอง โนเบลเองก็เป็นอมยิ้มประเภทหนึ่ง แต่ซีไรต์เป็นอมยิ้มที่ทำให้ฟันผุมากๆ" เขากล่าวด้วยเสียงหัวเราะ
ผลงานของแดนอรัญ ไม่ว่าจะเป็น "เงาสีขาว" "เจ้าการะเกด" "มาตานุสติ" "เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง" ฯลฯ ไม่ได้ติดอันดับขายดี
ดังนั้น ถ้าไม่ใช่นักอ่านฮาร์ดคอร์ คงไม่ค่อยได้ยินชื่อเขาสักเท่าไหร่
แต่ นิยายเรื่องแรก "เงาสีขาว" กลับได้รับการคัดเลือกจากหนังสือ The 20 Best Novels of Thailand ของ Marcel Barang ให้เป็น 1 ใน 20 นวนิยายที่ดีที่สุดของไทย และยังได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส, สเปน และอังกฤษ อีกทั้งเรื่องสั้น "อสรพิษ" และ "เจ้าการะเกด" ต่างได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาอื่นๆ โดยยอดขายอยู่ที่หลักแสนเล่ม และนักวิจารณ์ชาวยุโรปยกย่องให้เป็นนักเขียนไทยร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคน หนึ่ง
ในปี 2551 รัฐบาลฝรั่งเศสยังได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier du Arts et Lettre ให้เขา ในฐานะนักเขียนชาวไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของที่นั่น
กับผลงานที่ผ่านมา แดนอรัญว่าเขาทุมเทให้ "เงาสีขาว" มากที่สุด ใช้ชีวิตกับนิยายเล่มนี้เป็นสิบๆ ปี และตั้งใจที่จะให้มีภาคต่อไป
แต่สำหรับเราแล้ว "เจ้าการะเกด" และรวมเรื่องสั้น "อสรพิษและเรื่องอื่นๆ" ก็งดงามไม่แพ้กัน
"อสรพิษ และเรื่องอื่นๆ" เป็นการรวมงานตั้งแต่ปี 2554-2557 ของเขาไว้ด้วยกัน ซึ่งความที่่ช่วงเวลาห่างกันมาก จึงทำให้เห็นถึงความสนใจที่หลากหลาย พัฒนาการทางความคิดและความเชื่อของเขาที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ อย่างยิ่ง และยังยั่วล้อกับสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งตำนาน ความเชื่อ เรื่องพาฝัน หรือแม้แต่เรื่องผี
"แน่นอนอยู่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นอะไรที่ชัดเจน อย่างเรื่อง "ทุ่งร้าง" ผมเขียนสมัยที่ยังเป็นหนุ่มน้อย ยังไม่กล้าจะยืนหยัดอยู่เพียงเดียวดาย สังคมเขาคิดอะไร เราก็คิดตาม มีคนในสังคมกลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่ดี เราก็ทำ เพราะผมยังไม่เป็นอิสระเต็มตัว แต่พออายุมากขึ้น ก็ปีกกล้าขาแข็งขึ้น เติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น ก็เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
"ส่วนเรื่องยั่วล้อ ผมอาจจะเป็นคนมีอารมณ์ขันอยู่บ้าง เรื่องไหนถมึงทึงผมก็พยายามไปให้สุด เรื่องไหนแจ่มใส ก็พยายามเขียนให้ร่าเริง"
หนังสือ เล่มนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการเติบโตทางวิธีคิดของเขา และแม้ว่าแดนอรัญจะมีผลงานแปลมากมาย ศึกษาวรรณกรรมตะวันตกจนแตกฉาน แต่นี่คือประจักษ์พยานที่ยืนยันว่า เอกลักษณ์หนึ่งในผลงานของเขา คือความอหังการ์ในความเป็นท้องถิ่นนิยม
"ก็เรารู้เรื่องของเราดีที่ สุดนะ ก็เขียนเรื่องที่เรารู้ ผมไม่ได้มีปมด้อย อันที่จริงนี่คือปมเขื่อง ผมชอบทุ่งนา ป่าละเมาะ ฝูงวัว ก็จะวนๆ อยู่แถวนั้น แล้วก็จะทำให้มันดีด้วย"
ที่ ผ่านมาชื่อแดนอรัญมาพร้อมภาพความเป็นนักเขียนขบถ ครั้งหนึ่งผลงานมาสเตอร์พีซ "เงาสีขาว" ของเขาหลุดจากเข้ารอบสุดท้ายของรางวัลนี้ เพราะมีกรรมการบางท่านรับไม่ได้ มองว่าเป็นเนื้อหาที่ก่อกวนศีลธรรม
สุดท้ายก็เหลือแต่นิยายที่มองว่ามีเนื้อหาจรรโลงใจเหมาะแก่สังคมเข้ารอบไป
เพราะงั้นจะแปลกอะไร ถ้าเขาจะมองว่ารางวัลที่ได้รับในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับอมยิ้มที่ใช้ล่อหลอกเด็กและอวดชาวบ้าน
"ความ จริงก็คือเท่านั้น ผมไม่พยายามหลอกตัวเอง โนเบลเองก็เป็นอมยิ้มประเภทหนึ่ง แต่ซีไรต์เป็นอมยิ้มที่ทำให้ฟันผุมากๆ" เขากล่าวด้วยเสียงหัวเราะ
ผลงานของแดนอรัญ ไม่ว่าจะเป็น "เงาสีขาว" "เจ้าการะเกด" "มาตานุสติ" "เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง" ฯลฯ ไม่ได้ติดอันดับขายดี
ดังนั้น ถ้าไม่ใช่นักอ่านฮาร์ดคอร์ คงไม่ค่อยได้ยินชื่อเขาสักเท่าไหร่
แต่ นิยายเรื่องแรก "เงาสีขาว" กลับได้รับการคัดเลือกจากหนังสือ The 20 Best Novels of Thailand ของ Marcel Barang ให้เป็น 1 ใน 20 นวนิยายที่ดีที่สุดของไทย และยังได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส, สเปน และอังกฤษ อีกทั้งเรื่องสั้น "อสรพิษ" และ "เจ้าการะเกด" ต่างได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาอื่นๆ โดยยอดขายอยู่ที่หลักแสนเล่ม และนักวิจารณ์ชาวยุโรปยกย่องให้เป็นนักเขียนไทยร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคน หนึ่ง
ในปี 2551 รัฐบาลฝรั่งเศสยังได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier du Arts et Lettre ให้เขา ในฐานะนักเขียนชาวไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของที่นั่น
กับผลงานที่ผ่านมา แดนอรัญว่าเขาทุมเทให้ "เงาสีขาว" มากที่สุด ใช้ชีวิตกับนิยายเล่มนี้เป็นสิบๆ ปี และตั้งใจที่จะให้มีภาคต่อไป
แต่สำหรับเราแล้ว "เจ้าการะเกด" และรวมเรื่องสั้น "อสรพิษและเรื่องอื่นๆ" ก็งดงามไม่แพ้กัน
"อสรพิษ และเรื่องอื่นๆ" เป็นการรวมงานตั้งแต่ปี 2554-2557 ของเขาไว้ด้วยกัน ซึ่งความที่่ช่วงเวลาห่างกันมาก จึงทำให้เห็นถึงความสนใจที่หลากหลาย พัฒนาการทางความคิดและความเชื่อของเขาที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ อย่างยิ่ง และยังยั่วล้อกับสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งตำนาน ความเชื่อ เรื่องพาฝัน หรือแม้แต่เรื่องผี
"แน่นอนอยู่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นอะไรที่ชัดเจน อย่างเรื่อง "ทุ่งร้าง" ผมเขียนสมัยที่ยังเป็นหนุ่มน้อย ยังไม่กล้าจะยืนหยัดอยู่เพียงเดียวดาย สังคมเขาคิดอะไร เราก็คิดตาม มีคนในสังคมกลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่ดี เราก็ทำ เพราะผมยังไม่เป็นอิสระเต็มตัว แต่พออายุมากขึ้น ก็ปีกกล้าขาแข็งขึ้น เติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น ก็เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
"ส่วนเรื่องยั่วล้อ ผมอาจจะเป็นคนมีอารมณ์ขันอยู่บ้าง เรื่องไหนถมึงทึงผมก็พยายามไปให้สุด เรื่องไหนแจ่มใส ก็พยายามเขียนให้ร่าเริง"
หนังสือ เล่มนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการเติบโตทางวิธีคิดของเขา และแม้ว่าแดนอรัญจะมีผลงานแปลมากมาย ศึกษาวรรณกรรมตะวันตกจนแตกฉาน แต่นี่คือประจักษ์พยานที่ยืนยันว่า เอกลักษณ์หนึ่งในผลงานของเขา คือความอหังการ์ในความเป็นท้องถิ่นนิยม
"ก็เรารู้เรื่องของเราดีที่ สุดนะ ก็เขียนเรื่องที่เรารู้ ผมไม่ได้มีปมด้อย อันที่จริงนี่คือปมเขื่อง ผมชอบทุ่งนา ป่าละเมาะ ฝูงวัว ก็จะวนๆ อยู่แถวนั้น แล้วก็จะทำให้มันดีด้วย"
แม้จะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมาแล้ว แต่ทุกวันนี้แดนอรัญบอกว่าเขายังคงต้องศึกษาเรียนรู้การเขียนอย่างสม่ำเสมอ
"ผมต้องการเขียนร้อยแก้วที่ดีในภาษาไทยอยู่นะ มันจึงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ถ้อยคำจะต้องมีเสียงสูงต่ำ ภาษาไทยมีเสียงสามัญ 5 ระดับเสียง ยังมีคำเป็นคำตาย ในมุมของความหมายถ้อยคำของภาษาไทยก็มีความสมบูรณ์อย่างยิ่ง ผมก็ต้องศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอ"
ท่ามกลางความชื่นชมก็ย่อมมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ บ่อยครั้งที่ผลงานของเขาโดนตั้งคำถามถึงความนิยมส่วนตัว ที่ชอบนำเรื่องเก่ามาสร้างใหม่ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรใหม่ นอกจากการล่อหลอกด้วยถ้อยคำหรือภาษา
"ละครเชคสเปียร์น่ะ ก็เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ทั้งนั้น" เขาตอบ
ก่อนขยายความว่า "ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้
"ถึง ใหม่ขึ้นมาไม่มีประโยชน์อะไร ได้แค่ใหม่ หวือๆ หวาๆ เราไม่จำเป็นต้องใหม่เพียงเพื่อจะใหม่เท่านั้น เรื่องเก่าก็ได้ ไม่ใช่ว่ามันปราศจากการสร้างสรรค์ เอามาบอกกล่าวคนรุ่นหลัง คนรุ่นหลังอะไรก็ยังไม่รู้ เรื่องอะไรก็ตามที่เขายังไม่รู้ก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา"
เขายัง ว่า "งานเขียนที่ดีคืองานเขียนเชิงโลกียะ เรื่องง่ายๆ ผมก็ยังทำงานเชิงโลกียะอยู่ งานเขียนที่ดีคืองานเขียนด้วยเลือด แล้วงานเขียนด้วยเลือดอ่าน 3 ประโยค 7 ประโยคก็รู้แล้วไอ้หมอนี่เขียนด้วยเลือดจริงหรือเปล่า ผมนับถือนักเขียนที่เขียนด้วยเลือดเท่านั้น ถ้าใครไม่ได้เขียนด้วยเลือดก็อย่ามาสะเออะ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย การเขียนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ตราบใดคุณเขียนมันด้วยเลือด ตราบใดที่ผมเขียนมันด้วยเลือด ผมก็พอใจ ผมรู้มันเองอยู่คนเดียวผมก็พอใจ
"ใคร จะไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่สนใจ เพราะผมเป็นผู้ใหญ่มากพอ โตมากพอ หรือหนังหนาสันดานหยาบมากพอ ก็จะดูด้วยความรู้ความสามารถทางวรรณกรรมที่ผมมี
"แล้ว ผมก็รู้ด้วยว่าผมทำงานอะไรไม่ดีอยู่บ้าง แล้วก็จะไม่อ่อนข้อให้กับตัวเอง ผมเป็นบรรณาธิการที่เข้มงวดกับตัวเองมาก ในฐานะที่ผมเป็นผู้อ่านคนแรกของงานของผมเอง ผมว่านักเขียนที่ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง ก็ทำอย่างนี้ มี
นักเขียนเก่งๆ ที่เขาซุ่มทำงานกันอยู่ทั่วโลก ทำงานแบบเอาชีวิตเข้าแลก ทำงานหนักซึ่งนิสัยทำงานหนักเป็นนิสัยที่คนไทยยังไม่มี การทุ่มเท เพียรพยายามอย่างสุดขีด"
เขายังย้ำด้วยว่า โลกใบนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่น
"ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่นแน่ๆ สมมุติอยากเป็นนางแบบ คิดว่านางแบบคือการแด๊ะๆ แด๋ๆ ก็เป็นนางแบบงานวัดไป นางแบบระดับโลกก็อีกอย่าง นักเขียนก็เช่นเดียวกัน"
แดนอรัญบอกด้วยว่า ซีไรต์นี่ดีสำหรับเขาอยู่อย่าง เพราะทำให้มีเงินใช้ อันจะมีส่วนทำให้เขาเขียนหนังสือได้แบบสบายใจ
"เขียนหนังสือนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ผมต้องกินอิ่ม นอนหลับ และต้องมีสตางค์ใช้ ผมไม่ใช่คนที่มาคอยแบมือขอเงินใคร"
บอกอีกว่าตอนนี้ "ผมมีนวนิยายที่จะอยากเขียน ทั้งภาคต่อของเงาสีขาว ทั้งนวนิยายของชีวิตของพระป่าหลายๆ รูป"
แต่..
"คุณไม่ต้องรออ่านหรอกนะ ผมแค่จะเขียน"
ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
1 พ.ย. 2557
เมื่อ 2 พ.ย.2557
ผู้อำนวยการวิจัย, ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ
https://www.facebook.com/deunden.nikomborirak
รู้จักหมอเทวดาปากีฯ แรงบันดาลใจรักษาทุกคนไข้
23 ต.ค. 2557
โดยข่าวสด เมื่อ 23 ต.ค.2557
ท่ามกลางระบบสาธารณสุขของปากีสถานที่ เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น การบริหารจัดการที่ผิดพลาด และขาดแคลนทรัพยากร แต่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในนครการาจีกลับให้บริการประชาชนหลายล้านคนได้โดย ไม่คิดค่ารักษาพยาบาล
บีบีซีรายงานว่า สถานพยาบาลแห่งนี้คือ สถาบัน ศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะและการปลูกถ่ายสินธ์ (ไอเอสยูที) บริหารโดย อาดิบ ริซวี นายแพทย์ชาวอินเดียซึ่งได้รับการเคารพยกย่องจากหัวใจที่เมตตาต่อผู้ป่วยผู้ ยากไร้ในปากีสถาน
แม้จะเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหนึ่งใน โรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่หมอริซวีปฏิบัติต่อคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิม และที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างเป็นกันเอง ด้วยความฝันว่าจะมีระบบบริการสุขภาพแห่งชาติแบบสหราชอาณาจักร หรือเอ็นเอชเอส
ผู้คนทั้งหลายมองหมอริซวีว่าเป็นเพื่อน เป็นคนที่พวกเขาไว้ใจ ไม่ใช่คนที่จะมาหลอกเอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดของพวกเขาไป
ไอเอสยูทีตั้งอยู่ในย่านชุมชน เป็นส่วนต่อขยายจากโรงพยาบาลพลเรือนการาจี
ก่อตั้งเมื่อ 40 ปีก่อน แรกเริ่มเป็นแค่อาคารเล็กๆ มีเตียงผู้ป่วยเพียง 8 เตียง ก่อนจะขยายจนกลายเป็นศูนย์รักษาโรคไตระดับโลก มีอาคารสูง 2 หลัง มี 800 เตียง ทำสถิติผ่าตัดปลูกถ่ายไต ฟอกไตและรักษานิ่วในไตสำเร็จมากกว่าโรงพยาบาลไหนๆ ในโลก
ย้อน ไปในวัยหนุ่มของหมอริซวี ช่วงอายุ 17 ปี เกิดจลาจลระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม ผลักดันให้ต้องอพยพไปปากีสถานและเพราะต้องอยู่ตัวคนเดียว จึงทุ่มเทให้กับการเรียน
"ผมเที่ยวสำรวจโรงพยาบาลต่างๆ ได้เห็นผู้คนถูกปฏิบัติไม่ดีเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา เห็นยายคนหนึ่งถอดตุ้มหูจ่ายเป็นค่ายา ดูเหมือนผู้ป่วยต้องทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อขอรับบริการ ทั้งที่ผมคิดว่ามันควรเป็นสิทธิข้อแรกของพวกเขาในฐานะพลเมือง" หมอริซวีกล่าว
หลังจบปริญญาการแพทย์ในนครการาจี เขาไปต่อเฉพาะทางด้านการผ่าตัดที่อังกฤษ และทำงานอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่งร่วม 10 ปี
"ระบบเอ็นเอชเอส เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ พวกเขาทำให้ผมเห็นว่าการรักษาผู้ป่วยฟรีมันเป็นไปได้" หมอริซวีกล่าว
แต่ เมื่อกลับมาปากีสถานในปี 2514 และทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตรา จารย์ด้านระบบปัสสาวะในโรงพยาบาลพลเรือนการาจี ทุกคนรอบตัวกลับบอกว่าเขาเพ้อเจ้อ เพราะทั้งขาดงบ ยา หรือกระทั่งความกระตือ รือร้นของเพื่อนร่วมงาน แต่หมอริซวีไม่เคยยอมแพ้
ความฝันที่ยิ่งใหญ่เริ่มเป็นรูปร่างเมื่อคนจำนวนหนึ่งบริจาคเงินเพื่อช่วยสนับสนุนแผนการนี้
บรรดานักศึกษาและแพทย์เริ่มมารวมตัวกันเพื่อจะหาทางขยายการบริการให้กว้างขวางขึ้น พอเวลาผ่านไปมีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือมากขึ้น
โรงพยาบาลแห่งนี้จึงช่วยเหลือคนไข้โรคไตกว่าร้อยชีวิต และขยายการรักษาปลูกถ่ายอวัยวะซึ่งไม่เคยมีสถาบันการแพทย์ใดในปากีสถานเคยทำ มาก่อน แม้จะมีคนบั่นทอนกำลังใจหมอริซวีและทีมงานซ้ำเป็นครั้งที่สองว่า "ไม่มีทางสำเร็จ"
นายแพทย์ใหญ่กลับไปอังกฤษเพื่อทบทวนความ รู้ที่จำเป็นต้องใช้ ก่อนกลับมาในปี 2524 พัฒนาทีมเจ้าหน้าที่แพทย์ ฝึกให้ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ กระทั่งความพยายามเป็นผลสำเร็จ
หลังจากนั้น หมอริซวีและทีมศัลยแพทย์ ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะมนุษย์ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกในปากีสถาน จนได้รับฉายาว่า "หมอเทวดา"
Read more ...
ท่ามกลางระบบสาธารณสุขของปากีสถานที่ เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น การบริหารจัดการที่ผิดพลาด และขาดแคลนทรัพยากร แต่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในนครการาจีกลับให้บริการประชาชนหลายล้านคนได้โดย ไม่คิดค่ารักษาพยาบาล
บีบีซีรายงานว่า สถานพยาบาลแห่งนี้คือ สถาบัน ศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะและการปลูกถ่ายสินธ์ (ไอเอสยูที) บริหารโดย อาดิบ ริซวี นายแพทย์ชาวอินเดียซึ่งได้รับการเคารพยกย่องจากหัวใจที่เมตตาต่อผู้ป่วยผู้ ยากไร้ในปากีสถาน
แม้จะเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหนึ่งใน โรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่หมอริซวีปฏิบัติต่อคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิม และที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างเป็นกันเอง ด้วยความฝันว่าจะมีระบบบริการสุขภาพแห่งชาติแบบสหราชอาณาจักร หรือเอ็นเอชเอส
ผู้คนทั้งหลายมองหมอริซวีว่าเป็นเพื่อน เป็นคนที่พวกเขาไว้ใจ ไม่ใช่คนที่จะมาหลอกเอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดของพวกเขาไป
ไอเอสยูทีตั้งอยู่ในย่านชุมชน เป็นส่วนต่อขยายจากโรงพยาบาลพลเรือนการาจี
ก่อตั้งเมื่อ 40 ปีก่อน แรกเริ่มเป็นแค่อาคารเล็กๆ มีเตียงผู้ป่วยเพียง 8 เตียง ก่อนจะขยายจนกลายเป็นศูนย์รักษาโรคไตระดับโลก มีอาคารสูง 2 หลัง มี 800 เตียง ทำสถิติผ่าตัดปลูกถ่ายไต ฟอกไตและรักษานิ่วในไตสำเร็จมากกว่าโรงพยาบาลไหนๆ ในโลก
ย้อน ไปในวัยหนุ่มของหมอริซวี ช่วงอายุ 17 ปี เกิดจลาจลระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม ผลักดันให้ต้องอพยพไปปากีสถานและเพราะต้องอยู่ตัวคนเดียว จึงทุ่มเทให้กับการเรียน
"ผมเที่ยวสำรวจโรงพยาบาลต่างๆ ได้เห็นผู้คนถูกปฏิบัติไม่ดีเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา เห็นยายคนหนึ่งถอดตุ้มหูจ่ายเป็นค่ายา ดูเหมือนผู้ป่วยต้องทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อขอรับบริการ ทั้งที่ผมคิดว่ามันควรเป็นสิทธิข้อแรกของพวกเขาในฐานะพลเมือง" หมอริซวีกล่าว
หลังจบปริญญาการแพทย์ในนครการาจี เขาไปต่อเฉพาะทางด้านการผ่าตัดที่อังกฤษ และทำงานอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่งร่วม 10 ปี
"ระบบเอ็นเอชเอส เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ พวกเขาทำให้ผมเห็นว่าการรักษาผู้ป่วยฟรีมันเป็นไปได้" หมอริซวีกล่าว
แต่ เมื่อกลับมาปากีสถานในปี 2514 และทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตรา จารย์ด้านระบบปัสสาวะในโรงพยาบาลพลเรือนการาจี ทุกคนรอบตัวกลับบอกว่าเขาเพ้อเจ้อ เพราะทั้งขาดงบ ยา หรือกระทั่งความกระตือ รือร้นของเพื่อนร่วมงาน แต่หมอริซวีไม่เคยยอมแพ้
ความฝันที่ยิ่งใหญ่เริ่มเป็นรูปร่างเมื่อคนจำนวนหนึ่งบริจาคเงินเพื่อช่วยสนับสนุนแผนการนี้
บรรดานักศึกษาและแพทย์เริ่มมารวมตัวกันเพื่อจะหาทางขยายการบริการให้กว้างขวางขึ้น พอเวลาผ่านไปมีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือมากขึ้น
โรงพยาบาลแห่งนี้จึงช่วยเหลือคนไข้โรคไตกว่าร้อยชีวิต และขยายการรักษาปลูกถ่ายอวัยวะซึ่งไม่เคยมีสถาบันการแพทย์ใดในปากีสถานเคยทำ มาก่อน แม้จะมีคนบั่นทอนกำลังใจหมอริซวีและทีมงานซ้ำเป็นครั้งที่สองว่า "ไม่มีทางสำเร็จ"
นายแพทย์ใหญ่กลับไปอังกฤษเพื่อทบทวนความ รู้ที่จำเป็นต้องใช้ ก่อนกลับมาในปี 2524 พัฒนาทีมเจ้าหน้าที่แพทย์ ฝึกให้ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ กระทั่งความพยายามเป็นผลสำเร็จ
หลังจากนั้น หมอริซวีและทีมศัลยแพทย์ ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะมนุษย์ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกในปากีสถาน จนได้รับฉายาว่า "หมอเทวดา"
พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์
1 ก.ย. 2557
โดย กิตติ ไกรฤกษ์ มติชนออนไลน์ เมื่อ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:04:39 น.
ห้วงนี้มีโอกาสแวะเวียนมาที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)หน่วยหลักรับผิดชอบคดีด้านความมั่นคงบ่อยครั้งเลยได้แวะเวียนทักทายสอดส่องหาข่าวตามกองกำกับการต่างๆจนคุ้นชิน
วันนี้ได้จังหวะเหมาะ เลยถือโอกาส "ถอดเครื่องแบบ" ผู้กำกับการ 1 บก.ป.
พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ หรือผู้กำกับอั้ม ผู้กำกับหนุ่มโสด วัย 41 ปี นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 49 เตรียมทหารรุ่น 33
พลันที่แง้มห้องทำงานของผู้กำกับอั้ม สามารถรับรู้ได้ว่าเป็นผู้ชายเรียบง่าย ในห้องทำงานไม่ตกแต่งอะไรมาก มีเพียงโต๊ะรับแขกและโต๊ะทำงาน ก่อนเหลือบไปเห็นนิตยสารพระเครื่องวางซ้อนกันอยู่ตั้งหนึ่ง ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้กำกับหนุ่มคนนี้ น่าจะเป็นนักสะสมพระเครื่องตัวยง
"ผมชอบสะสมพระหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง เป็นพระที่นับถือ ปัจจุบันแขวนขุนแผนผงพรายกุมารของหลวงปู่ทิมขึ้นคอเป็นประจำ" ผู้กำกับอั้มเล่าปนยิ้ม พร้อมกับเดินไปข้างโต๊ะทำงาน ชี้ให้ดูผ้ายันต์พัดโบกของหลวงปู่ทิมที่ใส่กรอบวางไว้บนโต๊ะ ที่เจ้าตัวบอกอย่างภาคภูมิใจว่าหายากมาก
จังหวะบรรยากาศการสนทนาเริ่มมีสีสัน ได้โอกาสล้วงลึกถึงการครองความโสด เจ้าตัวยิ้มพร้อมบอกว่า "ไม่ได้หวงความโสด พอดีแต่ละวันทำงานไม่เป็นเวลา และไม่ค่อยมีเวลา กลัวจะดูแลผู้หญิงไม่ดี ตอนนี้เลยเอาเวลามาดูแลคุณพ่อยงยุทธ หลิมรัตน์ วัย 72 ปี และคุณแม่จันทร์เพ็ญ หลิมรัตน์ วัย 69 ปี ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หากไม่มีภารกิจจะพาท่านไปกินข้าวนอกบ้าน ผมจะไม่เน้นร้านอาหารประจำ แต่จะไปกินร้านทั่วไป เป็นอาหารพื้นบ้าน เหมือนกับเวลาอยู่บ้านจะมีแม่บ้านคอยทำอาหารง่ายๆ ให้กิน หรือบางสัปดาห์คุณพ่อคุณแม่ กลับบ้านที่ จ.สุพรรณบุรี ที่ปลูกสร้างไว้พักผ่อนและดูแลพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้รับประทานเอง หากงามพอกินได้แล้วจะเก็บมาแจกเพื่อนบ้าน หรือบางสัปดาห์จะพากันไปผ่อนคลายรับลมตามชายทะเล
"หากไปไหนมาไหนคนเดียว ผมจะชอบกินอาหารที่แตกต่างคุณพ่อและคุณแม่ และ น.ส.โชติกร หลิมรัตน์ หรือแอ๋ม น้องสาว รับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่สถานทูตไทยประจำประเทศคาซักสถาน ผมมักจะขับรถไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านโปรด มีร้านที่
ชอบแถวๆ ท่าน้ำสาธุประดิษฐ์และราชวัตร ยิ่งเนื้อเปื่อยยิ่งชอบมาก" ผู้กำกับอั้มเล่า ทำเอาคู่สนทนาแอบน้ำลายสอ
อีกกิจกรรมวันว่างที่ผู้กำกับอั้มทำเป็นประจำคือการเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ "จะมีกลุ่มเพื่อนๆ นัดแนะกันไปทำบุญ ส่วนตัวชอบเข้าวัดทำบุญอยู่แล้ว เพราะสมัยเด็กบ้านอยู่หน้าวัดปริวาส ถนนพระราม 3 เลยเข้าวัดเป็นประจำ นอกจากนี้ มักจะไปเลี้ยงอาหารเด็กพิการซ้ำซ้อนและเด็กกำพร้า แต่ระยะหลังไม่ได้ไปเอง จะนำเงินไปร่วมทำบุญมากกว่า เพราะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม เห็นเด็กๆ แล้วรู้สึกสงสาร"
นอกจากนี้ กลุ่มเพื่อนสนิทจะรู้กันว่า มีอีกกิจกรรมที่ผู้กำกับอั้มชื่นชอบ จัดว่าเข้าขั้นมีพรสวรรค์ก็ว่าได้คือการเล่นหมากรุก ที่เคยคว้ารางวัลมาแล้ว
"ผมชอบเล่นหมากรุกเพราะได้ลับสมอง ตั้งแต่สมัยเด็ก อายุประมาณ 10 ขวบเศษ เห็นเพื่อนบ้านเล่นกัน เลยทดลองเล่นก็รู้สึกชื่นชอบ เพราะเป็นเกมใช้สมอง ใช้ไหวพริบ เป็นลักษณะการวางแผน จนกระทั่งเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เคยแข่งขันได้รางวัลเหรียญทอง แต่ปัจจุบันแทบไม่ได้เล่นแล้ว เพราะไม่ค่อยมีเวลา เนื่องจากหมากรุกกว่าจะจบเกมต้องใช้เวลาเยอะ"
ส่วนช่วงเวลาชิลชิล ไม่มีโปรแกรมไปไหน ผู้กำกับอั้มจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่ที่คอนโดมิเนียม อ่านหนังสือจำพวกนิตยสารและประวัติศาสตร์ทั่วไป พอตกเย็นจะเดินออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย ที่เจ้าตัวพูดติดตลกตบท้ายว่าถนัดกว่าการวิ่งจ๊อกกิ้ง
Read more ...
ห้วงนี้มีโอกาสแวะเวียนมาที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)หน่วยหลักรับผิดชอบคดีด้านความมั่นคงบ่อยครั้งเลยได้แวะเวียนทักทายสอดส่องหาข่าวตามกองกำกับการต่างๆจนคุ้นชิน
วันนี้ได้จังหวะเหมาะ เลยถือโอกาส "ถอดเครื่องแบบ" ผู้กำกับการ 1 บก.ป.
พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ หรือผู้กำกับอั้ม ผู้กำกับหนุ่มโสด วัย 41 ปี นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 49 เตรียมทหารรุ่น 33
พลันที่แง้มห้องทำงานของผู้กำกับอั้ม สามารถรับรู้ได้ว่าเป็นผู้ชายเรียบง่าย ในห้องทำงานไม่ตกแต่งอะไรมาก มีเพียงโต๊ะรับแขกและโต๊ะทำงาน ก่อนเหลือบไปเห็นนิตยสารพระเครื่องวางซ้อนกันอยู่ตั้งหนึ่ง ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้กำกับหนุ่มคนนี้ น่าจะเป็นนักสะสมพระเครื่องตัวยง
"ผมชอบสะสมพระหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง เป็นพระที่นับถือ ปัจจุบันแขวนขุนแผนผงพรายกุมารของหลวงปู่ทิมขึ้นคอเป็นประจำ" ผู้กำกับอั้มเล่าปนยิ้ม พร้อมกับเดินไปข้างโต๊ะทำงาน ชี้ให้ดูผ้ายันต์พัดโบกของหลวงปู่ทิมที่ใส่กรอบวางไว้บนโต๊ะ ที่เจ้าตัวบอกอย่างภาคภูมิใจว่าหายากมาก
จังหวะบรรยากาศการสนทนาเริ่มมีสีสัน ได้โอกาสล้วงลึกถึงการครองความโสด เจ้าตัวยิ้มพร้อมบอกว่า "ไม่ได้หวงความโสด พอดีแต่ละวันทำงานไม่เป็นเวลา และไม่ค่อยมีเวลา กลัวจะดูแลผู้หญิงไม่ดี ตอนนี้เลยเอาเวลามาดูแลคุณพ่อยงยุทธ หลิมรัตน์ วัย 72 ปี และคุณแม่จันทร์เพ็ญ หลิมรัตน์ วัย 69 ปี ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หากไม่มีภารกิจจะพาท่านไปกินข้าวนอกบ้าน ผมจะไม่เน้นร้านอาหารประจำ แต่จะไปกินร้านทั่วไป เป็นอาหารพื้นบ้าน เหมือนกับเวลาอยู่บ้านจะมีแม่บ้านคอยทำอาหารง่ายๆ ให้กิน หรือบางสัปดาห์คุณพ่อคุณแม่ กลับบ้านที่ จ.สุพรรณบุรี ที่ปลูกสร้างไว้พักผ่อนและดูแลพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้รับประทานเอง หากงามพอกินได้แล้วจะเก็บมาแจกเพื่อนบ้าน หรือบางสัปดาห์จะพากันไปผ่อนคลายรับลมตามชายทะเล
"หากไปไหนมาไหนคนเดียว ผมจะชอบกินอาหารที่แตกต่างคุณพ่อและคุณแม่ และ น.ส.โชติกร หลิมรัตน์ หรือแอ๋ม น้องสาว รับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่สถานทูตไทยประจำประเทศคาซักสถาน ผมมักจะขับรถไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านโปรด มีร้านที่
ชอบแถวๆ ท่าน้ำสาธุประดิษฐ์และราชวัตร ยิ่งเนื้อเปื่อยยิ่งชอบมาก" ผู้กำกับอั้มเล่า ทำเอาคู่สนทนาแอบน้ำลายสอ
อีกกิจกรรมวันว่างที่ผู้กำกับอั้มทำเป็นประจำคือการเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ "จะมีกลุ่มเพื่อนๆ นัดแนะกันไปทำบุญ ส่วนตัวชอบเข้าวัดทำบุญอยู่แล้ว เพราะสมัยเด็กบ้านอยู่หน้าวัดปริวาส ถนนพระราม 3 เลยเข้าวัดเป็นประจำ นอกจากนี้ มักจะไปเลี้ยงอาหารเด็กพิการซ้ำซ้อนและเด็กกำพร้า แต่ระยะหลังไม่ได้ไปเอง จะนำเงินไปร่วมทำบุญมากกว่า เพราะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม เห็นเด็กๆ แล้วรู้สึกสงสาร"
นอกจากนี้ กลุ่มเพื่อนสนิทจะรู้กันว่า มีอีกกิจกรรมที่ผู้กำกับอั้มชื่นชอบ จัดว่าเข้าขั้นมีพรสวรรค์ก็ว่าได้คือการเล่นหมากรุก ที่เคยคว้ารางวัลมาแล้ว
"ผมชอบเล่นหมากรุกเพราะได้ลับสมอง ตั้งแต่สมัยเด็ก อายุประมาณ 10 ขวบเศษ เห็นเพื่อนบ้านเล่นกัน เลยทดลองเล่นก็รู้สึกชื่นชอบ เพราะเป็นเกมใช้สมอง ใช้ไหวพริบ เป็นลักษณะการวางแผน จนกระทั่งเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เคยแข่งขันได้รางวัลเหรียญทอง แต่ปัจจุบันแทบไม่ได้เล่นแล้ว เพราะไม่ค่อยมีเวลา เนื่องจากหมากรุกกว่าจะจบเกมต้องใช้เวลาเยอะ"
ส่วนช่วงเวลาชิลชิล ไม่มีโปรแกรมไปไหน ผู้กำกับอั้มจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่ที่คอนโดมิเนียม อ่านหนังสือจำพวกนิตยสารและประวัติศาสตร์ทั่วไป พอตกเย็นจะเดินออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย ที่เจ้าตัวพูดติดตลกตบท้ายว่าถนัดกว่าการวิ่งจ๊อกกิ้ง
“กลุ่ม โบโก ฮาราม”
13 พ.ค. 2557
โฉมหน้า อาบูบาการ์ เชเกา หัวหน้ากลุ่มโบโก ฮาราม
พ่อแม่และญาติของนร.หญิงที่ถูกลักพาตัวไปมาชุมนุมให้ทางการเร่งติดตามหาลูกๆของพวกตน
“ทุกๆวัน เมื่อผมตื่นขึ้นมา ผมคิดถึงเกี่ยวกับเด็กนักเรียนหญิงในไนจีเรีย หรือเด็กๆที่ถูกจับตัวไปในความขัดแย้งทึ่ซีเรีย เมื่อยังมีเวลาเหลืออยู่ ผมต้องการช่วยชีวิตเด็กๆเหล่านั้น ผมคิดถึงวิธีการต่างๆและอำนาจที่เรามีเท่าที่จะทำได้ทุกช่วงขณะ ”
เป็นคำกล่าวของประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐฯ เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ 7 พ.ค. เกี่ยวกับเหตุรุนแรงที่เกิดกับเด็กนักเรียนหญิงชาวไนจีเรีย กว่า 200 คน ในเมืองชีบ็อก รัฐบอร์โน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกกลุ่มมุสลิมติดอาวุธ ‘โบกา ฮาราม’ลักพาตัวไปอย่างอุกอาจ ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ที่ผ่านมา
จะว่าไป ถ้าไม่มีผู้นำหลายประเทศ และประชาชนทั่วโลกออกมาเรียกร้องให้ช่วยกันติดตามค้นหาและ แสดงความห่วงใยชะตากรรมของเด็กนักเรียนหญิงที่เริ่มเป็นสาวแล้วเหล่านี้ รัฐบาลไนจีเรีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีกู๊ดลัก โจนาธาน อาจ ยังไม่ใส่ใจที่จะตามหาเด็กนักเรียน276 คนสักเท่าไหร่...
เพราะทั้งที่เหตุการณ์ลักพาตัวผ่านมาแล้วหลายวัน แต่ทางการไนจีเรีย ก็ยังเฉยๆอยู่.. กระทั่งหัวหน้ากลุ่มโบโก ฮาราม ต้องออกมากระพือข่าว..ประมาณเล่นเอง ชงเอง... หวังสร้างความสนใจให้กับเหตุการณ์ที่พวกตนลงมือไปมากขึ้น
ทั้งออกมาประกาศยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่ลักพาตัวเด็กไนจีเรีย จากนั้น ยังขู่จะขายเด็กนักเรียนเหล่านี้ไปเป็น ทาส หรือ เป็น ‘เมีย’แก่ผู้ที่จ่ายเงินซื้อ...
นับว่าได้ผล เพราะไม่นานต่อมา ได้เกิดกระแสเรียกร้องมากมายผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ วิงวอนให้นานาประเทศช่วยกันติดตามหาเด็กนักเรียนหญิงไนจีเรียเหล่านี้อย่างจริงจัง
ขณะที่ รัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะ สหรัฐฯ,อังกฤษ และจีน ยังเสนอให้ความช่วยเหลือทางการไนจีเรียช่วยตามหาเด็กอย่างเต็มที่ จนทำให้เหตุการณ์ลักพาตัวเด็กนักเรียนชาวไนจีเรีย ประเทศในแอฟริกาตะวันตก ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกมากขึ้นอย่างมาก..
ชาวไนจีเรียออกมาประท้วงให้เร่งติดตามหาเด็กนักเรียนหญิงกว่า 200 คน
ที่สำคัญ ได้ส่งผลให้รัฐบาลไนจีเรีย ‘เพิ่งตื่น ’มาลงมือตามหาเด็กอย่างจริงจัง หลังโดนชาวไนจีเรียชุมนุมประท้วงไม่ได้ไห้ความสำคัญ สนใจกับเรื่องนี้เอาเสียเลย
‘กลุ่มโบโก ฮาราม’ เป็นใครมาจากไหน?? ถึงได้เหี้ยมโหดป่าเถื่อนผิดมนุษย์มนา ขนาดนี้ !! เป็นเรื่องที่ใครๆย่อมอยากรู้...
กลุ่มโบโก ฮาราม เป็นกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง มีฐานอยู่ทางภาคเหนือของไนจีเรีย โดยชื่อโบโก ฮาราม เป็นภาษาฮัวซา ชนเผ่าหนึ่งของไนจีเรีย หมายถึง “การศึกษาตะวันตกเป็นสิ่งต้องห้าม” โดยเป้าหมายของกลุ่มนี้ คือ การจัดตั้งรัฐอิสลาม และใช้กฏหมายชาเรียเต็มรูปแบบในรัฐทางภาคเหนือ
สำหรับกฏหมายชาเรีย หรือชะรีอะฮ์ (Sharia Shari’ah) คือประมวลข้อปฏิบัติต่างๆของกฏหมายศาสนาอิสลาม ครอบคลุมวิธีการดำเนินชีวิตประจำวันในแทบทุกด้าน
กลุ่มโบโก ฮาราม ก่อตั้งโดยโมฮัมหมัด ยูซุฟ อิหม่ามที่ได้รับความศรัทธามีผู้ให้ความเคารพมากมาย ในรัฐบอร์โน เมื่อ 12 ปีก่อน โดยยูซุฟ ได้ปลูกฝังความต้องการก่อตั้งรัฐอิสลามทางภาคเหนือ โดยใช้สันติวิธี จนได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆจากชาวบ้านที่ยากจน ในรัฐบอร์โนและรัฐเพื่อนบ้าน ทั้งชาดและแคเมอรูน แต่ความมีชื่อเสียงของยูซุฟ ทำให้เขาถูกทางการไนจีเรียจับกุมและส้ินชีพในที่สุด
หลังจากนั้น อิหม่าม อาบูบาการ์ เชเกา ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ากลุ่มโบโก ฮาราม คนใหม่ ซึ่งชายผู้นี้ถือเป็นคนที่มีความลึกลับ และเต็มไปด้วยปริศนา ขนาดแม้แต่อายุอานามที่แท้จริงยังไม่มีใครรู้แน่ชัด มีแต่กะประมาณราวๆ 35-44 ปี ที่สำคัญ ยังไม่แน่ใจว่า ตอนนี้ เชเกา ยังมีชีวิตอยู่ หรือว่าดับดิ้นสิ้นใจตายไปแล้ว??
แต่ไม่ว่า เชเกา ‘จะอยู่หรือตาย’ เขากลับนำกลุ่มโบโก ฮาราม เดินทางผิด... เลือกใช้วิธีรุนแรงเหี้ยมโหดอุกอาจผิดมนุษย์มนา ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเริ่มจากพาตัวและสังหารชาวตะวันตก จากนั้นได้ยกระดับความรรุนแรงเป็นการวางระเบิดโจมตีโบสถ์คริสต์ มัสยิด และอาคารที่ทำการรัฐ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 1,500 ราย ไร้ที่อยู่หลายแสนคน รวมถึง โรงเรียนและอาคารที่ทำการรัฐถูกทำลายวายวอดไปเป็นจำนวนมาก
เมื่อปี 2556 รัฐบาลสหรัฐฯเพิ่งหมายหัวให้ กลุ่มโบโก ฮาราม เป็กลุ่มก่อการร้ายเครือข่ายข้ามชาติ เพราะเชื่อว่ามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอัลเควด้าในคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศเยเมน และกลุ่มอัลซาบับ ในประเทศโซมาเลีย
ขณะเดียวกัน ทางการสหรัฐฯยังตั้งรางวัลค่าหัวบอกเบาะแสนำจับ เชเกา หัวหน้ากลุ่มโบโก ฮาราม ไว้สูงถึง 7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 224 ล้านบาท เลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ ทำเนียบขาวจึงพร้อมจะให้ความสนับสนุนทั้งด้านเทคนิคและการเงินแก่ทางการไนจีเรียอย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับกลุ่มโบโก ฮาราม เพื่อหวังจะปราบปรามขุดรากถอนโคนกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ อีกทั้ง สหรัฐฯยังมองไนจีเรียว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยน้ำมัน ขณะที่จีน จัดไนจีเรียเป็นคู่ค้าที่สำคัญ เนื่องจากมีประชากรถึง 175 ล้านคน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในทวีปแอฟริกา และยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแอฟริกาอีกด้วย
ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.นี้ รัฐบาลไนจีเรีย ยังรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ เวิลดิ์ อิคอนอมิก ฟอรัม ที่กรุงอาบูจา เพียงแต่ต้องมาเกิดเหตุรุนแรงในประเทศ ทำลายบรรยากาศการประชุมขึ้นเสียก่อนโดยน้ำมือของกลุ่มโบกา ฮาราม
ด้วยสายสัมพันธ์อันดีของรัฐบาลสหรัฐฯ และจีนที่มีต่อทางการไนจีเรีย จึงทำให้ชาติยักษ์ใหญ่ทั้งสองประเทศ รวมถึงอังกฤษ ยื่นมือมาช่วยเหลือในการติดตามค้นหาเด็กนักเรียนนหญิงที่ถูกจับตัวไปกว่า 200 คนอย่างเต็มที่
จัดส่งทั้งกำลังทหาร และความช่วยเหลือด้านต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านหน่วยข่าวกรอง และทีมเจรจามาต่อรองเพื่อให้กลุ่มโบโกฮารามยอมปล่อยเด็กๆ
ท่ามกลางความพยายามในการติดตามหาเด็กนักเรียนจากเมืองชีบ็อก กลุ่มโบโก ฮาราม ก็สำแดงฤทธิ์เดช ด้วยการส่งสมาชิกบุกไปโจมตีหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลา สังหารชาวบ้านอย่างน่าสยดสยอง ดับอนาถไปอีกราว 150-300 ศพ เหมือนเป็นการตอบโต้ที่รัฐบาลไนจีเรียยอมรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลต่างชาติ...
เพียงแต่ ถึงบัดนี้ ยังไม่มีใครรู้เบาะแสว่ากลุ่มโบโก ฮาราม พาเด็กนักเรียนหญิงกว่า 200 คนไปหลบซ่อนไว้ที่ไหน??
“Bring Back Our Girls” มิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในคนดังที่ร่วมส่งข้อความผ่านทวีตเตอร์และรณรงค์เรียกร้องให้ช่วยกันนำเด็กหญิงชาวไนจีเรียกลับคืนมาอย่างปลอดภัย
เช่นเดียวกับประชาชนทั่วทุกมุมโลกที่ช่วยกันส่งข้อความ “Bring Back Our Girls”กันอย่างทุ่มเทหมดใจ...
กลุ่มก่อการร้ายโบโกฮาราม(boko haram)
13 พ.ค. 2557
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 8 พ.ค.2557
กลุ่มก่อการร้ายโบโกฮารามซึ่งได้ลักพาตัวนักเรียนหญิงชาวไนจีเรีย 276 ชีวิต เมื่อวันที่ 15เมษายนที่ผ่านมา ได้เปิดศึกโจมตีหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลาทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรียซึ่งกองทัพได้้เป็นฐานสำหรับการไล่ล่าค้นหาเด็กนักเรียนหญิงที่ถูกลักพาตัวไปเพื่อเป็นการประกาศศึกท้าทายต่อการที่ประธานาธิบดีกู๊ดลักโจนาธานได้ตอบรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษและจีนในการติดตามค้นหาเด็กนักเรียนหญิง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมากลุ่มก่อการร้ายโบโก ฮารามเป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ต้องการให้ประเทศไนจีเรียปกครองโดยกฎหมายชาริอาห์ตามศาสนาอิสลาม โดยกลุ่มโบโกฮารามได้อาศัยความได้เปรียบจากอากาศที่หนาวเย็นและเงียบสงัดในเวลา 1.30 น.ของหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลา ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลทรายเปิดฉากยิงร้านค้าและเจ้าของร้านในบริเวณตลาด หลักจากนั้นก็ใช้เวลาถึง 12ชั่วโมงเต็ม ในการจุดไฟเผาบ้านเรือนและยิงประชาชนที่พยายามหลบหนีซึ่งการโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน ตำรวจเสียชีวิต 4 นายในจำนวนนี้มีประชาชนที่ถูกเผาทั้งเป็น และร้านค้าในบริเวณตลาดกลางเมืองยังถูกเผาวายวอด
ประเทศไนจีเรียเป็นประเทศที่มีประชากรกว่า 170 ล้านคนและเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างภูมิภาคทางตอนเหนือของประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามกับทางตอนใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ โดย "โบโก ฮาราม"เป็นเครือข่ายก่อการร้ายที่ก่อตั้งมาประมาณ 5 ปีโดยมีฐานที่มั่นในบริเวณตอนเหนือของประเทศไนจีเรียซึ่งได้รับความสนับสนุนจากเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะ และเครือข่ายก่อการร้ายอื่นๆ ในแอฟริกาตะวันตก นักรบโบโก ฮามามักถูกฝึกฝนในฐานที่มั่นทางตอนใต้ของประเทศโซมาเลีย
โบโก ฮารามเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ออกมาประกาศว่าการเสียชีวิตของชาวมุสลิมและชาวคริสต์กว่า1,500 คนในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นฝีมือของตน โดยชื่อ "โบโก ฮาราม" มีความหมายว่า"การศึกษาแบบตะวันตกเป็นสิ่งที่บาป" ดังนั้นแล้ว เป้าหมายในการโจมตีของกลุ่มจึงได้แก่โรงเรียน,โบสถ์, มัสยิด และสถานที่ราชการต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง กลุ่มโบโกฮารามได้ขยายเป้าหมายออกไป จนประทั่งประชาชนธรรมดาและตลาดก็เป็นเป้าหมายในการโจมตีไปด้วย
ภายหลังจากการลักพาตัวเด็กนักเรียนหญิงกว่า276 ชีวิตในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางกลุ่มโบโกฮารามได้ออกประกาศว่าจะขายเด็กหญิงเหล่านี้ไปเป็นทาสก่อให้เกิดการประท้วงของประชาชนชาวไนจีเรียต่อรัฐบาลเนื่องจากปฏิบัติการค้นหาเด็กหญิงที่เป็นไปอย่างล่าช้าและรัฐบาลยังปกปิดเรื่องดังกล่าวจากนานาชาติกว่าที่เรื่องจะแดงขึ้นมาเวลาก็ผ่านไปแล้วถึง 3 สัปดาห์
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไนจีเรียจึงต้องยอมรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษและจีนในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา และเมื่อวันพุธที่ 7รัฐบาลยังได้ตั้งรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อทางการในการตามหาเด็กหญิงถึง310,000 ดอลลาห์สหรัฐ และรัฐบาลสหรัฐยังตั้งค่าหัวหัวหน้ากลุ่มโบโกฮารามถึง 7บ้านดอลลาห์สหรัฐ ดังนั้น การโจมตีหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลาจึงถูกมองว่าเป็นการที่กลุ่มก่อการร้ายพยายามท้้าทายรัฐบาลไนจีเรียและนานาชาตินั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีความพยายามของบรรดาชาวเน็ต ที่จะรณรงค์ให้นานาชาติเข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาเด็กหญิงและประณามการกระทำของกลุ่มก่อการร้าย โดยการติด #BringBackOurGirlsในทวีตเตอร์และเฟซบุค และนอกจากนี้ คนดังและทนายความอีกกว่า 450,000คนยังร่วมลงชื่อในเว็บไซต์ change.org ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไนจีเรีย ทำวิถีทางเพื่อนำตัวเด็กหญิงกลับมาอย่างปลอดภัยด้วย
Read more ...
กลุ่มก่อการร้ายโบโกฮารามซึ่งได้ลักพาตัวนักเรียนหญิงชาวไนจีเรีย 276 ชีวิต เมื่อวันที่ 15เมษายนที่ผ่านมา ได้เปิดศึกโจมตีหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลาทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรียซึ่งกองทัพได้้เป็นฐานสำหรับการไล่ล่าค้นหาเด็กนักเรียนหญิงที่ถูกลักพาตัวไปเพื่อเป็นการประกาศศึกท้าทายต่อการที่ประธานาธิบดีกู๊ดลักโจนาธานได้ตอบรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษและจีนในการติดตามค้นหาเด็กนักเรียนหญิง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมากลุ่มก่อการร้ายโบโก ฮารามเป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ต้องการให้ประเทศไนจีเรียปกครองโดยกฎหมายชาริอาห์ตามศาสนาอิสลาม โดยกลุ่มโบโกฮารามได้อาศัยความได้เปรียบจากอากาศที่หนาวเย็นและเงียบสงัดในเวลา 1.30 น.ของหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลา ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลทรายเปิดฉากยิงร้านค้าและเจ้าของร้านในบริเวณตลาด หลักจากนั้นก็ใช้เวลาถึง 12ชั่วโมงเต็ม ในการจุดไฟเผาบ้านเรือนและยิงประชาชนที่พยายามหลบหนีซึ่งการโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน ตำรวจเสียชีวิต 4 นายในจำนวนนี้มีประชาชนที่ถูกเผาทั้งเป็น และร้านค้าในบริเวณตลาดกลางเมืองยังถูกเผาวายวอด
ประเทศไนจีเรียเป็นประเทศที่มีประชากรกว่า 170 ล้านคนและเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างภูมิภาคทางตอนเหนือของประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามกับทางตอนใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ โดย "โบโก ฮาราม"เป็นเครือข่ายก่อการร้ายที่ก่อตั้งมาประมาณ 5 ปีโดยมีฐานที่มั่นในบริเวณตอนเหนือของประเทศไนจีเรียซึ่งได้รับความสนับสนุนจากเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะ และเครือข่ายก่อการร้ายอื่นๆ ในแอฟริกาตะวันตก นักรบโบโก ฮามามักถูกฝึกฝนในฐานที่มั่นทางตอนใต้ของประเทศโซมาเลีย
โบโก ฮารามเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ออกมาประกาศว่าการเสียชีวิตของชาวมุสลิมและชาวคริสต์กว่า1,500 คนในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นฝีมือของตน โดยชื่อ "โบโก ฮาราม" มีความหมายว่า"การศึกษาแบบตะวันตกเป็นสิ่งที่บาป" ดังนั้นแล้ว เป้าหมายในการโจมตีของกลุ่มจึงได้แก่โรงเรียน,โบสถ์, มัสยิด และสถานที่ราชการต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง กลุ่มโบโกฮารามได้ขยายเป้าหมายออกไป จนประทั่งประชาชนธรรมดาและตลาดก็เป็นเป้าหมายในการโจมตีไปด้วย
ภายหลังจากการลักพาตัวเด็กนักเรียนหญิงกว่า276 ชีวิตในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางกลุ่มโบโกฮารามได้ออกประกาศว่าจะขายเด็กหญิงเหล่านี้ไปเป็นทาสก่อให้เกิดการประท้วงของประชาชนชาวไนจีเรียต่อรัฐบาลเนื่องจากปฏิบัติการค้นหาเด็กหญิงที่เป็นไปอย่างล่าช้าและรัฐบาลยังปกปิดเรื่องดังกล่าวจากนานาชาติกว่าที่เรื่องจะแดงขึ้นมาเวลาก็ผ่านไปแล้วถึง 3 สัปดาห์
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไนจีเรียจึงต้องยอมรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษและจีนในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา และเมื่อวันพุธที่ 7รัฐบาลยังได้ตั้งรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อทางการในการตามหาเด็กหญิงถึง310,000 ดอลลาห์สหรัฐ และรัฐบาลสหรัฐยังตั้งค่าหัวหัวหน้ากลุ่มโบโกฮารามถึง 7บ้านดอลลาห์สหรัฐ ดังนั้น การโจมตีหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลาจึงถูกมองว่าเป็นการที่กลุ่มก่อการร้ายพยายามท้้าทายรัฐบาลไนจีเรียและนานาชาตินั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีความพยายามของบรรดาชาวเน็ต ที่จะรณรงค์ให้นานาชาติเข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาเด็กหญิงและประณามการกระทำของกลุ่มก่อการร้าย โดยการติด #BringBackOurGirlsในทวีตเตอร์และเฟซบุค และนอกจากนี้ คนดังและทนายความอีกกว่า 450,000คนยังร่วมลงชื่อในเว็บไซต์ change.org ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไนจีเรีย ทำวิถีทางเพื่อนำตัวเด็กหญิงกลับมาอย่างปลอดภัยด้วย
นายอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร
28 เม.ย. 2557
29 เม.ย.2557
เกิดที่ อำเภอพล จังหวัด ขอนแก่น เมื่อ 20 กันยายน 2488 ปัจจุบันอายุ 60 ปี
ที่อยู่ 44/13 ถนนคอนแวนต์ สีลม บางรัก กทม.10500 E-mail :apisit.r@pttplc.com
การศึกษา
เริ่มต้น เรียนชั้นประถมที่บ้านเกิด รร.ซู่เอ็ง มาต่อชั้นมัธยมที่ รร.ดอนบอสโก อุดรธานี และ รร. สารสิทธิ์ พิทยาลัย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ชั้นเตรียมฯที่ รร.เตรียมอุดมศึกษา พญาไท
สำเร็จการศึกษา วิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อ มีนาคม 2512 เรียนต่อโท เอก ที่ Lamar University, Beaumont, Texas USA.
ทำงานอยู่กรมทางหลวง เกือบ5ปี ไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา3ปี กลับมาเข้าทำงานกับ องค์การก๊าซธรรมชาติฯ ปี2521 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และ บจม.ปตท.
หน้าที่ความรับผิดชอบเริ่มจากเป็นวิศวกร, หัวหน้าหน่วยจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน, หัวหน้าหน่วยก่อสร้าง, ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษา, ฝ่ายวิศวกรรมบริการ, ผู้ช่วยผู้ว่าการดูแลงานบริหาร, ผู้จัดการใหญ่บริษัทปิโตรเอเซีย, รองผู้จัดการใหญ่โรงกลั่นสตาร์รีไฟนิ่ง,กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัททรานส์ไทย-มาเลเซีย,
ตำแหน่งก่อนเกษียณ คือตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าระหว่างระเทศ
นอกจากงานประจำแล้ว ชอบการลงทุนไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์ หรือหลักทรัพย์จดทะเบีนน ชอบปลูกต้นไม้ใหญ่ประเภท ดอกสวย ดอกหอม และไม้หายาก (ตอนนี้มีแล้วร้อยกว่าต้น) ชอบท่องเที่ยว ชิมอาหารอร่อย ชอบอ่านหนังสือโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ โบราณคดี สารคดีฯลฯ
การออกกำลังกายขณะนี้คือ จ๊อกกิ้งในวันระหว่างสัปดาห์ ส่วนวันสุดสัปดาห์และวันนักขัตฤกษ์ จะเล่นกอล์ฟ ออกลีลาศบ้างเป็นครั้งคราว
หลังเกษียณอายุ 30 กันยายน 2548 แล้ว จะทำงานประจำน้อยลง แต่สิ่งที่คิดทำเพิ่มคือ การเรียนภาษาจีนกลาง และภาษาสเปญ อีกทั้งจะทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น
( ประธานกรรมการ - บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ GLOBAL
7 มีนาคม 2557 เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการและรองประธานของบริษัท พร้อมถือหุ้นบริษัทในสัดส่วน จำนวน 10 ล้านหุ้นบริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE ผู้นำเข้าและจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด)
ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีออยล์ หรือ SEAOIL
อดีต ประธานกรรมการบริษัท พีเออี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PAE )
ดร.เพียงดิน รักไทย
28 เม.ย. 2557
เมื่อ 28 เม.ย.2557
ดร.เสน่ห์ ถิ่นแสน หรือ ดร.เพียงดิน รักไทย อดีตอาจารย์ มช.
ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา กลับประเทศไทยไม่ได้
จัดรายการให้ความรู้แก่ประชาชนทาง
เว็บไซต์
http://tahr-global.org/
http://thinsan.org
ช่องยูทูป
https://www.youtube.com/user/4everpiangdin/videos
https://www.youtube.com/user/ThaiPRUD/videos
Read more ...
ดร.เสน่ห์ ถิ่นแสน หรือ ดร.เพียงดิน รักไทย อดีตอาจารย์ มช.
ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา กลับประเทศไทยไม่ได้
จัดรายการให้ความรู้แก่ประชาชนทาง
เว็บไซต์
http://tahr-global.org/
http://thinsan.org
ช่องยูทูป
https://www.youtube.com/user/4everpiangdin/videos
https://www.youtube.com/user/ThaiPRUD/videos
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













.jpg)

















.jpg)



