แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

นายมีชัย ฤชุพันธ์

16 พ.ค. 2562
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นักการเมือง นักกฎหมาย

จากคลิปรายการ ย้อนรอยนายกทหารกับการเมืองไทย โดยวีระ ธีรภัทร Talk Together EP.53/1

บนยูทูป เมื่อ 6 ก.พ.62 วีระ กล่าวว่า

นายมีชัย เริ่มเกี่ยวข้องกับการเมือง สมัย รองนายกฝ่ายกฎหมาย ชื่อนายสมภพ โหตระกิตย์ ในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี
นายมีชัย มาทำงานในลักษณะ ช่วยงานนายสมภพ ดูเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ในขณะที่นายมีชัย ทำงานประจำอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฎษฎีกา และหลังจากนั้นเป็นต้นมา นายมีชัย ก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมายต่าง ๆ ของประเทศไทย ตลอดมา
Read more ...

อัศนี พลจันทร

21 เม.ย. 2562
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อัศนี พลจันทร หรือในนามปากกาว่า นายผี และ สหายไฟ หรือ ลุงไฟ (15 กันยายน 2461 - 28 พฤศจิกายน 2530 : อายุ 69 ปี) นักประพันธ์และนักปฏิวัติชาวไทย รู้จักกันในฐานะผู้แต่งเพลงเดือนเพ็ญ (คิดถึงบ้าน)

ประวัติ
อัศนี พลจันทร เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2461 ที่บ้านท่าเสา ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี บิดาคือ พระมนูกิจวิมลอรรถ (เจียร พลจันทร) มารดาคือ สอิ้ง พลจันทร ซึ่งหากสืบเชื้อสายทางบิดาขึ้นไปจนถึงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี จะพบว่าต้นตระกูลคือ พระยาพลเดือน เดิมชื่อนายจันทร์ เคยรบกับพม่า จนได้ชัยชนะและเป็นผู้รั้งเมืองกาญจนบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

อัศนี พลจันทร จบชั้นมัธยม 5 แล้วศึกษาต่อจนจบชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2479 ในขณะที่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สนใจในด้านวรรณกรรมโดยใช้นามปากกาว่า นายผี และเป็นที่รู้จักเมื่ออัศนีได้เป็นคนควบคุมคอลัมน์กวี ในนิตยสารรายสัปดาห์ 'เอกชน

การทำงาน
อัศนีเริ่มรับราชการครั้งแรกเป็นอัยการผู้ช่วยชั้นตรี เมื่อ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2484 ถูกย้ายไปที่จังหวัดปัตตานี เนื่องจากมีปัญหากับหัวหน้างาน อยู่ปัตตานีได้ 2 ปีก็ถูกสั่งย้ายไปที่สระบุรี ด้วยทางการได้ข่าวว่าให้การสนับสนุนชนชาวมลายูต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผ่านไป 4 ปีเศษมีคำสั่งให้ย้ายไปอยุธยา เนื่องจากขัดแย้งกับข้าหลวง จากนั้นถูกสั่งให้กลับมาประจำกองคดี กรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย เหตุเพราะความเป็นคนตรงไปตรงมา ภายหลังมีปัญหาท้ายที่สุดจึงตัดสินใจลาออกเมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2495

ในช่วง พ.ศ. 2495 จอมพล ป. มีคำสั่งให้จับกุมนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ที่มีผลงานไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ทำให้อัศนีต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ผลงานวรรณกรรมในช่วงนั้นคือ "ความเปลี่ยนแปลง", "เราชนะแล้วแม่จ๋า"

ในปี พ.ศ. 2504 ได้ปรากฏตัวอีกครั้งในนาม สหายไฟ ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อสมาชิกพรรคถูกจับกุมทำให้อัศนีต้องหลบหนีไปอยู่เวียดนามและจีน เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2530 ในแขวงอุดมไซ ประเทศลาว และได้นำกระดูกกลับสู่ประเทศไทยเมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2540

ผลงาน
ช่วงชีวิตของอัศนี มีงานเขียน บทกวี มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทกวีที่ชื่อ อีศาน ที่ลงพิมพ์ในสยามสมัย นับเป็นบทกวีที่ลือเลื่อง จนกลายเสมือนเป็นตัวแทนนายผี จิตร ภูมิศักดิ์ ยกย่องกวีบทนี้ว่า ตีแผ่ความยากเข็ญของชีวิตและปลุกเร้าจิตวิญญาณการต่อสู้ของประชาชนได้อย่างเพียบพร้อม มีพลัง ทั้งเชิดชูนายผีเป็น มหากวีของประชาชน โดยผลงานได้มีการกล่าวถึงมากมายในช่วง เหตุการณ์ 14 ตุลา

เพลง คิดถึงบ้าน หรือ เดือนเพ็ญ ที่อัศนีเขียนขึ้นเพราะความรู้สึกคิดถึงบ้านนับเป็นเพลงที่ถูกบันทึกเสียงและขับขานในวาระต่างๆ มากที่สุดเพลงหนึ่ง ทำให้ชื่อ นายผี อัศนี พลจันทร เป็นที่รู้จักและจดจำในวงกว้าง

นามปากกาของอัศนี ได้แก่ นายผี, อินทรายุทธ, กุลิศ อินทุศักดิ์, ประไพ วิเศษธานี, กินนร เพลินไพร, หง เกลียวกาม, จิล พาใจ, อำแดงกล่อม, นางสาวอัศนี

อ้างอิง
วิกิพีเดีย
Read more ...

อับราฮัม ลินคอล์น

27 ธ.ค. 2554
โดยวิกิพีเดีย เมื่อ 28 ธ.ค.2554

อับราฮัม ลินคอล์น (อังกฤษ: Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา

เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เริ่มดำรงตำแหน่งเมื่อ 4 มีนาคม ค.ศ. 1861 จนกระทั่งถูกยิงเสียชีวิต ลินคอล์น ประกาศว่าเขาต่อต้านระบบทาสในสหรัฐอเมริกา ลินคอล์นชนะตัวแทนจากพรรครีพับลิกันในปี ค.ศ. 1860 และได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีในปีถัดมา ระหว่างการดำรงตำแหน่ง ลินคอล์นได้ช่วยรักษาประเทศ โดยการเป็นผู้นำในการถอนตัวออกจากผู้สบคบร่วมคิดในสงครามประชาชนอเมริกัน ของรัฐบาลกลางสหรัฐในสงครามอเมริกัน เขายังได้แนะนำมาตรการในการเลิกทาส ซึงนโยบายอันนี้ได้ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1863และได้รับการผลักดันให้บรรจุเข้าไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 ในปี ค.ศ. 1865

อับราฮัม ลินคอล์น ได้ติดตามในความพยายามในการทำสงครามเพื่อชัยชนะอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคัดเลือกนายพลระดับสูง รวมไปถึง ยูลิสซิส เอส. แกรนท์ นักประวัติศาสตร์สรุปเอาไว้ว่า ลินคอล์นได้เข้าไปช่วยเหลือแต่ละกลุ่มในพรรครีพับลิกันเป็นอย่างดี การนำมาของผู้นำแต่ละกลุ่มเข้ามาร่วมในคณะรัฐมนตรีของเขา และบังคับให้พวกเขาเหล่านั้นร่วมมือกัน ลินคอล์นประสบความสำเร็จ ในการลดความรุนแรงของสงครามที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว (Trent Affair) กับสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1864

ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับสงคราม (Copperheads) ได้วิจารณ์ลินคอล์นเกี่ยวกับการปฏิเสธการทำข้อตกลงเกี่ยวกับนโยบายการเลิกทาส ความขัดแย้งโดยเฉพาะพวกรีพับลิกันที่เป็นพวกหัวรุนแรง หัวหน้ากลุ่มที่มีความคิดในการเลิกทาสในพรรครีพับลิกัน ได้วิจารณ์ว่าลินคอล์นออกมาเคลื่อนไหวช้าเกินไป การเอาสิ่งกีดขวางมากั้นถนนไว้ ลินคอล์นประสบความสำเร็จ ในการปลุกระดมมวลชนโดยการพูดโน้มน้าวใจประชาชนในที่สาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น Gettysburg Address แต่นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ลินคอล์นมองหาจังหวะในการเร่งให้มีการจัดการชุมนุมอีกครั้ง

อับราฮัม ลินคอล์นถูกยิงเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1865 เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกลอบสังหารในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา และทำให้เขากลายเป็นผู้เสียสละเพื่อความสามัคคีของคนในชาติในความคิดของประชาชนคนรุ่นหลัง

อับราฮัม ลินคอล์น เป็น 1 ใน 4 ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่รูปใบหน้าได้รับการสลักไว้ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมานต์รัชมอร์ (Mount Rushmore) ใบหน้าของเขาปรากฏอยู่บนธนบัตรราคา 5 ดอลลาร์สหรัฐ และเหรียญราคา 1 เซนต์ ชื่อของเขาถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และเรือบรรทุกเครื่องบิน

อับราฮัม ลินคอล์น ในช่วง 1809 - 1854

ชิวิตตอนต้น

อับราฮัม ลินคอล์น เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1809 เป็นบุตรของ โทมัส ลินคอล์นและแนนซี่ แฮงค์ ทั้งสองไม่ได้เรียนหนังสือและประกอบอาชีพชาวนาในตะวันตกของเมือง ฮาร์ดิน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ บรรพบุรุษของลินคอล์นมาตั้งรกรากที่เมืองนี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ส่วนทายาทของเขาได้ย้ายถิ่นฐานจาก มลรัฐเพนซิลวาเนีย ไปยัง มลรัฐเวอร์จิเนีย ต่อจากนั้นก็ไปยังเมืองชนบทที่ไม่ได้รับการพัฒนา

บางครั้งโธมัส ลินคอล์น พ่อของอิบราฮัม ลินคอล์น ถูกคาดหวังและนำไปเปรียบเทียบกับพลเมืองที่มั่งคั่ง ในเขตพื้นที่เพาะปลูกใน มลรัฐเคนทักกี เขาทำให้น้ำท่วมฟาร์มในช่วงฤดูใบไม้ผลื เดือนธันวาคม ค.ศ. 1808 เพื่อนำเงินสด 200$ นำไปใช้หนี้[4] ครอบครัวของลินคอล์นชอบไปทำพิธีการทางศาสนาที่โบสถ์ ฮาร์ดเชลล์ แบบติสท์ แต่ตัวของ อับราฮิม ลินคอล์น ไม่เคยไปร่วมกับทางครอบครัวเลย

ในปี ค.ศ. 1816 ครอบครัวของลินคอล์นถูกบังคับให้มาเริ่มต้นทำนาใหม่ที่เพอร์รี่ มลรัฐอินดีแอนาจากนั้นเขาได้บันทึกไว้ว่า การย้ายถิ่นฐานในครั้งนี้เปรียบเสมือนการตกเป็นทาส

เมื่อลินคอล์นอายุ 9 ขวบ แม่ของเขาเสียชีวิตด้วยโคป่วยนม เมื่ออายุ 34 ปี หลังจากนั้นไม่นาน พ่อของเขาได้แต่งงานใหม่กับ ซาห์ร่า บุช จอห์นสัน และอับราฮัม ลินคอล์นเองก็ได้รับความอบอุ่นจากแม่เลี้ยงคนใหม่นี้มาก ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อของเขายังคงห่างเหิน

ค.ศ. 1830 หลังจากปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาที่ดินในรัฐอินเดียนา บานปลายออกไปมากขึ้น ครอบครัวลินคอล์นจึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เมคอน มลรัฐอิลลินอยส์ หลังจากที่พายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำจนบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ครอบครัวของเขาจึงตัดสินใจกลับไปอินเดียนา ปีถัดมา พ่อของลินคอล์นย้ายครอบครัวไปยังบ้านและที่ดินใหม่ที่เมืองโคลส์ มลัฐอิลลินอยส์

ลินคอล์นใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนเพียง 18 เดือนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเขาชอบที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่า นอกจากนี้ลินคอล์นยังมีทักษะเกี่ยวกับการใช้ขวานอีกด้วย ลินคอล์นหลีกเลี่ยงการล่าสัตว์ การตกปลา เพราะเขาไม่ชอบฆ่าสัตว์

ชีวิตครอบครัว

ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1842 อับราฮัม ลินคอล์น แต่งงานกับ แมร์รี่ ทอดด์ ลินคอล์น ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของทาสที่มีชื่อเสียงจากเคนทักกี ทั้งคู่มีบุตรด้วยกับ 4 คน โรเบิร์ต ทอดด์ เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1843 ซึ่งเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่รอดมาจนถึงวัยบรรลุนิติภาวะ ส่วนบุตรคนอื่นๆเสียชีวิตเมื่อวัยเด็ก เอ็ดวาร์ด แบ็งเกอร์ ลินคอล์น เกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1846 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1850 วิลเลียม วอลเลส ลินคอล์น เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่สปริงฟิลด์ ค.ศ. 1850 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1962 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. โทมัส แทด ลินคอล์น เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1853 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1871 ในชิคาโก

การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1860

การเข้าไปเป็นตัวแทนในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีถือนั้น ถือเป็นเบี้ยล่างอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุด ลินคอล์นถูกคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่ง เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ โดยการแสดงทัศนะเกี่ยวกับระบบทาสในสหรัฐ ที่ถูกมองว่าสิ่งนี้เป็นนโยบายที่ดูจะเหมาะสมกว่าคู่แข่งอย่าง วิลเลียม เอช. ซีวาร์ด และ แซลมอน พี. เชส คู่ต่อสู้คนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประสบการณ์การปกครองที่มากกว่า ได้คู่แข่งภายในพรรคและเป็นจุดอ่อนในวิกฤตในรัฐทางตะวันตก ขณะที่ลินคอล์นมองเห็นเป็นสิ่งที่เหมาะสมผู้ซึ่งสามารถเอาชนะในตะวันตกได้ สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่เห็นด้วยกับลินคอล์น ที่บริเวณตอนเหนือทำให้พรรคต้องผิดหวัง ขณะที่ผู้คนที่ตกเป็นทาสจำนวนมากถูกผูกมัดเอาไว้แน่น ลินคอล์นยังเข้าใจผิดในความลึกซึ้งของการปฏิวัติในทางใต้ และยังปรากฏให้เห็นลัทธิชาตินิยมอีกด้วย ตลอดทั้งศตวรรษ 1850 เขายังได้ปฏิเสธที่จะเกิดเหตุการณ์สงครามกลางเมือง และผู้สนับสนุนขอลินคอล์นได้ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการเรียกร้องว่าการเลือกตั้งของเขาจะกระตุ้นให้ถอนตัวออก

ตลอดการเลือกตั้งที่ผ่านมา ลินคอล์นก็ไม่ได้รณรงค์หาเสียงหรือกล่าวสุนทรพจน์แต่อย่างใด สิ่งนี้เองได้ถูกพรรครีพับลิกันหยิบยกขึ้นมา ผู้ซึ่งใช้เทคนิคล่าสุดเพื่อสนับสนุนให้เกิดแรงบันดาลใจภายในพรรค และไม่มีการโฆษณาหาเสียงอย่างแท้จริง ในทางใต้ยกเว้นเมืองชายแดนไม่มากนัก เช่น เซนท์หลุยส์, มิสซูรี, และ วิลลิ่ง, เวอร์จิเนีย แต่แท้ที่จริงแล้วทางพรรคเองก็ไม่ได้แข่งขันทางใต้แต่อย่างเดียว ในทางเหนือมีโฆษกพรรครีพับลิกันอยู่หลายคน 

โปสเตอร์หาเสียงและใบปลิวจำนวนหลายตัน และบทแสดงความคิดเห็นในหนังสือพิมพ์จำนวนหลายฉบับ โดยที่สิ่งเหล่านี้ได้ชูประเด็นสำคัญของพรรคสองเรื่องคือ หนึ่ง นโยบายของพรรค สอง ชีวประวัติของลินคอล์นที่เกิดเป็นเด็กชาวนายากจน มีความอัจริยะภาพโดยกำเนิดและการลุกขึ้นมาสู้ของเขาเพื่อให้ยกเลิกระบบทาสอย่างกล้าหาญและเต็มที่

อับราฮัม ลินคอล์น ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1860 เอาชนะคู่ต่อสู้จากทางพรรคเดโมแครต สตีเฟ่น เอ. ดักลาส, จอห์น ซี. เบร็กกินลิดจ์ และจอห์น เบลล์ จากพรรคคอนสติทูชันยูเนียน (Constitutional Union Party) ลินคอล์นเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากพรรครีพับลิกัน
Read more ...

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน

10 ธ.ค. 2554
โดยวิกิพีเดีย

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) (เกิดวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1743 - วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1826) เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 3 (ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1801 - วันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1809) และผู้ประพันธ์ "คำประกาศอิสรภาพ" (Declaration of Independence) ของสหรัฐอเมริกา เขาคือหนึ่งในบุคคลที่น่ายกย่องที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ความสนใจของเขาไม่มีขอบเขตและการประสบความสำเร็จของเขายิ่งใหญ่และหลากหลาย เขาคือนักปราชญ์ นักการศึกษา นักธรรมชาตินิยม นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก ช่างประดิษฐ์ ผู้บุกเบิกในกสิกรรม วิทยาศาสตร์ นักดนตรี นักเขียน และเขาคือโฆษกชั้นแนวหน้าในการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในยุคของเขา

ในฐานะประธานาธิบดี เจฟเฟอร์สันทำให้อำนาจของรัฐบาลเข้มแข็ง เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง และใช้อำนาจผ่านพรรคการเมืองในการควบคุมรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา

ทอมัส เจฟเฟอร์สันเป็น 1 ใน 4 ประธานาธิบดีสหรัฐที่รูปใบหน้าได้รับการสลักไว้ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมานต์รัชมอร์ (Mount Rushmore) ใบหน้าของเขาปรากฏบนธนบัตรราคา 2 ดอลลาร์สหรัฐ และเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์)

เจฟเฟอร์สันอายุเกือบ 58 ปีแล้วเมื่อเขาเป็นประธานาธิบดี เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ 2 วาระ

เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกซึ่งได้รับการแนะนำในวอชิงตัน ดี.ซี เขาศรัทธาใน

ประชาชนและนับถือความปรารถนาของพวกเขา เขาลดภาษีต่างๆ ยกเลิกสำนักงาน

ซึ่งเขาคิดว่าไม่จำเป็นและพยายามจะปล่อยให้ทุกคนมีเสรีภาพเท่าที่จะเป็นไปได้

เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกซึ่งเป็นผู้นำพรรคการเมือง เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง

สำหรับการจดจำการเป็นประธานาธิบดีของเจฟเฟอร์สันคือการที่เขาซื้อเขตแดน

หลุยเซียน่าจากฝรั่งเศสในปี 1803 ทำให้อเมริกามีขนาดเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เจฟเฟอร์สัน

เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นผู้เขียนคำประกาศเอกราชและเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3

ของอเมริกา เขายังเป็นนักการทูต สถาปนิก นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ และ

นักประดิษฐ์ เป็นทนาย ผู้บุกเบิกโรงเรียนของรัฐ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียในปี 1819 และเป็นผู้อุปถัมภ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องการเรียนรู้และอักษรศาสตร์ เขามีชื่อเสียงมากในฐานะผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและประชาธิปไตยในยุคของเขา และมี

ชื่อเสียงมากขึ้นในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดผู้นำเผด็จการมากมายหลายคนในโลก

Read more ...

เบนิโต มุสโสลินี (Benito Amilcare Andrea Mussolini)

17 มิ.ย. 2553
เกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2426 เรียกชื่อโดยทั่วไปว่า

"อิลดูเช" (Il Duce) แปลว่า "ท่านผู้นำ"

เป็นจอมเผด็จการและนายกรัฐมนตรีของประเทศอิตาลี (พ.ศ. 2465 – 2486) เกิดที่เมืองเปรแดปปิโอ โรแมกยา ในครอบครัวที่ยากจน เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน 2 ครั้ง ด้วยเหตุก่อการวิวาทกับนักเรียนคนอื่นโดยใช้มีด แต่ด้วยเวลาไม่นาน มุสโสลินีได้กลายเป็นนักสังคมนิยมยุวชนที่หลักแหลมและมีอันตราย แต่ต่อมาต้องลาออกจากพรรคสังคมนิยมอิตาลีเนื่องจากสนับสนุนการเข้าแทรกแซงสงครามโลกครั้งที่ 1

ในปี พ.ศ. 2462 มุสโสลินีได้เข้าร่วมการก่อตั้งพรรค “ฟาซิดี คอมแบตติเมนโต” หรือพรรคฟาสซิสท์เพื่อเตรียมเป็นกองกำลังปฏิวัติ ในปี พ.ศ. 2465 ได้เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งฉลองชัยชนะด้วย

"การเดินสวนสนามแห่งโรม" 

(เดือนตุลาคม) ล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2468 เขาได้สถาปนาตนเองเป็นเผด็จการเต็มรูป บังคับให้ยกเลิกระบบรัฐสภาทดแทนด้วย "รัฐบรรษัท" (Corporate State) และวางระบบรวบอำนาจอย่างเป็นทางการ จัดตั้งรัฐวาติกัน (พ.ศ. 2472) ยึดอบิสซีเนียเป็นเมืองขึ้น (พ.ศ. 2478- พ.ศ. 2479) และอัลบาเนีย (พ.ศ. 2482) พร้อมกับการประกาศเข้าร่วมเป็นฝ่ายอักษะกับอดอฟ ฮิตเลอร์แห่งประเทศเยอรมนี

การประกาศสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศสโดยที่กองทัพยังไม่พร้อมทำให้กองทัพอิตาลีได้รับความพ่ายแพ้ในเกือบทุกสนามรบ ทั้งในอัฟริกาเหนือและอัฟริกาตะวันออก และแถบบอลข่าน การรุกเข้ายึดเกาะซิซิลีในปีเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2486 และการเอาใจออกห่างของผู้ที่เคยสนับสนุน มุสโสลินีจึงถูกโค่นล้มและถูกจับตัวได้ในเดือนต่อมา แต่ก็หนีได้ออกมาได้ด้วยการบุกจู่โจมที่คุมขังโดยพลร่มเยอรมันและได้จัดตั้งรัฐบาลหุ่นสาธารณรัฐสังคมนิยมอิตาลีโดยการสนับสนุนของฮิตเลอร์ขึ้น

มุสโสลินีถูกจับได้อีกครั้งโดยพวกอิตาลีฝ่ายต่อต้านเมื่อ พ.ศ. 2488 ถูกยิงเป้าเสียชีวิตในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2488 และถูกนำศพไปแขวนประจานที่เมืองโคโมและเมืองมิลาน
Read more ...

Jasper Maskelyne นักมายากล อังกฤษ ที่สร้างกลลวงให้กองทัพสู้กับ นาซีเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 2

5 มิ.ย. 2553

asper Maskelyne (1902–1973) was a British stage magician in the 1930s and 1940s.

He was one of an established family of stage magicians, the son of Nevil Maskelyne and a grandson of John Nevil Maskelyne. 

He could also trace his ancestry to the royal astronomer Nevil Maskelyne. 

He is most remembered, however, for the accounts of his work for British military intelligence during the Second World War, creating large-scale ruses, deception, and camouflage.

Before the Second World War Maskelyne was a "blaster" in the Ancient Order of Froth Blowers, a charitable parody of the Freemasons that operated from 1926-31. His lodge (called a Vat) ran from Maskelyne's Theatre.

เข้าร่วมกับกองทัพอังกฤษ สร้างหุ่นทหาร สร้างกองกำลัง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ รถบรรทุก รถถัง รถหุ้มเกราะ ซึ่งทำจากวัสดุต่าง ๆ เช่นไม้อัด พลาสติก เพื่อลวง กองทัพนาซี เยอรมันและกองทัพอิตาลี ในการสู้รบ ที่สมรภูมิแอฟริกาเหนือ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 

อาชีพคือ นักมายากล 

จึงมีความสามารถนำเรื่อง แสง เงา ภาพลวงตา และเทคนิคในมายากลมาใช้สร้างสิ่งต่าง ๆ 

เช่น 

- ดวงไฟส่องสว่างที่ไม่สามารถหาตำแหน่งที่ตั้งแน่นอนได้

- ฐานทัพลวงในทะเล เพื่อให้เยอรมันทิ้งระเบิดโจมตีโดยเสียเปล่า 

-bการยกพลขึ้นบกท่ามกลางหมอกควันไฟ แต่จริง ๆ ไม่มีกำลังพลยกพลขึ้นบกจริง เพื่อดึงทหารเยอรมันมาปะทะ

ส่งผลให้ กองทัพนาซี โดยการนำของ นักรบผู้มีชื่อเสียง จอมพล Erwin Rommel

หลงกลหลายครั้ง จนรอดพ้นจากการถูกโจมตี และเป็นประโยชน์อย่างมากในการลวง ว่าจะมีการโจมตีจากทิศใต้ ทั้งที่กำลังพลจริง จะโจมตีจากทิศเหนือ 

ทำงานจนประสบความสำเร็จอย่างดี และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ กองทัพอังกฤษเอาชนะเยอรมันได้

แสดงให้เห็นถึงการใช้กลยุทธ์ลวง และการข่าวกรองที่เก่งกาจของกองทัพอังกฤษ ในการสงคราม

เมื่อสงครามจบได้เขียนหนังสือชื่อ Magic: Top Secret ในปี 1949

บั้นปลายไปใช้ชีวิตในเคนย่า และช่วยเหลือ รัฐบาลเคนย่า ปราบปราม กบฏ ลัทธิเหมา จนประสบความสำเร็จ
Read more ...

หลุยส์ ปาสเตอร์

12 พ.ย. 2552
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur พ.ศ. 2365-2395) นักเคมีและนักจุลชีววิทยา เกิดที่เมืองโดล ประเทศฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบซากองและมหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่สตราบวร์ก ลิลล์ และมหาวิทยาลัยปารีส และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในปี พ.ศ. 2410

ปาสเตอร์เป็นผู้แถลงว่าการเน่าและการหมักเกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ ปาสเตอร์ได้ค้นพบปรากฏการณ์นี้ในระหว่างการศึกษาว่าเหตุใดเหล้าองุ่นจึงเสียรสขณะบ่ม แต่เมื่อนำเหล้าองุ่นไปอุ่นให้ร้อนแล้วจึงป้องกันไม่เหล้าองุ่นกลายเป็นน้ำส้มสายชูได้ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

การทดลองที่มีชื่อเสียงของปาสเตอร์เมื่อปี พ.ศ. 2424 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแกะและวัวที่ได้รับการฉีด “วัคซีน” ที่ทำจากเชื้อจุลินทรีย์บาซิลไล

ซึ่งเป็นเป็นสมติฐานของโรคแอนแทรคที่ถูกทำให้อ่อนจางลงของเขา สามารถต่อสู้กับโรคระบาดที่มีอันตรายของสัตว์คือโรคแอนแทรคดังกล่าวได้โดยไม่ติดโรค ในปี พ.ศ. 2431 สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีสเพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งปาสเตอร์ได้ทำงานประจำในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม

ปัจจุบัน
สถาบันปาสเตอร์ยังคงเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่ยังคงทำงานวิจัยงานด้านจุลชีววิทยาอยู่ รวมทั้งการค้นพบเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์

หลุยส์ ปาสเตอร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลก
Read more ...

Manfred von Richthofen มันเฟรด ฟอน ริชโทเฟน

29 ต.ค. 2552

มันเฟรด ฟอน ริชโทเฟน (2 พฤษภาคม ค.ศ. 1892 - 21 เมษายน ค.ศ. 1918) เป็นนักบินเครื่องบินรบของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  

เจ้าของฉายา เรดบารอน (Red Baron) ได้รับการบันทึกสถิติอย่างเป็นทางการว่าสามารถยิงเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามตกถึง 80 ลำ โดยมีข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ว่าอาจจะถึง 100 ลำ เขามีพี่ชายที่เป็นนักบินรบ ซึ่งฉายาว่าเป็นเสืออากาศเช่นกัน ชื่อ โลทาร์ ฟอน ริชโทเฟน

ในการรบทางอากาศช่วงปลายสงคราม ริชโทเฟนขับเครื่องบินฟ็อคเคอร์ Dr.I ปีกสามชั้น ทาสีแดงเป็นเอกลักษณ์ จนได้ฉายาว่า "บารอนแดง" เครื่องบินของเขาถูกยิงตกเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1918 เวลา 11 นาฬิกา ขณะบินเหนือเขต Morlancourt ใกล้กับแม่น้ำซ็อม ในแคว้น Vaux-sur-Somme ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส เขาได้รับบาดเจ็บจากกระสุนที่หัวใจและปอด และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน

ศพของริชโทเฟนได้รับการทำพิธีฝังอย่างสมเกียรติโดยทหารไตรภาคี เมื่อวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1918 หลุมศพของเขาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขต Bertangles เมือง Amiens ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส
Read more ...

นายพล วังเปา ผู้นำม้งในลาว

11 ต.ค. 2552
เมื่อปี 2550

นายพลวังเปา ถูกจับที่รัฐแคลิฟอร์เนียพร้อมกับสมุนชาวม้ง คนอื่นๆ ข้อหาสมรู้ร่วมคิดเพื่อโค่นล้มรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

นี่คือบทเรียนอีกบทของผู้คนที่จงรักภักดีต่อสหรัฐอเมริกา เคยช่วยอเมริกาทำงานการรบมาอย่างโชกโชน บั้นปลายท้ายที่สุด ชะตากรรมของผู้นำเหล่านั้นเหมือนกันหมด คือโดนรัฐบาลอเมริกันทำลาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซ็น ผู้ที่อเมริกาปั้นมาเพื่อใช้สู้กับโคไมนี่ ที่ใช้ศาสนาอิสลามมาปกครองประเทศ

อุซามะ บิน ลาเดน ก็อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นซีไอเอที่อเมริกาสร้างขึ้นมาเพื่อใช้สู้กับโซเวียตในอัฟกานิสถาน อเมริกาใช้หลัก “เสร็จนาฆ่าโคถึก”

เมื่อโซเวียตแพ้ภัยถอยไปจากอัฟกานิสถานแล้ว ก็อเมริกานี่แหละ คือผู้ไล่ล่าอุซามะเพื่อจะฆ่าทิ้ง และเดือนมิถุนายน พ.ศ.2550 ก็ถึงคิวนายพลวังเปา!

วังเปาเกิดเมื่อ พ.ศ.2474 ที่จังหวัดเชียงขวาง เป็นเด็กเรียนหนังสือเก่ง เมื่ออายุ 20 ปี ฝรั่งเศสจึงหนุนให้ได้เรียนที่โรงเรียนฝึกนายทหาร เหตุการณ์ของลาวในสมัยนั้น มีฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวามีผู้นำคือ นายพลพูมี ฝ่ายซ้ายก็เป็นพวกกองกำลังปฏิวัติปะเทดลาว ที่มีกลุ่มเวียดวินห์เข้ามาช่วยปฏิบัติงานเป็นกองหน้าให้

ถึงคราวที่จะต้องเลือกฝ่าย วังเปาเลือกอยู่ข้าง ดร.ทักษิณ ชินวัตร เอ๊ย อยู่ข้างนายพลพูมี หน่อสะหวัน สมัยโน้น อเมริกามองหาคนที่จะซัดกับคอมมิวนิสต์ ก็ไปถูกใจเอานายทหารชน กลุ่มน้อยชาวม้งที่มีชื่อว่าวังเปาเข้าให้ หลังจากส่งชื่อและประวัติไปคัดกันอย่างดี วังเปาได้รับเลือกให้ไปฝึกหลักสูตรของกองกำลังพิเศษอเมริกัน

สำเร็จหลักสูตรด้วยคะแนนยอดเยี่ยม เจ้าสุวันพูมา ซึ่งตอนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีลาว ก็แต่งตั้งให้วังเปาเป็นนายพลเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2507 วังเปาจึงเป็นนายพลคนแรกในประวัติศาสตร์ชนชาติเผ่าพันธุ์ม้ง

สหรัฐฯเองก็นิยมชื่นชมชอบนายพลใหม่ที่ชื่อว่าวังเปามาก ถึงขนาดบรรจุวังเปาเข้าสังกัดซีไอเอ จากนั้นก็ทุ่มเงินทองมากมายให้วังเปาเป็นผู้บัญชาการใหญ่ ตั้งฐานปฏิบัติการใหม่ที่ล่องแจ้งซึ่งอยู่ทางภาคใต้ ของเขตทุ่งไหหิน

นายพลวังเปาทำงานรับใช้ซีไอเอที่ล่องแจ้งอยู่นาน 10 ปี สหรัฐฯก็แพ้ในสงครามเวียดนาม แพ้แล้วอเมริกาก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนถอนทหารออกจากดินแดนเวียดนามและลาว อ้าว

แล้วลาวที่เคยเข้าขากับอเมริกาเข่นฆ่าชาวลาวด้วยกันเองจะทำยังไงเล่าครับ ฮ่าๆ ก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนตามลูกพี่อเมริกานะซี นายพลวังเปาโชคดีที่มีเครื่องบิน ก็จึงหนีมาประเทศไทยโดยทางเครื่อง รัฐบาลไทยสมัยนั้นซึ่งเป็นคอหอยลูกกระเดือก กับสหรัฐอเมริกาก็จัดแจงช่วยส่งนายพลวังเปา และพวกให้ไปลี้ภัยอยู่ที่ลอนดอน เอ๊ย ที่สหรัฐอเมริกา รัฐบาลอเมริกาก็จัดแจงเปลี่ยนแปลงสัญชาติของนายพลวังเปา และชาวม้งนับหมื่นชีวิตจากสัญชาติลาวให้เป็นสัญชาติอเมริกัน

ระหว่างที่โลกยังอยู่ในยุคสงครามเย็น อเมริกันก็ยังหวังว่าจะส่งพวกม้งเหล่านี้ ที่ตัวเองเลี้ยงไว้ให้ไปปฏิวัติเพื่อให้ลาวเป็นประชาธิปไตย วังเปาก็จึงยังมีประโยชน์ อเมริกาก็ยังเทน้ำข้าวเอารำหยอดปากให้อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่านายพลวังเปาคนนี้จะขนฝิ่นค้ากัญชายาเสพติดทุกประเภท อเมริกาก็ยังปิดตาทำเป็นมองอะไรไม่เห็น

เมื่อสงครามเย็นสงบจบลงเมื่อปลาย พ.ศ.2534 พี่เป้า เอ๊ย พี่วังเปาของเราก็หมดราคาค่าตัวลงไปเรื่อยๆ อ้าว คราวนี้ตูชักจะเศร้าเหงาละซี

ลาวเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติบานเบอะเยอะแยะ ทั้งจีน ทั้งออสเตรเลีย แม้แต่ไทย ทั้งใครต่อใครเข้าไปลงทุน จนปัจจุบันทุกวันนี้ลาวมีอนาคตไกลสดใสงดงามประเทศหนึ่ง อเมริกาชักน้ำลายหก หันไปมองไอ้เปียกวังเปาที่เฝ้าเลี้ยงมายาวนานหลายปี ไอ้นี่ไม่มีน้ำยา อา ถึงเวลาที่ต้องฆ่าไอ้เปี๊ยกเพื่อเอาใจลาวกันละนะ

เดือนมิถุนายนปีนี้ ณ เมืองซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ตำรวจอเมริกันจับนายพลวังเปาและพวกข้อหาร่วมกันวางแผนการเพื่อการก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ข้อหานี้ มีสิทธิ์ที่วังเปาและพวกจะติดคุกตลอดชีวิต

----------------------------------------------------------------

19 ก.ย.2552 สหรัฐยกเลิกข้อกล่าวหาดำเนินคดี

นายพลวัง เปา

ซานฟรานซิสโก 19 ก.ย.2552

สำนักงานอัยการของสหรัฐในนครซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อนายพลวัง เปา อดีตผู้นำกลุ่มกองโจรชาวม้ง ซึ่งถูกตั้งข้อหาว่าวางแผนล้มล้างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ลาว ขณะลี้ภัยอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย

นายลอว์เรนซ์ บราวน์ โฆษกสำนักงานอัยการฯ

แถลงว่า ได้ยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อนายพลวัย 79 ปีผู้นี้ ซึ่งถูกจับเมื่อปี 2550 ในนครซาคราเมนโต สำนักงานอัยการฯ
ได้พิจารณาหลักฐานและสภาพแวดล้อมทั้งหมดแล้วเห็นควรว่าการดำเนินคดีจำเลยต่อไปไม่มีเหตุผลอันควร

นายพลวัง เปา เป็นบุคคลสำคัญของชุมชนชาวม้งในสหรัฐ เขาเคยเป็นนายพลในกองทัพราชอาณาจักรลาวในช่วงทศวรรษ 1960 และ1970 

แต่ลี้ภัยมาอยู่ที่สหรัฐ ในปี 1975 หรือ พ.ศ. 2518 หลังจากฝ่ายคอมมิวนิสต์โค่นล้มสถาบันกษัตริย์ของลาวได้สำเร็จ นายพลวัง เปา ถูกจับในเดือนมิถุนายน 2550 ด้วยข้อหาใช้แผ่นดินสหรัฐเป็นที่วางแผนล้มล้างรัฐบาลลาวด้วยกำลังทหารและความรุนแรง 

การจับกุมนายพลวัง เปา สร้างความไม่พอใจให้กับชาวม้งในสหรัฐ และได้จัดการประท้วงครั้งใหญ่ที่ด้านนอกอาคารของรัฐบาลสหรัฐ ในนครซาคราเมนโต.
Read more ...

อัลเฟรด โนเบล

11 ต.ค. 2552
อัลเฟรด โนเบล

อัลเฟรด แบร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel)


21 ตุลาคม พ.ศ. 2376, สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ถึง 
10 ธันวาคมพ.ศ. 2439, ซานเรโม ประเทศอิตาลี 

นักเคมีชาวสวีเดน วิศวกร นักประดิษฐ์ ผู้ผลิตอาวุธและผู้คิดค้นดินระเบิดไดนาไมท์ 
เขาเป็นเจ้าของบริษัทโบโฟรส์ (Bofors) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ โดยเขาได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของโรงงานจากเดิมที่เป็นโรงงานเหล็กและเหล็กกล้า มาเป็นโรงผลิตปืนใหญ่ และอาวุธต่างๆ

ในพินัยกรรมของเขา เขาได้ยกทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลได้จากการผลิตอาวุธให้แก่สถาบันรางวัลโนเบล เพื่อมอบรางวัลแก่บุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ เรียกว่า รางวัลโนเบล และในโอกาสที่มีการสังเคราะห์ธาตุชนิดใหม่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อธาตุนั้นตามชื่อของเขา เพื่อเป็นการให้เกียรติ ว่า โนเบเลียม (Nobelium)

ประวัติ 
โนเบล ผู้สืบเชื้อสายมาจากนักวิทยาศาสตร์ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชื่อ

โอลาอุส รุทเบค (Olaus Rudbeck - พ.ศ. 2173 - พ.ศ. 2251) 
และเป็นบุตรชายคนที่ 3 ของ 

อิมมานูเอล โนเบล (พ.ศ. 2344 - พ.ศ. 2415) 

เกิดที่กรุงสต็อกโฮล์มและย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อ พ.ศ. 2385 ที่ซึ่งบิดาผู้คิดค้นวิธีทำไม้อัดสมัยใหม่ได้งานสร้าง "ตอร์ปีโด" ที่นั่น แต่ต่อมาอัลเฟร็ด โนเบลได้ย้ายไปอเมริกาพร้อมครอบครัวเนื่องจากประสบปัญหาทางการเงิน ที่อเมริกาเขาได้ทุ่มเทตัวเองหันมาศึกษาด้านดินระเบิด โดยเฉพาะชนิดที่มีความปลอดภัยในการผลิตโดยใช้
 
"ไนโตรกลีเซอร์รีน" (nitroglycerine)
 
ซึ่งค้บพบในปี พ.ศ. 2390 โดย 

แอสคานิโอ โซเบรโน

ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับเขาที่มหาวิทยาลัยโทริโน หรือมหาวิทยาลัยแห่งตูริน อิตาลี มีรายงานว่าได้มีการระเบิดขึ้นบ่อยครั้งในโรงงานของครัวของโนเบล ครั้งที่รุนแรงถึงชีวิตในปี พ.ศ. 2407 ได้คร่าชีวิตของน้องชายชองอัลเฟร็ต โนเบลพร้อมคนงานอีกหลายคน

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา ได้มีการมอบรางวัลโบเบลเมื่อเป็นเกียรติแก่ชายและหญิงหลายคนจากทุกมุมโลกผู้ซึ่งได้คิดค้นหรือมีผลงานที่ดีเด่นในสาขาต่างๆ ได้แก่สาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณคดีและด้านสันติภาพ การจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบลเกิดขึ้นตามพินัยกรรมฉบับสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2438 ด้วยจำนวนเงินก้อนใหญ่มากที่โนเบลได้มอบให้

ก่อนเสียชีวิตไม่นานัก อัลเฟร็ต โนเบลได้เขียนบทละครเศร้าชื่อ "เทวฑัณท์" (Nmesis)เป็นบทร้อยแก้วความยาว 4 ตอน เป็นเรื่องเกี่ยวกับสตรีอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมอันลือลั่นในกรุงโรมในยุคนั้น บทละครได้รับการตีพิมพ์พอดีกับช่วงการตายของโนเบล หนังสือทั้งหมดถูกทำลายทันทีหลังการตายของเขา แต่ก็มีเหลือรอดอยู่ 3 เล่ม ที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ใหม่เมื่อ พ.ศ. 2546

ศพของอัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลได้รับการฝังไว้ในกรุงสต็อกโฮล์ม

ดินระเบิดไดนาไมท์


อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบล ได้ค้นพบว่าเมื่อนำสาร ไนโตรกลีเซอรินมารวมกับตัวซึมซับเฉื่อย เช่น ผงไดอะตอมมาเชียส (diatomaceous earth - ผงที่ทำจากซากไดอะตอมชนิดเดียวกับที่ใช้กรองน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป) (ซิลิก้า)(ซึ่งพบโดยบังเอิญ) จะมีความปลอดภัยมากในการผลิต ซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตร ในปี พ.ศ. 2410 โดยใช้ชื่อว่า "ไดนาไมท์" (มาจากคำภาษาอังกฤษ) และได้สาธิตดินระเบิดแบบใหม่ของเขาในปีนั้นในเหมืองแห่งหนึ่งในอังกฤษ 

ขั้นต่อมา โนเบลได้ผสมไนโตรกลีเซอรินกับดินระเบิดชนิดอื่น (gun cotton) ได้สารชนิดใหม่ที่เป็นเยลลี่ใสที่ระเบิดได้รุนแรงกว่าไดนาไมท์ เรียกว่าเจลลิกไนท์ หรือเจลระเบิดซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตรเมื่อปี พ.ศ. 2419 (ค้นพบโดยบังเอิญขณะมีดบาด แล้วใช้เจลทาแผล)

และก็ได้มีดินระเบิดใหม่หลายชนิดตามมาจาการ ผสมโพแตสเซียมไนเตรทและสารชนิดอื่นๆ ดินส่วนใหญ่ในนั้น เป็นดินที่มีคุณภาพที่ค่อนข้างจะมีมากอยู่หลายชนิด ทำให้ อัลเฟร็ด โนเบล ประสบความสำเร็จในด้านนี้อย่างมากเลยทีเดียว (เป็นประโยชน์ในทางทหาร ทำให้ควันน้อยลงมาก และเป็นดินปืนในปืนกล)
รางวัล


กล่าวกันว่าการตีพิมพ์คำไว้อาลัยการเสียชีวิตก่อนการตายของโนเบล เมื่อ พ.ศ. 2431 (โนเบลโดยหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสฉบับหนึ่งซึ่งประณามการคิดค้นไดนาไมท์(โนเบลตายปี พ.ศ. 2439) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โนเบลตัดสินใจใช้มรดกของเขาในทางที่เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ ในคำไว้อาลัยของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนถากถางไว้ว่า

"พ่อค้าความตายได้ตายไปแล้ว" และเขียนต่ออีกว่า

"ดร. อัลเฟร็ต โนเบลผู้ซึ่งร่ำรวยมหาศาลด้วยการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้จำนวนมากขึ้น เร็วขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนได้ตายเสียแล้วเมื่อวานนี้"

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 ณ สโมสรสวีเดน-นอร์เวย์ ในนครปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของเขาพร้อมคำสัญญายกที่ดินและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้จัดตั้งรางวัลโนเบลสำหรับมอบแก่ผู้ทำประโยชน์ดีเด่นแก่โลกโดยไม่เลือกสัญชาติ

อัลเฟร็ต โนเบล ถึงแก่กรรมด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2439 ที่เมืองซานรีโม ประเทศอิตาลี จำนวนทรัพย์สินที่มอบให้แก่กองทุนรางวัลโนเบลมีมูลค่าในขณะนั้นเป็นจำนวน 31 ล้านโครนหรือ 4,233,500.00 เหรียญสหรัฐฯ

3 รางวัลแรกมอบให้แก่วิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ เคมีและวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือสรีรวิทยา 
รางวัลที่ 4 มอบให้แก่งานด้านวรรณคดี รางวัลที่ 5 มอบให้บุคคลหรือสถาบันที่มีบทบาทสำคัญที่สร้างความปรองดองในระดับนานาชาติ ลดการกดขี่หรือลดจำนวนกองกำลังรบ หรือสร้างสันติภาพ

การมอบรางวัลด้านวรรณคดีมีปัญหาในตอนแรกจากการตีความ โดยตีความว่าให้กับผลงานที่มีความสำคัญมากกว่างานเขียนที่เป็นอุดมคติหรือที่โรแมนติก ทำให้ลีโอ ตอลสตอยไม่ได้รับการพิจารณา การตีความนี้ได้รับการแก้ไขในเวลาต่อมา 


นอกจากนี้ยังมีปัญหาการตีความเกิดขึ้นอีกหลายกรณี โดยเฉพาะระหว่างงานด้านวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ซึ่งตีความกันว่าโนเบลมุ่งให้เฉพาะวิทยาศาตร์สาขาฟิสิกส์ ทำให้วิศวกรไม่ได้รับการพิจารณาต้นเหตุเกิดจากการที่โนเบลไม่ได้ปรึกษาหารือผู้ใดเกี่ยวกับความเฉพาะของสาขาในการเขียน และการเขียนก็สั้นเพียงหน้าเดียว


ข่าวลือรางวัลโนเบล


การที่ไม่มีรางวัลโนเบลในสาขาคณิตศาสตร์อยู่ด้วยนั้น มีข่าวลือกันในขณะนั้นว่าการที่โนเบลไม่ยอมให้มีสาขาคณิตศาสตร์มีสาเหตุจากผู้หญิง ซึ่งอาจเป็นคู่หมั้นเก่าหรือภรรยาลับที่ปฏิเสธความรักของเขา หรือโกงเขาและจากไปอยู่กับนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ กอสตา มิตแทก เลฟเฟลอร์ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดทางประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนข่าวลือนี้

อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลเป็นคนโสดไม่เคยแต่งงานตลอดชีวิต
Read more ...

สุมาเอี๋ยน Sima Yan เกิดเมื่อ A.D.236 ตายเมื่อ A.D.290

22 ส.ค. 2552

สุมาเอี๋ยนเกิดในปีคศ236 หลังจากขงเบ้งตายไปสองปี สุมาเอี๋ยนเป็น ลูกชายของสุมาเจียว(ซือหม่าเจา) ลูกชายสุมาอี้(ซือหม่าอี้)
สุมาเอี๋ยนมินิสัยคล้ายๆสุมาเจียว และสุมาอี้ คือเป็นคนทะเยอทะยาน อยากเป้น ใหญ่เป็นโต(เรียกว่าถอดมาทั้งพ่อทั้งปู่) หลังจากที่จกก๊กสิ้นชื่อไปแล้ว(ค.ศ.263) สุมาเจียวก็มีชื่อเสียง มากในราชวงศ์วุย และขยายอำนาจมากขึ้น อีกทั้งยังฆ่าผู้ที่อาจจะเป็นภัยต่อราชวงศ์จิ้นที่เขาจะก่อตั้งขึ้น เช่น จงโฮย เตงงาย
แต่ยังไม่ทันจะได้ปลดโจฮวน ซึ่งเป็นฮ่องเต้คนสุดท้ายของราชวงศ์วุย(ที่สุมาเจียวตั้ง ขึ้นมาแทน พระเจ้าโจมอที่ซี้ม่องเซ็กไปด้วยน้ำมือคนของสุมาเจียว)สุมาเจียวก็เกิดป่วยตายไปเสียก่อนเมื่อ อายุได้54ปี ในปีคศ264 สุมาเอี๋ยนจึงได้รับอำนาจต่อจากบิดาตนเองและก็ได้ปลดพระเจ้า
โจฮวนออกจากบัลลังก ์และได้ตั้งตนเป็นพระเจ้าจิ้นหวู่ตี้ใช้ชื่อราชวงศ์ของตนเองว่าราชวงศ์จิ้นขึ้นมาแทนราชวงศ์วุย สุมาเอี๋ยนนั้นได้ขุนศึกและเสนาธิการที่มีฝีมือค่อนข้างดี เช่น เอียวเก๋า(หยางหู) เตาอี้(ตู้ยู่) องโยย(หวางจุ้น) กาอุ้น(แกฉง) เตียวหัว(จางหัว) และอีกมากมาย โดยเฉพาะเจ็ดบัณฑิตแห่งสวนไฝ่ซึ่งมีชื่อเสียงมากในการแต่งกวีในสมัยราชวงศ์จิ้นเฟื่องฟู
สุมาเอี๋ยนวางแผนที่จะตีเมืองง่อก๊กของพระเจ้าซุนโฮหลานซุนกวนซึ่งขึ้นชื่อในความโหดเหี้ยมฆ่าประชาชน และขุนนางเป็นว่าเล่น ทำให้ง่อก๊กสาละวันเตี้ยลงๆๆทุกวันๆๆ ซึ่งก็มีคนเห็นด้วย กับไม่เห็นด้วยกับความคิดจะไปตีเมืองง่อ แต่ต่อมา ชาวเมืองง่อก๊กเข้ามาอาศัยใบบุญราชวงศ์จิ้นมากขึ้นเนื่องจากทนฮ่องเต้สุดสารเลวอย่างซุนโฮไม่ไหว และง่อก๊กขณะนั้น ก็ฟอนเฟะเต็มทีแล้ว สุมาเอี๋ยนจึงสั่งให่เตาอี้และองโยยนำทหารไปบุกง่อก๊ก ให้สิ้นซากเนื่องจากที่ปรึกษาและขุนศึกที่ เห็นด้วยกับการ ไปตีง่อก๊กให้ความเห็นว่า ถ้าไม่ไปตีง่อก็อาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว" และก็สำเร็จลงด้วยดี ซุนโฮขอยอมแพ้ต่อราชวงศ์จิ้น เป็นการ สิ้นสุดสงครามสามก๊ก ในปีคศ280
ขณะนั้นสุมาเอี๋ยนอายุได้44ปี(ถ้านับจามธรรมเนียมจีนก็ต้องนับเพิ่มไปอีกหนึ่งปีคือ45ปี) หลังจากเสร็จสิ้นสามก๊กแล้ว สุมาเอี๋ยนได้สั่งให้ตันซิ่ว(เฉินโช่ว)อดีตขุนนางจกก๊กที่ถูกกวาดต้อนไปด้วยหลังจกก๊กล่มสลายนำคณะ ไปเขียนเรื่องสามก๊กฉบับสมบูรณ์ และเป็นสามก๊กฉบับแรกที่มีความสมบูรณ์ในด้านประวัติศาสตร์ที่สุด
(ต่อมาล่อกวนตงหรือหลอกว้านจงที่ชาวสามก๊กรู้จักกันดีนำไปเพิ่มเติมเนื่อหาอีกจนกลายเป้นงิ้วไปเลย) สุมาเอี๋ยนเป็นคนที่โหดร้ายมาก(ถอดแบบปะป๊ามาพอสมควร)หลังจากสิ้นยุคสามก๊ก (พูดง่ายๆคือเผยธาตุแท้ของคนเป็นฮ่องเต้
ไม่รู้ทำไมพอเป็นฮ่องเต้ทีไรกี่คนๆก็กลายเป็นแบบนี้ไปหมด)ฆ่าคนที่คัดค้านเรื่องที่สุมาเอี๋ยนมีความคิด อันไม่ถูกต้องทำ ให้ประชาชนเดือดร้อน เป็นคนที่ฟุ่มเฟือยและมักมากในตัณหาราคะด้วยการเกณฑ ์สาวๆจำนวนมากมาเป็นนางสนมในวัง ให้สุมาเอี๋ยนผลาญ*****เล่น
การเสวยสุขเกินพอดีแบบนี้ทำให้สุมาเอี๋ยนเสียชีวิตเมื่ออายุ ได้เพียง54ปี(นับตามธรรมเนียมจีนก็เป็น 55ปี)ในปีคศ290ครองราชย์หลังจากรวม สามก๊กได้เพียง10ปีเท่านั้น หลังจากนั้นราชวงศ์จิ้นก็เริ่มเสื่อมลงมาเรื่อยๆ สุมาเอี๋ยนในความคิดของผม ไม่ใช่คนที่เก่งกาจอะไรมากนัก เพียงแต่ช่วงนั้นง่อก๊กเน่า บูดเป็นโจ๊กเต็มทีแล้ว ทั้งสมัยนั้นราชวงศ์จิ้นยังมีบุคลากรที่มีคุณภาพค่อนข้างดีทำให้สามารถ ชนะง่อก๊กได้ง่ายดาย
แต่หลังจากนั้นพวกนี้ก็ตายด้วยน้ำมือของสุมาเอี๋ยนที่เริ่มเผยธาตุแท้ ของตนเองเป็นส่วนใหญ่ด้วยความระแวง (เหมือนอย่างเล่าปังกับจูหยวนจางที่กระทำแบบ เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล) ช่วงแรกๆก็ดีอยู่หรอกครับ บ้านเมืองสงบสุข ช่วงหลังๆ กลายเป็นอะไร ไม่รู้ไปเสียแล้ว
อีกทั้งยังมักมากในกามารมณ์จนเกินพอดีทำ ให้สุมาเอี๋ยนตาย คาเตียง ในปีคศ290 หลังจากนั้นราชวงศ์จิ้นก็เสื่อมลงๆเรื่อย มีการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจบ่อยครั้ง โดยเฉพาะศึกแปดเมืองชิงเมือง(ปาหวางจือส่วน) ทำให้ราชวงศ์จิ้นที่สุมาเอี๋ยนสร้าง ขึ้นมาหรือเรียกว่าจิ้นตะวันตกอยู่ได้แค่51ปี เท่านั้น จิ้นตะวันตกอยู่ในระหว่างคศ265-316 มีฮ่องเต้ห้ารัชกาล
Read more ...

Yamada Nagamasa วาระซ่อนเร้นในตำนาน ยามาดะ นางามาสะ

21 ส.ค. 2552





เรื่องของนักรบแดนซามูไร ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ผู้รั้งตำแหน่ง "ออกญาเสนาภิมุข" ถูกนำมาเล่าขานจนเกิดเป็นตำนานปรุงแต่งกันต่อมา

มีการผลิตชื่อ ยามาดะ นางามาสะ ขึ้นในการรับรู้ กระทั่งนำมาสู่ข้อสงสัยในแวดวงวิชาการว่า แท้จริงแล้วนามนี้มีตัวตนจริงหรือไม่

รศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ จากสถาบันภาษาศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยข้อมูลจากการค้นคว้าเรื่องดังกล่าวโดยออกตัวว่า ไม่ได้สรุปว่า ยามาดะ นางามาสะ มีตัวตนจริงหรือไม่ แต่ได้รวบรวมงานศึกษาเกี่ยวกับยามาดะ โดยเฉพาะจากเอกสารประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

"นักวิชาการญี่ปุ่นพูดกันว่า ยามาดะนางามาสะ เป็นปรัมปรานิทานหรือไม่ แล้วบทบาททางการเมืองของออกญาเสนาภิมุขซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างไรบ้าง"

หนึ่งในข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับภาพเขียนเรือสำเภาญี่ปุ่นที่อ้างว่ายามาดะ นากามาสะ ส่งไปถวายศาลเจ้าที่เมืองชิสุโอกะ ใน พ.ศ.2169 ต่อมาภาพนี้ถูกไฟไหม้เมื่อ พ.ศ.2331 ข้อสงสัยก็คือ ภาพที่เห็นในปัจจุบันอ้างว่าลอกจากภาพเดิมก่อนไฟไหม้ แต่ไม่มีการบันทึกเกี่ยวกับภาพเดิมก่อนหน้านี้ ข้อสงสัยอีกประการคือใครเป็นผู้วาดภาพเดิมนี้ที่อยุธยา

ดร.พลับพลึง เผยว่าในจดหมายเหตุต้นฉบับของญี่ปุ่นไม่ปรากฏชื่อและนามสกุลนี้ แต่กลับมีชื่อของ ยามาดะ นิซาเอมอง ซึ่งใน "จดหมายเหตุต่างแดน" ระบุว่าบุคคลดังกล่าวเคยเป็นคนหามเกี้ยวให้แก่ไดเมียวแห่งซุนซู ต่อมาเข้ารับราชการที่สยามอย่างน้อยเป็นเวลาก่อนปีที่ 11 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และน่าจะดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังที่ อิวาโอะ เซอิอิชิ นักวิชาการญี่ปุ่นให้ข้อมูลว่าดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้านญี่ปุ่นใน ระหว่าง พ.ศ.2163-2173

"พงศาวดารไทยไม่เคยปรากฏชื่อหัวหน้าหมู่บ้านญี่ปุ่นแบบออกนาม มีแต่เรียกตามตำแหน่งออกญาเสนาภิมุข เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น หลักฐานของชาวต่างชาติอื่นๆ ก็ไม่มีเช่นกัน"

ตัวอย่างหลักฐานชาวยุโรป ได้แก่ จดหมายเหตุวันวลิต หัวหน้าคลังสินค้าดัทช์ บันทึกเรื่องราวของออกญาเสนาภิมุขโดยไม่ได้ระบุนาม ว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโค่นล้มราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาในสมัย นั้น

"พระเจ้าทรงธรรมเป็นพระโอรสของพระเอกาทศรถ พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรฯ พระองค์อยากให้ราชบุตรตนเองเป็นกษัตริย์ต่อ โดยมีขุนนาง 2 กลุ่มสนับสนุนการขึ้นครองราชย์ ฝ่ายแรกคือออกญากลาโหมสนับสนุนให้พระอนุชาของพระเจ้าทรงธรรมคือพระศรีศิลป์ ได้ครองบัลลังก์ตามกฎมณเฑียรบาล

แต่อีกฝ่ายนำโดยออกญาศรีวรวงศ์เห็นว่าควรให้พระราชโอรสได้ครองบัลลังก์ จึงไปเกลี้ยกล่อมออกญาเสนาภิมุขเข้าพวก"

ดร.พลับพลึง ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่กองอาสาญี่ปุ่นซึ่งมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับอาสาจาม มอญ แต่กลับถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าพวกจากขุนนางทั้งสองฝ่าย

น่าจะเป็นเพราะกองอาสาญี่ปุ่นมั่งคั่งร่ำรวยและคุมทหารที่มีประสิทธิภาพ สถานภาพของออกญาเสนาภิมุขจึงเป็นตัวแปรสำคัญ

ในที่สุดออกญาเสนาภิมุขเข้าฝ่ายออกญาศรีวรวงศ์ สถาปนาพระโอรสขึ้นครองราชย์ เฉลิมพระนามเป็นสมเด็จพระเชษฐาธิราช (พ.ศ.2171-2172)

ด้วยความดีความชอบนี้ ออกญาศรีวรวงศ์ได้รับปูนบำเหน็จเป็นออกญากลาโหมแทนคนก่อน ส่วนออกญาเสนาภิมุขได้เลื่อนยศเป็นออกญาในที่สุด

ทว่าเมื่อทำการสำเร็จออกญาเสนาภิมุขอาจกลายเป็นเสี้ยนหนามสำหรับออกญา กลาโหม ออกญาเสนาภิมุขจึงถูกส่งตัวมาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาออกญากลาโหมได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2172-2199)

ขณะที่ฝ่ายเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชหรือออกญาเสนาภิมุขต้องเผชิญกับการต่อ ต้านจากกลุ่มเจ้าเมืองเก่าและชาวนครศรีธรรมราช ทั้งยังต้องสู้รบกับปัตตานี จนกระทั่งสิ้นชีวิตที่นั่น

ภายหลังเชื่อกันว่ากระดูกของออกญาเสนาภิมุขถูกเก็บไว้ในเจดีย์แห่งหนึ่งใน วัดพระศรีมหาธาตุ พร้อมกับความทรงจำเกี่ยวกับ "ญี่ปุ่นหัวโกน" ในเพลงกล่อมเด็กของชาวนคร

"ชื่อยามาดะน่าจะเป็น Myth ที่ถูกใช้ เช่น ในสมัยเมจิ มีการกล่าวถึงยามาดะในดินแดนที่อยู่ตอนใต้ ก็เป็นเพราะญี่ปุ่นอยากขยายอิทธิพลลงทางใต้แต่ไกล เลยต้องสร้างตำนานขึ้นมารองรับ ต่อมาสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็ใช้ตำนานนี้เช่นกัน เพราะทำให้ญี่ปุ่นมีกำลังใจว่าทางตอนใต้มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเคยเป็นใหญ่ ในตำราเรียนระดับมัธยมของญี่ปุ่นก็มีเรื่องเกี่ยวกับ ยามาดะ นางามาสะ ที่ล้วนเป็นตำนานเกินเลยข้อเท็จจริงทั้งสิ้น"

ตำนานเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสมัย จนถึงวันนี้ตำนานเรื่องเดียวกัน ถูกใช้เพื่อสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว ทั้งในอยุธยาและนครศรีธรรมราช รวมถึงถูกใช้ในกลุ่มนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
Read more ...

นายพล เออร์วิน รอมเมล

23 มิ.ย. 2552

เกิดปี 1891 เป็นโรคกระเพาะตั้งแต่เกิด

ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นหัวหน้ากองร้อย ถูกยิงที่ขา

นำทีมออกรบกับฝรั่งเศสจนตีแตก


ย้ายไปประจำกองพันทหารภูเขา ซึ่งต้องเป็นผู้มีความสามารถสูง

มีทหารราบ 6 กองร้อย + หมวดปืนกล 6 หมวด

รบชนะกองทัพ รูเมเนีย จับทหารได้พันกว่าคน ยึดอาวุธเป็นพัน

เมื่อกษัตริย์เยอรมันยอมแพ้ และหนีไปฮอลแลนด์ จึงหมดพันธะต่อกษัตริย์

กลายเป็นอาจารย์สอนทหารราบ

อายุ 40 ปี เป็นพันตรี ซึ่งถือว่าเร็วมากแล้วในสมัยนั้น

ต่อมาเป็นคณบดี ยศพันโท


ได้รับโอกาสใกล้ชิด ฮิตเล่อร์ และได้เป็นพันเอก และเป็นผู้ก่อตั้งกองทัพยานเกราะของเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 2

บุกโปแลนด์ เบลเยี่ยม และฝรั่งเศส

ได้เป็นพลโท และได้เป็น แม่ทัพในอัฟริกา

รบกับอังกฤษในอัฟริกา ชนะอังกฤษตลอด ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ยาก ต้องใช้การวางแผนชั้นยอด

แต่เพราะฮิตเลอร์ไม่ส่งเสบียงให้จึงพ่ายแพ้อังกฤษ

ได้รับสมญานามว่า จิ้งจอกทะเลทราย

รวมกลุ่มเพื่อนโค่นฮิตเลอร์

วางระเบิดสภา แต่ฮิตเลอร์ไม่ตาย

กลุ่มถูกสอบสวน จนถูกตรวจสอบได้

และถูกให้เลือกว่า จะกินยาพิษ หรือถูกขึ้นศาล แล้วถูกตัดสินว่า ทรยศชาติ ทำให้ครอบครัวล่มสลาย

ตัดสินใจกินยาพิษ

ทางการจัดงานศพให้อย่างยิ่งใหญ่

เขาเป็นคนไม่เห็นด้วยกับการสังหาร ชาวยิว
Read more ...

สุมาอี้

22 มิ.ย. 2552

สุมาอี้ / ซือหม่าอี้ (อังกฤษ: Sima Yi) (ค.ศ. 179-251)
นายทหารคนสำคัญของวุยก๊ก หลังยุคที่โจโฉสิ้นไปแล้ว เป็นชาวอำเภออุน เมืองเหอเน่ย (โห้ลาย) มณฑลเหอหนาน มีชื่อรองว่า ชงต๊ะ

มีลักษณะ แววตาแหลมเล็กคล้ายตาเหยี่ยว สุมาอี้เป็นคนเฉลียวฉลาด ชำนาญตำราพิชัยสงคราม ใจคอหนักแน่นแต่ก็เด็ดขาดในการตัดสินใจ กระทั่งมีผู้สนใจประวัติศาสตร์สามก๊ก ได้วิจารณ์ในทำนองเสียดสีไว้ว่า สุมาอ ี้คือ
"เจ้าสำนักด้านดำ" เพราะ

- มีความชาด้านทำเพื่อประโยชน์ของตนได้เสมอ
- โดยไม่สนใจในเรื่องคุณธรรม ศักดิ์ศรี และ
- มีความใจดำอำมหิตพร้อม ๆ กัน

ซึ่งเป็นอุปนิสัยของผู้มีอำนาจในประวัติศาสตร์ทุกยุคสมัย

สุมาอี้เริ่มต้นจากการรับราชการตำแหน่งเล็กก่อนที่จะไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งเสนาธิการและแม่ทัพ อย่างไรก็ตาม ความสุขุมลุ่มลึกของสุมาอี้นั้น ทำให้แม้แต่โจโฉยังไม่ไว้วางใจ และเคยเตือนบุคคลรอบข้างให้ระวังสุมาอี้ เมื่อโจโฉและโจผีสิ้นลง โจยอยได้ขึ้นครองราชย์ สุมาอี้ได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของวุยก๊ก และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง

โดยผลัดแพ้ ผลัดชนะกับขงเบ้งอยู่หลายครั้ง ทั้งคู่ต่างเกรงขามฝีมือของกันและกัน สุมาอี้เกือบตายด้วยวงล้อมไฟของขงเบ้งครั้งนึง แต่รอดมาได้ด้วยฝน ขณะที่ขงเบ้งก็เกือบตายเมื่อพลาดท่าที่จุดยุทธศาสตร์เกต๋ง แต่อาศัยการลักไก่ เล่นพิณบนกำแพงเมืองแล้วเปิดประตูเมือง ทำให้สุมาอี้ระแวงแล้วไม่กล้าบุก

ในการรบครั้งสุดท้ายระหว่างขงเบ้งกับสุมาอี้ ขงเบ้งต้องการเสร็จศึกโดยเร็วเพราะมีแม่ทัพเก่ง ๆ เยอะ แต่มีเสบียงน้อย ในขณะที่สุมาอี้นั้นมีเสบียงมากมาย ดังนั้นจึงไม่ยอมออกมารบ ขงเบ้งได้ส่งคนท้าทายสุมาอี้หลายต่อหลายครั้ง ถึงขนาดส่งเสื้อผ้าสตรีเยาะเย้ยให้สุมาอี้แต่ก็ไม่ยอมออกมา ท้ายที่สุด ขงเบ้งก็ต้องตรอมใจตายเนื่องจากหักโหมงานหนักเกินไป ดังคำที่สุมาอี้ทักไว้

สุมาอี้ มีบุตรชาย 2 คน ที่ล้วนแต่มีความสามารถมาก เพราะสุมาอี้มักสั่งสอนและให้ติดตามทำศึกอยู่เสมอ ๆ คือ สุมาสู และสุมาเจียว ภายหลังจากสิ้น 3 คนนี้แล้ว สุมาเอี๋ยน บุตรชายของสุมาเจียว หลานปู่ของสุมาอี้ได้รวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว และขึ้นครองราชย์เป็นเสวียนตี้ฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จิ้น เป็นอันสิ้นสุดยุคสามก๊ก และราชวงศ์ฮั่น

เมื่อสิ้นโจยอย โจฮองขึ้นครองราชย์แทน สุมาอี้ถูกตระกูลโจถอดออกจากตำแหน่งไปอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะไม่ไว้ใจในความซื่อสัตย์ของสุมาอี้ แม้สุมาอี้จะถูกปลดเป็นเวลานานถึง 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงฝึกการต่อสู้และมีบารมีในกองทัพอยู่ ท้ายที่สุดก็ทำการรัฐประหารในเมืองลกเอี๋ยง โค่นอำนาจที่คุมกองทัพของตระกูลโจ ที่นำโดยโจซอง บุตรชายของอดีตแม่ทัพใหญ่โจหยิน หมดสิ้น และเป็นตระกูลสุมาที่ได้ขึ้นมาครองอำนาจแทน
สุมาอี้ ตายเมื่ออายุได้ 73 ที่เมืองลกเอี๋ยง ด้วยโรคชรา

ครอบครัว-บิดา สุมาหอง เจ้าเมืองโฮโล่

บุตร-สุมาสู , สุมาเจียว , สุมาหลุน/ซือหม่าหลุน จักรพรรดิองค์ที่3 (ค.ศ. 301) แห่งราชวงศ์จิ้นตะวันตก

หลาน-สุมาเอี๋ยน ลูกชายคนโตของสุมาเจียว , สุมาฮิว ลูกชายคนรองของสุมาเจียว
Read more ...

จักรพรรดิถังไท่จง

22 มิ.ย. 2552


สมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จง(Emperor Tang Taizong)(1170-1186) จัักรพรรดิองค์ที่สองแห่งราชวงศ์ถังของประเทศจีน(ราว 1,600 ปี)ได้ยึดถือหลักคำสอนเรื่องนี้ของบรมครูขงจื่อ ในการ ปกครองประเทศจีน และทำให้ประเทศจีนในยุคที่พระองค์ทรงปกครองรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ 5 เป็นประเทศมหาอำนาจของโลกในยุดสมัยของพระองค์ราชวงศ์ถังนั้นยิ่งใหญ่มากมายนั้นเลยก็ว่าได้

แม้ว่าพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุด สามารถตัดสินพระทัยสั่งการใด ๆ ก็ได้ พระองค์ก็ทรงมิได้ปฏิบัติเช่นนั้น พระองค์จะไต่ถามความเห็นของเหล่าเสนาบดี และที่ปรึกษาของพระองค์ก่อนที่จะตัดสินพระทัยเสมอ โดยเฉพาะที่ปรึกษาท่านหนึ่ง นาม เว่ยจิง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาของพี่ชายพระองค์ที่เป็นรัชทายาท และได้แนะนำให้พี่ชายของพระองค์ วางแผนสังหารพระองค์ เนื่องจากที่ปรึกษาท่านนี้มองเห็นว่า พระองค์จะเป็นภัยก่อการขบถยึดราชบัลลังก์ของพี่ชาย เนื่องจากถังไท่จงเหนือชั้นกว่า จึงวางแผนซ้อนแผน แทนที่พระองค์จะถูกสังหาร พี่ชายของพระองค์กลับถูกปลิดพระชนม์ชีพแทน แต่ถังไท่จงรับสั่งมิให้ทหารของพระองค์ทำร้ายที่ปรึกษาผู้นั้น นอกจากไม่ทำร้ายแล้ว พระองค์ยังทรงแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นประธานที่ปรึกษา เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดาอีก ด้วยเหตุผลก็คือ พระองค์ท่านจะได้มีที่ปรึกษาอย่างน้อยหนึ่งท่านที่คิดแตกต่าง หรือไม่เหมือนกับที่พระองค์คิด กล้าคัดค้านพระองค์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เกรงกลัว หรือหวาดหวั่นต่อพระราชอำนาจ

จักรพรรดิถังไท่จงได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ให้เป็นมหาจักรพรรดิของจีนเพราะพระองค์แตกต่างจากจักรพรรดิทั้งปวง กล่าวคือ ไม่ว่าเชื้อพระวงศ์ก็ดี หรือเสนาบดีก็ดี หรือที่ปรึกษาก็ดีไปแอบนินทา ให้ร้ายพระองค์ลับหลัง พระองค์ก็จะทรงลงพระอาญา เพราะถือว่า พระองค์ทรงให้โอกาสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย และถูกต้องแล้วบุคคลเหล่านี้กลับไม่ทำ หรือไม่ใช้โอกาสดังกล่าว กลับมาแอบทำลับหลังพระองค์ จึงต้องถูกลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง ส่วนผู้ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ หรือคัดค้านพระองค์ต่อหน้าพระพักตร์อย่างชนิดตรงไปตรงมา อย่างเช่น อดีตที่ปรึกษาของพระเชษฐาขององค์จักรพรรดิถังไท่จงก็ทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้เพื่อให้บรรดาเหล่าขุนนาง หรือข้าราชบริพารมีความกล้าที่จะใช้โอกาสดังกล่าวคัดค้านพระองค์ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ไปแอบทำข้างหลัง
นอกจากนั้นพระองค์ก็ทรงปลอมเป็นสามัญชนไปกับประธานที่ปรึกษาออกตระเวนเยี่ยมประชาชนของพระองค์ และตรวจงานการปฏิบัติราชการของ เหล่าข้าราชบริพารเป็นประจำทุกปี เพื่อจะได้ทรงทราบว่า บรรดารายงานของข้าราชการที่ส่งไปให้พระองค์ทรงอ่านที่เมืองหลวงนั้นมีความถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงมากเพียงใด ไม่ใช่ทรงอยู่แต่ในวังหลวงพึ่งพารายงานจากข้าราชการอย่างเดียว บางครั้ง หากพระองค์ประชวร พระองค์ก็จะทรงส่งประธานที่ปรึกษาของพระองค์ออกทำงานแทนพระองค์ จักรพรรดิถังไท่จงถือว่าประชาชนมีความสำคัญกว่าพระองค์ และพระราชวงศ์ เวลาพระองค์จะตัดสินพระทัยทำอะไร ก็มักจะมองไปที่ผลประโยชน์ของประชาชนก่อนเสมอ

ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์นั้น พระองค์ทรงมีพระนามว่า "หลี ซื่อ หมิน" ประสูติเมื่อ ค.ศ.599(พ.ศ. 1142) โดยทรงเป็นพระราชโอรสองค์รองของจักรพรรดิถังเกาจู่ฮ่องเต้(หลี่หยวน)ต่อมาช่วงค.ศ.620-627 โอรสทั้ง 3 เกิดแย่งชิงอำนาจกันแต่ก็เป็น โอรสองค์รององค์ชายหลี่ซื่อหมินที่ได้ชัยชนะและบังคับให้พระราชบิดาตั้งพระองค์เป็นไท่จื้อ(รัชทายาท)ต่อมาในปีค.ศ.627้(พ.ศ. 1170)จักรพรรดิถังเกาจู่ประกาศสละราชสมบัติและรัชทายาทหลี่ซื่อหมินชันษา28พรรษาขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิถังไท่จง ทรงพระปรีชาสามารถทุกด้าน

ช่วงปลายรัชกาลได้เชิญซินแสชื่อหยวนเทียนกัง มาทำนายพระลักษณะขององค์ชายใหญ่ องค์ชาย4(หลี่ไช่)และองค์ชายเล็ก(หลี่จื้อ)ปรากฏว่าหยวนเทียนกังได้ทำนายว่าองค์ชายเล็กจะได้ครองราชย์ ถังไท่จงจึงทรงตั้งองค์ชายเล็กเป็นรัชทายาทแทนองค์ชายใหญ่เมื่อถังไท่จงสวรรคตลงเมื่อปีค.ศ.649(พ.ศ. 1192)ขณะพระชนม์ 50 พรรษา องค์รัชทายาทหลี่จื้อจึงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิถังเกาจง
Read more ...

พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร

18 มิ.ย. 2552





1 ใน 3 ทรราชย์ ยุค 14 ต.ค.16

ถนอม เป็นนายก

ประภาส เป็นมือขวา

ณรงค์ เป็นลูกถนอม เป็นมือทำงานให้ถนอม และเป็นลูกเขยของประภาส

ถูกกล่าวหาว่า ยิง ผู้ชุมนุม จาก ฮ.
Read more ...