แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ก่อการร้าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ก่อการร้าย แสดงบทความทั้งหมด

นายบิน ลาเดน

3 พ.ค. 2554
โดยไทยรัฐ เมื่อ 3 พ.ค.2554

กลายเป็นข่าวฮอต!!! ช็อคโลกไปเลย...เมื่อสื่อต่างประเทศรายงานข่าวการเสียชีวิตของ "โอซามา บิน ลาเดน" หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายอัล-เคดา ที่ทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สหรัฐฯ" ต้องการตัวมากที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข่าวนี้จะถูกนำเสนออกไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็เกิดข้อกังหาต่างๆ มากมาย โดยหลายฝ่ายต่างตั้งข้อสงสัยว่า เสียชีวิตได้อย่างไร เป็นฝีมือของใคร รวมถึงจริงหรือไม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับผิดภาพใบหน้าของเขา ในขณะที่เสียชีวิตและใบหน้าจริง เพราะแอคหน้าเหมือนรูปหลายปีก่อน

แม้ว่า "บารัค โอบามา" ผู้นำชาติมหาอำนาจ จะแถลงอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว เมื่อเวลา 23.30 น. ของวันที่ 1 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 10.30 น. ของวันที่ 2 พ.ค. ตามเวลาประเทศไทยแล้วก็ตาม ล่าสุดสหรัฐฯ ได้ทำจัดการฝังศพนาย บิน ลาเดน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอ้างต้องฝังศพรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงตามหลักศาสนาอิสลาม ส่วนพื้นที่ต้องเป็นทะเล หวั่นเกิดพื้นที่ไว้อาลัยหัวโจกก่อการร้าย

ชื่อ-นามสกุล : นาย บิน ลาดิน

นามแฝง : โอซามา บิน ลาเดน

ประวัติครอบครัว :

นายบิน ลาดิน หรือ โอซามา บิน ลาเดน เกิดเมื่อปี 2500 ที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นบุตรของภรรยาคนที่ 11 และบุตรคนที่ 17 ของวงศ์ตระกูล ในจำนวน 53 คน ของนายมูฮัมหมัด อาวาด บิน ลาดิน เศรษฐีพันล้าน ชาวซาอุดีอาระเบีย ที่อพยพครอบครัวจากประเทศเยเมน มาตั้งหลักปักฐานทำกิจการก่อสร้างในประเทศซาอุดีอาระเบีย

ต่อมาเขาได้ถูกรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ถอนสัญชาติและถูกบิดารวมทั้งตระกูลประกาศตัดขาดจากญาติ จากนั้นเขาได้เลือกใช้นามสกุล บิน ลา เดน ซึ่งสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Bin Laden เพื่อให้แตกต่างจากชื่อครอบครัวที่ใช้ว่า นายบิน ลาดิน หรือ Bin Ladin

นายบิน ลาดิน หรือ โอซามา บิน ลาเดน ผ่านการสมรส 3 ครั้ง ภรรยาคนแรกชื่อนางนัจวา

เรียนจบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์และการจัดการจากมหาวิทยาลัยริยาร์ด เจดดาห์และจบปริญญาตรี วิศวกรรมโยธาที่มหาวิทยาลัย King Abdul Aziz เมื่อปี 2522 ก่อนเริ่มทำงานในบริษัทของครอบครัว โดยเป็นวิศวกรให้กับบริษัทก่อสร้างของครอบครัวในเมืองเจดดาห์ ในเวลาต่อมาเขาได้เข้าร่วมใน "สงครามศักดิ์สิทธิ์" หรือ "จีฮัด" กับสหภาพโซเวียต หลังจากที่สหภาพโซเวียต

โอซามา บิน ลาเดน บุกเข้ายึดประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อปี 2522 จากนั้นเขาจึงหันมาสนใจปัญหาการเมืองในอัฟกานิสถาน ได้ก่อตั้งเครือข่าย "อัล เควดา" (Al Qaeda) ซึ่งแปลว่า "ฐานที่มั่นทางทหาร" เมื่อปี 2532 และตั้งตัวเป็นผู้นำขบวนการก่อการร้าย "อัล เควดา" ขณะเดียวกันก็ให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบียและเยเมน ทำให้เขาโดนรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย สั่งยึดหนังสือเดินทางเป็นเวลา 2 ปี พร้อมกับถอนสัญชาติซาอุดีอาระเบีย ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของเขาในประเทศ และโดนขับไล่ออกนอกประเทศในปี 2537 

จากนั้นเขาได้ย้ายฐานปฏิบัติการก่อการร้ายเข้าไปอยู่ในซูดาน พร้อมกับประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขับไล่ผู้รุกรานรายใหม่ออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม ต่อมาได้ไปอาศัยอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน และเป็นอาคันตุกะของรัฐบาลทหารกลุ่มทาลีบัน ซึ่งมีเครือข่ายโยงใยในหลายประเทศ ทั้งในประเทศอัฟกานิสถาน, ซูดาน, เยเมน และส่วนอื่นๆ ของตะวันออกกลาง รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หัวหน้าเครือข่ายก่อการร้ายอัล เคดา ได้บงการให้ลูกน้องพลีชีพ ก่อวินาศกรรมด้วยการจี้เครื่องบินพุงชนตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก และตึกเพนตากอน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544

นอกจากนี้ยังทำฟาร์มนกกระจอกเทศในประเทศเคนยา, ทำป่าไม้ในตุรกี, ทำการค้าเพชรในแอฟริกา, การเพาะพันธุ์อูฐในซูดานและการเกษตร

บันทึกอื่น ๆ
นายบิน ลาดิน มีรูปร่างผอมสูง มีความสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว น้ำหนัก 160 ปอนด์ เป็นคนถนัดซ้าย และมีไม้เท้าหรือท่อนไม้ ช่วยในการเดินติดมืออยู่เสมอ ชอบขับรถยนต์ความเร็วสูง (รถสปอร์ต) และเคยซื้อเรือมาขับด้วย ขี่ม้าเก่ง พูดภาษาอังกฤษได้ยอดเยี่ยม และเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์

ติดต่อบินลาเดน ได้ที่ Facebook ของเขาที่นี่ครับ

Read more ...

จามัล โมฮัมหมัด อัล-บาดาวี

11 ต.ค. 2552

วันเดือนปีเกิด : 22 กรกฎาคม 1960 หรือ 23 ตุลาคม 1960 หรือ 23 ตุลาคม 1963
สถานที่เกิด : อัล-ชาร์จีอาน, มาคีราส, เยเมน
ส่วนสูง : ประมาณ 5 ฟุต 5 นิ้ว (165 ซม.)
น้ำหนัก : ประมาณ 175 ปอนด์ (79 กก.)
ผม : สีดำ
ตา : สีดำ
เพศ : ชาย
สีผิว : สีมะกอก
ชื่ออื่นๆ : จามัล มูห์ซิน อัล-ทาลี, อาบู อับดุล ราห์มัน อัล-บาดาวี, อาบู อับดุล ราห์มัน อัล-อดานี, จามัล โมฮัมหมัด อาหมัด อาลี อัล-บาดาวี, จามัล โมฮัมหมัด อาหมัด

บุคคลในรายชื่อข้างบนเป็นที่ต้องการตัวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิดเรือรบโคล (Cole) ของกองทัพเรือสหรัฐ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2000 ที่กรุงเอเดน ประเทศเยเมน การโจมตีดังกล่าวทำให้ทหารเรืออเมริกัน 17 คนเสียชีวิต

บุคคลตามรายชื่อข้างต้นได้ถูกฟ้องร้องไว้ในข้อหาต่อไปนี้:

การฆาตกรรมและการสมรู้ร่วมคิดที่จะฆาตกรรมพลเมืองสหรัฐและเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐ การสมรู้ร่วมคิดที่จะใช้และการใช้อาวุธทำลายมวลชน การทำความเสียหาย และการทำลายทรัพย์สินของรัฐบาลและสถานที่และอุปกรณ์การป้องกันประเทศ และการให้การสนับสนุนทางวัตถุต่อองค์กรก่อการร้าย
Read more ...

คณะลูกขุน ลงโทษ นาย Moussaoui จำคุกตลอดชีวิต จากเหตุการณ์ 9/11

8 ต.ค. 2552
วันนี้ (๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙) ทาง CNN.com (คลิ๊ก) ได้ลงข่าวสำคัญ คือ นาย Moussaoui จำเลยในคดีก่อการร้าย ถล่มตึก World Trade และสถานสำคัญอื่น ๆ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ หรือ คดี 9/11 ถูกคณะลูกขุนตัดสินว่าเขาได้กระทำผิดจริง และพิพากษาให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยไม่มีโอกาสที่จะได้รับ Probation หรือทัณฑ์บน จึงขอนำข่าวมาเล่าให้ฟัง และบันทึกเหตุการณ์สำคัญนี้ไว้ด้วย

หลังจากที่ คณะลูกขุน (a federal jury) ได้ประชุมลับนานถึง ๔๑ ชั่วโมง ของช่วงสัปดาห์ก่อน ก็สามารถลงมติ (Jury Deliberation) ว่า พนักงานอัยการโจทก์ ได้นำสืบโดยปราศจากสงสัย ว่านาย Zacarias Moussaoui สมาชิกผู้ก่อการร้าย Al Qaeda ได้กระทำผิดจริง ในฐานะผู้มีส่วนในการการก่อการร้าย และก่อให้มีผู้เสียชีวิตกว่า ๓,๐๐๐ คน เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๙ และประกาศว่า (Return verdict) ว่าเขาสมควรได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยปราศจากโอกาสที่จะได้รับปล่อยตัวโดยมีทัณฑ์บน (probation)

หลังจากที่คณะลูกขุนประกาศดังกล่าว นาย Moussaoui ก็ตะโกนกู่ก้องว่า อเมริกา "คุณแพ้" "ผมชนะ" ("America, you lost.") พร้อมตบมืออย่างกึกก้องในห้องพิจารณา พร้อมตะโกน "I won." อีกหลายครั้ง ท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุที่ทำให้เขาประกาศก้องเช่นนั้น ก็เพราะว่า ทางอัยการสหรัฐ ได้พยายามแสดงหลักฐานให้ศาลเห็นว่า นาย Moussaoui ควรจะได้รับโทษประหารชีวิตเท่านั้น และในคดีนี้ คณะลูกขุน ก็มีทางเลือกเพียง ๒ ทาง คือ ตัดสินเขาควรได้รับโทษประหารชีวิต ( death by injection) หรือ จำคุกตลอดชีวิต แต่พนักงานอัยการก็ไม่ประสบความสำเร็จในการจูงใจให้คณะลูกขุนลงโทษประหารชีวิตเขาได้

พนักงานอัยการ ได้นำพยานหลักฐานมาเสนอต่อลูกขุน ในช่วงเดือนก่อน ในขั้นตอนว่า Penalty phase เขาควรได้รับการลงโทษสถานใด เช่น นำเทปบันทึกเสียงของบุคคลผู้เคราะห์และอยู่ในเหตุการณ์ 9/11 ที่ร้องเรียกขอความช่วยเหลือ ก่อนจะเสียชีวิต ทั้งในตึก World Trade และเครื่องบินของ United Airlines สายการบินที่ 93 มาเปิดในห้องพิจารณาหลาย ต่อหลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ความสูญเสียที่ ตึก Pentagon ที่ตั้งอยู่ ทางเหนือของ Virginia ด้วย

นอกจากนี้ พนักงานอัยการยังได้นำเสนอเทปบันทึกเสียงของนาย Moussaoui ที่พูดว่า เขามีความยินดีปรีดาที่จะได้ฆ่าชาวอเมริกันทุกเมื่อ หากมีโอกาส ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และเมื่อใด

จากการนำสืบพยานของอัยการ นาย Moussaoui อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ September 11 ซึ่งมาเขาได้ให้การรับสารภาพ (pleaded guilty) ว่าเขาได้ร่วมวางแผนและสมคบกันกับผู้อื่นเพื่อกระทำผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายในครั้งนี้ (terrorism conspiracy)

คำรับสารภาพเขา ทำให้เขาต้องรับโทษประหารชีวิต ใน ๓ ข้อกล่าวหา จากทั้งหมด ๖ ข้อกล่าวหา กล่าวคือ กระทำการก่อการร้าย ในดินแดนของสหรัฐฯ ทำให้เครื่องอากาศยานสำหรับขนส่งคนโดยสารให้เสียหาย และใช้อากาศยานนั้น เป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง ซึ่งมีผลดังเช่น อาวุธร้ายแรงอื่น

จากการไต่สวนเพื่อกำหนดโทษนาย Moussaoui คณะลูกขุนได้พบว่า นาย Moussaoui ให้การอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน (federal investigators) ก่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 เป็นเวลา ๑ เดือน ทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายดังกล่าวขึ้นในเวลาต่อมา และสมควรได้รับโทษประหารชีวิตในการกระทำผิดนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนลงโทษประหารชีวิต คณะลูกขุนจะต้องชั่งน้ำหนักและเหตุปัจจัยในการบรรโทษและเพิ่มโทษเข้าด้วยกันก่อน เช่น ปัจจัยในเรื่อง ความเกลียดชังระหว่างชนชาติหรือผิวสี (the heinousness of the crime) และ ผลกระทบต่อญาติของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย กับ ประวัติและสุขภาพจิต (background and mental health) ของนาย Moussaoui

พนักงานอัยการ ได้นำสมาชิกครอบครัวของเหยื่อในเหตุการณ์ 9/11 กว่า ๓๐ ครอบครัว มาแถลงว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทั้งสามีที่ต้องสูญเสียภรรยา ภรรยาที่ต้องสูญเสียสามี พ่อแม่ที่ต้องเสียลูก รวมถึงเพื่อน ๆ ที่ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ถูกเรียงร้อยเป็นเรื่องราวของความสูญเสียที่ไม่อาจเยียวยาว

เสียงร้องของผู้คนโดยสารที่ถูกบันทึกไว้ใน the cockpit voice recorder จากสายการบิน United Airline เที่ยวบินที่ 93 ที่แสดงถึงความห้าวหาญที่จะปกป้องประเทศชาติและขัดขืนต่อการถูกยึดเครื่องบิน ก่อนที่เครื่องจะพุ่งโหม่งพื้นโลกที่ชายแดนของ Shanksville ในรัฐ Pennsylvania ได้ถูกถ่ายทอดในห้องพิจารณานั้นด้วย



ภาพจำลอง โดย CNN.com


กลับมาดูทางฝ่ายจำเลย ศาล ได้ตั้งทนายให้แก่นาย Moussaoui เพื่อต่อสู้คดีในศาลด้วยเช่นกัน ทนายจำเลย ได้ยกข้ออ้างเรื่อง mental illness ของจำเลย โดยอ้างว่า สุขภาพจิตของนาย Moussaoui ไม่ปกติ โดยทนายจำเลยให้ขอให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ แล้วให้การว่า จำเลยเจ็บป่วยทางจิต โดยเป็นโรค A delusional paranoid schizophrenic หรือ โรคจิตที่ทำให้ตนเองแปลกแยกจากสังคมอย่างร้ายแรง โดยเขาได้มีปัญหาพื้นฐานมาจากครอบครัวที่มีปัญหาร้ายแรง เพราะถูกบิดาทำร้ายจนต้องประสบกับปัญหาเจ็บป่วยทางจิต

เพื่อน ๆ ของนาย Moussaoui ทั้งจาก ฝรั่งเศส และอังกฤษ ซึ่งร่วมชั้นเรียนใน business school ในช่วงต้นทศวรรตที่ 1990 ได้บรรยายว่า เมื่อก่อนนี้ นาย Moussaoui เป็นคนร่าเริงมาก แต่หลังจากที่นาย Moussaoui ได้ประกาศตนเป็นมุสลิมแล้ว เขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่นเดียวกับคำให้การของ มุสลิม อื่น ในมัสยิด ที่ London's Brixton

"คุณสามารถมองเห็นความเกลียดชังต่อคนอื่นที่มีอยู่บนใบหน้าของเขา" นาย Abdul Haqq Baker ประธานมัสยิด กล่าวในวิดิโอเทป ที่แสดงต่อคณะลูกขุน

"เขาช่างกระตือรือต้นในการที่จะปฏิบัติและอุทิศตนเองไปตามแนวทางที่จะมุ่งไปสู่แนวคิดของ jihad" นาย Abdul Haqq Baker กล่าวต่อไป

ในช่วงการให้การของนาย Moussaoui เขากล่าวว่า เขารู้ถึงแผนการก่อการร้ายในครั้งนี้ ล่วงหน้าเป็นอย่างดี โดยตัวเขาเอง ได้ถูกมอบหมายให้ทำการปล้นและยึดเครื่องบินลำที่ ๕ เพื่อที่จะพุ่งชนทำเนียบขาว (White House) ร่วมกับนาย Richard Reid ซึ่งรู้จักกันในนาม the shoe bomber

ในขณะที่ นาย Reid ได้ถูกฟ้องร้อง และรับโทษจำคุกตลอดชีวิตไปแล้วในข้อหา พยายามวางระเบิดเครื่องบินโดยสาร ที่เขาซ่อนระเบิดไว้ในรองเท้า (sneakers) ของเขาเอง ของสายการบินจาก Paris ฝรั่งเศส เพื่อมุ่งหน้าไปยัง Miami รัฐ Florida แต่เขาได้ถูกจับเสียก่อน ทำให้ผู้โดยสารทุนคนปลอดภัย พร้อมกับเครื่องบินที่เปลี่ยนที่หมายไปลงที่สนามบิน Boston รัฐ Massachusetts

นาย Moussaoui ไม่เคยแสดงความเสียใจ (remorse) จากการกระทำผิดครั้งนี้ที่ให้มีคนตายจำนวนมากมาย เขาได้พูดในชั้นศาลว่า เขามีความเสียใจประการเดียว คือ การโจมตีครั้งนี้ ไม่ได้ผลร้ายแรงเพียงพอ ตามที่เขาตั้งใจไว้ เขายังพูดต่อไปว่า

"ข้าพเจ้า ปรารถนาที่จะให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ ไม่ใช่แค่ในวันที่ ๑๑ หรอก โดยข้าพเจ้าหวังว่าจะมีเหตุการณ์ ในวันที่ ๑๒, ๑๓, ๑๔, ๑๕, ๑๖, ๑๗ พวกเรา (ผู้ก่อการร้าย) จะดำเนินการต่อไปครั้งแล้วครั้งเล่า" เขากล่าวต่อไปว่า "เราจะทำดังเช่นคำกล่าวที่ว่า ไม่มีความเจ็บปวด เราก็ไม่มีทางที่จะได้รับประโยชน์ที่เราหวัง" (Like they say, no pain, no gain.")

แม้เขาจะกล่าวถึงเพียงนี้ .... ทนายของเขา ก็ยังได้ร้องขอต่อคณะลูกขุนว่าอย่าตัดสินให้เขาต้องรับโทษประหารชีวิตเลย และให้เขาประสบความทุกข์ทรมาน เพราะความเชื่อของเขาเอง (Al Qaeda martyr)

ตลอดเวลาในการพิจารณาคดีนี้ สมาชิกของครอบครัวผู้สูญเสีย ได้เฝ้าสังเกตการณ์และเข้างฟังการพิจารณาโดยตลอด ทั้งในห้องพิจารณาและจากโทรทัศน์วงจรปิดถ่ายทอดการพิจารณาโดยตลอด ซึ่งศาลได้จัดไว้ให้มีไว้ที่ Alexandria courthouse และ ศาลระดับ federal courthouses ใน Manhattan และ Long Island เมือง New York City รวมถึงการถ่ายทอดสดการพิจารณาไปยังเมือง Newark รัฐ New Jersey และ เมือง Philadelphia รัฐ Pennsylvania รวมถึงที่ Boston ด้วย

ได้มีเสียงวิจารณ์ว่า "ผมมั่นใจว่า เขาไม่ได้บ้า ตามที่กฎหมายกำหนด เพราะเขาสามารถแยกแยะระหว่างความชั่วและความดี ได้อย่างชัดเจน" นาย Hamilton Peterson ญาติผู้ตายในสายการบิน เที่ยว 93 กล่าว



ความเห็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาของศาลสหรัฐ




กระบวนการพิจารณาของศาล

ผมขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาของศาลอเมริกัน สักนิดหนึ่งแล้วกัน การพิจารณาคดีของศาลอเมริกัน ทั้งในระดับ State และ Federal จะมีความคล้ายคลึงกันตรงที่ว่า มีคณะลูกขุน (Jury) มาตัดสินก่อนว่า จำเลยได้กระทำผิดจริงหรือไม่ เพื่อคานอำนาจของรัฐ ไม่ให้ฟ้องใครโดยไม่จำเป็น หรือกลั่นแกล้งกัน โดยไม่จำเป็น ซึ่งระบบนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะคดีส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นฐานของสีผิว และชนชั้น ทำให้บางครั้ง คดีไม่ค่อยเป็นไปตามหลักกฎหมายและความยุติธรรมที่แท้จริง ดังเช่นเกิดขึ้นในคดีของ O.J. Simson ที่มีข้อหาว่า เป็นเพราะ Jury เป็นคนดำ ทำให้เขารอดพ้นจากการลงโทษในคดีฆ่าภรรยาตนเอง

ขั้นตอนทั่วไป

หากว่าคณะลูกขุน ได้ฟังการสืบพยานของอัยการ และทนายจำเลยแล้ว หากลงมติว่า Not guilty เป็นอันว่า คดีจะถูกจำหน่ายออกจากศาลโดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ และรัฐไม่อาจนำคดีฟ้องใหม่ได้ ซึ่งมีข้อยกเว้นน้อยมาก เช่นว่า การพิจารณาของคณะลูกขุน (Jury deliberation) ได้รับอิทธิพลจากภายนอก ตัวอย่างเช่น การข่มขู่ หรือ มี Bias เพราะเป็นญาติ เพราะโดยปกติ การพิจารณาของ Jury นั้น ถือเป็นความลับอย่างยิ่ง ซึ่งศาลจะไม่อาจเข้าตรวจสอบได้

ในทางกลับกัน หากคณะ Jury ประชุมแล้ว แล้ว Return verdict ว่า Guilty แล้ว โดยปกติแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นกระบวนการพิจารณากำหนดโทษ (Sentencing) มีข้อยกเว้นน้อยมาก ที่ศาลจะเห็นว่า การพิจารณาของ Jury ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลก็จะกำหนดให้มีการนำคดีจะเข้าสู่การพิจารณา (Trial) อย่างเป็นทางการต่อไป ในขั้นตอนการพิจารณานี้ ศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าผิดในข้อหาใดบ้าง ตามฟ้องของอัยการโจทก์ แต่โดยปกติแล้ว พนักงานอัยการจะมีหน้าที่สืบพยานหลักฐานในชั้นไต่สวน (Trial) เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ขั้นตอนพิพากษา

ในขั้นตอนนี้ พนักงานอัยการจะต้องนำสืบว่า จำเลยได้กระทำผิดในข้อหาใด ตามฟ้องของอัยการนั้น ขั้นตอนนี้ จะแยกจากขั้นตอนการกำหนดโทษ (Sentencing) กฎหมายของรัฐ อาจจะให้ Jury เข้ามากำหนดพิจารณากำหนดโทษด้วย แต่บางรัฐ ก็ให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีตัดสินคดี ทำการกำหนดโทษด้วยตนเอง ไม่ต้องฟังความเห็น หรือ ไม่ต้องให้ Jury เข้ามายุ่งเกี่ยวอีก หลักการทั่วไปในคดีอาญา คือ โจทก์ (พนักงานอัยการ) จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อคณะลูกขุน หรือ ต่อศาล จนคณะลูกขุน หรือศาล (กรณีจำเลยขอสละสิทธิ์ในการมีคณะลูกขุน) เชื่อว่า จำเลยกระทำผิดจริง โดยปราศจากสงสัยตามสมควร หรือ ที่เราคุ้น ๆ กันในชื่อว่า Prove beyond reasonable doubt ครับ ส่วนในคดีแพ่ง ก็เป็นไปตามหลักที่ว่า ใครกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด ย่อมต้องนำสืบต่อศาล ให้ศาลเห็นว่า คำกล่าวอ้างนั้น น่าเชื่อถือ ตามหลัก preponderance test แต่ไม่ต้องพิสูจน์ถึงขนาดให้ศาลเชื่อจนปราศจากสงสัยแบบในคดีอาญา

ขั้นตอนกำหนดโทษ (sentencing)

การพิจารณาพิพากษาว่ากระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ จะแยกจากการกำหนดโทษ คดีระดับ Federal ส่วนใหญ่แล้ว จะมี Jury เข้ามาเกี่ยวข้องในขั้นตอนการกำหนดโทษด้วยเสมอ โดยพนักงานอัยการจะต้องนำเสนอ aggravating factors และ mitigating factors คือ ข้อเท็จจริงที่จะทำให้ จำเลยรับโทษเพิ่มขึ้น หรือ น้อยลง เช่นว่า จำเลยฆ่า บิดามารดา ฆ่าเจ้าพนักงาน ก็จะทำให้จำเลยได้รับโทษหนักขึ้น โดยมี Sentencing Guideline เป็นตัวกำหนด ระหว่างตัว Mitigating factors และ Aggravating factors กับ ประวัติของจำเลยในอดีตที่ผ่านมา เป็นตารางที่แน่นอน

ในคดีนี้ ฝ่ายโจทก์ได้นำเสนอหลักฐานต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยไม่ได้แสดงถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่มีความรู้สึกภูมิใจที่ได้เข่นฆ่าชาวอเมริกา รวมถึงความเสียของญาติผู้ตายต่อคณะลูกขุน อันถือเป็น Aggravating factors ที่เขาต้องได้รับโทษประหารชีวิต ตามกฎหมายเรื่องก่อการร้าย และการฆาตรกรรม

ในขณะที่ทนายจำเลย ได้นำเสนอ mitigating factors เช่นว่า ประวัติของจำเลยที่ถูกบิดา Abuse ระหว่างวัยเยาว์ จะทำให้เขาต้องเป็นโรคแตกแยกจากสังคมอย่างร้ายแรง หรือ อาการเจ็บป่วยทางจิตอย่างร้ายแรง ที่ทำให้เขาไม่ต้องรับโทษหนักขึ้น และควรได้รับโทษน้อยลง



หมายเหตุ: เป็นอันว่า พนักงานอัยการ

ไม่อาจทำให้คณะลูกขุนเชื่อว่าเขาควรได้รับโทษประหารชีวิต ......

ถ้าเพื่อน ๆ เป็นลูกขุน จะตัดสินอย่างไรครับ.....
Read more ...

1. Baitullah Mehsud - 2. Abdullah Mehsud

23 ส.ค. 2552



1. born ca. 1974,

and reportedly died 5 August 2009

2. Born: 1974
Helmand, Afghanistan

Died 24 July 2007
Balochistan, Pakistan
Read more ...

Abu Bakar Bashir

22 ส.ค. 2552


บาชีร์ผู้นำทางจิตวิญญาณกลุ่มเจไอชี้เหตุก่อการร้ายไม่สิ้นสุดจนกว่ารบ.จะเคารพกฎหมายอิสลาม

ตำรวจอินโดนีเซียได้เผยแพร่ภาพเค้าโครงของผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นมือระเบิดีที่ก่อเหตุที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออต และริทซ์ คาร์ลตัน ที่กรุงจาการ์ต้า ของอินโดนีเซีย ขณะที่นายอาบู บาคาร์ บาเชียร์ ผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีการกล่าวหาว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์หรือเจไอ ได้ออกมายืนยันว่า ลัทธิก่อการร้ายจะไม่สิ้นสุดลงจนกว่ารัฐบาลจะให้ความเคารพต่อกฎหมายอิสลาม

ทางการอินโดนีเซียกำลังเร่งหาทางจับกุมตัวผู้ก่อเหตุระเบิดโรงแรมทั้ง 2 แห่ง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเผยแพร่ภาพเค้าโครงของผู้ต้องสงสัยดังกล่าวคาดว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากประชาชน

บลูมเบิร์กรายงานว่า ทางการระบุว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุระเบิดที่โรงแรมแมริออตเป็นชายอายุประมาณ 16-17 ปี ส่วนมือระเบิดโรงแรมริทซ์นั้นอายุประมาณ 20-40 ปี ตำรวจชี้ว่า เหตุระเบิดครั้งนี้มีความเกี่ยวพันกันกับกลุ่มก่อการร้ายเจไอ ซึ่งถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้วางระเบิดหลายครั้งในอินโดนีเซียช่วง 6 ปีที่ผ่านมาจนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 280 ราย

หนังสือพิมพ์ดิ ออสเตรเลียน รายงานโดยอ้างนายบาชีร์ว่า สาเหตุหลักที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขี้นก็คือ รัฐบาลอินโดนีเซีย และเหตุการณ์แบบนี้จะไม่สิ้นสุดลงจนกว่ารัฐบาลจะปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง

บาชีร์ ปฏิเสธที่จะประณามการโจมตีที่เกิดขึ้น และชี้ว่าเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงเหตุผลของการสู้รบกับผู้ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมและชี้ว่า นายนอร์ดิน โมฮัมหมัด ท็อป ซึ่งเป็นผู้ก่อการรายที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดและเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุระเบิด 2 โรงแรมหรูเป็นผู้ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องศาสนาอิสลาม
Read more ...