พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ถึงเวลาชำระรอยแค้น กรณีถูกปล้นตำแหน่ง ผบ.ตร

18 ม.ค. 2554
โดยนิตยสาร who ปลายปี 2553 

เปิดอาณาจักร อดีต ผบ.ตร. ฉายา “มือปราบตงฉิน” พาชมบ้านอยู่สบายที่ใช้ชีวิตมาตลอด 20 ปี เผยภารกิจหลังเกษียณที่ยังหนีไม่พ้นต้องขึ้นโรง ขึ้นศาล เพื่อฟ้องร้องและเดินหน้า เผยความจริงทุกประการของผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ต้องถูกปลดจากตำแหน่งสูงสุดในเส้นทาง สีกากี พร้อมประกาศ
ลงสนามการเมืองในอนาคต

นายตำรวจผู้โด่งดังซึ่งตลอดอายุราชการ แม้จะฝากผลงานจนสร้างชื่อเสียงระดับตำนาน ในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่สีแดง อ.นาแก จ.นครพนม เมื่อปี 2520 จนได้รับการยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษนาแก” บวกกับภาพลักษณ์นายตำรวจมือปราบที่ซื่อตรง ผู้มีอำนาจในหลายรัฐบาลจึงมักเลือกให้้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบคดีอื้อฉาวที่สังคมและสื่อตั้งข้อสงสัย แต่ทว่าเส้นทางในแวดวงสีกากีของ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หรือบิ๊กตู่ 

ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไป เพราะที่ผ่านมามีทั้งเคยถูกฟ้องกรณีบุกรุกป่าสงวน บริเวณบ้านพักตากอากาศ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาต่างๆ นานา จนถูกปลดจากตำแหน่งผบ.ตร.

บ้านหลังใหญ่ร่มรื่นด้วยแมกไม้บนพื้นที่ 2 ไร่เศษของครอบครัว เตมียาเวส (ภรรยา-พัสวีศิริ และบุตรสาว บุตรชาย ศศิภาพิมพ์-ทรรศน์พนธ์-ทัศนาวัลย์) ที่พำนักมาตลอด 20 ปี จวบจนชีวิต หลังเกษียณราชการของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โดยปัจจุบันเขายังมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท 2 แห่ง คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท บอดี้โกลฟ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเจ้าตัวถือว่าเป็นงานอดิเรก ที่ได้นำประสบการณ์และความรู้ด้านกฎหมาย มาใช้ทำงานเพื่อทำให้ชีวิตหลังเกษียณ มีคุณค่ามากกว่าการพักผ่อนนอน-นั่งไปวันๆ 

บิ๊กตู่บอกเล่าความเป็นมาของบ้านสวย-สงบนี้ว่า “บ้านสองหลังนี้ผมปลูกมาตั้งแต่ ผมยังเป็นผู้บังคับการตำรวจกองปราบปราม สไตล์บ้านของผมส่วนใหญ่จะออกแบบกันเอง โดยมีพี่ชาย ภรรยาที่เป็นอาจารย์วิศวะมีบริษัทออกแบบก่อสร้างเข้ามาช่วยออกแบบให้ ถามว่าบ้านผมสไตล์ไหน ผมไม่รู้ เพราะไม่มีสไตล์ (หัวเราะ) บริเวณบ้านมีต้นไม้หลากหลายชนิด ทำให้ร่มรื่นอยู่แล้วครอบครัว มีความสุข” กล่าวพลางมองไปรอบๆ บริเวณบ้าน ที่จะเห็นต้นไม้นานาพันธุ์ปลูกเรียงรายเต็มพื้นที่ ซึ่งเป็นฝีมือการจัดสวนของคุณโต้ง (กัมพล ตันสัจจา) แห่งสวนนงนุช พัทยา ในฐานะเพื่อนสนิท จึงได้มาช่วยจัดและปลูกต้นไม้ให้ในบริเวณสวนรอบๆ บ้าน

“ผมชอบสวน เพราะถ้าบ้านไม่มีต้นไม้ก็จะทำให้บ้านดูแข็งทื่อ นอกจากมีสวนแล้ว ก็ยังมีสนามหน้าบ้าน หลังบ้านทางเดินก็เต็มไปด้วยต้นไม้” บิ๊กตู่กล่าวด้วยน้ำเสียงและแววตาอ่อนโยน เมื่อเอ่ยถึงความสุข ที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เจ้าตัวชื่นชอบเป็นพิเศษ ชมทัศนียภาพภายนอกแล้ว เมื่ีอเดินเข้าไปภายในตัวบ้าน ตรงโถงทางเข้าและห้องรับแขกจะดูเคร่งขรึมเป็นทางการ ด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบร่วมสมัย และตู้บิลด์-อินที่ทำจากไม้ ส่วนของ ประดับตกแต่งบ้านส่วนใหญ่ เจ้าของบ้านบอกว่า หลายชิ้นเป็นของดั้งเดิมซึ่งใช้มาตั้งแต่เป็นนายตำรวจ

“ผมไม่ค่อยได้ซื้ออะไรใหม่ๆ มาตกแต่งบ้านมากนัก โต๊ะรับประทานอาหารชุดนี้ก็ใช้มาตั้งแต่สมัยเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. พอมาเป็นจเรตำรวจ ห้องทำงานพื้นที่น้อยก็เลยเอากลับมาใช้ที่บ้าน ส่วนโต๊ะประชุมที่เห็น (ชี้ไปที่โต๊ะขนาด 10 ที่นั่งภายในห้องทำงาน) ตอนผมเป็นผบ.ตร. ก็เอาโต๊ะส่วนตัวของผมไปใช้ที่สำนักงานฯ ด้วย ตอนแรกคิดจะเอาไว้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ต่อ แต่พอถูก ปล้นตำแหน่ง ผมก็เลยไม่ให้ เอากลับมาใช้ที่บ้านดีกว่า ขนาดกระถางหน้าสำนักงานตำรวจฯ ผมทำไว้สวยๆ ยังเอาของผมไปทิ้งกันเลย แล้วของพวกนี้ผมจะให้มันทำไม” อดีต ผบ.ตร. เล่าด้วยน้ำเสียงดุดันใน ลีลาการพูดแบบเปิดเผยตรงไปตรงมาเช่นที่เคยเป็นมา

แม้วันนี้ “บิ๊กตู่” จะอายุล่วงเข้าปีที่ 62 แล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรง ฟิตแอนด์เฟิร์ม ดูเผินๆ อาจนึกว่าเพิ่งผ่านเลข 5 นำหน้ามาได้ไม่นาน เจ้าตัวบอกว่า สาเหตุน่าจะมาจาก การที่ตลอดชีวิตการทำงาน จะใช้เวลาว่างออกกำลังกายเป็นประจำ เรียกว่าตั้งแต่รับราชการตำรวจ อยู่ใกล้ตรงไหน ก็ออกกำลังกายตรงนั้น ถ้าอยู่บ้านก็วิ่งอยู่ในสวนของบ้าน หรือสมัยเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทุกเย็นก็จะวิ่งรอบๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นประจำ จนกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนที่ผ่านไป-มาในบริเวณนั้น

“ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายตั้งแต่สมัยปราบคอมมิวนิสต์ที่นาแกแล้ว อาหารโปรดของผมแทบไม่มี เพราะผมกินได้ทุกอย่าง เคยนอนกลางดินกินกลางทราย ก็เลยทำให้เราอยู่ง่ายใช้ชีวิตง่ายๆ และผมก็เป็นผบ.ตร. ที่ใช้เงินน้อยที่สุด (หัวเราะอย่างอารมณ์ดี) โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน สมัยท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายงานด้านบริหาร ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลย มีบางหน่วยงานมาขอความช่วยเหลือท่านก็ช่วยไป ไม่เหมือน รัฐบาลเลือกตั้ง มันคนละเรื่องกันเลย ต่างกันราวฟ้ากับเหว”

อดีต ผบ.ตร. เอ่ยถึงอดีตที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำ
ก่อนที่จะคุยเพลินนอกเรื่องไปไกล อดีตมือปราบระดับตำนาน บอกเคล็ดลับการดูแลสุขภาพในแบบฉบับของเขาว่า “สมัยผมอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้รอบวิ่งจะไม่ไกลมาก แต่วิ่งให้รอบเยอะขึ้น ก็จะได้เหงื่อเหมือนกัน ที่สำคัญไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง พอวิ่งเสร็จแล้วอาบน้ำอาบท่า แต่งตัว ก็สามารถทำงานต่อได้เลย แต่ถ้ามีเวลาหน่อยก็จะไปวิ่งที่สวนลุมกับก๊วนเพื่อนๆ ผมวิ่งที่สวนลุมตั้งแต่ปี 2535 เกือบ 20 ปี ก็เห็นหน้ากันประจำ หายไปก็เยอะ (หัวเเราะ) บางวันผมไม่ได้ไปวิ่งที่สวนลุม เพื่อนๆ ก็จะมาหา และวิ่งด้วยกันที่สำนักงานตำรวจ การวิ่งทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ผมวิ่งวันละ 7-8 กิโล”

พูดคุยถึงไลฟ์สไตล์สบายๆ ในบ้านหลังงามที่กรุงเทพฯ แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะถามไถ่ถึงบ้านพักตากอากาศที่ภูไพรธารน้ำรีสอร์ท ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพราะบ่อยครั้งที่ “บิ๊กตู่” มักไปปลีกวิเวก หรือหลังว่างจากการทำงาน ก็จะมาพักผ่อนที่บ้านหลังนี้ “ที่ดินกว่า 50 ไร่ ที่ทองผาภูมิ ผมให้เพื่อนๆ เช่าที่ไปเกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็จะเป็นบ้านอีกหลังของผม ซึ่งด้านหลังติดแม่น้ำท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม” โดยที่ดินดังกล่าวเคยถูกฟ้องในคดีรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวน แต่ในที่สุดศาลยกฟ้อง บิ๊กตู่จึงให้ทนายยื่นฟ้องพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กับตำรวจอีก 7 นาย เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ แจ้งความเท็จ และหมิ่นประมาทผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา

“มาโวยวายกันว่าบ้านผมบุกรุกแม่น้ำ แล้วบุกรุกตรงไหน ศาลมีคำสั่งไม่ฟ้อง เพราะบ้านของเราถูกต้องตามกฎหมาย ผมรับราชการตำรวจมาจนป่านนี้แล้ว ต้องรู้ว่าอันนี้ผิดหรือไม่ผิด แล้วผมจะทำผิดกฎหมายไปทำไม ตอนนี้ผมเลยฟ้องคนพวกนี้อยู่ มาตั้งข้อกล่าวหาผมแบบนี้ก็ตายลูกเดียว” อดีต ผบ.ตร.กล่าวพร้อมกับตัดพ้อว่า เป็นเรื่องแปลกที่เมื่อศาลสั่งไม่ฟ้อง แต่เหตุไฉนจึงไม่เป็นข่าวดังเช่นเดียวกับตอนที่ถูกป้ายสี

ทั้งๆ ที่เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่เมื่อไม่ได้รับความยุติธรรม นักบู๊เช่นเขาก็ต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเองเช่นเดียวกัน ดังนั้น ชีวิตประจำวันหลังเกษียณ หลังจาก รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยก็ต้องเตรียมเอกสารกองโตบนโต๊ะทำงานสำหรับประกอบคดี เพื่อช่วยทนายความอีกแรง เดินหน้าฟ้องผู้ที่ปล้นตำแหน่ง ผบ.ตร.ของเขาไป ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ส่วนใหญ่เป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และนักการเมืองแทบทั้งสิ้น “เดี๋ยวผมต้องไปแนะ พล.ต.อ.วิเชียร ที่ถือเป็นรุ่นน้องที่สนิทกัน จะไปสอนเทคนิคการทำงานว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ลูกน้องเลื่อยขาเก้าอี้ได้” อดีตผบ.ตร.บอกอย่างมิวายเป็นห่วง 

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. คนล่าสุด กลับมาถามไถ่กันถึงความคืบหน้าของคดีที่ฟ้องร้องกันต่อ บิ๊กตู่ไล่เรียงภารกิจของตนเองในเรื่องนี้ให้ฟังว่า “เพราะว่าเรารู้เรื่องมากกว่าทนาย เวลาอยู่บ้านจึงต้องเตรียมเอกสารในคดีต่างๆ ที่ฟ้องร้องให้กับทนาย เพื่อปูพื้นฐานทั้งหมดให้กับทนายความว่า กว่าจะมาถึงจุดที่ฟ้องมีเหตุการณ์เริ่มต้นอย่างไร มีใครร่วมบ้าง ซึ่งสามารถช่วยทนายความได้เยอะทีเดียว”

“คนพวกนี้ไม่ได้ปล้นตำแหน่งผมเพียงอย่างเดียว แต่ยังยัดข้อหาให้กับผมอีกมากมายเหลือเกิน แล้วยังหาเรื่องดำเนินคดีอาญากับผมเยอะแยะไปหมด หลังจากผมถูกปล้นตำแหน่งไป ก็มีตำรวจและข้าราชการบางคนที่เป็นลิ่วล้อของนักการเมือง เข้าไปประจบสอพลอนักการเมือง ตำรวจก็พวกที่เป็นลูกน้องของคน ที่ปล้นตำแหน่งผมไป ข้าราชการก็พวกที่เป็นลูกน้องของนายสมัคร สุนทรเวช เพราะตอนนั้นเขายังเป็นนายกรัฐมนตรี คนพวกนี้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนเองเป็นหลัก เลยทำให้ผมต้องมาทำสำนวนไล่ฟ้องคนพวกนี้ ด้วยความที่ผมเป็นตำรวจ ผมก็จะรู้เรื่องการทำสำนวนที่จะฟ้องพวกนี้ แล้วผมก็หาพยานหลักฐานได้ไม่ยาก

“ผมก็ยังมีลูกน้องที่เป็นตำรวจดีๆ อีกมาก เพราะตอนที่ผมเป็นผู้บังคับบัญชา ผมก็ทำคุณประโยชน์ไว้เยอะ คนที่จะให้ความร่วมมือกับเราก็มาก ช่วยให้เรามีพยานหลักฐานที่จะนำมาดำเนินคดีกับคนพวกนี้ ทำให้ผมมีคดีที่ต้องฟ้องเยอะ (ยิ้มอย่างมั่นใจ) ถ้าเราออกมาแล้ว ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ผ่านเลยไป ความจริงก็จะไม่ปรากฏ ยิ่งตอนเป็นข่าวแรกๆ หนังสือพิมพ์พาดหัวกันหมด คอลัมนิสต์ยำผมเละเลย ทั้งที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงทำให้ผมเสื่อมเสียชื่อเสียง และพอเรื่องจางหายไปสื่อก็ไปว่าเรื่องอื่น มักไม่ค่อยกลับมาทำข่าวเรื่องผลของคดีที่ผมโดนว่าเป็นอย่างไร ผมเลยต้องฟ้องคนพวกนี้ เพราะถ้าผมปล่อยไปก็จะติดเป็นสันดาน คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองด้วยการประจบสอพลอ ผู้มีอำนาจให้มาทำร้ายคนอื่น 

ขนาดผมเคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บังคับบัญชา คนพวกนี้มาก่อน พอผมล้มมันเหยียบผมเลย แล้วจะให้ผมปล่อยพวกนี้เอาไว้หรือ ผมจำเป็นต้องฟ้อง และผมคงไม่ไปยิงไปฆ่ามันหรอกไม่มีประโยชน์”

อดีต ผบ.ตร.ที่ถูกปลดก่อนเวลาอันควร โดยดำรงตำแหน่งได้เพียงไม่กี่เดือน (ตุลาคม 2550-กุมภาพันธ์ 2551) พอหมดสมัยของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ก็ถูกโยกย้ายให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี หลังรัฐบาลชุดของสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำของสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินไม่ถึง 1 เดือน ก็ได้โยกย้ายข้าราชการระดับสูงถึง 5 คน ได้แก่ 

สุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 
นพ.ศิริวัฒน์ ทิพธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 
ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ 
รวมทั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี 

สำหรับเหตุผลที่สั่งย้ายพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ คือ มีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น ไม่สามารถปรับโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสตช. อีกทั้งมีปัญหาเรื่องการควบคุม ความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชา 

เป็นเหตุให้อดีตผบ.ตร.ไม่ยอมอโหสิกรรมใดๆ 
“จะไปอโหสิให้มันทำไม คนมันชั่ว ใช้คำพูดนี้เขียนไปเลยในหนังสือ (น้ำเสียงดุดัน) ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยครั้งแรกก็ปลด อธิบดีศรีสุข จันทรางศุ พอครั้งที่สองขึ้นมามีอำนาจก็ปลดผมเลย ปลดผมทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำงานร่วมกันเลย คิดดูก็แล้วกัน เพิ่งแถลงนโยบายวันนี้ อีกสองวันก็ปลดผมแล้ว ในที่สุดกรรมก็ตามสนอง มีนายกฯ คนไหนที่ตายแบบนี้บ้างไหม
เพิ่งพ้นจากตำแหน่งนายกฯ แป๊บเดียวก็ตายแล้ว

“ส่วนคดีอาญาของนักการเมืองก็ต้องส่งให้กับ ปปช. เพื่อทำการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน ส่งไป 2 ปีกว่าแล้ว ปปช.ก็ช้า ไม่ทันได้เอาคนผิดมาลงโทษ พอตายไป คดีทางอาญาของสมัครก็จบ แต่ผมยังฟ้องทางแพ่งด้วย เพื่อให้เบิกความถอนคำสั่ง และเรียกร้องค่าเสียหายชดใช้ให้กับเกียรติยศ ชื่อเสียงที่เราเสียไปกว่า 200 ล้าน ผมอยากถามว่า รับอะไรไปหรือเปล่า ไอ้ที่บอกสารวัตรเท่านี้ ผู้กำกับเท่านั้น แล้วผู้บัญชาการแห่งชาติจะเท่าไหร่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งนั้น สำหรับนักการเมือง

“นักการเมืองเอาทุกทาง อย่างที่เปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ให้ 

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร. 

ถามว่าเปิดทำไม ในเมื่อตำแหน่งมันเยอะแยะแล้ว ผมถามว่าแบบนี้ มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า เพราะฉะนั้นมันก็จ่ายกันเต็มที่ โดยไม่ต้องสนใจเหตุผลหรอก แล้วก็ไม่สนใจกฎหมายด้วย ความถูกต้องมันไม่มีกับนักการเมืองชั่วๆ พวกนี้”

เมื่อถูกฝ่ายการเมืองเล่นงาน ย่อมทำให้ถูกจับตามองว่าจะลงเล่นการเมืองตามรอย นายตำรวจรุ่นพี่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หรือไม่ “ไม่ใช่ว่าเกิดกรณีที่ผมถูกปล้นตำแหน่งแล้วอยากเล่นการเมือง แต่ผมอยากเล่นการเมืองมาตั้งนานแล้ว ผมจะลงเล่นการเมืองตั้งแต่พี่จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้ว 

จนเขามาลงการเมืองใหญ่ ก็มีมาชวนผมเหมือนกัน ตอนแรกผมก็จะ ลงเหมือนกัน เพราะรำคาญกับระบบงานแบบนี้ แต่พอคิดไปคิดมา เรารับราชการตำรวจมา ยังไงก็ขอทำหน้าที่ตำรวจให้ถึงที่สุดก่อนดีกว่าว่าที่ นักการเมืองใหม่ในอนาคตอันใกล้เล่าพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

พร้อมตอบคำถามเรื่องการตัดสินใจลงเล่นการเมืองแบบเต็มตัวว่า คาดหวังรั้งตำแหน่ง รมว.มหาดไทย หรือไม่ 

“เรื่องแบบนี้พูดไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเรื่องของพรรค ถ้าให้พูดตรงๆ นะ อยู่ตรงไหน ก็ทำประโยชน์ได้ทั้งนั้น พอผมประกาศว่าจะเล่นการเมือง ก็ได้คุยกับหลายๆ พรรค ทุกพรรคก็ยินดีรับเราทั้งนั้นแหละ ยกเว้นบางพรรค” รอยยิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องปรากฏชัดเจนที่สีหน้าและแววตา ราวกับจะบ่งบอกนัยบางอย่าง 

โดยเจ้าตัวได้ทิ้งท้ายฝากแง่คิดไว้ว่า ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เห็นถึงสัจธรรมชีวิตสำหรับตนเองที่ว่า “ของนอกกายคือมายา” เราก็คือตัวเรา ตำแหน่งหน้าที่ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือคนรอบข้าง เป็นของปลอมแทบทั้งสิ้น

6 ความคิดเห็น:

  1. นายตำรวจน้ำดี มีฝีมือคนหนึ่งของประเทศไทย ขอชื่นชม

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ16 มกราคม 2556 19:44

    ท่านคะหนูเป็นลูกตำรวจคนหนึ่งหนูเคารพและศรัทธาในอาชีพตำรวจที่เลี้ยงดูหนูจนเติบโต เสียดายอยู่ต่างจังหวัดไม่มีสิทธิ์เลือกท่านหนูเอาใจช่วยท่านนะคะ ขอให้ท่านประสบความสำเร็จนะคะวีรบุรุษนาแกของหนู จากลูกตำรวจลำปาง

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ6 กุมภาพันธ์ 2556 20:21

    สนับสนุนอีกเสียง แต่หวั่นใจจัง เพราะคะแนนโพลของรายอื่นนำมาก

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ2 กรกฎาคม 2556 05:44

    ไม่รุจิ....ชอบการทำงานของท่านเด็ดขาดดีค่ะ.....:)

    ตอบลบ
  5. ชีวิตเหมือนนิยายของรพีพรเลยครับ

    ตอบลบ
  6. สนับสนุนอีกเสียง

    ตอบลบ