"ทนายอ๊อด" ภีมเดช อมรสุคนธ์ นายกสโมสรจังหวัดระยอง

6 ก.ค. 2556
โดยไทยรัฐ เมื่อ 4 ก.ค.2556

เป็นบุุคคลที่ออกมาต่อสู้เรียกร้อง คัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของ นายวรวีร์ มะกูดี และสภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และเป็นผู้จี้ให้ยึดตามข้อบังคับของสมาคมฟุตบอลฯ พ.ศ 2546(ฉบับปัจจุบัน) ข้อ 17.3 ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งนายกสมาคมฯและแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ ภายใน 30 วัน

วันที่ 4 ก.ค.หลังจากที่สภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อรับรองธรรมนูญเลือกตั้งฉบับใหม่ในวันที่ 9 ส.ค. ซึ่งเป็นไปตามที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า)กำหนด ให้ดำเนินการได้ไม่เกินวันที่ 30 ก.ย.

ล่าสุดทาง"ทนายอ๊อด" ภีมเดช อมรสุคนธ์ นายกสโมสรจังหวัดระยอง ก็ได้เตรียมตัวที่จะออกมายื่นจดหมายคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของ นายวรวีร์ มะกูดี และสภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยชี้ให้เห็นว่าขัดกับข้อบังคับของสมาคมฟุตบอลฯ พ.ศ. 2546(ฉบับปัจจุบัน) ข้อ 17.3 ที่กำหนดไว้ว่า เมื่อสภากรรมการ พ้นตำแหน่ง ให้นายกสมาคม จัดให้มีการประชุมใหญ่พิเศษ เพื่อเลือกตั้งนายกสมาคมฯและแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่พ้นตำแหน่ง ซึ่ง นายวรวีร์ มะกูดี และ สภากรรมการ ได้หมดวาระสมัยนี้ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ตามเนื้อความจดหมายที่"ทนายอ๊อด"นำมาเปิดเผยในเฟสบุ๊คของตน(Peemadetch Amornsukont)ระบุว่า

"ตามที่ท่านและสภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯมีได้มีมติเห็นชอบ ให้ดำเนินการประชุมใหญ่พิเศษ เพื่อรับรองข้อบังคับฉบับใหม่ พร้อมจัดการเลือกตั้งตามที่ฟีฟ่ากำหนด และนาย องอาจ ก่อสินค้า ได้แจ้งให้ผู้สื่อข่าวกีฬาประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะชนทราบ รายละเอียดตามที่ปรากฏตามที่อ้างถึงนั้น"

"ข้าพเจ้านายภีทเดช อมารสุคนธ์ นายกสโมสรจังหวัดระยองในฐานะสโมสรสมาชิกของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ขอเรียนต่อท่านว่า ท่านและสภากรรมการได้พ้นจากตำแหน่งทุกตำแหน่ง ในสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯแล้ว หากท่านจะใช้สิทธิปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าสภากรรมการชุดใหม่เข้ารับมอบหน้าที่ ตามข้อบังคับลักษณะปกครองของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ.2546 ข้อ17.3 ได้นั้นท่านต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามข้อ 17.3 วรรคแรกที่กำหนดให้ท่านจัดประชุมใหญ่พิเศษเพื่อเลือกนายกสมาคมฯและแต่งตั้งสภากรรมการชุดใหม่ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งด้วย"

"ฉะนั้นการที่ท่านและสภากรรมการจงใจไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฏหมายให้ครบถ้วน อีกทั้งจงใจที่จะนำเรื่องรับรองข้อบังคับฉบับใหม่ ตามที่ฟีฟ่ากำหนด มาให้สมาชิกรับรอง จึงเป็นการกระทำอื่นๆนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับลักษณะปกครองของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ.2546"

"อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นข้าพเจ้านายภีมเดช อมรสุคนธ์ นายกสโมสรจังหวัดระยองในฐานะสโมสรสมาชิกของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จึงขอให้ท่านหยุดดำเนินการดังกล่าว และจัดให้มีการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯตามข้อบังคับที่ 17.3 โดยเร่งด่วนด้วย".
Read more ...

ปิ๊ก-ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์ ผู้จัดการดาราดัง เจมส์ จิรายุ

7 มิ.ย. 2556
โดยประชาชาติธุรกิจออนไลน์ เมื่อ 3 มิ.ย.2556

จากคนชอบงานศิลปะ แต่วาดรูปไม่เป็น

อยากเปิดอู่ซ่อมรถ แต่อายุ 46 ก็ยังขับรถไม่ได้

สิ่งเดียวที่ ปิ๊ก-ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์ ได้ทำจาก "ความอยาก" คือการเป็นอาร์ตติสต์ แมนเนจเมนต์

"ตั้งแต่เด็ก เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ปุ๊บจะรู้เลยว่า เขาพยายามบอกอะไรกับเรา"

เริ่มจากหน้าบันเทิงที่บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง คนนี้สนใจเมื่อราว 10 ปีก่อน

จากนั้นก็เข้าไปในส่วนหนึ่งของ "การบอก" เหล่านั้น ด้วยการเป็นผู้จัดการให้ จ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร, วิกกี้-สุนิสา เจทท์, วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์, ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ และอีกหลายคน

ก่อนจะไปสนใจเรื่องกีฬา และพาตัวไปทำงานกับปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เรื่องการศึกษากับจุฬาวิชาการ, เรื่องสิ่งแวดล้อม นำเครื่องบินไปทิ้งทะเลเพื่อเป็นปะการังเทียม กระทั่งไปสู่เรื่องการเมือง โดยเป็น 1 ทีมเชื่อมั่นประเทศไทย สมัยนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

จากนั้นชีวิตกลับสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง โดยเปิด บริษัทมีตา ทาเลนต์ แมเนจเมนต์ เฟ้นหาคนมาเป็นนักร้อง นักแสดง เมื่อต้นปี 2555 แล้วก็นำพาเจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข นักแสดงคนแรกในสังกัดเข้ามาอยู่ในหัวใจผู้คน

"ถ้าถามว่าผมมีวิธีการยังไง ผมตอบไม่ได้" ยังไม่ทันถาม ฌาณฉลาดซึ่งดูดีและมีมาดเท่ก็ชิงออกตัว

ก่อนเสริม "เพราะผมทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ"

เล่าด้วยว่า ก่อนหน้านี้เขากับทีมอีก 3-4 คน ออกตระเวนคัดคนจากทุกภาคของประเทศ ยกเว้นภาคใต้ ซึ่ง "ถูกจำกัดด้วยสำเนียง" โดยจากรูปถ่ายนับพันใบ เขาคัดไว้ 330 คนที่ดูโดดเด่น จากนั้นก็บุกไปหา จนสุดท้ายก็เลือกไว้ 24 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัด

"ดูเทรนด์เลย ยุคสมัยนี้คนซึ่งจะเป็นที่ชื่นชอบมักมาจากต่างจังหวัด เพราะเป็นสังคมที่เขาต้องการฮีโร่ที่อยู่ข้างๆ อาจจะเป็นคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา เข้าถึงได้ ไม่ใช่ลูกคนรวย"

โดยนอกจากเจมส์แล้ว ผู้ชาย 11 คนกับผู้หญิงอีก 12 คนที่เหลือ ก็มีอาทิ นักมวยที่แววด้านการแสดงฉายแสง, สาวลูกครึ่งไทย-เวียดนามที่หุ่นดี และร้องเพลงเพราะเหลือใจ รวมถึงผู้ชายอีกคนที่รับประกันได้ว่าหล่อกว่า เจมส์ จิรายุ

อย่างเจมส์ "ผมเลือกเพราะเขาทำอะไรก็ได้ ร้องเพลงได้ เต้นได้ แอ๊กติ้งได้ แต่ยังไม่มีอะไรโดดเด่น อยากรู้ว่าเราจะพัฒนาให้กลายเป็นหงส์ได้ไหม"

บอกอีกว่า "ผมไม่ได้เก่งหรอก แต่สิ่งที่ผมมีคือสัญชาตญาณ แล้วถ้าชอบคนสักคน ผมอยากพัฒนาเขา แล้วจะไม่เสียใจเลยไม่ว่าเขาจะดังหรือไม่ เพราะอย่างน้อยผมก็ได้ทำในสิ่งที่ต้องทำและควรทำ"

นั่นคือให้ทั้งความรู้ที่จะมาใช้ในวงการ และให้ความคิดในเรื่องต่างๆ

ส่วนใครจะไปได้แค่ไหน นั่นแล้วแต่สิ่งที่ติดตัวมา

"เพราะวัตถุดิบที่ดีเท่านั้น ถึงจะนำไปทำสิ่งที่ดีได้"

"เพชรที่ประดับอยู่บนมงกุฎของกษัตริย์ ก็ต้องไม่ใช่เพชรธรรมดา"

ดังนั้น ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จของเจมส์ "ผมจึงเป็นแค่ส่วนที่เล็กที่สุดในความสำเร็จนั้น"

เขายังเล่าถึงการทำงานในฐานะผู้จัดการกับดาราว่าสำหรับเขาไม่มี"กฎ"ระหว่างกัน

"ผมแค่บอกว่าเมื่อคุณทำอย่างนี้ ผลจะเป็นอย่างนี้ ถ้าคุณอยากเป็นที่ชื่นชอบ มีอะไรบ้างที่จะต้องกดดันตัวเอง แล้วบีบคั้นเอาสิ่งที่ดีที่สุด ที่คนอื่นจะชื่นชม เชิดชู แล้วเอาอย่างได้"

"ซึ่งผมขอบคุณเขานะ ที่ทุ่มเท"

"มีวันหนึ่งถ่ายรักสุดฤทธิ์ ซีนอารมณ์ 19 ซีน เขาเดินมาที่รถ เข่าอ่อน ทรุดลงไปนั่ง แล้วบอกผมพยุงตัวเองขึ้นไม่ไหว"

เจมส์ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เขาก็ไม่ทราบ จนสมรักษ์ ณรงค์วิชัย แห่งช่อง 3 บอกว่า นี่คืออาการของคนที่ใช้พลังจนหมด พอจบงานปุ๊บ เลยไม่ไหว

"ผมบอกสู้นะ อย่าย่อท้อ เขาก็ว่าเขาจะทำงานอย่างหนัก เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นเรื่องเล่าสำหรับรุ่นต่อๆ ไปที่จะเข้ามาในวงการ ว่าเขาไม่ได้มันมาอย่างง่ายดาย อีกทั้งไม่อยากให้คนที่มอบงานให้รู้สึกว่าเลือกคนผิด"

นอกจากตัวเขาแล้ว ฌาณฉลาดยังเล่าว่า มีอีกหลายคนมากที่ทำงานกับเจมส์ ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย คนดูแลเรื่องโฆษณา คนดูเรื่องพีอาร์ เรื่องเสื้อผ้าออกงาน รวมไปถึงคนที่มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่งทุกๆ คน "ล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญ"

"แน่นอนสุดท้ายผมเป็นคนตัดสินใจเลือก แล้วมาพรีเซ็นต์ให้เจมส์ดูว่าจะเลือกอะไร เหมือนงาน ที่ถามความสมัครใจเขาเป็นสิ่งแรก"

"แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง"

"บางเรื่องไม่สมเหตุสมผลก็จะบอก ว่ามันมาอาศัยชื่อเสียง ใช้ความดังเรียกสื่อ ก็ไม่ใช่"

นี่เองอาจเป็นที่มาของกระแสวิจารณ์เรื่องการไม่รับงานอีเวนต์

"จริงๆ มีเรื่องกรอบของเวลาด้วย เพราะเรียนหนังสือกับละครก็ 7 วัน แล้วเรายังรับหนังมาอีกเรื่อง"

คือ "ไทม์ไลน์ จดหมายความทรงจำ" ของนนทรีย์ นิมิบุตร

ทั้งยังมีละคร "รักสุดฤทธิ์" ที่กำลังถ่าย

แต่ละสิ่งที่รับไว้ ต้องใช้เวลาทั้งเพื่อถ่ายทำ ทั้งที่ต้องเรียนรู้

อย่าง "รักสุดฤทธิ์" ที่ต้องเรียนยิงปืน กับขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ให้ออกมา "ท่าสวย" เพื่อจะได้ดูดีในจอ

บางงานที่ต้องร้องเพลง ก็ต้องจัดเวลาเรียนเพื่อร้องกับเต้น

ด้วยไม่ได้ต้องการแค่ "ร้องได้" แต่อยากให้ "ดีเลย"

"แล้วคิดดูแล้วกัน ถ้าคนที่สนใจกับทุกเรื่อง ทุกรายละเอียดที่ทำ มันควรจะเป็นยังไง"

ด้วยเหตุนี้ยามที่ไม่มีการถ่ายหรือโปรแกรมการฝึก เขาจึงอยากให้เจมส์ใช้เวลาในห้องเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ ม.รังสิต ตามที่ควรจะเป็น ส่วนอีเวนต์นั้นไว้ให้ทุกอย่างเหมาะค่อยรับ คงยังไม่สาย

"เรามองลองเทอม เขาเองก็อยากอยู่เป็น 10 ปี ผลประโยชน์เราก็อยากได้ละ แต่จะทำยังไงได้"

ฌาณฉลาดซึ่งต้องรับโทรศัพท์วันละราว 100 สาย ในเรื่องที่เกี่ยวกับนักแสดงคนนี้ รวมถึงต้องใช้เวลาวันละหลายชั่วโมง เพื่อประชุมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเจมส์บอกด้วยว่า ถ้าจะให้เปรียบ เขาก็คงเป็นเหมือนคนเพาะชำกล้าไม้

"ถ้าต้นไหนโดดเด่น ก็จะเลือกช้อนเอาต้นนั้นไปวางในที่ๆ ถูกต้อง แดดถึง น้ำถึง อาหารถึง"

"แล้วผมก็เป็นอาร์ตดีลเลอร์"

ที่จะค้นหาผู้มีความสามารถทางศาสตร์ของความบันเทิง

"ณวันเริ่มต้นผมกับเจมส์คุยกันว่าเราอยากมีที่ยืนในวงการอาจเป็นที่แค่2 ขาจะยืนได้ โดยข้างซ้ายเป็นของเจมส์ ข้างขวาเป็นของผม แล้วเราจะยืนกอดคอกัน จนกว่าวันหนึ่งจะมีที่ให้เรา 2 คนยืนเคียงข้างกัน"

"วันนี้มีที่ให้เจมส์แล้ว ผมก็อยากให้มีที่ๆ ผมจะยืนโดยไม่ต้องเบียดให้น้องยกขาข้างหนึ่งตลอดเวลา"

"ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นได้ เมื่อผมมีคนอื่นๆ โผล่มา แล้วได้รับการยอมรับ ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค"

ความสำเร็จของเจมส์

"ต้องยกความดีความชอบให้สถานี ที่อยากสร้างซีรีส์ที่มีความร่วมสมัยให้คนอีกวัยหนึ่งได้ดู"

"กับให้ผู้สร้าง คนเขียนบท ผู้กำกับ"

"เจมส์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องยกความดีความชอบให้ แม้จะเป็นส่วนที่น้อยนิดที่สุด เป็นแค่ฟันเฟืองอันหนึ่ง แล้วไม่ได้เป็นฟันเฟืองทองคำด้วย เพราะบทนี้ใครมาสวมก็ได้"

"แต่เขาทุ่มเท และนี่คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับ"

"นี่ผมไม่ได้ถ่อมตนนะ แต่มองในฐานะคนในอุตสาหกรรมนี้จริงๆ เพราะทุกตัวละครเขาล้วนทุ่มเท เราถึงควรเห็นอกเห็นใจกันและกันในการเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ"

"และเจมส์เขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี"

เป็นผู้จัดการดารา

"สำหรับคนที่จะเป็น คุณต้องเห็นแล้วรู้ว่าหน้าตาแบบไหนเป็นพระเอกได้"

"ถ้าอ่านนิยายมาสัก 100 เรื่อง คนที่คุณเห็นเป็นได้สักกี่เรื่อง"

"ถ้าเขามานั่งอยู่ตรงหน้า พูดคุย ตา จมูก ปาก รอยยิ้ม วิธีการพูดเป็นยังไง ยังเป็นได้อีกกี่เปอร์เซ็นต์"

"เวลาเขาพูด คุณลองหันหน้าไปข้างนอก ให้เสียงเขากระทบแก้วหูคุณตรงๆ แล้วเขายังเป็นได้อีกกี่เปอร์เซ็นต์"

"ถ้าทำอย่างนี้แล้วเขายังเหลือ 30% อย่าละสายตาจากเขา"

นี่คือ "เบื้องต้น" ที่ฌาณฉลาดแนะนำ

"ความจริงยังมีกระบวนการคัดกรองอีก คือถ้าเขาเปี่ยนลุค แต่งหน้า ทาปาก เปลี่ยนชุด มีผู้ชำนาญการที่วางบุคลิกเขาให้เป็นอย่างอื่นได้ เขาจะเป็นได้ไหม"

"ทักษะที่เขามี มากพอจะสร้างความเชื่อมั่นว่าถ้าเขาไปรับบทเป็นอีกคนหนึ่ง จะเป็นได้ไหม"

"ถ้ารู้สึกว่าน่าจะได้ คุยกับเขาเลยว่าขออนุญาตเป็นผู้จัดการ ประสานงานส่งรูปไปตามสถานีโทรทัศน์ก็ได้ โมเดลลิ่งก็ได้ ผู้จัดการดาราคนอื่นก็ได้"

"แต่คุณยังขอเป็นผู้จัดการของคนนั้นอยู่"
Read more ...

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน)

14 เม.ย. 2556
3 เมษายน 2012

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินครบรอบ 12 ปี จึงจัดสัมมนาในหัวข้อ “จริยธรรมกับทางรอดของประเทศไทย: ปัญหาและทางออก” โดยมีนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษในหัวข้อดังกล่าว

ก่อนเริ่มการบรรยายในรายละเอียด นายบรรยงออกตัวว่า “ผมไม่ใช่นักวิชาการ ไม่เคยมีผลงานวิจัยวิชาการใดๆ ไม่ว่าในทางเศรษฐศาสตร์หรือสังคม ทั้งไม่ใช่นักคิดนักเขียนที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะชนใดๆ เป็นเพียงนักธุรกิจการเงิน ที่ประกอบอาชีพในตลาดทุนไทยมา 35 ปี โดยเป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ภัทรเพียงแห่งเดียว ถึงแม้จะได้มีโอกาสได้ทำงานและศึกษาพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด แต่ย่อมมีโอกาสสูงที่ความรู้และทัศนะต่างๆ จะคับแคบ ไม่ครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติและทุกด้าน

ผมเข้าใจว่า สาเหตุที่ผมได้รับมอบหมายให้มาบรรยายในครั้งนี้มาจากบทความเรื่อง “สู้กับคอรัปชั่น-เรื่องเพ้อเจ้อที่ต้องเริ่มจริงจังเสียที” ที่ผมได้เขียนให้กับเว็บไซต์“ThaiPublica” ซึ่งตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมีส่วนร่วมในการขจัดภัยคอรัปชั่นของประเทศ

ดังนั้นการบรรยายในครั้งนี้คงจะใช้เค้าโครงการวิเคราะห์ ตามแนวของบทความที่ว่าซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญที่บทความนี้ผมเขียนขึ้น เพื่ออุทิศคารวะแด่พี่ชาญชัย จารุวัสตร์และพี่ดุสิต นันทะนาคร ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศยินดีแห่งแผ่นดินในวันนี้ ซึ่งทั้งสองท่านเป็นนักเรียนเก่ารุ่นพี่ผมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันที่อบรมสั่งสอนให้พวกเรา “รู้รักชาติ ศาสน์กษัตริย์ เป็นฉัตรไชย อีกรู้เสียสละได้ ด้วยใจงาม” มาตั้งแต่เยาว์วัย

บทความนี้เกิดขึ้นจากการเรียบเรียงจากประสบการณ์ความรู้ ความเข้าใจ อันจำกัดของผม จึงขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ใช่งานที่ผ่านการวิจัยทางวิชาการแต่อย่างใด เพียงหวังว่าจะช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจในแง่มุมต่างๆ และหากมีประเด็นใดมี ประโยชน์จะถูกนำไปใช้ถกเถียงวิจัยเพิ่มต่อและขยายผลจนสู่ภาคปฏิบัติได้ในที่สุด ก็จะเป็นความภาคภูมิใจของผมอย่างยิ่ง

ผมขอเริ่มด้วยมายาคติในสังคมไทย เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการคอรัปชั่น ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นว่าคอรัปชั่นเป็นภัยร้ายแรงอย่างใด เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ผู้ที่มั่งคั่งทั้งลาภยศสมบัติที่มาจากการให้และการรับจากคอรัปชั่นก็ได้รับเกียรติยศสูงสุด ผู้คนนับถือคารวะจะเอาเยี่ยงอย่าง ได้รับเหรียญตราเต็มอกกันทั่วถ้วนทุกผู้นาม

“ผลการสำรวจระบุว่า กว่าครึ่งของสังคมยอมรับคอรัปชั่นได้หากสร้างความเจริญให้กับประเทศ ซึ่งปราชญ์หลายท่านแย้งผลการสำรวจนี้ว่าไม่น่าเชื่อถือ เพราะเป็นคำถามที่นำความเท็จเข้าชี้นำ) ทำให้เกิดคำถามว่า “จริงหรือ” ที่มีคอรัปชั่นชนิดที่สร้างความเจริญได้ คำตอบที่น่ากลัวมากก็คือ จริง มีคอรัปชั่นที่สร้างประโยชน์ แต่ไม่ใช่ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงแม้จะเป็นประโยชน์ของคนหมู่มาก ก็เป็นประโยชน์ระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน นำมาซึ่งความฉิบหายร้ายแรงในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งผมจะได้ขยายความในภายหลัง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า จะมีใครสนใจภัยอนาคต ในเมื่อมีประโยชน์ปัจจุบันให้กอบโกยแย่งชิงฉกฉวยอย่างมากมาย

ในด้านของผู้จ่าย “นักธุรกิจกว่าร้อยละ 70 ยอมรับว่าตนจ่ายค่าคอรัปชั่นบ้างไม่มากก็น้อย และในจำนวนนั้น ร้อยละ 80 คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นและก็ได้ผลคุ้มค่า” ทำให้เกิดคำถามว่า จริงหรือ ที่ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันได้ถ้าไม่จ่ายเงินมิชอบ ตัวเลขที่ว่าทำให้น่าตกใจว่าธุรกิจไทยไร้คุณธรรมขนาดนี้เชียวหรือ

ถ้าอย่างนั้น เครือข่ายเอกชนที่ออกมาประกาศตัวคึกโครมว่าจะร่วมกันต่อต้านคอรัปชั่น จะเป็นเพียงเรื่องปาหี่เอาหน้าเท่านั้นหรือ ซึ่งผมจะได้วิเคราะห์ในตอนต่อไป ว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ที่ต้องการเอาประโยชน์มิชอบ หรือถูกกรรโชกบังคับด้วยระบบระเบียบ ที่ออกแบบให้ซับซ้อนหยุมหยิมเสียจนไม่สามารถประกอบการได้ หากไม่มีค่าน้ำร้อนน้ำชาเสียบ้าง

มองในแง่ที่น่าเห็นใจ เรามักเชื่อกันว่า รายได้ที่น้อยจากข้อจำกัดของงบประมาณ ทำให้เงินเดือนข้าราชการประจำและการเมืองไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จนทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องหารายได้เสริมที่ไม่ถูกต้องเพื่อความอยู่รอด ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงนั้น มีการปรับเงินเดือนข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ในอัตราที่ค่อนข้างดีมาโดยตลอดในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดข้อกังขาว่า หากเราเพิ่มรายได้ให้กับข้าราชการและนักการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้หยุดยั้งพฤติกรรมคอรัปชั่นลงได้ เมื่อทุกคนมีปัจจัยทรัพย์เพียงพอที่จะเลี้ยงอัตภาพแล้ว จะหยุดยั้งความโลภที่จะกอบโกยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งล้นทะลักออกมาจากตู้เสื้อผ้า

สังคมบางส่วนเชื่อว่า “คอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทั่วทุกมุมโลก แม้ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ก็ไม่ได้รับคะแนนเต็ม 10 จากดัชนี มีภาพลักษณ์คอรัปชั่น ปัญหาของเราเป็นเพียงแต่ว่าระดับของคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นจนมากเกินสมควร” ความเชื่อเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เราสามารถกำหนดและควบคุมระดับพอสมควร หรือทางสายกลางแห่งการคอรัปชั่นได้จริงๆ หรือ จะสามารถสร้างทฤษฎีแห่งดุลยภาพคอรัปชั่นขึ้นได้จริงหรือ

การที่ประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายมีระดับคอรัปชั่นต่ำกว่าเรามาก เป็นเพราะเขาฉลาดพอที่จะควบคุมระดับคอรัปชั่นให้พอสมควร หรือเป็นเพราะเขาไม่ยอมรับคอรัปชั่นทุกรูปแบบ ถึงแม้ว่ายังมีคนชั่วเหลืออยู่บ้าง สังคมเขาก็ต่อสู้ปราบปรามทุกวิถีทาง โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดที่จะให้ปราศจากคอรัปชั่นอย่างสิ้นเชิง

มายาคติข้อสุดท้ายที่ผมจะกล่าวถึงคือความเชื่อที่ว่า คอรัปชั่นเป็นวัฒนธรรมอันหยั่งรากลึกในสังคมไทยทุกระดับตั้งแต่โบราณกาลมา ไม่มีทางที่จะขุดถอนได้สำเร็จ เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน หรือยิ่งกว่านั้นก็เรียนรู้ที่จะเอาประโยชน์กับมันตามสมควร การมุ่งต่อสู้กับมันรังแต่จะเป็นอันตรายกับตัว ทำให้สังคมและระบบปั่นป่วนวุ่นวายไปเสียเปล่า นอกจากจะไม่มีทางบรรลุผลแล้ว ยังทำให้ระบบความเจริญหยุดชะงัก เกิดความแตกแยกซ้ำเติมปัญหาของบ้านเมืองเข้าไปอีก

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นมายาคติของสังคมไทย ที่ยังมองปัญหาคอรัปชั่นในมุมมองต่างๆ กัน ถึงแม้ว่าจะมีการตื่นตัวปลุกระดมที่จะต่อสู้กับคอรัปชั่นกันบ้าง ก็ยังไม่ค่อยจะชัดเจนนักว่าเราจะต่อสู้กับอะไร ด้วยกลยุทธ์อะไร เพื่อเป้าหมายอย่างไร

หากสังคมยังมองปัญหาเหล่านี้ไม่ออก ก็ย่อมยากที่จะสร้างฉันทามติ และผนึกกำลังทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ จัดสรรทรัพยากร จัดกระบวนทัพ ที่จะเข้าสู่สงครามระยะยาวกับภัยคอรัปชั่นอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็น “วาระแห่งชาติ” ร่วมกันอย่างแท้จริง

ต่อจากนี้ เพื่อขอเป็นก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ที่จะร่วมกันทับถมหนองบึงความชั่วร้ายของการคอรัปชั่น ซึ่งนับวันรังแต่จะแผ่ขยายครอบคลุม และดูดกลืนทุกภาคส่วนของสังคมไทยให้ดิ่งลึกลง ผมจะขอนำเสนอบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ ตามหัวข้อต่อไปนี้

1. จะขอจัดแบ่งประเภทของคอรัปชั่นตามลักษณะของกิจกรรม

2. จะวิเคราะห์ถึงกลยุทธต่างๆ ที่สำคัญในการคอรัปชั่น เพื่อที่จะได้รู้เท่าทัน

3. จะอธิบายโทษของคอรัปชั่น ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเป็นบ่อเกิดและปัจจัยสำคัญแห่งปัญหาทั้งมวล ที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้

แล้วต่อจากนั้น จะวิเคราะห์ถึงประโยชน์ของคอรัปชั่นที่ทำให้เกิดมายาคติต่างๆ ดังกล่าวแล้ว

สุดท้าย ผมจะพยายามนำเสนอมาตรการต่างๆ เท่าที่ศักยภาพของผมจะรวบรวมได้

1. ประเภทของคอรัปชั่น

คำจำกัดความที่เป็นสากลระบุว่า การคอรัปชั่นคือ “กระบวนการบิดเบือนอำนาจโดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้” ในที่นี้ ผมขอแบ่งประเภทของคอรัปชั่นตามลักษณะกิจกรรม เพื่อประโยชน์ในการกำหนดกลยุทธ์วิธีการในการป้องกันปราบปรามต่อไป

1.1) การคอรัปชั่นในภาคเอกชนประเภทแรก เป็นการทุจริตคอรัปชั่นในภาคเอกชนด้วยกันเอง ได้แก่ การฉ้อฉลคดโกงระหว่างคู่ค้าคู่สัญญา การที่พนักงานผู้บริหารโกงบริษัท และการที่ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ฉ้อฉลเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่น ซึ่งในการทุจริตประเภทนี้มักจะมีผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงคอยตรวจสอบปกป้องผลประโยชน์ตน และมีกระบวนการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาเป็นเครื่องมือในการระงับกำกับและตัดสินข้อพิพาทต่างๆ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ผมจะได้กล่าวถึงต่อไป

อย่างไรก็ดี การทุจริตในภาคเอกชนด้วยกันเอง ที่ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้างอีก 2 ประเภท อันได้แก่การจัดจำหน่ายสินค้าบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการหลอกลวงผู้บริโภค เช่น แชร์ลูกโซ่ การรับหางานเท็จ หรือการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือผู้บริหารบริษัทมหาชนหลอกลวงเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่น โดยการใช้ข้อมูลภายใน หรือวิธีการอื่นก็เป็นเรื่องที่ภาครัฐจำเป็นจะต้องมีกฎระเบียบและการบังคับใช้ ที่ต้องปรับปรุงพัฒนาอีกมากผ่านกระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคและนักลงทุน

1.2) การทุจริตโดยการเบียดบังทรัพย์สินของรัฐโดยตรง ได้แก่ การฉ้อฉลงบประมาณแผ่นดินโดยตรง หรือการจัดการถ่ายโอนทรัพย์สินและทรัพยากรสาธารณะเป็นของตน ตัวอย่างเช่น การที่ผู้มีอำนาจจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินส่วนหนึ่ง จัดการให้ตนและพรรคพวกได้สิทธิซื้อที่ดินของสำนักงานพระคลังข้างที่ได้ในราคาถูกในช่วงต้นทศวรรษที่ 2480 การโกงเงินช่วยเหลือต่างประเทศในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 และที่ยังแพร่หลายอยู่มากในปัจจุบัน ได้แก่ การออกใบรับรองสิทธิหรือโฉนดที่ดินสาธารณะ ให้แก่ตนเองและพรรคพวกอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งกฎระเบียบและพัฒนาการของกระบวนการทางสังคม สามารถติดตามตรวจสอบและระงับยับยั้งกิจกรรมประเภทนี้ได้ดีขึ้นตามสมควร

1.3) การที่ภาคเอกชนจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ตน เป็นประเภทที่ผมมีความเห็นว่าระบาดกว้างขวาง และสร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุดในปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นการร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ที่จะฉ้อฉลเอาประโยชน์สาธารณะไปแบ่งปันกัน ซึ่งหากดูตามลักษณะกิจกรรมก็พอจะแบ่งทุจริตประเภทนี้ได้อีกเป็น 3 ประเภทย่อย

- การซื้อหาความได้เปรียบในการแข่งขัน คือการที่ภาคเอกชนจ่ายเงินมิชอบเพื่อให้ตนได้เปรียบในการแข่งขัน โดยไม่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพที่แท้จริง ซึ่งหลักการใหญ่ๆ ก็คือ การกีดกันไม่ให้มีการแข่งขันสมบูรณ์ในวงกว้าง ตามอุดมการณ์ทุนนิยมเสรี เช่น การล็อคเสป็คหรือการฮั้วราคาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ที่ระบาดอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้าในปัจจุบัน การให้ใบอนุญาตพิเศษหรือการให้สัมปทานสำหรับกิจการผูกขาด หรือมีคู่แข่งน้อยราย หรือเพื่อใช้ทรัพยากรสาธารณะโดยไม่มีกระบวนการแข่งขันสมบูรณ์ หรือกระบวนการควบคุมไม่ให้ได้ประโยชน์เกินควร

ซึ่งทุจริตประเภทนี้ ผมเห็นว่าเป็นประเภทที่มีปริมาณวงเงินสูงสุด และก่อความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด ลองคิดดูว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจปีหนึ่งๆ มีปริมาณกว่า 2 ล้านล้านบาท หรือเกือบร้อยละ 20 ของรายได้ประชาชาติ หากมีการทุจริตเพียงร้อยละ 10 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สังคมส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นการประเมินขั้นต่ำ ก็เป็นเงินถึง 200,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว ยังไม่นับรวมถึงประโยชน์ไม่ควรได้ที่เกิดจากใบอนุญาต และสัมปทานต่างๆ จนมีผู้กล่าวว่า มหาเศรษฐีไทย 8 ใน 10 คน มีส่วนเกี่ยวข้องในทุจริตประเภทนี้ไม่มากก็น้อยไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

- การซื้อหาความสะดวก ได้แก่ การที่ประชาชนและภาคเอกชนแทบจะทุกคน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการอนุญาต หรือได้รับบริการจากภาครัฐจำเป็นที่จะต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา เพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคหรือต้นทุนที่สูงเกินไปในการดำรงชีวิตหรือดำเนินกิจการ ทั้งนี้เกิดจากการที่มีกฎระเบียบวิธีปฎิบัติที่ซับซ้อน ยุ่งเหยิง ขาดประสิทธิภาพ มีการให้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ หลายๆ กระบวนการเปิดโอกาสให้ผู้ที่จ่ายสินบนสามารถได้รับความสะดวกรวดเร็วหรือมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า

แม้ว่าในระยะที่ผ่านมา หลายหน่วยงานจะได้ปรับปรุงกระบวนการ วิธีการ ให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพขึ้น เช่น การให้เอกชนรับช่วงงานบริการ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพรวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่ามาก ก็ยังมีงานบริการอีกมากที่ผู้ใช้บริการยังต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชากันแทบทั่วทุกตัวตน เช่น งานขออนุญาตก่อสร้างต่างๆ งานระเบียบพิธีการศุลกากร งานสรรพากร งานตำรวจ งานทะเบียนต่างๆ งานแปลงสัญชาติคนต่างด้าว เป็นต้น

ทั้งนี้ การคอรัปชั่นประเภทนี้มีจำนวนรายการมากและกว้างขวางที่สุด แทบจะในทุกๆ ระบบราชการ ซึ่งส่วนมากผู้จ่ายไม่ได้มีเจตนาที่ชั่วร้ายใดๆ แต่เหมือนถูกขู่กรรโชกให้เข้าร่วมกระบวนการ ทั้งนี้ เป็นสินบนที่ไม่มีประโยชน์ในการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจใดๆ มีแต่ภาระต้นทุนที่ไม่จำเป็น

- การซื้อหาความไม่ผิด และการจ่ายสินบนเพื่อบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคือการที่ผู้ทำผิดหรือละเมิดกฎหมายสามารถให้สินบนเพื่อให้ตนพ้นผิดได้ หรือได้รับการตัดสินที่เป็นประโยชน์โดยมิควรในกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่ามีข้อบกพร่องรั่วไหลมากมายในระบบตำรวจ อัยการ และศาล จนในบางครั้ง ผู้ที่ไม่ได้ทำความผิดยังอาจจะต้องจ่ายสินบน เพื่อให้พ้นจากกระบวนการซึ่งนำความยุ่งยาก และอันตรายต่อกิจการและสวัสดิภาพส่วนตน

2. กลยุทธ์การคอรัปชั่น
ในหัวข้อต่อไป ผมจะขอกล่าวถึงกลยุทธ์การคอรัปชั่น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถึงแม้นโยบายปราบคอรัปชั่นจะเป็นนโยบายสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย มีความพยายามในการสร้างกระบวนการป้องกันและปราบปราม รวมทั้งจัดสรรทรัพยากรไม่น้อยเพื่อการนี้ แต่ข้อเท็จจริงกลับมีการคอรรัปชั่นมากขึ้นและกว้างขวางขึ้น ทั้งนี้เพราะทั้งผู้ให้และรับสินบนมีการพัฒนากลยุทธ์ต่างๆ มากขึ้นและลึกซึ้งขึ้นยิ่งกว่าเดิม ในที่นี้ ผมจะขอวิเคราะห์ถึงกลยุทธกว้างๆ 3 ประการ ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน

2.1 ได้กระจุก–เสียกระจาย กลยุทธ์แรกคือใช้หลักการที่ว่า เมื่อไม่มีผู้รู้สึกเสียหายย่อมไม่มีผู้ร้องเรียน และมีแรงจูงใจในการป้องกันปราบปรามน้อย การทุจริตที่กระจายต้นทุนความเสียหายไปได้ทั่ว เช่น ทุจริตจากงบประมาณลงทุนหรือจัดซื้อจากส่วนกลาง ภาระจะกระจายสู่ประชาชนทุกคน จนไม่รู้สึกถึงความเสียหายร้ายแรงอื่นๆ เช่น ถ้าทุจริต 6,500 ล้านบาท จากงบประมาณส่วนกลาง ทุกคนจะเสียหายเพียงคนละ 100 บาท น้อยเสียจนไม่รู้สึกถึงผลกระทบอื่นๆ

จะเห็นได้ว่า เรื่องคอรัปชั่นที่มีการร้องเรียน มักจะเกิดจากการที่มีผู้เสียหายโดยตรงเพียงกลุ่มเล็ก เช่น การปล้นชิงทรัพยากรสาธารณะในชุมชน การทุจริตที่ผู้ใช้บริการต้องแบกรับภาระโดยตรง หรือการทุจริตที่มีลักษณะพยายาม “กินรวบ” ทำให้ธุรกิจอื่นๆ ที่แข่งขันอยู่ถูกกีดกันออกจากการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ในหลายครั้ง ธุรกิจที่ร้องเรียนเคยมีช่องทางจ่ายสินบนแต่ถูกตัดขาดช่องทางเหล่านั้นเสีย

ทั้งนี้ เราจะเห็นได้ว่า ในปีหนึ่งๆ สำนักงาน ปปช. ได้รับเรื่องร้องเรียนเพียงปีละ 3,000 เรื่อง ทั้งๆ ที่ทุกคนทราบดีว่ามีการคอรัปชั่นทั่วประเทศมากกว่า 3,000 ครั้ง ในทุกๆ ชั่วโมง ทั้งในและนอกเวลาราชการ จนประมาณได้ว่ามากกว่าร้อยละ 99 ของการคอรัปชั่น ไม่มีการร้องเรียนและไม่มีการสอบสวน

นอกจากนี้ นักทุจริตที่เชี่ยวชาญเป็นอัจฉริยะ ยังสามารถประยุกต์วิธี “แจกกระจุก” เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและโอกาสในการทุจริต เช่น การจ่ายเงินซื้อตำแหน่ง ซื้อเสียง การที่ภาคเอกชนจ่ายเงินสนับสนุนนักการเมืองที่มีโอกาสสร้างช่องทางธุรกิจให้ตน ตลอดจนการที่นักการเมืองสามารถใช้อิทธิพลเบียดเบียนงบประมาณจากภาคส่วนอื่น มาพัฒนาท้องถิ่นตนจนเกินสมควร

ผมเคยเห็นป้ายขนาดใหญ่ของประชาชนหมู่บ้านหนึ่งในภาคอีสาน กราบขอบพระคุณนักการเมืองท่านหนึ่งที่จัดสรรงบประมาณมาพัฒนาถนน และสาธารณูปโภคให้ ทั้งๆ ที่ปลายทางของถนนเส้นนั้นเป็นสนามกอล์ฟ และโรงแรมขนาดใหญ่หรูหราของนักการเมืองท่านนั้น

2.2 “ได้วันนี้ เสียวันหน้า” ซึ่งนำมาจากหลักเกณฑ์ที่ว่า การทุจริตที่ไม่ส่งผลเสียในทันทีย่อมมีโอกาสที่จะถูกต่อต้าน หรือถูกตรวจสอบ ป้องกันปราบปรามได้น้อยกว่า เช่น การลงทุนขนาดใหญ่ในภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ที่มีการตัดค่าเสื่อมราคาระยะยาว สามารถกล่าวอ้างคาดคะเนถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยยากที่จะพิสูจน์ผลในระยะสั้น โดยผลักภาระต้นทุนความเสียหายให้แก่ผู้เสียภาษีในอนาคตผ่านกระบวนการหนี้สาธารณะ หรือให้แก่ผู้ใช้บริการในอนาคตผ่านโครงสร้างการผูกขาดของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ในบางครั้ง สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญกำมะลอมาช่วยยืนยันข้อมูลในการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อผลักดันโครงการที่ไม่มีความคุ้มค่าแท้จริง ตัวอย่างเช่น การลงทุนในโครงการขนส่งสาธารณะ ที่มีการคาดคะเนว่าจะมีผู้ใช้บริการวันละหลายหมื่นคน ในขณะที่เมื่อแล้วเสร็จมีผู้ใช้บริการจริงวันละไม่กี่พันคน แล้วก็ไม่มีการตรวจสอบย้อนหลัง กลับขอลงทุนเพิ่มโดยข้ออ้างต่างๆ นานา

การอนุมัติงบประมาณซ่อมสนามบินดอนเมืองกว่า 1,000 ล้านบาท อย่างรีบด่วน ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนใช้งานที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบันขาดทุนกว่าเดือนละ 20 ล้านบาท การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของถาวรวัตถุที่ราคาสูงเกินจริงหรือไม่จำเป็น ของหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีลักษณะตามนี้จำนวนมากในทางการเงิน

การลงทุนระยะยาวเพิ่มเกินจริง เช่น สนามบินที่ควรสร้างด้วยเงิน 100,000 ล้าน เราลงทุนเสีย 120,000 ล้าน ก็ไม่ทำให้ความเป็นไปได้ทางการเงินลดน้อยลงมากนัก ต้นทุนความเสียหายที่เกิดจะถูกตัด “ค่าเสื่อมราคา” ระยะยาวหลายสิบปีจนไม่เกิดความรู้สึกในทันที

2.3 กลยุทธสุดท้ายที่ผมจะขอกล่าวถึงคือ การกำเนิดของกลไกตัวแทน ตัวกลาง ผู้ประสานงานการทุจริต ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ และเป็นการถาวร สามารถปรับตัวสนองความต้องการในการคอรัปชั่นให้แก่ทุกขั้วอำนาจการเมืองได้อย่างทั่วถึง

จะเห็นได้ว่า ถึงจะมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในทางการเมือง ในปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีความจำเป็นในการรื้อถอนกระบวนการคอรัปชั่นแล้วจัดตั้งใหม่ เอเย่นต์ก็ยังคงเป็นเจ้าเดิมๆ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเดิมๆ ข้าราชการรายเดิม หน่วยธุรกิจถาวรประเภทนี้เกิดขึ้นจำนวนมากและเป็นปัญหา ‘ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ’ ที่รุนแรง เพราะใช้ทรัพยากรจำนวนมาก โดยไม่ได้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเลย แต่เอาส่วนแบ่งค่าตอบแทนในสัดส่วนที่สูง ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อจัดจ้างด้านสารสนเทศ ซึ่งเป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตน ยากจะประเมินมูลค่าได้ ที่บริษัทเจ้าของเทคโนโลยี่และทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลกหลายๆ แห่ง ไม่ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายโดยตรงกับภาครัฐเลย ทั้งที่หน่วยงานรัฐจัดหาระบบประเภทนี้ปีละหลายๆ หมื่นล้านบาท และเป็นภาคที่มีข่าวลือที่ทุกคนเชื่อว่าเปอร์เซ็นต์คอรัปชั่นสูงที่สุด เป็นหลายๆ สิบเปอร์เซ็นต์ทีเดียว

3. โทษของคอรัปชั่น

แทบทุกคนรู้ว่าคอรัปชั่นเป็นเรื่องชั่วร้าย เป็นความผิดทั้งทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม แต่ดูเหมือนการปลูกจิตสำนึกในบาปบุญคุณโทษตามค่านิยมวัฒนธรรมและศาสนาดูจะไม่ได้ผล เนื่องด้วยผลประโยชน์ที่มหาศาล และค่านิยมที่เชื่อว่าการ “แก้กรรม” สามารถทำได้ โกงแล้วก็ไปสร้างวัด สร้างพระ ก็น่าจะหายกันไป อย่างไรเสีย ผู้คนก็จะนิยมยกย่องผู้ที่มีอำนาจและมั่งคั่งเสมอไป

ผมมีความเชื่อว่า การจะต่อสู้กับคอรัปชั่นให้ได้ผล สังคมจะต้องรับรู้รายละเอียดในโทษของคอรัปชั่นอย่างแจ้งชัดเท่านั้น จึงจะสามารถผนึกสรรพกำลังในการทำสงครามระยะยาวได้ ในที่นี้ผมจะขอเรียบเรียงถึงโทษมหันต์ของคอร์รัปชั่น 6 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ความไม่มีประสิทธิภาพของนโยบายการคลัง ในทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายการคลังคือการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาคส่วนที่มั่งคั่งกว่าไปสู่ภาคอื่นๆ ซึ่งเป็นการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ จากภาคส่วนที่จำเป็นน้อยกว่าสู่ภาคส่วนที่จำเป็นมากกว่า เช่น บริการสาธารณะและสวัสดิการสังคมจากอนาคตมาใช้แก้ปัญหาปัจจุบัน อาทิ การแก้วิกฤตโดยกู้ยืมจากหนี้สาธารณะ ถ้าพิจารณาจากขนาดของงบประมาณ ทั้งรัฐและรัฐวิสาหกิจจะรวมเกินกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ประชาชาติ การคอรัปชั่นนอกจากทำให้ทรัพยากรส่วนนี้รั่วไหลไม่เกิดประโยชน์ตามสมควรแล้ว ยังทำให้เกิดการบิดเบือนการตัดสินใจในนโยบายการคลัง ทำให้ทรัพยากรภาครัฐซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกจัดสรรและใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จนบางครั้งก็เป็นต้นเหตุของวิกฤตร้ายแรงต่างๆ ในอนาคต

2. คุณภาพและต้นทุนของบริการพื้นฐาน โดยเหตุที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบบริการพื้นฐานสาธารณะแทบทั้งหมด การที่มีการคอรัปชั่นอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน ทำให้บริการพื้นฐานมีคุณภาพต่ำ ปริมาณไม่เพียงพอ และมีต้นทุนสูง ทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน

3. ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนของการจัดสรรทรัพยากรในภาคเอกชน เนื่องด้วยคอรัปชั่นขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นในภาคที่ไม่ใช่สินค้าบริการในตลาดโลก หรือที่เรียกว่า Non-Tradables ซึ่งอำนาจรัฐสามารถเอื้อประโยชน์ได้มากเพราะช่วยกีดกันการแข่งขันได้ ซึ่งจะทำให้เกิดกำไรอย่างมาก ทำให้ทรัพยากรจำนวนมากไหลเข้าสู่ภาคนี้เกินสมควร ทั้งทรัพยากรเงินทุนและทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ คือ ฉลาด เก่ง แต่ไม่มีสำนึกคุณธรรม จะเห็นได้ว่ามหาเศรษฐีไทยจำนวนมากอยู่ในภาคส่วนนี้ดังได้กล่าวมาแล้ว และอัจฉริยะจำนวนไม่น้อยจะมีอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น การเมืองภาคสกปรก และลอบบี้ยิสต์เป็นต้น

4. โทษใหญ่อีกประการหนึ่งคือ การบั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศโดยรวม ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากว่า 50 ปี ตั้งแต่มีนิยามคำนี้ ถึงแม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกว่า 10 แผน แต่ก็ก้าวหน้ามาได้แค่ครึ่งทาง ถ้านับตามนิยามรายได้ประชาชาติต่อคนต่อปี ผมมั่นใจว่าคอรัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการพัฒนา เพราะนอกจากจะมีโทษตามที่กล่าวมาแล้วทั้ง 3 ประการ ยังทำให้ภาคเอกชนขาดการพัฒนา เช่น การที่มีช่องทางมากมายที่จะซื้อหาความได้เปรียบหรือกีดกันการแข่งขัน โดยที่ไม่ต้องพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพแท้จริง ทำให้ขาดแรงกดดันและความจำเป็นในการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและบริการ รวมทั้งการค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เอกชนไทยมีงบประมาณการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาต่ำที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะการซื้อหาความได้เปรียบย่อมมีความแน่นอนกว่า และมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในการวิจัยและพัฒนามาก

หรือการที่ภาคเอกชนไทยได้ชื่อว่ามี Home Bias สูงที่สุดประเทศหนึ่ง กล่าวคือ มีการลงทุนนอกประเทศซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะกดดันให้พัฒนาศักยภาพ และยังช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ในประเทศ ก็เพราะไม่สามารถหาช่องทางซื้อหาความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในประเทศอื่น

ไม่เคยมีประเทศใดๆ ในโลกที่สามารถก้าวพ้น “กับดักการพัฒนา” ได้เลย หากไม่สามารถปรับปรุง “ดัชนีภาพลักษณ์คอรัปชั่น” ให้สูงเกินกว่า 5.0 ซึ่งในปัจจุบันของเราอยู่ที่ 3.4

ผมขอยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียที่มีนโยบาย แผนงาน และยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจนที่มุ่งมั่นจะก้าวพัน ‘กับดักการพัฒนา’ สู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2020 และแน่นอนครับ หนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องขจัดคอรัปชั่นให้หมดไป

สำหรับประเทศไทย ถ้าเรายังพัฒนาในลักษณะนี้ในอัตรานี้ อีก 20 ปี เราจะสามารถอยู่ในระดับเดียวกับมาเลเซียปัจจุบัน และอีกประมาณ 50 ปี คือหลังพุทธศักราช 2600 เราน่าจะบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนา

5. ความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งเป็นปัญหายิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ก็มีสาเหตุไม่น้อยที่มาจากการคอรัปชั่น การที่เราไม่ปรับปรุงศักยภาพในการแข่งขัน ทำให้ภาคเศรษฐกิจจำเป็นต้องไปกดเงินเดือน ค่าจ้าง ราคาสินค้าเกษตร ซึ่งผู้รับเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ประเทศจีนได้ชื่อว่ามีค่าแรงต่ำกว่าครึ่งของเรา แต่ในปัจจุบันแทบทุกเขตทุกมณฑลมีค่าแรงที่สูงกว่า และรายได้ประชาชาติต่อคนของจีนจะแซงหน้าเราอย่างแน่นอนในปีนี้

นอกจากนั้น การที่ความได้เปรียบ ความสะดวก และความไม่ผิด สามารถซื้อหาได้สำหรับคนบางกลุ่มบางพวก ทำให้เกิดสังคมหลายมาตรฐาน มีส่วนสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรและโอกาสไม่ได้รับการกระจายอย่างทั่วถึง

6. ในส่วนของความแตกแยกในสังคมไทย ซึ่งนอกจากจะเกิดจากความเหลื่อมล้ำแล้ว การที่มีคนกลุ่มใหญ่ใช้ความพยายามทุกวิถีทาง ที่จะพยายามเข้าถึงหรือได้มาซึ่งอำนาจรัฐ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการและต้นทุนที่ใช้ เนื่องจากมีผลตอบแทนที่สูงคุ้มค่า ก็เป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของปัญหาความแตกแยกอย่างรุนแรงที่เราเผชิญอยู่ แม้แต่ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีสาเหตุไม่น้อยที่มาจากการคอรัปชั่น

“ผมขอบังอาจพยากรณ์ว่า ถ้ากลุ่มการเมืองและกลุ่มประชาชนที่พยายามต่อสู้กับกลุ่มคนที่พวกเขาให้คำนิยามว่า “เป็นพวกอำมาตย์” ที่เคยกุมอำนาจทรัพยากรและความได้เปรียบตลอดมา ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะได้เผชิญกับเครือข่ายกลุ่มใหญ่กลุ่มใหม่ ที่ถูกผูกเชื่อมอยู่ด้วยผลประโยชน์คอรัปชั่น นอกเสียจากว่า การต่อสู้กับคอรัปชั่นควบคู่กันไปอย่างได้ผลเท่านั้น จึงจะนำสังคมเราเข้าสู่ภาวะอุดมการณ์ได้จริง”

ผมไม่ได้กำลังกล่าวหาว่านักการเมืองและข้าราชการทุกคนทุกกลุ่มเป็นคนไม่ดี แต่ทุกคนรู้ดีว่า ในวันนี้เรายากแม้แต่จะพูดว่า นักการเมืองส่วนใหญ่เป็นคนดี ไม่เคยข้องแวะหรือได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการคอร์รัปชั่นเลย

แน่นอนว่าโทษของคอรัปชั่นทั้ง 6 ข้อที่ผมกล่าวมายังไม่ได้ครอบคลุมครบถ้วน ยังมีโทษอื่นๆ อีกมากซึ่งทำให้เราแน่ใจได้ว่า การคอร์รัปชั่นเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของปัญหาทั้งมวลที่ประเทศเราเผชิญอยู่

4. ประโยชน์ของคอรัปชั่น…ภาพหลอนในระยะสั้น
การที่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าคอรัปชั่นมีประโยชน์ สามารถสร้างความเจริญได้บ้าง เนื่องจากในระยะสั้นจะทำให้เกิดการลงทุนและการบริโภค มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นจนเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การที่เราอนุมัติงบประมาณพิเศษ 350,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วม โดยใช้ทรัพยากรอนาคตผ่านกระบวนการหนี้สาธารณะ ก็จะทำให้เกิดการขยายตัว การลงทุน การบริโภคในระยะสั้น ในทางเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจจะขยายตัวเท่ากับ 350,000 ล้าน หักด้วยส่วนที่นำเข้าหรือมากกว่าร้อยละ 3 ของรายได้ประชาชาติต่อปีในปัจจุบันเลยทีเดียว ทั้งที่ยังไม่รวมส่วนที่จะมีการลงทุนและจับจ่ายใช้สอยต่อเนื่องเป็นทวีคูณ สมมุติว่าถึงจะมีการคอรัปชั่นสัก 100,000 ล้านบาท ส่วนนั้นก็จะถูกนับว่าเป็นรายได้ประชาชาติไปด้วย แม้ว่าจะถูกเล็ดรอดไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าใครก็ตาม

อีกประการหนึ่ง การที่ภาคเอกชนสามารถซื้อหาความได้เปรียบได้ ก็จะทำให้มีการลงทุนมากเกินสมควร ทำให้มีการเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และการบริโภคในระยะสั้นเกิดขึ้นได้ ในบางครั้งที่เราเคยโชคดีมีรัฐบาลที่มีการคอรัปชั่นน้อย นักธุรกิจบางกลุ่มถึงกับบ่นว่า “อย่างนี้ค้าขายไม่ได้”

อย่างไรก็ดี การลงทุนและการใช้จ่ายของทั้งภาครัฐและเอกชนในลักษณะดังกล่าว แม้จะเกิดผลดีในระยะสั้น แต่ย่อมเป็นภาระในอนาคต ซึ่งจะส่งผลเสียหายร้ายแรงหลายเท่าทวีคูณ เกิดเป็นปัญหาสะสมจนยากที่จะแก้ไขได้ เป็นวิบากกรรมของผู้คนในรุ่นต่อๆ ไปที่จะต้องมารับภาระชดใช้

5. การต่อสู้กับคอรัปชั่น…ความหวังของชาติ

ในหัวข้อสุดท้าย ผมจะขอเสนอถึงมาตรการต่างๆ ที่สังคมทุกภาคส่วนจะร่วมกันผนึกสรรพกำลัง ที่จะทำสงครามระยะยาวในการต่อสู้ป้องกัน ปราบปราม เพื่อขจัดภัยคอรัปชั่นที่กัดกินทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคมเราอยู่

นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ในปัจจุบันมีการตื่นตัวอย่างมากในเรื่องนี้ มีการจัดตั้งภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และมีการดำเนินการที่คืบหน้ามาตามลำดับ ทำให้เกิดความหวังว่า เรามีโอกาสที่จะต่อสู้และชนะสงครามนี้ในอนาคต เหมือนกับที่หลายๆ ประเทศเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว

ตามยุทธศาสตร์ของเครือข่าย ซึ่งแบ่งกลยุทธออกเป็น 3 ส่วนคือ ปลูกฝัง ป้องกัน และปราบปราม ซึ่งผมมีความเห็นด้วยและชื่นชมอย่างยิ่ง แต่ถ้าดูจากผลที่เกิด จะเห็นว่ายังคงเป็นระยะเริ่มต้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในด้านการปราบปราม เรามีพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ตั้งแต่ปี 2542 มีการจัดตั้งสำนักงาน มีการจัดสรรงบประมาณโดยเริ่มจากปีละ 200 ล้านบาทในระยะเริ่มต้น จนถึง 1,100 ล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน โดยข้อมูลในปี 2553 มีเรื่องร้องเรียนเพียง 2,211 เรื่องต่อปี และมีการชี้มูลดำเนินคดีเพียงปีละไม่เกิน 75 เรื่อง ซึ่งน่าจะต่ำกว่าร้อยละ 0.001 ของรายการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าจะต้องแก้ไขปรับปรุงกลยุทธวิธีการอีกมาก ถ้าหวังจะให้มีผลแท้จริงในวงกว้าง

มาตรการที่จะนำเสนอนี้ หลายๆ อย่างก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว โดยอาจจะเพียงปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้มีความเข้มข้นชัดเจนขึ้น ส่วนใหญ่ผมคงจะเสนอในระดับโครงสร้าง ซึ่งคงต้องนำไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่รายละเอียดภาคปฏิบัติอีกต่อไป

มาตรการแรก 
คือการเปลี่ยนทัศนคติของสังคม ซึ่งคงจะอยู่ในส่วนของ ยุทธศาสตร์ “ปลูกฝัง” ที่ดำเนินอยู่ทุกวันนี้ เรื่องสำคัญที่สุดในการที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมฝังรากจนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ไปแล้ว จะต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ยอมรับ หรือวางเฉยกับความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น ให้เป็นการปฏิเสธและต่อต้านให้จงได้ หากสังคมส่วนใหญ่ไม่มีฉันทานมติในทางเดียวกัน การชนะสงครามกับคอรัปชั่นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย มาตรการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพียงด้านเดียวดูจะไม่ได้ผล ลองคิดดูว่าถ้าสามารถทำให้คนร้อยละ 80 เป็นคนดี ไม่ให้หรือรับสินบน ก็ยังคงเหลืออีกกว่า 12 ล้านคน ที่อาจพร้อมจะตักตวงผลประโยชน์มิชอบต่อไป

ในโลกทุนนิยมทุกวันนี้ เป็นที่พิสูจน์แล้วว่าความเห็นแก่ตัว มีพลังและประสิทธิผลมากกว่าความเห็นแก่สังคมมากนัก ประเด็นอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะสร้างกฎเกณฑ์และกลไก ที่กำกับให้ความเห็นแก่ตัวนั้นมีขอบเขตที่ไม่สามารถเบียดเบียนเอาเปรียบผู้อื่นได้ การสร้างพลังของสังคมในเรื่องนี้ จะต้องใช้วิธีการให้ประชาชนเข้าใจในโทษของการทุจริตคอรัปชั่น และผลลบอย่างร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นจนถึงตนเองอย่างถ่องแท้

โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ในระยะสั้นบ้าง จากการแจกกระจุกดังกล่าวแล้ว ต้องเปลี่ยนทัศนคติของคนส่วนใหญ่จากการแค่ “ไม่ทำชั่ว” ให้เป็น “ไม่ยอมให้มีการทำชั่ว” ให้จงได้

มาตรการที่สอง 
การกระจายอำนาจรัฐ ซึ่งนอกจากมีประโยชน์มากในมิติอื่นๆ แล้ว ยังจะมีส่วนช่วยลดการคอรัปชั่นได้มาก โดยเฉพาะการกระจายอำนาจในการกำหนดงบประมาณการจัดสรรและควบคุมการใช้ทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น เพราะจะเกิดแรงจูงใจให้ประชาชนในท้องถิ่น ติดตามดูแลตรวจสอบไม่ให้มีการรั่วไหล เนื่องจากมีส่วนได้เสียโดยตรง เป็นการขจัดเงื่อนไขของกลยุทธ “ได้กระจุก-เสียกระจาย”

เราเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาบ้างจาก อบจ. และ อบต. บางแห่ง จนถึงกับเคยมีผู้กล่าวว่า การกระจายอำนาจเป็นการกระจายคอรัปชั่นให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่เราก็มีประสบการณ์ที่ดีจากองค์กรท้องถิ่นอีกหลายแห่ง จนน่าจะนำมาศึกษาวิจัยพัฒนา ปรับปรุง และประชาสัมพันธ์จนเกิดมาตรฐานที่ดีโดยทั่วไป

มาตรการที่สาม 
ขจัดเงื่อนไขที่เอื้อให้มีการทุจริต ได้แก่ ลดขั้นตอนในระบบราชการและแก้ไขระเบียบปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะที่อนุญาตให้มีการใช้วิจารณญาณของผู้มีอำนาจ มีการ outsource งานบริการให้แก่เอกชนให้มากที่สุด ซึ่งหลายหน่วยงานเคยใช้ได้ผลมาแล้ว มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ หรือที่เรียกว่า Service Level Agreement ของการให้บริการประชาชนในทุกๆ เรื่อง มีช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนได้อย่างสะดวก และมีกระบวนการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่ปกติขึ้น เพื่อขจัดเงื่อนไขการ “ซื้อความสะดวก”

หลายๆ ประเทศแม้แต่อินโดนีเซีย ก็มีการ outsource งานสำคัญ เช่น งานศุลกากร ให้กับเอกชน ทั้งนี้จะต้องไม่ออกกฎระเบียบที่ไม่แน่ใจว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เช่น กรณีที่ ป.ป.ช. ออกกฎให้เอกชนที่มีการค้าขายกับภาครัฐเกินสองล้านบาท ต้องจัดทำบัญชีและรายงานเฉพาะส่งต่อกรมสรรพากร ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าไม่น่าจะช่วยลดคอรัปชั่นได้ แต่จะกลับทำให้เพิ่มต้นทุนแก่ระบบหลายพันล้านบาทต่อปี ซึ่งจะต้องถูกผลักให้เป็นภาระของรัฐเองในที่สุด กับอาจกลับเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาเพิ่มบทบาทธุรกิจตัวกลางในการคอรัปชั่นอีกด้วย รวมทั้งอาจผลักดันให้ภาคธุรกิจที่ดีบางส่วนต้องถอนตัวออกจากการค้าขายกับรัฐไปเลย เพราะไม่คุ้มทุนและไม่คุ้มเสี่ยง และเมื่อออกระเบียบมาแล้วมักจะคงอยู่ตลอดไป ถึงแม้ว่าจะไม่มีประสิทธิผล

มาตรการที่สี่ 
การเพิ่มความโปร่งใสภาครัฐ ถึงแม้เรามีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ทำให้สังคมสามารถติดตามร้องขอข้อมูลข่าวสารได้ตามสมควร ก็ยังมีขั้นตอนยุ่งยากที่ควรได้รับการปรับปรุงอีกมาก

การให้ข้อมูลภาคบังคับในหลายๆ เรื่อง ควรจะมีการกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น การศึกษาความคุ้มค่าในโครงการลงทุนภาครัฐอย่างละเอียด การติดตามประเมินผลของการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การจัดซื้อจัดจ้างทุกกระบวนการ การกำหนดเงื่อนไขรายละเอียด การกำหนดราคากลางและการเปิดเผยผลการประมูล รวมทั้งการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ตามวิธีการสากลซึ่งในหลายๆ ส่วนก็ได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว

ส่วนในภาครัฐวิสาหกิจ ถึงแม้ว่ามีจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็น่าจะมีการบังคับให้มีกระบวนการเปิดเผยข้อมูล และมาตรฐานบรรษัทภิบาลในระดับเดียวกับบริษัทจดทะเบียน โดยมีสำนักกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) คอยติดตามดูแลควบคุม ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนระบบบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีให้เป็นสากล โดยคงให้ สตง. ทำหน้าที่เหมือนผู้ตรวจสอบภายในต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้โดยสะดวก

มาตรการที่ห้า 
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน เรามีรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 10 แห่ง แต่ก็กล่าวได้ว่าไม่เคยมีการแปรรูปโดยสมบูรณ์เลย ภาคการเมืองและข้าราชการยังคงมีบทบาทและอิทธิพลเหนือรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่จดทะเบียน และยังคงสภาพ “การผูกขาด” อยู่ไม่น้อย

ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสมากขึ้นไม่น้อย มีการติดตามตรวจสอบมากขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ซึ่งผมขอยืนยันได้ว่าดีกว่าไม่จดทะเบียนมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าปราศจากพฤติกรรมไม่ชอบโดยสิ้นเชิง รัฐควรจะดำเนินการแปรรูปต่อให้สมบูรณ์โดยขจัดหรือมีวิธีควบคุมสภาพ “การผูกขาด” เสียก่อน แล้วจึงจะขายหุ้นให้หมด ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความโปร่งใสแล้ว ยังจะเพิ่มประสิทธิภาพปริมาณและลดต้นทุนสินค้าและบริการอีกด้วย นอกจากนั้น รัฐยังควรที่จะดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการอีกด้วย

ผมขอยกคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ Margaret Thatcher ที่ว่า “When state owns, nobody owns. When nobody owns, nobody cares.”

มาตรการที่หก 
การเปิดเสรีระบบเศรษฐกิจยิ่งขึ้น เป็นทฤษฎีที่ยอมรับกันโดยสากลว่า วิธีการลดคอรัปชั่นโดยเฉพาะในส่วนของการซื้อหาความได้เปรียบในภาคเอกชน ก็คือการขจัดเงื่อนไขที่กีดกันการแข่งขันโดยสมบูรณ์ให้มากที่สุด การส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง ลดเงื่อนไขการจำกัดจำนวนใบอนุญาต รวมทั้งเงื่อนไขมาตรฐานผู้เข้าแข่งขัน ให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นและเกี่ยวข้อง ลดการใช้วิจารณญาณของผู้มีอำนาจรัฐ ยกเลิกการกำหนดราคาที่บิดเบือนกลไกตลาด ในทางทฤษฎีแล้ว การแข่งขันโดยสมบูรณ์ในกลไกทุนนิยมเสรีเป็นเงื่อนไขขจัดคอรัปชั่นที่ดีที่สุด การกีดกันทางการค้าทุกชนิดรวมทั้งการอ้างชาตินิยมเพื่อกีดกันด้านสัญชาติ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกกับนักธุรกิจกลุ่มเล็กเท่านั้น ผู้บริโภคและประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นผู้รับภาระสำหรับกำไรส่วนเกินที่เกิดขึ้น

มาตรการที่เจ็ด 
การส่งเสริมองค์การภาคประชาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์และระบบการทำงานที่ชัดเจนในการต่อต้านคอรัปชั่น โดยมีทรัพยากรที่มีคุณภาพ มีกระบวนการที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้านหรือ ‘Watchdog’ คอยเป่านกหวีด หรือที่เรียกว่า Whistle Blower ที่กว้างขวาง มีความสามารถในการวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลต่างๆ มีการเผยแพร่และประสานงานกับฝ่ายปราบปรามอื่นๆ อย่างมีประสิทธิผล เช่น สำนักข่าวเจาะหรือที่เรียกว่า Investigative Reporter ที่มีความเป็นอิสระเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในหลายๆ ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในประเทศเรา สำนักข่าวหลักทั้งหลายยังไม่ค่อยทำหน้าที่นี้นัก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะยังต้องพึ่งอำนาจรัฐและรัฐวิสาหกิจ ในเรื่องสัมปทานหรือรับการสนับสนุนงบโฆษณาและจัดรายการต่างๆ ในสัดส่วนที่สูง

นอกจากนี้ องค์กรเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น น่าจะจัดสรรทรัพยากรส่วนหนึ่งเพื่อจัดตั้งหน่วยงานที่มีบุคลากรที่มีคุณภาพสูง คอยติดตาม วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นการทุจริตต่างๆ ที่สามารถชี้ประเด็นสู่สังคมและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อดำเนินการต่อไป

มาตรการที่แปด 
การร่วมมือกับนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ ในปัจจุบันมีการตื่นตัวอย่างมากทั่วโลกในความร่วมมือเพื่อช่วยขจัดการคอรัปชั่นในประเทศกำลังพัฒนาและด้วยพัฒนา หลายประเทศได้ออกกฎหมายที่มีบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง เช่น สหรัฐ เยอรมันนี อังกฤษ ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าหน่วยงานรัฐไทยซื้อสินค้าและบริการโดยตรงจากเอกชนของประเทศเหล่านี้ลดลง และมีความร่วมมือกันในหลายๆ ช่องทาง เช่น องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทั้งในส่วนของความรู้ ประสบการณ์ และเงินทุน เช่น World Bank, ADB, Transparancy International, Open Society Institute, Bill & Melinda Gates Foundation เป็นต้น

จะเห็นว่ามาตรการทั้ง 8 ข้อ ที่ผมเสนอ ส่วนใหญ่น่าจะต้องเป็นการริเริ่มโดยภาครัฐ โดยเฉพาะในข้อ 2 ถึงข้อ 6 ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าการขจัดคอรัปชั่นเป็นพันธะสัญญาที่สำคัญ 1 ใน 3 ของนโยบายที่รัฐให้ไว้กับประชาชน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่ค่อยมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากนัก

อย่างไรก็ดี ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 19 (11) และ (13) ไว้อย่างชัดเจน ที่จะนำเสนอมาตรการวิธีการต่างๆ ให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ จึงน่าที่จะเป็นช่องทางสำคัญให้เครือข่ายทั้งกว่าสิบองค์กรจะผลักดันมาตรฐานต่างๆ ผ่าน ป.ป.ช. ซึ่งรัฐบาลย่อมต้องตอบสนอง ยกเว้นจะมีเหตุผลสำคัญที่ชี้แจงต่อประชาชนได้

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาอย่างยืดยาว เป็นความรู้ความเข้าใจทั้งหมดที่ผมมีเกี่ยวกับเรื่องของการคอรัปชั่น กล่าวโดยสรุปคือมี 5 ประเด็น ตั้งแต่ว่า คอรัปชั่นคืออะไร มีกี่ประเภท มีกลยุทธ์สำคัญอย่างไร มีโทษมหันต์อย่างไรบ้าง ประโยชน์ในระยะสั้นที่เป็นภาพหลอนนั้นเป็นอย่างไร และมาตรการขจัด เท่าที่ผมพอจะเรียบเรียงได้มีอย่างไรบ้าง

ย่อมเป็นการแน่นอนว่า การเรียบเรียงโดยศักยภาพอันจำกัดของผม ย่อมขาดความสมบูรณ์อยู่มาก ยังมีข้อผิดพลาด ขาดตกบกพร่องอยู่ไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดเป็นความคิดเห็นโดยเจตนาบริสุทธิ์ เป็นส่วนตัวของผมเพียงผู้เดียว หากมีข้อผิดพลาด ก้าวร้าว ล่วงเกินท่านผู้ใดอย่างไม่สมควร ก็ขอความกรุณาลงโทษผมแต่ผู้เดียว อย่าได้ลงโทษตอบแทนไปถึงองค์กรบริษัทเล็กๆ ที่ผมทำงานอยู่เลย

ท้ายที่สุดนี้ ผมขออนุญาตเล่าประสบการณ์จริงที่ผมได้รับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นอุทาหรณ์ ถึงสังคมไทยในปัจจุบันได้ดี

เมื่อเกิดมหาวิบัติภัยสึนามิเมื่อ 7 ปีก่อน ผมได้มีโอกาสรับใช้เครือข่ายฟื้นฟูชุมชนชายฝั่งอันดามัน หรือที่เรียกย่อๆ ว่า SAN เพื่อช่วยงานวางแผน จัดระบบ และระดมทุน ให้เครือข่ายนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2548 ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่เกาะมุก จังหวัดตรัง ได้พบกับผู้ใหญ่บ้านที่เกาะมุก ท่านได้ปรับทุกข์ถึงความแตกแยกไร้สามัคคีของคนในหมู่บ้าน แทนที่เกิดภัยร้ายแรงจะสามัคคีกัน กลับมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง วิวาทแก่งแย่งกันในทุกเรื่อง ซึ่งเราได้แต่ปลอบใจ ช่วยเหลือ วางแผนให้ตามสมควร

หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน ได้มีโอกาสลงไปเยี่ยมเยียนอีกครั้ง จึงไต่ถามท่านผู้ใหญ่บ้านถึงเหตุการณ์การวิวาท ก็ได้รับคำตอบที่ต้องขอประทานโทษที่ขอใช้ถ้อยคำจริงที่ท่านพูด ท่านบอกว่า

“ก็ดีขึ้นบ้าง แต่ไอ้พวกคนดีทั้งหลายนี่สิ ทะเลาะกันไม่เลิก ต่างคนต่างมี Ego ต่างคนต่างเก่ง ต่างดี ทฤษฎีกูถูก วิธีของกูถูก ของมึงผิด กูดีกว่า แน่กว่าทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น ส่วนไอ้พวกชั่วพวกเหี้ย พอมันแบ่งประโยชน์หารกันลงตัวได้ มันก็เลิกทะเลาะ รักกัน กอดคอกัน สุมหัวกันชั่วได้ต่อไป”
Read more ...

Karim Ghajji

23 มี.ค. 2556
เมื่อ 5 ก.พ.2556

นักมวยฝรั่งเศส เชื้อสายโมร็อคโค ผู้เอาชนะน็อค เอกประชา มีนะโยธิน ในรายการชิงชนะเลิศ La Nuit des Titans ที่ประเทศฝรั่งเศส

นอกจากเป็นนักมวยแล้วยังเป็นนักเต้น และเป็นคนมีชื่อเสียงของประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

ประวัติเป็นนักคาราเต้ตั้งแต่เด็ก และเป็นนักคิกบ็อกซิ่ง แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นนักมวยไทย

นักมวยไทยเก่ง ๆ ประมาทไปเจอเขา โดนน็อคเอาง่าย ๆ นะครับ ผมเห็นว่าเขาฝึกจริงจังดี

ช่องในยูทูปของเขา
Read more ...

สุพิชา สอนดำริห์

30 ม.ค. 2556
กองบรรณาธิการ Positioning Magazine ธันวาคม 2547

ผู้หญิงที่ติด 1 ใน 50 Young Executives สุพิชา หรือ เอ๋ บรรณาธิการของ Cleo นิตยสารหัวนอกที่เป็น Best Selling สาวรัฐศาสตร์คนนี้ ถึงแม้จะไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับนิตยสารมาก่อนเลย แต่ด้วยการที่มีใจรักในการอ่านหนังสือ และมีความเข้าใจผู้อ่านว่าน่าจะชอบแบบไหน ทำให้เธอปรับนิตยสารเพื่อให้เหมาะกับผู้อ่านที่เป็น Target Group เบื้องหลังความสำเร็จของนิตยสาร Cleo ก็เกิดมาจากผู้หญิงคนนี้แหละ

“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือ ความดีงามในจิตใจ ยึดหลักนี้ไว้ตลอดจะมีความสุข และคนรอบตัวก็มีความสุข” นี่เป็นหลักการที่เอ๋ยึดถือในการดำเนินชีวิต รวมทั้งการทำงาน

Profile

Name : สุพิชา สอนดำริห์
Age : 30 ปี
Education : 
ปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาฯ
ปริญญาโท สาขา International relations จาก Nottingham University, UK

Career Highlights :
เคยเป็น AE อยู่ Ogilvy
เคยเป็น Buyer ที่ Asia Books
ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Cleo

Quote :
“คนฉลาดคือคนที่มีความสุขในทุกขณะ”

Family :
ลูกสาวของนายปรีชาและนางยุพิน สอนดำริห์

Twitter : https://twitter.com/SupichaCLEO

Facebook : http://www.facebook.com/CLEOThailand
Read more ...

พ.ต.ต.ศักดิ์สงคราม เปรมานนท์ หรือผู้กองหมี หรือสารวัตรหมี

5 ม.ค. 2556
โดย นสพ.ข่าวสด เมื่อ 6 ม.ค.2556

พ.ต.ต.ศักดิ์สงคราม เปรมานนท์ หรือสารวัตรหมี

เป็นชายหนุ่มที่คบหาดูใจกับแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ นักแสดงสาวชื่อดัง

เดิมเป็นผู้กองหมี ปัจจุบันได้เลื่อนยศตำแหน่งเป็น สารวัตรหมีแล้ว
Read more ...

น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์

14 ส.ค. 2555
โดยรายการ Vip เมื่อ 13 ส.ค.2555
Read more ...

ประวัติ parkour

14 ส.ค. 2555
โดย http://goo.gl/gj36n

Parkour

(บางครั้งเรียกย่อว่า PK) หรือ l'art du déplacement (แปลว่า The art of moving)

เป็นการฝึกที่จะเอาชนะอุปสรรคในเส้นทางหนึ่งๆ ด้วยท่าทางต่างๆตามธรรมชาติ Parkour ไม่ใช่การแข่งขัน Parkour ใช้ในการเดินทางโดยพยายามที่จะผ่านอุปสรรคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด หรือในสถานะการฉุกเฉิน

ทักษะต่างๆเช่น การกระโดด การปีน หรือท่าทางพิเศษอื่นๆใน Parkour ได้ถูกใช้จริงแล้ว จุดประสงค์หลักของ Parkour คือ การไปจากสถานที่หนึ่งไปสถานที่อื่นๆโดยใช้เฉพาะ ร่างกายของเรา และ ของต่างๆในสิ่งแวดล้อม อุปสรรคอาจจะเป็นได้ทุกอย่างหนึ่งในนั้นก็อาจจะเป็นธรรมชาติ แต่ Parkour พบบ่อยว่าฝึกในเขตชุมชนเมือง เพราะว่ามีสิ่งก่อสร้างสาธรณะที่เหมาะสม เช่น ตึก หรือ ราวต่างๆ

บางครั้ง FreeRunning ก็จะเป็นคำที่ใช้แทน Parkour ในขณะเดียวกัน FreeRunning เน้นที่ความสวยงามของการเคลื่อนไหวและหาวิธีการสร้างสรรค์ที่จะ ข้ามผ่านอุปสรรคมากกว่าที่จะใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพหรือง่ายๆ

อย่างไรก็ตามบางครั้งมีการโต้แย่งข้อกำหนดของคำทั้งสองคำอย่างแน่นอน

ผู้ที่ฝึก Parkour จะถูกเรียกว่า traceur หรือถ้าเป็นผู้หญิงจะเรียกว่า traceuse

Parkour อาจจะได้เปรียบเทียบกับ Martial arts ได้ โดยในเดือนกันยายน 2552 American Parkour เริ่มที่จะเปิดเป็นกลุ่มของ Parkour โดย American Parkour ได้เชิญชวนผู้คนเข้าร่วมกลุ่มนี้ โดยการ Post ข้อมูลทางด้าน Parkour ของตัวเอง โดยได้พัฒนามาโดยผู้ที่ทำงานให้ American Parkour และบุคคลนอก American Parkour เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นความพยายามอย่างที่สุดของพวกเขา

ผลที่ได้ทำให้ Parkour เป็นวินัยในการฝึกทางกายเพื่อเอาชนะอุปสรรคใดๆในเส้นทางโดยการเคลื่อนไหวตามสภาพแวดล้อม

สิ่งที่ Parkour ต้องการในการเล่นคือ ความอดทน ความแข็งแรง ความสามารถทางกายภาพ ความสมดุล ความคิดสร้างสรรค์ ความลื่นไหล การควบคุม ความแม่นยำ มีสติ และการมองสิ่งต่างและคิดที่จะใช้มันอย่างไร

ท่าทางของ Parkour โดยปรกติจะมี การวิ่ง การกระโดด การข้าม การปีน การทรงตัว และท่าทางของสัตว์ โดยท่าทางอย่างอื่นมักมีการมารวมด้วย แต่การใช้ท่า Trick เพียงอย่างเดียวไม่จัดว่าเป็น Parkour

การฝึก Parkour จะเน้น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบ และการพัฒนาตัวเอง โดยมันมีความเสี่ยงหลายอย่างเช่นการ โชว์ หรือ อันตรายจากท่าสตั้น

ผลที่ได้จากการฝึก Parkour คือ สังคม ความสามัคคี การแลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นสิ่งที่สำคัญคือการเล่นในชีวิต ในขณะที่แสดงความเคารพให้ผู้คน สถานที่ และ ที่ว่างต่างๆ

ศัพท์ต่างๆ

แรกเริ่มแล้วเป็นการฝึกที่เรียกว่า l'art du déplacement and le parcours.

Parkour ได้รับการตั้งโดย Hubert Koundé จากคำว่า parcours du combattant จากการฝึกข้ามสิ่งกีดขวางของทหารที่เสนอโดย Georges Hébert.

Traceur และ traceuse ตั้งมาโดย กริยาของ French ที่เรียกว่า tracer ที่แปลว่า "to trace (เขียน, ลากเส้น)", หรือ "to draw (วาด)", แต่ก็เป็นคำ slang ของ "to go fast (เพื่อที่จะไปเร็ว)".

ประวัติต่างๆของ Parkour

Hébert's legacy

โดย Georges Hébert

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 Georges Hébert ทหารเรือฝรั่งเศส ได้ออกเดินทางไปที่ต่างๆในโลก ขณะที่ไป Africa เขาได้ประทับใจการบริหารร่างกายและความสามารถของชนพื้นเมืองที่เขาพบ

โดยร่างกายของพวกเขา ผอมสวย คล่องตัว คล่องแคล่ว ทักษะสูง และ ทนทาน ถึงแม้พวกเขาไม่มีอาจารย์สอนยิมนาสติกและอาศัยในธรรมชาติ

ในวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 1902 เมือง Saint-Pierre, Martiniqie เมืองที่เขาพักอยู่ขณะนั้น ได้ประสบกับภูเขาไฟระเบิดของภูเขา Pelée.

Hébert ประสานงานที่จะช่วยผู้คน 700 คน ประสบการณ์นี้มีผลลึกซึ้งกับเขา และเสริมความเชื่อของเขาที่จะต้องมีทักษะกีฬารวมกับความกล้าหาญและความบริสุทธิ์ใจ และเขาก็ได้เอามาเป็นคำขวัญของเขาเอง "être fort pour être utile"(Be strong to be useful)

แรงบันดาลใจจากชนเผ่าพื้นเมือง Hébert ได้เป็น ผู้กวดวิชาพลศึกษาที่ The college of Reims ในฝรั่งเศส เขาเริ่มกำหนดหลักการของวิชาพลศึกษาของเขาเอง และเขาได้สร้างตัวช่วยและแบบฝึกหัดของเขาเองที่เรียกว่า méthode naturelle ( Natural Method )

Hébert ได้ตั้ง méthode naturelle ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นฐาน 10 อย่างคือ การเดิน, การวิ่ง, การกระโดด, กระขยับทั้งสี่ส่วน(แขน2ขา2), การปีน, การทรงตัว, การโยน, การยก, การป้องกันตัว, การว่าย ที่เป็นส่วนหนึ่งในสามกำลังหลักคือ

- พลังหรือกำลัง

- คุณธรรม

- ร่างกาย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 Hébert ได้ฝึกสอนอย่างต่อเนื่องและขยายเป็นวงกว้าง และได้กลายเป็นระบบพื้นฐานของการฝึกสอนทหารของฝรั่งเศส ดังนั้น Hébert คือผู้หนึ่งในผู้สร้าง Parcours 

หลักสูตรการข้ามสิ่งกีดขวางที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวสวิซ คือ พื้นฐานของการฝึกทหาร ซึ่งนำไปสู่การออกกำลังกายของคนทั่วไปและหลักสูตรด้านความเชื่อมั่น และนอกจากนั้น ทหารและนักดับเพลิงชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาหลักสูตรข้ามสิ่งกีดขวางที่เป็นที่รู้จักเรียกว่า parcours du combattant และ parcours SP

ครอบครัว Belle

Raymond Belle 

เกิดที่ฝรั่งเศสอินโดจีน(ตอนนี้เรียกว่าเวียดนาม) พ่อของเขาตายในสงครามอินโดจีนครั้งแรก และ Raymond ได้แยกกับแม่ตอนประเทศกลายเป็นเวียดนามเมื่อปี 1954 เขาได้ถูกเลี้ยงดูโดยทหารชาวฝรั่งเศสในดาลัด และได้เข้ารับการฝึกเป็นทหาร

หลังจาก "การต่อสู้เดียนเบียนฟู"(Battle of Dien Bien Phu) Raymnd ได้ถูกส่งกลับฝรั่งเศส และ เรียนวิชาทหารจบในปี 1958 ตอนอายุ 19 เขาได้อุทิศตัวให้การออกอำลังกายที่ช่วยให้เขาช่วยให้เขาเป็นหนึ่งใน นักดับเพลิง ด้วยความคล่องตัวของเขา เขาได้กลายเป็น

แชมป์นักปีนเชือกของกรมทหาร 

และได้กลายเป็นหน่วยยอดของกรมทหาร ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่ฟิตที่สุดและนักพจญเพลิงที่คล่องตัวที่สุด สมาชิกในหน่วยนี้ได้ถูกเรียกให้ทำภารกิจช่วยเหลือที่ยากและอันตรายที่สุด

เขาได้รับการยกย่องด้าน ความเยือกเย็น ความกล้าหาญ และ เสียสละ Raymon ได้เป็นบทบาทสำคัญของภารกิจเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงครั้งแรกในปารีส หลายความช่วยเหลือ เหรียญ และ ประโยชน์ ของเขาทำให้เขาได้รับชื่อเสียงและเป็นแรงบัลดาลใจให้คนรุ่นต่อไป โดยเฉพาะลูกของเขา David Belle

David Belle

เกิดในครอบครัวนักพจญเพลิง และได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวของความเป็นวีรบุรุษ Raymond ได้นำ David เข้ารับการฝึกข้ามสิ่งกีดขวางและ méthode naturell - David ได้มีส่วนร่วมในหลายๆกิจกรรม เช่น ศิลปการต่อสู้ ยิมนาสติก ฯลฯ และใช้ความสามารถทางด้านกีฬาของเราในการปฏิบัติ 

และเมื่ออายุ 17 เขาได้ออกจากโรงเรียนเพื่อหาอิสระและความแข็งแกร่ง เขาได้พัฒนาความแข็งแรงและความชำนาญที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเขาเรื่อยมาดังที่พ่อของเขาได้นำไว้
Read more ...

"Ray Williams Johnson"

10 ส.ค. 2555
โดยวอยซ์ทีวี รายการ Cewebrity Episode 17 เมื่อ 10 ส.ค.2555

Cewebrity รายการที่นำเสนอเรื่องราวของบุคคลที่โดดเด่นน่าสนใจและเจิดจรัสเปล่งประกายอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต เอพิโสดนี้ขอเสนอ Ray Williams Johnson เจ้าของรายการ =3 รายการรวบรวมไวรัล วิดีโอ 
บนยูทูบ
Read more ...

เจาะใจ "เฉลิม อยู่บำรุง"

26 ก.ค. 2555




เมื่อ 28 พฤษภาคม 2555  มติชนออนไลน์ จุดเปลี่ยน การเมือง

"สารวัตร" !

ยังคงเป็นคำที่เหล่าคนสนิท ใช้เรียกขาน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ติดปากมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ปัจจุบัน "ร.ต.อ.เฉลิม" จะเป็นถึง "รองนายกรัฐมนตรี" แล้วก็ตาม

แต่ตลอดทั้งชีวิต แม้จะมีตำแหน่งทางการเมืองใหญ่โตขนาดไหน สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดสำหรับ "ร.ต.อ.เฉลิม" ก็ยังคงเป็นการทำงานในตำแหน่ง "สารวัตรกองปราบ"

"ช่วงวัยเรียน ผมอาศัยอยู่ในย่านบางขุนเทียน ซึ่งในสมัยนั้นคือชาวสวน ไม่มีถนนหนทาง พ่อของผมซึ่งเป็นตำรวจชั้นประทวน แม้จะเป็นเพียงจ่า 4 บั้ง แต่ก็อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือ" ร.ต.อ.เฉลิมเปิดฉากเล่าถึงเส้นทางชีวิต

และด้วยความที่เป็นเด็กรักการเรียนและเรียนเก่ง เมื่อ "ด.ช.เฉลิม" ได้เข้าเรียนชั้นมัธยม ที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ย่านบางขุนเทียน จึงได้ตัดสินใจมาเป็นเด็กวัดที่วัดกำแพง (ย่านบางขุนเทียน)

"ระหว่างที่ผมเป็นเด็กวัดวั ดกำแพง ก็มีการจัดงานประจำปีของวัด และคนแถวนั้นก็เป็นคนสวน เมื่อมางานวัดมีการกินเหล้าเมายากัน แล้วก็ตีกัน ตำรวจเข้าไประงับเหตุ ไม่มีใครฟังตำรวจเลย ปีต่อมาจึงมีการจ้างสารวัตรทหารมารักษาการณ์ในงาน

ซึ่งชาวบ้านก็ยังเมาและตีกันเหมือนเดิม แต่สารวัตรทหารไม่สนใจ ใช้หมวกไฟเบอร์ทหารสีขาว ตบ ตี คนที่ตีกัน แต่ชาวบ้านกลับถูกใจ ผมเห็น ก็รู้สึกว่าอาชีพนี้มันใหญ่ดี เมื่อมีการเปิดสอบทหาร ผมก็ไปสอบที่มณฑลทหารบกที่ 1 เขารับ 7 คน ผมได้ที่ 1 ทั่วประเทศรับ 30 คน ผมก็เข้าไปเรียน" รองนายกฯ เฉลิมในวันนี้ เล่าย้อนเหตุการณ์ที่ชักพาตัวเองให้เข้าสู่ "นายสิบทหารบก"

แต่หลังจากเข้าเรียนได้เพียง 2 สัปดาห์ หลายอย่างก็ทำให้เขารู้ว่า เส้นทางอาชีพทหารในยศ "นายสิบ" นั้นโอกาสก้าวหน้าแทบจะไม่มี เขาจึงตัดสินใจว่า เมื่อเรียนจบก็จะ "ลาออก" !

"ตอนแรกผมคิดว่าจะลาออกเลย แต่ครูฝึกบอกว่าถ้าลาออกจะต้องไปเป็นทหารเกณฑ์อีก 1 ปี ก็เลยตัดสินใจเรียนให้จบ แต่ระหว่างเรียนก็มีคนแนะนำเส้นทางว่าถ้าเรียนได้ที่ 1 ของรุ่นก็จะได้ไปเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งจะมีโอกาสเป็นนายร้อย

ก็เลยตั้งใจเรียน แต่สุดท้ายคะแนนก็แพ้เพื่อนในรุ่นที่ได้ที่ 1 ไปแค่ 1 คะแนน ทำให้ผมไม่ได้ไปเรียนเตรียมทหาร แล้วก็ได้บรรจุเข้าเป็นครูฝึก โรงเรียนสารวัตรทหาร และฝึกนักเรียนรุ่นน้อง"

จากนั้น "นายสิบเฉลิม" ก็รับราชการเป็นครูฝึก โรงเรียนสารวัตรทหารอยู่ 7 ปีเต็ม ซึ่งตลอดเวลาเขาได้คิดทบทวนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่

และด้วยความที่เป็นลูกตำรวจ ที่เชื่อว่า ตำรวจ จะมีสวัสดิการที่ดีกว่าทหาร จึงทำเรื่องขอโอนย้ายสังกัดไปอยู่ "กองปราบปราม" (ปัจจุบันใช้ชื่อว่ากองบังคับการตำรวจปราบปราม) หรือที่เรียกกันติดปากสมัยนั้นว่า "กองปราบสามยอด" เพื่อเป็นตำรวจ

"ช่วงต้นปี 2512 ผมถูกเรียกไปทดสอบทุกขั้นตอน ทางตำรวจจึงรับโอน จากสิบเอกทหารบก สังกัดกองพันนักเรียนนายสิบ มาเป็นผู้บังคับหมู่ แผนก 5 กอง 2 กองปราบ หรือคอมมานโด ในช่วงปี 2513 ได้ยศ ส.ต.อ.

ซึ่งขณะนั้นมีทุนนักเรียนอังกฤษ ให้ตำรวจสอบไปเรียนหลักสูตรปราบจลาจล ที่ประเทศมาเลเซีย ผมสอบได้ และได้ไปเรียน 7 สัปดาห์ เข้าสู่ปี 2515 ก็มีการเปิดสอบนายตำรวจสัญญาบัตรสายสอบสวน ผมมีสิทธิได้สอบ 3 สนาม

พอถึงเวลาประกาศผลสอบ ผมถูกร้องเรียน หาว่าจ้างคนไปสอบแทน เพราะไม่มีใครคิดว่าคนที่ย้ายมาจากทหาร และจะสอบสายสอบสวนได้ สุดท้ายก็มีการให้คัดลอกลายมือ ให้กองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบ ว่าใช่ลายมือผมจริงหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดก็ได้รับการยืนยันว่าผมทำข้อสอบเอง"

ร.ต.อ.เฉลิมเล่าว่า ระหว่างเตรียมตัวที่จะไปอบรม ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เพื่อขึ้นเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร รัฐบาลกังวลว่าช่วงนั้นจะมีการเดินขบวนประท้วงกัน จึงเตรียมการป้องกัน กองปราบจึงเรียกตัวไปเป็นครูฝึกปราบจลาจลให้ทหาร ที่กรมทหารราบที่ 11

พอเสร็จจากตรงนั้น โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานก็ต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะต้องการเชิญตัวไปเป็นครูฝึกหลักสูตรปราบจลาจล ให้กับนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 27-28 ที่เรียนอยู่ในขณะนั้น

เมื่อ "ร.ต.อ.เฉลิม" ผ่านการอบรมที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ก็ฝึกงานที่สถานีตำรวจนครบาลจักรวรรดิ ซึ่งอยู่ใกล้กับกองปราบปรามสามยอด โดยได้ฝึกพร้อมกับนักเรียนนายร้อยรุ่น 26 ซึ่งทำให้เขาได้มีโอกาสรู้จักกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฝึกงานที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท

ในเดือนมิถุนายน 2516 เขาก็ได้ติดยศ "ร.ต.ต." แล้วในเดือนตุลาคม 2516 ก็ติดยศ "ร.ต.ท." จากนั้นไม่นานนักเขาก็ได้ติดยศ ร.ต.อ. โดย "ร.ต.อ.เฉลิม" นับว่าเขาได้ใช้เวลา 3 ปีครึ่ง ในเส้นทางตำรวจชั้นประทวน สู่ยศ "ร.ต.อ."

หลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "สารวัตรแผนก 4 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม" ที่เรียกกันว่า "สารวัตรประเทศไทย"

"สารวัตรประเทศไทย มีอำนาจสืบสวนจับกุมออกหมายจับหมายค้นด้วยตัวเองทั่วราชอาณาจักร และเป็นตำแหน่งที่ผมมีความภาคภูมิใจมากที่สุด เพราะในขณะที่ผมอายุ 28 ปี ซึ่งผมเป็นคนแรกและคนสุดท้าย ที่มาจากชั้นประทวน แล้วได้มาอยู่ในตำแหน่งสารวัตรประเทศ" ร.ต.อ.เฉลิมเล่าด้วยความภาคภูมิใจ

"สารวัตรเฉลิม" เล่าว่า การทำงานในตำแหน่งสารวัตรประเทศ ทำให้เขามีชื่อเสียงมาก และได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น

"ระหว่างทำงาน ผมทำคดีสำคัญหลายคดี เมื่อมีผู้บังคับบัญชาไว้วางใจ มีครั้งหนึ่ง นายตำรวจระดับรองอธิบดีกรมตำรวจ สั่งให้ผมไปจับบ่อนการพนันแห่งหนึ่ง ผมก็ไปจับ ปรากฏว่าเจ้าของบ่อน เป็นภรรยาของเจ้าของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในขณะนั้นเป็นเศรษฐีเบอร์ 1 ของเมืองไทย

หลังจากจับเสร็จ ผมถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เรียกไปด่า 2 ชั่วโมง ที่กระทรวงมหาดไทย และด่าแบบเสียๆ หายๆ ไร้คุณธรรม ไร้จริยธรรม ไม่มีความเป็นผู้บังคับบัญชา

เมื่อกลับมาที่กองปราบก็มีคำสั่งย้ายผม จากสารวัตรประเทศไทย ไปเป็นหัวหน้าแผนก 8 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 8 อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นตำแหน่งหัวหน้าหน่วยแพทย์ และคนที่จะเป็นได้ ต้องจบแพทย์

พอเอาผมไปอยู่ ก็ไม่ได้ทำงานอะไร ผมอยู่ที่นั่น 1 ปี 3 เดือน ถูกงดบำเหน็จ 6 ปีเต็ม ก็รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกกลั่นแกล้ง จึงได้ซึมซับ และตกผลึก"

ต่อมามีคดีใหญ่ซึ่ง "ร.ต.อ.เฉลิม" สามารถจับคนร้ายและคลี่คลายคดีได้ จึงมีโอกาสย้ายกลับมาเป็นสารวัตรประเทศอีกครั้งหนึ่ง !

"เมื่อกลับมางานในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ผมก็ทำการสอบสวนคดีตามปกติ แต่สืบไปสืบมามีอยู่คดีหนึ่งไปเจอตอ ผมไปบอกผู้ใหญ่ให้ดำเนินการ แต่ผู้ใหญ่ไม่กล้า จนคดีนั้นต้องพับไป ผมเห็นว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีความเป็นธรรม

จึงเห็นว่าถ้ายังเดินสายนี้ต่อไปน่าจะก้าวหน้ายาก เพราะผมมีความจริงจังและจริงใจในการทำงานมากไป"

ร.ต.อ.เฉลิมเล่าว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่ไปมีความสนิทสนมกับ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร พ.อ.มนูญ รูปขจร พ.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และมีความผูกพันกันพอสมควร พอช่วงเดือนเมษายน 2524 หรือที่เกิดเหตุการณ์ ยึดอำนาจ "เมษาฮาวาย" เขาจึงได้นำตำรวจกองปราบฯ ร่วมกับคณะผู้ก่อการยึดอำนาจจากรัฐบาลในขณะนั้น !

ผลปรากฏว่า การยึดอำนาจไม่สำเร็จ ฝ่าย "ผู้ก่อการ" พ่ายแพ้ถูกจับ และ "ร.ต.อ.เฉลิม" ก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกดำเนินคดีในโทษฐาน "กบฏ"

"เมื่อปฏิวัติแพ้ ผมก็ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำบางเขน 1 เดือน และต่อมามีพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ก็เท่ากับว่าผมไม่มีความผิด ผู้บังคับบัญชา จึงชวนผมกลับมาเป็นตำรวจอีก แต่ผมขออนุญาต เพราะได้ตัดสินใจเลือกที่จะเดินบนเส้นทางการเมืองแล้ว"

จากนั้น "ร.ต.อ.เฉลิม" ก็เดินเข้าสมัครเป็นสมาชิก "พรรคประชาธิปัตย์" และลงสมัครรับเลือกตั้งจนได้เป็น "ส.ส.กทม."

เป็น "รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี"

เป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม"

เป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข"

เป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย"

และเป็น "รองนายกรัฐมนตรี" ในวันนี้
Read more ...

ยามีน ทราวาเร่...ผมอยากเป็นทหาร

20 ก.ค. 2555
โดยสยามกีฬา เมื่อ 20 ก.ค.2555

'เกิดเป็นชาย เป้าหมายมีไว้พุ่งชน''

''ไม่ได้เกิดเป็นซูเปอร์สตาร์เหมือนใคร ได้แค่นี้ก็พอใจ รู้ตัวว่ายิ่งฝืนตัวเองมากไป ผมก็คงไม่ได้อะไรอยู่ดี''

''ปีหน้าเกณฑ์ทหารแล้ว''

''ผมเกณฑ์ทหารได้ แต่รับราชการทหารไม่ได้''

''ผมอยากเป็นทหารก็ไม่ได้เป็น จะได้เป็นแค่พนักงานราชการ''

''หนักยังไงก็ไหวอยู่แล้ว เราอยากเป็นนี่ครับ''

ถ้อยคำที่ถูกเรียงร้อยจาก ''ความฝัน'' เด็กหนุ่มลูกครึ่งไทย-มาลี ยามีน ทราวาเร่ นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทย ที่แฟนกีฬาคนเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา และหลายคนอาจจะคลายสงสัยว่าเขาเป็นใครมาจากไหน

แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้พอ บอกคร่าวๆ ได้ว่า ยามีน ทราวาเร่ หรือ ''ยามีน'' หรือ ''ไอ้มีน'' ที่พี่ๆ ทีมชาติรุ่นใหญ่เรียกกัน เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2535 มารดาเป็นคนไทย ส่วนพ่อเป็นคนมาลี เกิดและเติบโตที่จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนย้ายไปเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่ ร.ร.กีฬาจังหวัดอ่างทอง

เริ่มต้นด้วยการเล่นว่ายน้ำ กรีฑา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ 203 ซม. ล้ำหน้าเพื่อนรุ่นเดียวกัน เลยเตะตาโค้ชวอลเลย์บอลของโรงเรียน และเรียกเข้ามาซ้อมจนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีม ด้วยสรีระอันสูงใหญ่ กำยำ กลายเป็นจุดเด่น (นอกเหนือจากผิวที่ดำตามสไตล์คนเชื้อสายมาลี) ที่ทำให้ยามีนได้รับความสนใจจาก ''โค้ชยุ่น'' มนต์ชัย สุภจิรกุล ที่กำลังต้องการเด็กสูงเข้าเสริมทีมวอลเลย์บอลชายไทย

ยามีนได้ร่วมเข้าแคมป์ฝึกซ้อมกับรุ่นพี่ทีมชาติ และเพียงไม่เวลาไม่ถึงสองปี เขาได้ติดธงชาติไทยบนหน้าอกเสื้อ และได้ร่วมเดินทางไปแข่งขันกีฬาในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย ในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ประเทศอินโดนีเซีย

ปัจจุบัน ยามีน อายุ 20 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเกริก

ยามีนเล่นวอลเลย์บอลให้กับสังกัดทหารอากาศ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่ทีมชาติชุดปัจจุบันสังกัดอยู่มากสุด

ยามีนไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่เพราะการไม่ปฏิเสธโอกาสที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นทำให้เขากลายเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองเวลาที่ยืนอยู่หน้าเนตในสนามสี่เหลี่ยม แม้วันนี้ยามีนอาจจะยังก้าวไม่ถึงจุดสูงสุดของการเป็นนักกีฬา แต่ก็นับว่ามาไกลเกินฝัน

ทว่ากับสิ่งที่เป็น ''ความฝัน'' มาตั้งแต่เด็ก ชักจะทำให้ยามีนเริ่มกังวลว่ามันอาจจะไม่เป็นจริง

เมื่อ ยามีน ทราวาเร่ ลูกครึ่งไทย-มาลี ที่กำลังจะย่างเข้าวัย 21 ปี ฝันอยากจะเป็นทหาร...''ถ้าผมได้รับราชการเป็นทหาร จะเป็นอะไรที่ดีใจที่สุดในชีวิตเลย''

แต่มันมีข้อจำกัดที่ประเด็นสำคัญคือ ยามีน พ่อมีสัญชาติมาลี ซึ่งเท่ากับว่าพ่อเป็น ''ต่างด้าว''

ดังนั้น เขาจึงไม่สามารถรับราชการได้ เป็นข้าราชการประจำไม่ได้ และเป็นข้าราชการการเมืองก็ไม่ได้ นี่คือบัญญัติกฎหมายที่ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย แต่มันคือหลักสากล

นั่นคือสิ่งที่ทำให้ลูกครึ่งไทย-มาลี คนนี้ตัดพ้อกับตัวเองว่า ''ผมเกณฑ์ทหารได้ แต่รับราชการทหารไม่ได้ ผมอยากเป็นทหารก็ไม่ได้เป็น จะได้เป็นแค่พนักงานราชการ ผมไม่เข้าใจ''

ในความไม่เข้าใจ แต่ก็เข้าใจว่าเพราะอะไร!!

''ให้ผมเกณฑ์ทหาร แต่ไม่สามารถรับราชการทหารได้ ผมเข้าใจว่าคือกฎหมาย คือระเบียบของทางราชการทหารไทย แต่บางทีก็ยังรู้สึกว่าไม่เข้าใจอยู่ดี มันจะมีคำถามตามมาตลอดว่าทำไม ผมจะต้องเกณฑ์ทหารในปีหน้า แต่ด้วยการรับใช้ชาติและการเรียนเลยจะขอผ่อนผันไปก่อน แต่ใจจริงของผมผมอยากเป็นทหารมาก หากเวลาเหมาะสมก็เข้ารับการเกณฑ์ทหารแน่นอน''

ลำพังหากยามีนเป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่งคงไม่มีใครชี้แนะหรือช่วยสานฝันเขาแน่นอน แต่โชคดีที่เขาอยู่ภายใต้การดูแลของชายชาติทหาร อย่าง ''โค้ชยุ่น'' ทำให้ยามีนยิ้มรับความหวังที่จะทำความฝันให้เป็นความจริง

ทางออกสำหรับยามีนที่โค้ชยุ่นได้ชี้แนะคือ ให้คุณตาจดทะเบียนรับรองบุตรให้กับยามีน หรือตามภาษาชาวบ้าน คือ ให้คุณตาเป็นรับเป็นพ่อบุญธรรม และให้ยามีนเปลี่ยนชื่อพร้อมนามสกุลใหม่ตามนามสกุลของคุณตา

ระหว่างที่คุยกับโค้ชยุ่นถึงความเป็นไปได้ รับรู้ และสัมผัสได้ ซึ่งแตกต่างจากตอนแรกที่คุยกันลำพัง

แววตาแห่งความหวังส่องประกาย พร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ทำเอาคนเขียนอดไม่ได้ที่จะหันไปยกนิ้วให้ พร้อมกับบอกว่า มันจะเป็นจริงแล้ว ยามีน

ยามีนยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก และก้มหัวรับ

เข้าใจว่าส่วนหนึ่งของความฝันอยากเป็นทหารของยามีน คือ เพื่ออนาคต สวัสดิการหลายอย่าง และความแน่นอนของชีวิตในภายภาคหน้า ไม่เฉพาะเขา หากแต่เพื่อแม่และน้องสาวด้วย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความฝันของ ''ยามีน'' จะไม่ดับสลายแน่นอน เพราะยังมีทางออกให้เขาก้าวไปสู่ความจริงได้
Read more ...

ปภาดา อมรนุรัตน์กุล

17 ก.ค. 2555
ชื่อ : ปภาดา อมรนุรัตน์กุล (Paphada Amornuratkul)
ชื่อเล่น :  เปิ้ล (apple_lin) =  @goople
เพศ : หญิง
ติดต่อ : paphada@redrank.co.th apple_wutaitai@yahoo.com
ส่วนสูง : 153  C.M.
สโลแกนประจำตัว : สวย รวย เก่ง ฉลาด
สัญชาติ : ไทย
ศาสนา : พุทธ
สถานะภาพ : โสด
Read more ...

นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

6 มิ.ย. 2555
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เมื่อ 6 มิ.ย.2555

นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2490 เป็นบุตรของนายชั้น และนางมาลี สร้อยพิสุทธิ์

เนื้อหา  

1.ประวัติ

2. เครื่องราชอิสริยาภรณ์

3. อ้างอิง

4. แหล่งข้อมูลอื่น

ประวัติ

จบการศึกษาจากโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยารามและโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ระดับปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(รุ่น 06-ร่วมรุ่นเดียวกับ

นายกล้านรงค์ จันทิก และ

นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ )

และเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

หลังจากศึกษาจบแล้วก่อนเป็นผู้พิพากษา ได้เคยทำงานเป็นทนายความประจำสำนักงานกฏหมายของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช

เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ภาค 4 ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา และประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7

นายวสันต์เป็นที่รู้จักของสังคม เมื่อกลางปี พ.ศ. 2549 หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน พ้นจากตำแหน่งไปเนื่องจากการจัดการเลือกตั้งที่มิชอบด้วยกฏหมาย จากคำตัดสินของศาลอาญา ชื่อของนายวสันต์ถูกนำเสนอเป็นผู้มีสิทธิได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ จำนวน 10 คน โดยให้วุฒิสมาชิก (ส.ว.) เป็นผู้คัดเลือก

แต่นายวสันต์มิได้รับเลือก

ต่อมาได้รับเลือกให้เป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554 

และในวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ในการประชุมองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ที่ประชุมฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนนายชัช ชลวร ที่ได้ขอลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะนำรายชื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่เสนอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

อ้างอิง

^ โดนขวาง : นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานแผนกคดีแร... จากแนวหน้า

^ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์: "ผมรู้มาว่าวุฒิสภาไม่เลือกคนดี คนตรงเกินไป" จากกรุงเทพธุรกิจ

^ 'ชัช ชลวร'ได้รับเลือกเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ จากกรุงเทพธุรกิจ

สำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ
Read more ...

พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว

9 พ.ค. 2555
โดยข่าวสด เมื่อ 30 เม.ย.2555

พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ประกาศลั่น หลังนำชุดปฏิบัติการนครศรีธรรมราชโมเดล นำกำลังจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช

ผบก.นครศรีธรรมราชประกาศล้างให้สิ้นซาก
เมื่อจู่โจมตรวจค้นที่ยึดได้สิ่งผิดกฎหมาย ของต้องห้ามสารพัด รวมถึงยาเสพติด
เหนืออื่นใดการเผยหลายข้อมูลที่ทำให้สังคมตะลึง

ทั้งการซื้อขายยาเสพติดทางโทรศัพท์ที่ทำรายได้ให้ "ขาใหญ่" วันละหลายล้านบาท
รวมถึงมีเมียในเรือนจำ และตั้งบ่อนพนัน
เรียกว่าเป็น "คุกสวรรค์" โดยแท้

สำคัญคือ มีเจ้าหน้าที่บางกลุ่มเกี่ยวข้อง
ช็อกหนัก นักโทษหญิง รวมถึงญาติยอมเป็นภรรยาน้อยผู้คุม แลกกับการอำนวยความสะดวก
งานนี้ฝั่ง "น้ำดี" จึงว่า การกระชากหน้ากากเชื่อว่าจะนำไปสู่การแก้ไขไม่ให้เรือนจำกลายเป็นกองบัญชาการหลักของขบวนการค้ายาเสพติดได้อย่างแน่นอน

ผู้การ รณพงษ์

เกิดวันที่ 3 มิ.ย. 2500
ปริญญาตรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ศูนย์สุราษฎร์ธานี คณะพัฒนบริหาร ศาสตร์

เส้นทางสีกากี
เริ่มที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน รุ่น 48 
กระทั่งปี 2520 เข้ารับราชการเป็นลูกแถวที่กองพลาธิการตำรวจ 
แล้วเป็น ผบ.หมู่แผนก 2 งานตรวจราชการ จเรตำรวจ
ก.พ.2526 เป็นนักเรียนนายร้อยอบรมสัญญาบัตรรุ่น 2
ก้าวหน้าเรื่อยๆ จนขึ้นเป็นสวส.ภ.จว.ชุมพร ตามด้วย สวป.เมืองระนอง
ผ่านตำแหน่งผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.ในสมัยของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ 
ก่อนไปเป็นผบก.ภ.จว.สุรินทร์

29 ธ.ค.2554 ดำรงตำแหน่ง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช

เจ้าของปฏิบัติการสะท้านสะเทือนวงการราชทัณฑ์ไทย
Read more ...

"ลีเมียงบัค": จากเด็กยากจนสู่ ปธน.โสมขาว

2 เม.ย. 2555
เอเอฟพี - ลีเมียงบัค ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเรื่องราวการไต่เต้าจากผ้าขี้ริ้วสู่ทอง จากเด็กเร่ขายอาหารตามท้องถนน คนเก็บขยะ สู่ตำแหน่งซีอีโอของบริษัทฮุนได นายกเทศมนตรีกรุงโซล และผู้นำแดนโสมขาว

ลี ซึ่งเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในวันนี้(25) ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติและผู้นำประเทศต่างๆราว 45,000 คน ได้ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จากการชูนโยบายจุดขาย นั่นคือ "เศรษฐกิจ มาเป็นอันดับหนึ่ง"

ในประเทศที่ถอยเข้าสู่ภาวะยากจนอย่างแสนสาหัส ภายหลังเกิดสงครามเกาหลี ระหว่างปี1950 - 1953 นั้น ลีไม่เพียงแต่เป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวที่มีพื้นเพเป็นคนยากจนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำคนแรกที่มีภูมิหลังมาจากภาคธุรกิจ
        
ลีเกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปี1941ที่เมืองโอซากา ญี่ปุ่น โดยพ่อแม่ลีอพยพไปอยู่ที่เมืองนี้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี ครอบครัวของลีย้ายกลับมาอยู่ที่เกาหลี ไม่นานหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่2 เมื่อปี1945 และยุติการยึดครองคาบสมุทรเกาหลี

ลีระลึกความหลังสมัยวัยเด็กว่า ตนมีชีวิตที่ยากจนแสนสาหัส ดังเช่น ต้องช่วยแม่ขายอาหารและไม้ขีดไฟ ตามท้องถนน

หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ลีก็เข้าสู่กรุงโซล พยายามเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยทำงานเป็นกรรมกรเก็บขยะในช่วงกลางวัน และใช้เวลาช่วงกลางคืนอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์

ลีจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเกาหลีใต้ เมื่อปี1965 อย่างไรก็ดี ลีก็พบว่าตนเองหางานทำได้ยาก เนื่องจากในปี1964 ลีถูกตัดสินจำคุก ฐานร่วมประท้วงต่อต้านการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น

ลีได้ร้องทุกข์โดยตรงต่อทำเนียบประธานาธิบดี หลังจากนั้นลีได้พูดคุยกับผู้ช่วยคนหนึ่งของประธานาธิบดี แล้วก็ได้รับโอกาสอีกครั้ง

ต่อมา ในปี1965 ลีเริ่มงานที่บริษัทฮุนได วิศวกรรมและการก่อสร้าง และสามารถขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทแห่งนี้ ภายในเวลาเพียง 12 ปี

ลีออกจากบริษัทฮุนไดในปี1992 แล้วลงเล่นการเมือง อย่างไรก็ดี ในปี1998 ลีได้ลาออกจากตำแหน่งส.ส. หลังถูกแฉว่าใช้งบประมาณหาเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

หลังจากนั้น ในปี2002 ลีกลับเข้าสู่สังเวียนการเมืองอีกครั้ง โดยได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงโซล ลีดำเนินแนวทางตามที่เคยใช้ในช่วงบริหารบริษัทฮุนได จนได้รับสมญานามว่า "บุลโดเซอร์" ลีผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนสนับสนุนอย่างมาก ปรับปรุงทัศนียภาพบริเวณลำธารที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโซล

ลีลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ในนามพรรคแกรนด์แนชั่นนัลปาร์ตี้ ซึ่งเป็นพรรคสายอนุรักษ์นิยม ลีเป็นผู้สมัครที่ร่ำรวยที่สุดที่สนามเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีทรัพย์สินที่แจ้งต่อทางการ 35,3000 ล้านวอน (ราว 38 ล้านดอลลาร์)

ลีถูกคู่แข่งทางการเมืองกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง จากข้อกล่าวหาที่ว่าว่าที่ผู้นำโสมขาวผู้นี้พัวพันกับคดีปั่นหุ้น เมื่อปี2001 อย่างไรก็ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา(21) อัยการพิเศษชี้ขาดว่า ลีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ลีเน้นย้ำว่า "แนวทางปฏิบัตินิยมเชิงสร้างสรรค์" จะเป็นจุดเด่นของรัฐบาลของเขา ทั้งนี้ ลีแทบจะไม่เน้นจุดยืนทางอุดมการณ์อันแข็งแกร่ง เหมือนดังที่อดีตประธานาธิบดีที่มีแนวทางเสรีนิยม ซึ่งก็คือ โนห์มูเฮียน และคิมแดจุง ยึดถือ

ลีหาเสียงโดยชูนโยบาย "747" มุ่งเป้าทำให้เศรษฐกิจเติบโต 7% เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ไปอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ ในขณะเดียวกันก็วางรากฐานทำให้เกาหลีใต้เปลี่ยนไปสู่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ7ของโลก ภายใน 10 ปี

สำหรับนโยบายต่อเกาหลีเหนือนั้น ลีให้คำมั่นว่า จะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ต่อเกาหลีเหนือ หากรัฐบาลโสมแดงปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์
Read more ...

เฉลียว "Red Bull"

25 มี.ค. 2555
โดยมติชน เมื่อ 25 มี.ค.2555

แทบจะเป็นขั้วตรงกันข้าม

ระหว่าง ความ "เงียบ"

กับ EXTREME-เอ็กซ์ตรีม อันเป็นภาวะสุดขีด ที่มากด้วยความตื่นเต้น เร้าใจ

Red Bull ผงาดเป็นสินค้าระดับโลกเคียงคู่กับกีฬาเอ็กซ์ตรีม มาโดยตลอด

แต่ "เฉลียว อยู่วิทยา" ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด กับอยู่อย่างเงียบเชียบ แม้กระทั่งจากโลกนี้ไป วัย 89 ปี เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา

พิธีศพ ณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร ก็ยังคงยึดแนวทาง "เงียบ" โดยเคร่งครัด

วัดแห่งนี้เป็นเพียงวัดพระอารามหลวงชั้นตรี หรือวัดประจำหัวเมืองธรรมดา ไม่ใช่พระอารามหลวงชั้นเอก หรือ ชั้นโท อย่างที่มหาเศรษฐีรายอื่นๆ นิยมจัดงานศพ

"สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด ลูกสาวคนโตของ "เฉลียว" 

บอกว่า

"เหตุผลที่เลือกวัดเครือวัลย์ฯ จัดพิธีศพ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคุณพ่อที่ต้องการให้จัดพิธีศพอย่างเรียบง่าย จึงไม่เลือกวัดแห่งอื่นในกรุงเทพฯ"

ขณะที่คนของกระทิงแดง บอกว่า วัดเครือวัลย์ฯ ยังอยู่ใกล้บ้านและที่ทำงานของพนักงานบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ที่ตั้งอยู่ถนนเอกชัย เป็นย่านฝั่งธนบุรีเหมือนกัน เดินทางมาร่วมงานได้สะดวก เจ้าสัวก็เลยเลือกวัดนี้

นี่แหละ "เฉลียว อยู่วิทยา"

ดูเหมือนว่า เจ้าพ่อกระทิงแดง จะให้ผู้คนรู้จักชีวิตของตัวเองแค่ความเป็นคนเรียบง่าย ไม่นิยมและสวมใส่เครื่องประดับใด ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงนาฬิกาเรือนเดียวผูกข้อมือ

เป็นคนเชื้อสายจีนไหหลำ ปู่มาจากเมืองจีน ย่าเป็นคนไทย

การศึกษาจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนพิจิตรวิทยาคม จ.พิจิตร

ครอบครัวมีอาชีพเลี้ยงเป็ด และขายผลไม้

เฉลียวเข้ามากรุงเทพฯ ช่วยพี่ชายทำงานร้านขายยา

แล้วมาเป็นเซลส์แมนขายยาออริโอมัยซิน ของบริษัท เอฟ.อีซิลลิคฯ ก่อนที่จะมาเป็นตัวแทนนำเข้ายามาจำหน่ายเอง และตั้งโรงงานผสมยา

ว่ากันว่า เหตุที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศมากนี้เอง ที่ทำให้เฉลียว ฝึกฝน จนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี

ต่อมาตั้งบริษัท ทีซีมัยซิน ผลิตแป้งแทตทู ยาเด็กเบบี้ดอล

แล้วจึงกระโดดเข้าไปทำเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดง โดยใช้กลยุทธ์ขายแบบตรงไปตรงมา

ทำให้ กระทิงแดง "ซู่ซ่า" ขายดิบขายดี

อาณาจักรของเฉลียว ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ตัวของเขาก็เล็กลงเรื่อยๆ เช่นกัน

จนแทบจะไม่มีตัวตน แม้จะมีชื่อติดเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย และอันดับ 205 ของโลก ก็ตาม

"เฉลียว" แทบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ทุกอย่างเป็นเรื่อง "ลึกลับ"

มีเพียงลูกสาว สุทธิรัตน์ ที่เคยให้สัมภาษณ์ถึงพ่อว่า สมถะเรียบง่าย แต่งตัวธรรมดาด้วยเสื้อตัวเดียว นุ่งกางเกงแพร สวมหมวกงอบ มีกิจวัตรประจำวันในช่วงยังดูแลธุรกิจคือ ขี่จักรยานวนไปรอบๆ โรงงาน เจออะไรไม่เรียบร้อย จะแวะเข้าไปดู
"วิรัตน์ แสงทองคำ" 


เคยเขียนเรื่องของเฉลียว ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อ 1 เมษายน 2554 หรือเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งดูจะ "ลึก และ ลับ" มากกว่าข้อมูลอื่นๆ ที่เผยแพร่ออกมา

โดยชี้ว่า เฉลียว คือโมเดลของบุคคลธรรมดา ที่สามารถไต่เต้าภายใต้ยุคที่มีผู้ครอบครองอย่างหนาแน่นอย่างน่าสนใจ

เฉลียวสร้างกิจการทีซีฟาร์มาซูติคอล เติบโตอย่างเงียบๆ จากนักขายยาของบริษัทต่างชาติ ไปสู่การสร้างกิจการด้วยตนเองพร้อมๆ กับตัวแทนผลิตและจำหน่ายสินค้าต่างประเทศ

จนถึงผลิตสินค้าเครื่องดื่มชูกำลังเข้าสู่ตลาดฐานกว้างในนาม "กระทิงแดง" ในยุคหลังสงครามเวียดนาม

ต่อมาเขาจึงเข้าถือหุ้นจำนวนพอสมควรในธนาคารกสิกรไทย จนได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมการธนาคาร

และอยู่ในตำแหน่งกรรมการธนาคารมายาวนาน

ซึ่งเข้าใจกันในเวลาต่อมาว่านี่เป็นการลงทุนในกิจการที่มีการบริหารจัดการที่ดี

ซึ่งอาจเป็นต้นแบบหนึ่งของเฉลียว

กระทั่งเมื่อธนาคารกสิกรไทยปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อตอบสนองระบบธนาคารโลก เฉลียวจึงพ้นตำแหน่งกรรมการไป

เมื่อกล่าวถึงความสำเร็จของเฉลียว คงจะเว้นไม่กล่าวถึง ดีทริช มาเตอซิทซ์ (Dietrich Mateschitz) ไม่ได้
พ.ศ.2527 เฉลียวได้ลงทุนร่วมกับ 
 
ดีทริช มาเตอซิทซ์ นักธุรกิจชาวออสเตรีย 

ก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH. ในประเทศออสเตรีย โดยเฉลียวถือหุ้น 49% และเฉลิมลูกชายถือหุ้นอีก 2%

ดีทริช มีบทบาทค่อนข้างสูงในการผลักดันให้เครื่องดื่มให้กำลังงานภายใต้ชื่อ RED BULL โด่งดัง และขยายตลาดออกไปทั่วโลก

ถึงขนาดมีระบุว่า ดีทริช มาเตอซิทซ์ เป็นคนสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา

และได้รับการยกย่องว่า นักการตลาดที่เก่งกาจของโลก ด้วยการสร้างสินค้าใหม่ เข้าสู่ตลาดใหม่ และสร้างประเภทตลาดขึ้นใหม่อย่างมหัศจรรย์

Red Bull กลายเป็นสินค้าอันดับหนึ่งของตลาดสินค้าเครื่องดื่มชูกำลังที่กำลังเติบโตอย่างมากในโลกตะวันตก ครอบคลุมตลาดประมาณ 100 ประเทศ โดยครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 70% มียอดขายมากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ

โดยวางยุทธศาสตร์ของธุรกิจ ที่มุ่งไปยังการสร้างความเชื่อมโยงกับกีฬาเอ็กซ์ตรีม ที่แสนโลดโผน และดนตรี

ปัจจุบัน Red Bull มีทีมกีฬาของตนเองในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งทีมรถแข่งเอฟ-วัน ด้วย

แม้ชื่อ ดีทริช มาเตอซิทซ์ จะโด่งดังเหนือ เฉลียว อยู่วิทยา

แต่เมื่อปี 2546 เมื่อ Forbes จัดกลุ่มผู้ร่ำรวยระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ (World?s Billionaires) ชื่อของ ดีทริช มาเตอซิทซ์ และ เฉลียว อยู่วิทยา อยู่เคียงข้างกัน และในปีต่อๆ มาก็มักจะเคียงคู่กันเสมอ
นั่นแสดงว่า แม้ ดีทริช มาเตอซิทซ์ จะเป็นที่รู้จักมากกว่า

แต่ เฉลียว ก็ยังคงสามารถยืนเคียงข้างอยู่ได้

ซึ่งนั่นย่อมต้องสะท้อนถึงเซลส์แมนที่เติบโตมาจากรากหญ้า เมืองพิจิตร ต้อง "มีดี" อย่างมาก จึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในธุรกิจระดับโลก

เพียงแต่ เฉลียว เลือกที่จะเงียบ ไม่ว่า Red Bull จะเอ็กซ์ตรีมสุดขีดคลั่งอย่างไรก็ตาม

วันนี้เฉลียวจากไปอย่างสงบ ทิ้งทรัพย์สินและหุ้นใน Red Bull มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาทเอาไว้เบื้องหลัง
Read more ...