แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สู้ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สู้ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

สาวพิการยืนหยัดสู้คนกลั่นแกล้ง ล้อเป็น “ผู้หญิงน่าเกลียดที่สุดในโลก”

14 มี.ค. 2558

โดยบีบีซี เมื่อ 14 มี.ค.2558

ลิซซี่ เวลาสเควส วัย 26 ปีจากรัฐเท็กซัสของสหรัฐ ต้องถูกล้อเลียนกลั่นแกล้งมาตั้งแต่เด็ก เพราะความผิดปกติทางร่างกาย ที่ทำให้เธอมีกล้ามเนื้อลีบเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่น แขนขายาวผิดปกติและตาข้างหนึ่งบอด

ลิซซี่ป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยากสองชนิด คือ กลุ่มอาการมาร์แฟน ที่ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถคงรูปปกติได้ ทั้งทำให้มีปัญหาที่กระดูก หลอดเลือด และหัวใจ นอกจากนี้ เธอยังมีอาการไขมันกระจายตัวผิดปกติ ซึ่งทำให้น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นเลย ไม่ว่าจะกินมากเพียงใดก็ตาม โดยทุกวันนี้เธอมีน้ำหนักเพียง 27 กิโลกรัม และต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เพื่อรับการผ่าตัดรักษาสายตา หู ตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกและจัดรูปเท้าใหม่ โรคดังกล่าวยังทำให้เธอรู้สึกไร้เรี่ยวแรงตลอดเวลา และมีภูมิต้านทานการติดเชื้อต่ำ เมื่อปลายปีที่แล้ว เธอต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะไม่สามารถกลืนอาหารได้ เนื่องจากความผิดปกติที่หลอดอาหาร

เมื่อลิซซี่อายุ 17 ปี ได้บังเอิญไปพบวิดีโอหนึ่งในเว็บไซต์ยูทูบซึ่งใช้ชื่อว่า “ผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ซึ่งมียอดเข้าชมถึงสี่ล้านครั้ง และเมื่อคลิกเข้าไปดู ก็ตกใจที่พบว่าผู้หญิงคนนั้นคือตัวเธอเอง แต่ที่โหดร้ายกว่านั้นคือความเห็นจากผู้ชมวิดีโอนับพันความเห็น ที่บอกให้เธอไปฆ่าตัวตาย บ้างก็ว่าพ่อแม่ปล่อยให้เธอมีชีวิตรอดมาทำไม บางคนให้เอาเธอไปเผาไฟ และบ้างก็ว่า ผู้คนตามท้องถนนจะต้องตาบอดแน่ถ้ามองเห็นเธอเข้า

ลิซซี่บอกว่า เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก และนอนร้องไห้อยู่หลายคืน แต่ด้วยความรักจากพ่อแม่ที่เลี้ยงดูให้เธอคิดบวกและทำดีกับผู้อื่นมาโดยตลอดแม้จะถูกกลั่นแกล้ง ทำให้ลิซซี่กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง เธอตัดสินใจเปิดช่องวิดีโอของตัวเองบนยูทูบ เพื่อแนะนำกับผู้คนว่า “ผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ในวิดีโอนั้นเป็นใคร เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมีความมั่นใจในตนเอง ไม่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็ตาม

ทุกวันนี้ ช่องวิดีโอยูทูบของเธอมีสมาชิกติดตามถึง 240,000 คน และวิดีโอที่เธอได้ไปพูดในรายการให้แนวคิดใหม่และสร้างแรงบันดาลใจ TED Talk มีผู้ชมแล้วถึง 7 ล้านคน เธอยังได้ร่วมรณรงค์เพื่อให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายต่อต้านการกลั่นแกล้ง ซึ่งจะช่วยป้องกันการกลั่นแกล้งรังแกในสถานศึกษาอีกด้วย เรื่องราวชีวิตของเธอได้รับการถ่ายทำเป็นภาพยนตร์สารคดีซึ่งจะออกฉายในสหรัฐเร็วๆนี้
Read more ...

"ลีเมียงบัค": จากเด็กยากจนสู่ ปธน.โสมขาว

2 เม.ย. 2555
เอเอฟพี - ลีเมียงบัค ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเรื่องราวการไต่เต้าจากผ้าขี้ริ้วสู่ทอง จากเด็กเร่ขายอาหารตามท้องถนน คนเก็บขยะ สู่ตำแหน่งซีอีโอของบริษัทฮุนได นายกเทศมนตรีกรุงโซล และผู้นำแดนโสมขาว

ลี ซึ่งเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในวันนี้(25) ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติและผู้นำประเทศต่างๆราว 45,000 คน ได้ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จากการชูนโยบายจุดขาย นั่นคือ "เศรษฐกิจ มาเป็นอันดับหนึ่ง"

ในประเทศที่ถอยเข้าสู่ภาวะยากจนอย่างแสนสาหัส ภายหลังเกิดสงครามเกาหลี ระหว่างปี1950 - 1953 นั้น ลีไม่เพียงแต่เป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวที่มีพื้นเพเป็นคนยากจนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำคนแรกที่มีภูมิหลังมาจากภาคธุรกิจ
        
ลีเกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปี1941ที่เมืองโอซากา ญี่ปุ่น โดยพ่อแม่ลีอพยพไปอยู่ที่เมืองนี้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี ครอบครัวของลีย้ายกลับมาอยู่ที่เกาหลี ไม่นานหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่2 เมื่อปี1945 และยุติการยึดครองคาบสมุทรเกาหลี

ลีระลึกความหลังสมัยวัยเด็กว่า ตนมีชีวิตที่ยากจนแสนสาหัส ดังเช่น ต้องช่วยแม่ขายอาหารและไม้ขีดไฟ ตามท้องถนน

หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ลีก็เข้าสู่กรุงโซล พยายามเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยทำงานเป็นกรรมกรเก็บขยะในช่วงกลางวัน และใช้เวลาช่วงกลางคืนอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์

ลีจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเกาหลีใต้ เมื่อปี1965 อย่างไรก็ดี ลีก็พบว่าตนเองหางานทำได้ยาก เนื่องจากในปี1964 ลีถูกตัดสินจำคุก ฐานร่วมประท้วงต่อต้านการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น

ลีได้ร้องทุกข์โดยตรงต่อทำเนียบประธานาธิบดี หลังจากนั้นลีได้พูดคุยกับผู้ช่วยคนหนึ่งของประธานาธิบดี แล้วก็ได้รับโอกาสอีกครั้ง

ต่อมา ในปี1965 ลีเริ่มงานที่บริษัทฮุนได วิศวกรรมและการก่อสร้าง และสามารถขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทแห่งนี้ ภายในเวลาเพียง 12 ปี

ลีออกจากบริษัทฮุนไดในปี1992 แล้วลงเล่นการเมือง อย่างไรก็ดี ในปี1998 ลีได้ลาออกจากตำแหน่งส.ส. หลังถูกแฉว่าใช้งบประมาณหาเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

หลังจากนั้น ในปี2002 ลีกลับเข้าสู่สังเวียนการเมืองอีกครั้ง โดยได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงโซล ลีดำเนินแนวทางตามที่เคยใช้ในช่วงบริหารบริษัทฮุนได จนได้รับสมญานามว่า "บุลโดเซอร์" ลีผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนสนับสนุนอย่างมาก ปรับปรุงทัศนียภาพบริเวณลำธารที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโซล

ลีลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ในนามพรรคแกรนด์แนชั่นนัลปาร์ตี้ ซึ่งเป็นพรรคสายอนุรักษ์นิยม ลีเป็นผู้สมัครที่ร่ำรวยที่สุดที่สนามเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีทรัพย์สินที่แจ้งต่อทางการ 35,3000 ล้านวอน (ราว 38 ล้านดอลลาร์)

ลีถูกคู่แข่งทางการเมืองกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง จากข้อกล่าวหาที่ว่าว่าที่ผู้นำโสมขาวผู้นี้พัวพันกับคดีปั่นหุ้น เมื่อปี2001 อย่างไรก็ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา(21) อัยการพิเศษชี้ขาดว่า ลีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ลีเน้นย้ำว่า "แนวทางปฏิบัตินิยมเชิงสร้างสรรค์" จะเป็นจุดเด่นของรัฐบาลของเขา ทั้งนี้ ลีแทบจะไม่เน้นจุดยืนทางอุดมการณ์อันแข็งแกร่ง เหมือนดังที่อดีตประธานาธิบดีที่มีแนวทางเสรีนิยม ซึ่งก็คือ โนห์มูเฮียน และคิมแดจุง ยึดถือ

ลีหาเสียงโดยชูนโยบาย "747" มุ่งเป้าทำให้เศรษฐกิจเติบโต 7% เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ไปอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ ในขณะเดียวกันก็วางรากฐานทำให้เกาหลีใต้เปลี่ยนไปสู่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ7ของโลก ภายใน 10 ปี

สำหรับนโยบายต่อเกาหลีเหนือนั้น ลีให้คำมั่นว่า จะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ต่อเกาหลีเหนือ หากรัฐบาลโสมแดงปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์
Read more ...