แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักการเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักการเมือง แสดงบทความทั้งหมด

นายมีชัย ฤชุพันธ์

16 พ.ค. 2562
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นักการเมือง นักกฎหมาย

จากคลิปรายการ ย้อนรอยนายกทหารกับการเมืองไทย โดยวีระ ธีรภัทร Talk Together EP.53/1

บนยูทูป เมื่อ 6 ก.พ.62 วีระ กล่าวว่า

นายมีชัย เริ่มเกี่ยวข้องกับการเมือง สมัย รองนายกฝ่ายกฎหมาย ชื่อนายสมภพ โหตระกิตย์ ในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี
นายมีชัย มาทำงานในลักษณะ ช่วยงานนายสมภพ ดูเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ในขณะที่นายมีชัย ทำงานประจำอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฎษฎีกา และหลังจากนั้นเป็นต้นมา นายมีชัย ก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมายต่าง ๆ ของประเทศไทย ตลอดมา
Read more ...

นายสมชาย แสวงการ - เจ้าของสถิติ ดำรงตำแหน่ง ส.ว.- สนช. รวม 19 ปี โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน

8 พ.ค. 2562
นายสมชาย แสวงการ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติ
สมชาย แสวงการ เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2505 จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดราชบพิธ กรุงเทพมหานคร สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี,ปริญญาบัตร วปอ. 2558, ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2561

สมชาย เริ่มทำงานในด้านสื่อสารมวลชน ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในตำแหน่งผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ สายการเมือง และสายทหาร ก่อนจะเติบโตในสายงานข่าวในตำแหน่งบรรณาธิการข่าว และต่อมาได้ร่วมกับนายสนธิญาณ หนูแก้ว (สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม) ก่อตั้งบริษัท ไอ.เอ็น.เอ็น.กรุ๊ป ทำธุรกิจสำนักข่าว ผลิตข่าวและรายการวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งวิทยุชุมชนร่วมด้วยช่วยกัน โดยมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกลุ่มบริษัทยูคอม เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ วิทยุชุมชนร่วมด้วยช่วยกัน ที่เป็นวิทยุชุมชนอย่างแท้จริง คลื่นแรกของประเทศไทย มีบทบาทอย่างกว้างขวางในการช่วยเหลือประชาชนและสังคม โดยได้รับสิทธิจากหน่วยบัญชาการกำลังสำรองในการเข้ามาบริหารและผลิตรายการ “ร่วมด้วยช่วยกัน” เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ปลายปี 2540 เป็นต้นมา ปัจจุบันวิทยุร่วมด้วยช่วยกันยังคงออกอากาศทางสถานีวิทยุกรมรักษาดินแดน เอฟเอ็ม 96 เมกกะเฮิร์ซ นอกจากนี้ นายสมชายยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยติดต่อกัน 2 สมัย

หลังเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ในปี พ.ศ. 2549 สมชายได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากสายวิชาชีพสื่อมวลชนในปี พ.ศ. 2549 หลังได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช. สมชายจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพื่อเป็นการรักษาระยะห่างระหว่างการทำหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและการทำงานของสมาคมฯ ในฐานะองค์กรวิชาชีพสื่อวิทยุโทรทัศน์ที่จะต้องติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม

ในปี พ.ศ. 2551 สมชายได้รับการสรรหาให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ โดยมีมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิดเป็นผู้ส่งเข้ารับการสรรหา ในช่วงที่ทำหน้าที่ ได้ผลักดันการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชนหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ซึ่งก่อให้เกิดสถานีโทรทัศน์สาธารณะเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เป็นสถานีโทรทัศน์ "ไทยพีบีเอส" ในปัจจุบัน,พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550, พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551, พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553, พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ประธานคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าทางคดีของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ทางการเมือง กรณีการเสียชีวิต พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.21 รอ.) และเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง 10 เม.ย. 2553

ในปี พ.ศ. 2554 สมชายยังได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นสมัยที่ 2 เป็นการต่อเนื่อง โดยมูลนิธิสื่อสร้างสรรค์เป็นผู้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหา รับหน้าที่สำคัญ ๆ ทั้งการกลั่นกรองกฎหมาย และการตรวจสอบ อาทิ โฆษกกรรมาธิการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา 2551-2557 ,กรรมาธิการคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา 2554-2557 ,กรรมการคณะกรรมการพัฒนาระบบงานกฎหมาย วุฒิสภา 2556 ประธานคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิทางการเมือง 2555-2556 เป็นต้น ช่วงปลายปี 2556 ได้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองและการใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม มีปัญหาทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ต่อมารัฐบาลจะประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แต่ด้วยความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างนำไปสู่การคัดค้านการเลือกตั้ง ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เป็นโมฆะ สมชายได้ร่วมกับ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจากหลายองค์กร และมีความเห็นตรงกันให้วุฒิสภาทำการแก้ไขวิกฤติชาติ เพื่อยับยั้งความเสียหาย ด้วยการเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ

1.ให้มีการแก้ไขวิกฤติชาติ โดยคืนความสงบสุข ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ด้วยการจัดให้มีปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งต้องมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีอำนาจเต็มเพื่อดำเนินการ

2.เรียกร้อง ครม.ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ขณะนั้น รัฐบาล และพรรคการเมืองทุกพรรค ให้ความร่วมมือกับวุฒิสภาในการหาทางออกประเทศ ภายใต้การมีส่วนร่วมของคนในชาติอย่างเต็มกำลังและลดเงื่อนไขความรุนแรงขัดแย้ง

3.วุฒิสภาพร้อมทุ่มเทการทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง โดยจะนำความเห็นทุกภาคส่วนมาพิจารณาประกอบ และหากจำเป็นวุฒิสภาจะอาศัยข้อบังคับประชุมของวุฒิสภา เปิดประชุมเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งนายกฯ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ตามประเพณีทั้งของสากล และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

ในที่สุด วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ โค่นรัฐบาลรักษาการนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 สมชาย ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัตแห่งชาติ เป็นสมัยที่ 2 โดยมีตำแหน่งสำคัญ อาทิ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเครื่องการปฏิรูปประเทศ, กรรมการคณะกรรมการประสานงานรวม 3 ฝ่าย (คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ, รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คนที่สาม และกรรมาธิการคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสารมวลชน นอกจากนี้ยังเป็นกรรมาธิการวิสามัญในการร่างกฎหมายอีกหลายฉบับ เป็นต้น

การอบรมและสัมมนา
- หลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 5 จาก สถาบันพระปกเกล้า
- หลักสูตร วุฒิบัตรการบริหารจัดการภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 7 จาก สถาบันพระปกเกล้า
- หลักสูตร ประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะ ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ (บ.ย.ส.14) จาก วิทยาลัยการยุติธรรม
- หลักสูตร หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 3 วิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ

ประสบการณ์การทำงาน
- สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
- สมาชิกวุฒิสภา 2554 - 2557
- สมาชิกวุฒิสภา 2551 - 2554
- สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2549 - 2550
- นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย 2 สมัย พ.ศ.2546-2548, 2548-2549
- กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็นเอ็นเรดิโอ จำกัด และผู้อำนวยการวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน
- บรรณาธิการข่าว สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อสมท.
- กรรมการมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด และมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกัน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์
- พ.ศ. 2556 - Order of the White Elephant - Special Class (Thailand) ribbon.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
- พ.ศ. ไม่ปรากฏ - Order of the Crown of Thailand - Special Class (Thailand) ribbon.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
Read more ...

มณฑล ชาติสุวรรณ (ปลัดแรมโบ้)

12 เม.ย. 2562
เขียนเมื่อ 12 เม.ย.62 เวลา 11.00 น.
ช่วงนี้ผมโคตรเบื่อ เพราะต้องติดตามข่าวการเมือง
ตามข่าวก็เห็นมีแต่ข่าวคนเลวปกครองประเทศ พวกมันโกงกินประเทศชาติมาอย่างยาวนาน และไม่มีทีท่าว่าพวกมันจะหมดไป
มองหาคนไทยที่พอจะเป็นความหวังแม่งไม่มีเลย
พอดีวันนี้มีคนแชร์คลิปวีดีโอในกลุ่มไลน์
แกพูดถึงการเมืองประเทศไทยทุกวันนี้
ในมุมมองที่น่าสนใจ เพราะแกเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์และความรู้ที่ดี คนรุ่นหลังน่าศึกษาความคิดไว้
จึงตามไปดูหลาย ๆ คลิปของแก
ยอมรับเลยว่า แกเป็นคนจริง ซึ่งสังคมไทยขาดคนแบบนี้อย่างมาก
ความขาดแคลนคนจริงแบบนี้ มันทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนาแบบทุกวันนี้
ยังไงก็ฝากติดตามช่องยูทูปของผู้ใหญ่ท่านนี้ด้วยครับ
ผมขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน 
ทราบว่าท่านเคยเป็นอดีต สว.นครศรีธรรมราช ผู้คนลงคะแนนให้ 1.2 แสนคน
อดีตปลัดอำเภอ และฝ่ายปกครองในโซนจังหวัดภูเก็ตและภาคใต้
ฝากติดตามหาความรู้ ความคิดที่ดี นำไปพัฒนาบ้านเมือง ต่อสู้กับคนชั่วกันครับ
Read more ...

ดร.เอ็มเบดการ์ ผู้นำพระพุทธศาสนา กลับสู่ประเทศอินเดีย

1 ก.ย. 2558
ที่มา http://www.oocities.org/watdonta_y/mbedkar.htm

ประวัติชีวิต

ด.ร. อัมเบดการ์ หรือชื่อเต็มของท่าน คือ บาบาสาเหบ พิมเรา รามจิ อัมเบดการ์(Dr. Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar) เกิดในวรรณะศูทร ที่ยากจนที่สุดตระกูลหนึ่งของอินเดีย ในเมืองนาคปูร์ รัฐมหาราษฏร์ ทางตอนกลางของอินเดีย เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๓๔ ท่านเกิดในหมู่บ้านคนอธิศูทร (คนวรรณะจัณฑาล มีชื่อเรียกมากมาย เช่น หริจันทร์ จัณฑาล อธิศูทร ในที่นี้จะใช้คำว่า อธิศูทร) ชื่อว่า อัมพาวดี เป็นบุตรชายคนสุดท้อง คนที่ ๑๔ ของ รามจิ สักปาล และนางพิมมาไบ สักปาล ก่อนที่ท่านอัมเบดการ์จะเกิดนั้น มีเรื่องเล่าว่า ลุงของพ่อเขา ซึ่งไปบวชเป็นสันยาสี(ผู้ถือสันโดษ ตามแนวคิดเรื่องอาศรม ๔ ของฮินดู) อาศัยอยู่ตามป่าเขา ได้มาพำนักในแถบละวกบ้านของเขา รามจิได้ทราบจากญาติคนหนึ่ง ว่าหลวงลุงของตนมาพำนักอยู่ใกล้ๆ จึงไปนิมนต์ให้มารับอาหารที่บ้าน นักบวชสันยาสีนั้นปฏิเสธ แต่ได้ให้พรแก่รามจิว่า \"ขอให้มีบุตรชาย และบุตรชายของเธอจงมีชื่อเสียง เกียรติในอนาคต ได้จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ชาติอินเดีย\" ซึ่งพรนั้นก็มาสำเร็จสมปรารถนา เมื่อวันที่ท่านอัมเบดการ์เกิดนั้นเอง บิดามารดาได้ตั้งชื่อให้ว่า \"พิม\"

แม้จะเกิดมาในครอบครัวอธิศุทรที่ยากจน แต่บิดาก็พยายามส่งเสียจนเด็กชายพิม สามารถเรียนจนจบประถม ๖ ได้ เมื่อจบแล้ว บิดาก็ไม่ได้หยุดที่จะให้บุตรได้รับความรู้ พยายามอดมื้อกินมื้อ เงินที่ได้รับจากการรับจ้างแบกหาม ก็เอามาส่งเสียเป็นค่าเล่าเรียนให้กับเด็กชายพิม จนกระทั่ง สามารถส่งให้เรียนจนจบมัธยมได้สำเร็จ แต่ในระหว่างการเรียนนั้น พิมจะต้องเผชิญหน้ากับความดูหมิ่นเหยีดหยามของทั้งครูอาจารย์ และนักเรียนซึ่งเป็นคนในวรรณะสูงกว่า

ดร.เอ็มเบดการ์(ยืนประนมมือ) เมื่อครั้งเรียนหนังสือระดับมัธยม ต้องนั่งเรียนกับพื้น

เรื่องบางเรื่องที่กลายเป็นความช้ำใจในความทรงจำของพิม เช่นว่า เมื่อเขาเข้าไปในห้องเรียน ทั้งครู และเพื่อนร่วมชั้นต่างก็แสดอาการขยะแขยง รังเกียจ ในความเป็นคนวรรณะต่ำของเขา เขาไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่การที่จะไปนั่งบนเก้าอี้ในห้องเรียน เขาต้องเลือกเอาที่มุมห้อง แล้วปูกระสอบ นั่งเรียนอยุ่อย่างนั้น แม้แต่เวลาจะส่งงานต่ออาจารย์ อาจารย์ก็มีทีท่ารังเกียจ ไม่อยากจะรับสมุดของเขา

เวลาที่เขาถูกสั่งให้มาทำแบบทดสอบหน้าชั้นเรียน นักเรียนในห้องที่เอาปิ่นโต ห่ออาหารที่ห่อมากินที่โรงเรียน วางไว้บนกระดานดำ จะเร่งกรูกันไปเอามาไว้ก่อน เพราะกลัวว่าความเป็นเสนียดของพิม ขะไปติดห่ออาหารของพวกเขาที่วางอยู่บนกระดานดำ

แม้แต่เวลาที่เขาจะไปดื่มน้ำที่ทางโรงเรียนจัดไว้ เขาก็ถูกห้ามอย่างเด็ดขาดที่จะไปจับต้องแท๊งค์น้ำ หรือแก้วที่วางอยุ่ เพราะทุกคนรังเกียจว่าเสนียดของเขา จะไปติดที่แก้วน้ำ เขาต้องขอร้องเพื่อนๆ ที่พอมีความเมตตาอยู่บ้าง ให้ตักน้ำแล้วให้พิมคอยแหงนหน้า อ้าปาก ให้เพื่อนเทน้ำลงในปากของพิม เพื่อป้องกันเสนียด ในความเป็นคน ต่างวรรณะของเขา ซึ่งเป็นความน่าเจ็บช้ำใจยิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ยักษ์มาร ครูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นวรรณะพราหมณ์ แต่เป็นผู้มีเมตตาผิดกับคนในวรรณะเดียวกัน บางครั้งครูท่านนี้ก็จะแบ่งอาหาร ของตนให้กับพิม แต่เขาก็แสดงออกมากไม่ได้ เพราะอาจจะถูกคนในวรรณะเดียวกันเกลียดชังไปด้วย ครูท่านนี้คิดว่า เหตุที่พิมถูกรังเกียจ เพราะความที่นามสกุลของเขา บ่งชัดความเป็นอธิศูทร คือนามสกุล \"สักปาล\"(นามสกุลของคนอินเดีย เป็นตัวบอกวรรณะด้วย) ครูท่านนั้นได้เอานามสกุลของตน เปลี่ยนให้กับพิม โดยแก้ที่ทะเบียนโรงเรียน ให้เขาใช้นามสกุลว่า \"อัมเบดการ์\" พิมจึงได้ใช้นามสกุลใหม่นั้นเป็นต้นมา (จากนามสกุลอัมเบดการ์นี้เอง ทำให้หลายๆคนคิดว่าพิม เป็นคน ในวรรณะพราหมณ์ )

หลังจากอดทนต่อความยากลำบาก การถุกรังเกียจจากคนรอบข้าง ที่รู้ว่าเขาเป็นคนอธิศูทรแล้ว เขาก็ได้สำเร็จการศึกษาจบมัธยม ๖ ซึ่งนับว่าสุงมาก สำหรับคนวรรณะอย่างพิม แต่มาถึงขั้นนี้ พ่อของเขาก็ไม่สามารถที่จะส่งเสียให้เรียนต่อไปได้อีก จนจบปริญญาตรี เคราะห์ดีที่ ในขณะนั้น มหาราชาแห่งเมืองบาโรดา ซึ่งเป็นมหาราชาผุ้มีเมตตา พระองค์ไม่มีความรังเกียจในคนต่างวรรณะ ปรารถนาจะยกระดับการศึกษาแม้คนระดับอธิศูทร ได้มีนักสังคมสงเคราะห์พาพิม อัมเบดการ์ เข้าเฝ้ามหาราชา พระองค์ได้ทรงพระราชทานเงินทุนในการศึกษาต่อของพิม โดยให้เป็นเงินทุนเดือนละ ๒๔ รูปี ทำให้พิม สามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ ต่อมา มหาราชาแห่งบาโรดา ได้ทรงคัดเลือกนักศึกษาอินเดีย เพื่อจะทรงส่งให้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศอเมริกา ซึ่งพิมได้รัลคัดเลือกด้วย เขาได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า อิสรภาพ และความเสมอภาค เพราะที่อเมริกานั้นไม่มีคนแสดงอาการรังเกียจเขา ในความเป็นคนอธิศูทร เหมือนอย่างในประเทศอินเดีย หลังจากจบการศึกษา ถึงขั้นปริญญาเอกแล้ว เรียกว่ามีชื่อนำหน้าว่า ด.ร. พิม อัมเบดการ์ ได้เดินทางกลับมาอินเดีย เขาได้พยายามต่อสู้เพื่อคนในวรรณะเดียวกัน ไม่ใช่แต่เท่านั้น เขาพยายามต่อสู้กับความอยุติธรรมที่สังคมฮินดู ยัดเยียดให้กับคนในวรรณะต่ำกว่า

ด.ร. อัมเบดการ์ ได้ทำงานในหลายๆเรื่อง หลังจากจบการศึกษาที่อเมริกาแล้ว เขาได้เป็นอาจารย์สอนในวิทยาลัยซิดนาห์ม ในบอมเบย์ ในปี ๒๔๖๑ ต่อมาได้รับการ พระราชทานอุปถัมภ์จากเจ้าชายแห่งเมืองโครักขปูร์ ซึ่งเป็นผู้มีพระทัยเมตตาเช่นเดียวกับมหาราชาแห่งบาโรด้า ในปรารถนาที่จะถอนรากถอนโคนความอยุติธรรม ที่สังคมฮินดู กีดกันคนในวรรณะอื่นๆ ได้ทรงอุปถัมภ์ให้คนอธิศุทร มารับราชการในเมืองโครักขปุร์ แม้นายควาญช้าง พระองค์ก็เลือกจากคนอธิศูทร เจ้าชายแห่งโครักขปุร์ ได้ทรงอุปถัมภ์ในการจัดทำหนังสือพิมพ์ มุขนายก หรือ \"ผู้นำคนใบ้\" ของด.ร.อัมเบดการ์ เช่นอุปถัมภ์ค่ากระดาษพิมพ์ และอื่นๆ ซึ่งอัมเบดการ์ไม่ได้เป็นบรรณาธิการเอง แต่อยู่เบื้องหลัง และเขียนบความลงหนังสือพิมพ์ ในบทความครั้งหนึ่ง มีคำพูดที่คมคายน่าสนใจ ว่า

\"อินเดียเป็นดินแดนแห่งความเหลื่อมล้ำต่ำสูง สังคมฮินดูนั้นช่างสูงส่งประดุจหอคอยอันสูงตระหง่าน มีหลายชั้นหลายตอน แต่ไม่มีบันไดหรือช่องทาง ที่จะเข้าไปสู่หอคอยอันนั้นได้ คนที่อยู่ในหอคอยนั้นไม่มีโอกาสที่จะลงมาได้ และจะติดต่อกับคนในหอคอยเดียวกันในอีกชั้นหนึ่งก็ทำไม่ได้ ใครเกิดในชั้นใดก็ตายในชั้นนั้น\" เขาได้กล่าวถึงว่า สังคมฮินดูมีส่วนประกอบอยู่สามประการ คือ พราหมณ์ มิใช่พราหมณ์ และอธิศูทร พราหมณ์ผู้สอนศาสนามักกล่าวว่า พระเจ้ามีอยู่ในทุกหนแห่ง ถ้าเช่นนั้น พระเจ้าก็ต้องมีอยู่ในอธิศูทร แต่พราหมณ์กลับรังเกียจคนอธิศูทร เห็นเป็นตัวราคี นั่นแสดงว่าเขากำลังเห็นพระเจ้าเป็นตัวราคีใช่หรือไม่

ด.ร. อัมเบดการ์มีผลต่อความเคลื่อนไหวหลายๆอย่างในอินเดียขณะนั้น เขาเป็นอธิศูทรคนแรก ที่ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย หลังจากที่อินเดีย ได้รับเอกราช เป็นผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย เขาเป็นผู้ที่ชี้แจงต่อที่ประชุมในโลกสภา โดยการอนุมัติของด.ร.ราเชนทรประสาท ให้ชี้แจงอธิบายต่อผู้ซักถาม ถึงบางข้อบางประเด็นในรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพ์บางฉบับลงเหตุการ์ตอนนี้ว่า \"ด.ร.อัมเบดการ์ ทำหน้าที่ชี้แจงอธิบาย เรื่องร่างรัฐธรรมนูญต่อผู้ร่วมประชุม ประดุจพระอุบาลีเถรเจ้า วิสัชชนาข้อวินัยบัญญัติ ในที่ประชุมปฐมสังคายนา ต่อพระสงฆ์ ๕๐๐ มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ฉะนั้น\" และเขาเป็นผู้ต่อสู้เพื่อทำลาย ความอยุติธรรม ที่คนในชาติเดียวกัน หยิบยื่นให้กับคนในชาติเดียวกัน แต่ต่างวรรณะกันเท่านั้น

การปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ 

ด.ร.อัมเบดการ์ แต่งงานมีครอบครัว สองครั้ง ครั้งแรกแต่งกับคนในวรรณะเดียวกัน ชื่อว่านางรามาไบ ครั้งที่สอง เขาได้พบรักกับแพทย์หญิงในวรรณะพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อว่า ชาดา คาไบ ในโรงพยาบาลที่เขาไปรับการรักษาอาการป่วย เขาได้แต่งงานครั้งที่สอง และเป็นครั้งแรกที่คนในวรรณะต่ำเช่นเขา ได้แต่งงานกับคนในวรรณะสูง คือวรรณะพราหมณ์ เมื่ออายุเขาได้ ๕๖ ปี และมีคนใหญ่คนโต นักการเมือง พ่อค้า คนในวรรณะต่างๆมาร่วมงานแต่งงานของเขามากมาย ต่างจากครั้งแรก ที่เขาแต่งงานในตลาดสด

หลังจากนั้น ด.ร.อัมเบดการ์ ได้ลงจากเก้าอี้ทางการเมือง เขาถือว่าเขาไม่ได้พิศวาสตำแหน่งทางการเมืองอะไรนัก ที่เขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ก็เพราะเขาต้องการ ทำงานเพื่อเรียกร้องความถุกต้องให้กับคนที่อยุ่ในวรรณะต่ำ ที่ได้รับการข่มเหงรังแกเท่านั้น

เหตุการณ์สำคัญประการหนึ่ง ที่ด.ร.อัมเบดการ์ได้กระทำ และเป็นสิ่งที่มีคุณูปการมากต่อพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดีย คือการเป็นผู้นำชาวพุทธศูทรกว่า๕ แสนคน ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ เหตุการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จึงขอกล่าวถึงอย่างละเอียดสักหน่อย

ความจริง อัมเบดการ์สนใจพระพุทธศาสนามานานแล้ว โดยเฉพาะจากการได้อ่านหนังสือพระประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเขียนโดยท่านพระธัมมานันทะ โกสัมพี ชื่อว่า \"ภควาน บุดดา\"(พระผู้มีพระภาคเจ้า) เขาได้ศึกษาแล้วว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีข้อรังเกียจในเรื่องวรรณะ ไม่ปิดกั้นการศึกษาพระธรรม ให้ความเสมอภาค และภราดรภาพแก่คนทุกชั้น ในจิตใจของด.ร.อัมเบดการ์ เป็นชาวพุทธอยุ่ก่อนแล้ว แต่เขาตั้งใจจะทำให้เป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้น สิ่งที่ปรารถนาก็คือ การปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ พร้อมกับพี่น้องชาวอธิศูทร ใน งานฉลองพุทธชยันติ (Buddhajayanti)

ท่านด.ร.อัมเบดการ์ ๆได้กล่าวสดุดีพระพุทธศาสนา เขียนหนังสือเผยแผ่พระพุทธธรรมหลายเล่ม เช่น \"พุทธธรรม \"(Buddha and His Dhamma) \"ลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนา\" (The Essential of Buddhism) และคำปาฐกถาอื่นๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์ภายหลัง เช่น \"การที่พระพุทธศาสนาหมดไปจากอินเดีย\" (The down fall of Buddhism in india) เป็นต้น

ก่อนหน้าที่จะมีงานฉลองพุทธชยันตี เป็นที่ทราบกันดีว่า อินเดียในขณะนั้น มีชาวพุทธอยู่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอัพโภหาริก คือน้อยจนเรียกไม่ได้ว่ามี แต่เหตุใดจึงมีงานฉลองนี้ขึ้น คำตอบนี้น่าจะอยุ่กับท่านยวาห์ ราล เนรูห์ ซึ่งท่านได้กล่าวคำปราศรัยไว้ในที่ประชุมโลกสภา (รัฐสภาของอินเดีย เรียกว่า โลกสภา) เรื่องการจัดงานฉลองพุทธชยันตี ว่า

\"พระพุทธเจ้า เป็นบุตรที่ปราดเปรื่องยิ่งใหญ่ และรอบรู้ที่สุดของอินเดีย ในโลกนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เคียดแค้น และรุนแรง คำสอนของพระพุทธเจ้า ส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ที่รุ่งโรจน์ ไม่มีคนอินเดียคนใด ที่จะนำเกียรติยศ เกียรติภุมิ กลับมาสู่อินเดียได้เท่ากับพระพุทธองค์ หากเราไม่จัดงานฉลองท่านผู้นี้แล้ว เราจะไปฉลองวันสำคัญของใคร\" และได้กล่าวอีกตอนหนึ่งว่า \"ข้าพเจ้าไม่นับถือศาสนาใดๆในโลกทั้งนั้น แต่หากจะต้องเลือกนับถือแล้ว ข้าพเจ้าขอเลือกนับถือพระพุทธศาสนา\"

ในงานฉลองพุทธชยันตินั้น รัฐบาลอินเดียได้จัดสรรงบประมาณการจัดงาน ฉลองตลอด ๑ปี เต็มๆ โดยวนเวียนฉลองกันไปตามรัฐต่างๆ รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณต่างๆ เช่น ทำตัดถนนเข้าสุ่พุทธสังเวชนียสถานต่างๆให้ดีขึ้น สร้างธรรมศาลา ทำการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาร่วมงานพุทธชยันตีจากประเทศต่าง จัดพิมพ์หนังสือสดุดี พระพุทธศาสนา จัดทำหนังสือวิชาการพระพุทธศาสนา โดยนักปราชญ์หลายท่านเขียนขึ้น ประธานาธิบดีราธ กฤษนัน เขียนคำนำสดุดีพุทธคุณ ให้ชื่อว่า \"2500 years of Buddhism\" (๒๕๐๐ ปีแห่งพระพุทธศาสนา) ทั่วทั้งอินเดีย ก้องไปด้วยเสียง พุทธัง สรณัง คจฺฉามิ

ส่วนในการปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะนั้น ท่านอัมเบดการ์ได้นำชาววรรณะศูทร ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปูร์ สาเหตุที่ท่านเลือกเมืองนี้ แทนที่จะเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่างบอมเบย์ หรือเดลลี ท่านได้ให้เหตุผลว่า \"ผู้ที่ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตอนแรกๆ นอกจากพระสงฆ์ คือพวกชนเผ่านาค ซึ่งถูกพวกอารยัน กดขี่ข่มเหง ต่อมาพวกนาคได้พบกับพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมจนพวกนาคเหล่านั้นเลื่อมใส ปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ และเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไปทั่ว เมืองนาคปูร์นี้ เป็นเมืองที่พวกนาคตั้งหลักแหล่งอยู่\" (คำกล่าวของท่านอัมเบดการ์มีมูลอยุ่ไม่น้อย และจะว่าไปแล้ว หลังจากพระพุทธศาสนา เริ่มถูกทำลายจากอินเดีย เมืองนาคปูร์เป็นเมือง ที่มีชาวพุทธอาศัยอยู่มาก และเป็นเมืองที่มีชาวศุทร หรือคนวรรณะต่ำอยู่มากอีกด้วย ดังนั้นศูนย์กลางพุทธศาสนิกชนในอินเดียปัจจุบันที่เป็นคนวรรณะศูทร จึงอยู่ที่นาคปูร์)

ในการปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ ๕ แสนคน เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙นั้น มีพระภิกษุอยู่ในพิธี ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย ๓ รูป คือ ท่านพระสังฆรัตนเถระ (Ven. M. Sangharatana Thera) พระสัทธราติสสะเถระ (Ven. S. Saddratissa Thera) และพระปัญญานันทะเถระ (Ven. Pannanand Thera) ในพิธีมีการประดับธงธรรมจักรและสายรุ้งอย่างงดงาม ในพิธีนั้น ผู้ปฏิญาณตนได้กล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และคำปฏิญญา ๒๒ ข้อ ของท่านอัมเบดการ์ ดังนี้

๑. ข้าพเจ้าจะไม่บูชาพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุต่อไป
๒. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่าพระราม พระกฤษณะ เป็นพระเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่เคารพต่อไป
๓. ข้าพเจ้าจะไม่เคารพบูชาเทวดาทั้งหลายของศาสนาฮินดูต่อไป
๔. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อลัทธิอวตารต่อไป
๕. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าคืออวตารของพระวิษณุ การเชื่อเช่นนั้น คือคนบ้า
๖. ข้าพเจ้าจะไม่ทำพิธีสารท และบิณฑบาตแบบฮินดูต่อไป
๗.ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
๘. ข้าพเจ้าจะไม่เชิญพราหมณ์มาทำพิธีทุกอย่างไป
๙. ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกัน
๑๐. ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน
๑๑. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ โดยครบถ้วน
๑๒. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ โดยครบถ้วน
๑๓. ข้าพเจ้าจะแผ่เมตตาแก่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก
๑๔. ข้าพเจ้าจะไม่ลักขโมยคนอื่น
๑๕. ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม
๑๖. ข้าพเจ้าจะไม่พูดปด
๑๗. ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุรา
๑๘. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา
๑๙. ข้าพเจ้าจะเลิกนับถือศาสนาฮินดู ที่ทำให้สังคมเลวทราม แบ่งชั้นวรรณะ
๒๐.ข้าพเจ้าเชื่อว่าพุทธศาสนาเท่านั้นที่เป็นศาสนาที่แท้จริง
๒๑. ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่ข้าพเจ้าหันมานับถือพระพุทธศาสนานั้นเป็นการเกิดใหม่ที่แท้จริง
๒๒. ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

หลังจากปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะแล้ว เขากล่าวว่า \"ข้าพเจ้าเกิดมาจากตระกูลที่นับถือศาสนาฮินดู แต่ข้าพเจ้าจะขอตายในฐานะพุทธศาสนิกชน\"

คำปราศรัยในที่ประชุมปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ของด.ร.อัมเบดการ์นั้น เป็นการแสดงถึงความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของเขา ต่อมาได้มีผู้พิมพ์คำปราศรัยนี้ลงเป็นหนังสือ เป็นคำปราศรัยที่ยาวถึง ๑๒๖ หน้า ขนาด ๘ หน้ายก มีตอนหนึ่งที่ควรกล่าวถึง เช่น

\"พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากตระกูลต่างๆกัน ย่อมมีความเสมอกันเมื่อมาสู่ธรรมวินัยนี้แล้ว เหมือนมหาสมุทร ย่อมเป็นที่รวมของน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำและทะเลต่างๆ เมื่อมาสู่มหาสมุทรแล้วก้ไม่สามารถจะแยกได้ว่าน้ำส่วนไหนมาจากที่ใด\"

\"พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่ปฏิเสธระบบวรรณะ และคนบางคนไม่มีเหตุผลจะโจมตีพระพุทธศาสนา หรือไม่มีเหตุผลมาหักล้างคำสอนของได้ ก็อ้างเอาอย่างหน้าด้านๆว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของพวกนอกวรรณะ\"

\"ถ้าหากจะมีพระนามใด ที่โจษขานกันนอกประเทศอินเดีย ที่โด่งดัง และกล่าวกันด้วยความเคารพสักการะแล้ว จะมิใช่พระนามของพระราม หรือพระกฤษณะ แต่จะเป็นพระนาม ของพระพุทธเจ้า เท่านั้น \"
เมื่อนักหนังสือพิมพ์ถามถึงเหตุผลในการนับถือพระพุทธศาสนา เขากล่าวว่า \"เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนของชาวฮินดูที่มีต่อคนวรรณอธิศูทรเช่นเรามานานกว่า ๒๐๐๐ ปี\" พร้อมกันนั้นท่านกล่าวต่อว่า

\"พอเราเกิดมาก็ถูกตราหน้าว่าเป็นวรรณะอธิศูทรซึ่งมีค่าต่ำกว่าสุนัข อะไรจะดีเท่ากับการผละออกจากลัทธิป่าเถื่อน ปลีกตัวออกจากมุมมืด มาหามุมสว่าง พุทธศาสนาได้อำนวยสุขให้ทุกคนโดยไม่เลือกหน้า โดยไม่เลือกว่าเป็นวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ความจริงข้าพเจ้าต้องการ เปลี่ยนศาสนาตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๐ แต่เหตุการณ์ยังไม่อำนวย ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าระบบวรรณะควรจะสูญไปจากอินเดียเสียที แต่ตราบใดที่ยังนับถือพระเวทอยู่ ระบบนี้ก็ยังคงอยู่ กับอินเดียตลอดไป อินเดียก็จะได้รับความระทมทุกข์ ความเสื่อมโทรมตลอดไปเช่นกัน พวกพราหมณ์พากัน จงเกลียดจงชังพระพุทธศาสนา แต่หารู้ไม่ว่าพระสงฆ์ในพุทธกาล ๙๐ % เป็นคนมาจากวรรณะพราหมณ์ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าอยากจะถามพวกพราหมณ์ในปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้น กับพวกเขาหรือ\"

อนุสาวรีย์ ดร. เอ็มเบตการ์ ที่หน้ารัฐสภาอินเดีย

บั้นปลายชีวิต 

เป็นที่น่าเสียดายว่า หลังจากพิธีปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธได้ ๓ เดือน ท่านอัมเบดการ์ได้ถึงแก่กรรม ด้วยโรคร้าย ในวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ (ในอินเดียเป็นปี ๒๕๐๐ อินเดียนับพุทธศักราชเร็วกว่าไทย ๑ ปี เช่นเดียวกับพม่า และลังกา) สร้างความยุ่งเหยิงให้กับชาวศูทรมากมาย เพราะยังไม่ทันพาพวกเขาไปถึงจุดหมาย ท่านก็มาด่วนถึงแก่กรรม ไปเสียก่อน เหมือนเรือที่ขาดหางเสือ

เมื่อท่านอัมเบดการ์ถึงแก่กรรมนั้น มีหลายท่านแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อข่าวการมรณะกรรมของท่านแพร่ออกไป มีทั้งรัฐมนตรี นักการเมืองเดินทางมาเคารพศพ และแสดงความเสียใจแก่ภรรยาของท่านอัมเบดการ์ นายกรัฐมนตรีเนรูห์ได้กล่าวอย่างเศร้าสลดว่า \"เพชรของรัฐบาลหมดไปเสียแล้ว\"
ในวันต่อมา นายกรัฐมนตรีเนรูห์ได้กล่าวไว้อาลัยด.ร.อัมเบดการ์ และสดุดีความดีของเขาอย่างมากมาย ตอนหนึ่งเขาได้กล่าวว่า

\"ชื่อของอัมเบ็ดการ์ จะต้องถูกจดจำต่อไปอีกชั่วกาลนาน โดยเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อลบล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู อัมเบดการ์ต่อสู้กับสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าเป็นที่จำต้องต่อสู้ อัมเบดการ์ได้เป็นคนปลุกให้สังคม ของฮินดูได้ตื่นจากความหลับ\"

และได้ให้มีการหยุดประชุมสภา เพื่อไว้อาลัยแด่ ด.ร. อัมเบดการ์

หลังจากนั้น ได้มีคนสำคัญต่างๆ และผู้ทราบข่าวการมรณกรรมของด.ร.อัมเบดการ์มากมาย ได้ส่งโทรเลขไปแสดงความเสียใจต่อภรรยาของอัมเบดการ์ มุขมนตรีของบอมเบย์ คือนายชะวาน ถึงกับประกาศให้วันเกิดของอัมเบดการ์ เป็นวันหยุดราชการของรัฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่ดวงวิญญาณของท่านอัมเบดการ์

ภรรยาของเขาต้องการจะนำศพของท่านอัมเบดการ์ ไปทำพิธียังบอมเบย์ รัฐบาลก็ได้จัดเที่ยวบินพิเศษให้ เมื่อเครื่องบินนำศพมาถึงบอมเบย์ ประชาชนหลายหมื่นคนได้มารอรับศพของอัมเบดการ์ ซึ่งมีหลายคนที่ไม่สามารถอดกลั้นความเศร้าไว้ได้ ร้องไห้ไปตามๆกัน

ด.ร.อัมเบดการ์ ผู้เกิดมาจากสังคมอันต่ำต้อย ต่อสู้เพื่อตัวเอง เพื่อสังคม และเพื่อประเทศชาติอันเป็นส่วนรวม ตั้งแต่เกิดจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต บัดนี้ เขาได้จากไปแล้ว ทิ้งแต่ความดีเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้สรรเสริญ ชาวพุทธในอินเดียเชื่อว่า วิญญาณของอัมเบดการ์คงยังไม่ไปไหน จะคงอยู่กับพวกเขา คอยช่วยพวกเขา เพราะอัมเบดการ์ไม่เคยทิ้งคนจน ไม่เคยลืมคนยาก ช่วยเหลือพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ต่อท้ายจากบทสวดสังฆรัตนะ พวกเขาจึงอ้างเอาด.ร.อัมเบดการ์เป็นสรณะด้วย โดยสวดว่า พิมพัง(ขื่อเดิมของอัมเบดการ์) สรณัง คัจฉามิ อยู่จนทุกวันนี้.

คุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

- มีความมุมานะพยายามในการศึกษาเล่าเรียน แม้จะประสบความลำบาก ความเดือดร้อนมากเพียงใด ก็ก้มหน้ามุมานะต่อไปโดยไม่หยุดยั้งจนกระทั่งจบปริญญาเอก นี่คือความสำเร็จของเด็กยากจนที่เกิดในวรรณะศูทรที่ได้มาด้วยความมานะพยายาม

- มีความอดทนเป็นเลิศ เมื่อครั้งศึกษาเล่าเรียน โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย ดร.เอ็มเบดการ์ ได้เผชิญกับปัญหาต่างๆถูกข่มเหงจากนักศึกษาต่างวรรณะ บางคนได้ข่มเหงรังแก ทุบตีอย่างทารุณ แต่ท่านก็ได้กัดฟันต่อสู้ต่อเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความอดทน และได้นำเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นกำลังใจให้มีความมุมานะในการศึกษาเล่าเรียนยิ่งขึ้น

- มีสติปัญญาดี จนสามารถเรียนจนจบปริญญาเอก

- ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ดร.เอ็มเบดการ์ ได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นหลักในการปฏิวัติระบบชนชั้นวรรณะของสังคมอินเดีย ดังที่ท่านประกาศไว้ตอนหนึ่งว่า "ระบบวรรณะนั้นเป็นความบกพร่อง ใครเกิดมาในวรรณะเลวก๊ต้องเลวอยู่ชั่วชาติ จะทำอย่างไรก็ไม่มีทางดีขึ้นมาได้ ข้อนี้จึงเป็นเรื่องฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป...

กฏแห่งกรรมของพระพุทธเจ้าไม่มีใครลบล้างได้ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญความเพียร ชัยชนะของแต่ละคนขึ้นอยู่กับความเพียร ยาจกก็สามารถยกตนขึ้นเป็นมหาเศรษฐีได้ เพราะความเพียร ด้วยที่ท่านมีนำ้ใจที่หนักแน่น มีอุดมคติสูง กล้าหาญ เสียสละ จึงได้รับสมญานามว่า มนุษย์กระดูกเหล็ก ฝีปากกล้า และอภิชาตบุตรของชาวหริจันทร์(ชาวศูทร)

ดูเพิ่มเติม ดร.อัมเบดการ์ ผู้ที่ชาวพุทธควรยกย่อง PANTIP 

Read more ...

ไพบูลย์ นิติตะวัน กลุ่ม 40 ส.ว.

27 ธ.ค. 2556
ชื่อ-สกุล : นาย ไพบูลย์ นิติตะวัน

วันที่เกิด : 15 มกราคม 2497

ประวัติครอบครัว :

ภรรยาชื่อ นางวินา นิติตะวัน มีธิดา 2 คน

ชื่อธิดา

1. พิชญา นิติตะวัน (ต้นสน)
2. วศินา นิติตะวัน (ต้นข้าว)

การศึกษา :

- ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 5 สถาบันพระปกเกล้า
- นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตำแหน่งปัจจุบัน :

18 กันยายน 2555 สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคอื่น

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ :

- นักธุรกิจ
- สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

6 กุมภาพันธ์ 2550 กรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

ตำแหน่งอื่นๆ :

19 กุมภาพันธ์ 2551 สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาครัฐ
2 พฤษภาคม 2551 กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน
2 พฤษภาคม 2551 กรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ
18 กันยายน 2555 สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคอื่น
- นายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
Read more ...

บทเรียนแห่งความเพียงพอ ของ"โฮเซ มูฮิกา" ประธานาธิบดี"ยากจนที่สุดในโลก"

14 พ.ย. 2556
 
 โดยมติชน เมื่อ 17 พ.ย.2555

เป็นเรื่องธรรมดาที่ไลฟ์สไตล์ของนักการเมืองส่วนใหญ่ มักจะแตกต่างจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นชาวบ้านธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่ที่อุรุกวัย เพราะที่นี่ นักการเมืองที่มีอำนาจที่สุดของประเทศ อาศัยอยู่ในกระท่อมปลายไร่ที่ยังไงก็ดูไม่สมกับตำแหน่ง

ราวตากผ้านอกบ้านน้ำที่ใช้ดื่มกินก็มาจากบ่อน้ำนอกบ้านสนามหน้าบ้านเต็มไปด้วยวัชพืชมีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจ2นาย และมานูเอลลา สุนัขพิการ 3 ขา ทำหน้าที่ดูแลบ้าน ซึ่งจริงๆควรจะเป็นทำเนียบประธานาธิบดี

เราอาจกล่าวได้ว่า ที่นี่คือบ้านพักประธานาธานาธิบดีแห่งอุรุกวัย นายโฮเซ มูฮิกา ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากผู้นำรายอื่นของโลกอย่างชัดเจน

ปธน.มูฮิกา ได้ปิดบ้านพักหรูประจำตำแหน่งที่รัฐมอบให้ในกรุงมอนเตวิเดโอ และเลือกที่จะอาศัยอยู่กับภรรยาที่บ้านหลังเล็กๆสุดถนนลูกรัง ในฟาร์มย่านชานเมืองหลวง ทั้งสองทำการเกษตรกรรมเท่าที่พอจะอำนวยด้วยตนเอง ด้วยการปลูกพืชไม้ดอก

ชีวิตที่แสนเรียบง่ายและความจริงที่ว่านายมูฮิกาบริจาคเงินเดือนซึ่งตกเดือนละ12,000ดอลลาร์สหรัฐกว่าร้อยละ 90 เพื่อมอบให้การกุศล ซึ่งนี่เองที่ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้นำประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

นายมูฮิกาเปิดเผยว่า เขาใช้ชีวิตเช่นนี้มานานแล้ว นั่งพักผ่อนบนเก้าอี้เก่าๆในสวน หรือไม่ก็นั่งบนโซฟาที่เจ้ามานูเอลลาโปรดปราน

"ผมพอใจในสิ่งที่ผมมี"

เงินที่เขาบริจาค ซึ่งมอบให้แก่คนยากจนและผู้ประกอบการขนาดเล็ก ทำให้เขามีชีวิตอยู่ด้วยรายได้ที่เทียบกับค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อเดือนของชาวอุรุกวัย ที่ราว 755 ดอลลาร์ (23,405 บาท)

ในปี 2010การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินประจำปีของคณะรัฐบาลอุรุกวัยพบว่านายมูฮิกามีทรัพย์สินมูลค่า1,800ดอลลาร์ (ราว 55,800 บาท)ซึ่งก็คือราคาของรถเต่าโฟล์กสวาเกนของเขา ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 1987

ส่วนในปีนี้ เขาบวกทรัพย์สินของภรรยาไปด้วย ซึ่งประกอบด้วยที่ดิน รถแทรกเตอร์ และบ้าน รวมแล้ว เขามีทรัพย์สินอยู่ที่ 215,000 ดอลลาร์ (ราว 6,665,000 บาท) อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2 ใน 3 ของทรัพย์สินทั้งหมดของรองประธานาธิบดีดานิลโล แอสโทรี และคิดเป็น 1 ใน 3 ของทรัพย์สินของอดีตประธานาธิบดีทาบาเร วาสเกส

นายมูฮิกา ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2009 เขาใช้เวลาในยุค 1960 และ 1970 ในฐานะสมาชิกกลุ่มกองโจรทูปามารอส กองกำลังติดอาวุธฝ่ายซ้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติในคิวบา เขาเคยถูกยิง 6 ครั้ง และถูกจำคุก 14 ปี สภาพในระหว่างการถูกคุมขังเต็มไปด้วยความยากลำบากและโดดเดี่ยว กระทั่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 1985 เมื่ออุรุกวัยกลับสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย

นายมูฮิกา เผยว่าในช่วงหลายปีระหว่างการถูกคุมขัง ช่วยทำให้มุมมองต่อชีวิตของเขาได้รับการขัดเกลา

เขากล่าวว่า การได้รับฉายาว่าประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก ไมทำให้เขารู้สึกว่าตนเองจน คนจนคือคนที่ต้องทำงานหนักเพื่อตอบสนองรสนิยมอันหรูหราของตน และมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด

สำหรับเขา "สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ คือการได้มีอิสระเสรี เพราะหากคุณไม่ได้ครอบครองสิ่งใดมากมาย คุณก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มแรงกายแรงใจเยี่ยงกรรมกรเพื่อหามันมาครอบครอง และยิ่งไปกว่านั้น คุณยังมีเวลาเป็นของตนเองด้วย"

"ผมอาจเป็นคนแก่ที่ดูประหลาด แต่นี่เป็นวิถีที่เป็นอิสระ"

ผู้นำอุรุกวัย กล่าวถึงในประเด็นเดียวกันนี้ ในการกล่าว ณ ที่ประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม ริโอ+20 เมื่อเดือนมิถุนายน ว่าหลายประเทศต่างพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน

"แต่เรากำลังคิดอะไรอยู่? เราต้องการรูปแบบการพัฒนาและการบริโภคของประเทศร่ำรวยเช่นนั้นหรือ? ผมขอถามคุณว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ หากชาวอินเดียมีสัดส่วนการครอบครองรถต่อครัวเรือนเท่าเยอรมนี? แล้วเราจะเหลืออ็อกซิเจนไว้หายใจอีกเท่าไหร่?"

"โลกใบนี้มีทรัพยากรเพียงพอ เพื่อที่จะตอบสนองให้คน 7 หรือ 8 พันล้านคน มีระดับการบริโภคและการสร้างขยะที่เท่าเทียมกับประเทศร่ำรวยหรือไม่? และนี่เป็นระดับการบริโภคที่เกินจำเป็นที่กำลังทำร้ายโลกของเรา

นายมูฮิกา กล่าวตำหนิผู้นำของโลกส่วนใหญ่ ที่มีความเชื่อที่ผิดๆว่า การสร้างการเติบโต คือการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งในทางตรงกันข้าม จะนำไปสู่จุดจบของโลก

อิกนาซิโอ ซูอาสนาบาร์ สำรวจประชามติชาวอุรุกวัย เปิดเผยว่า หลายคนแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อประธานาธิบดีมูฮิกา เนื่องจากวิถีชีวิตที่เขาเลือกเดิน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้การถูกวิพากษ์วิจารณ์ในตัวเขายุติลง โดยเฉพาะในสิ่งที่รัฐบาลกำลังกระทำ ฝ่ายค้านอุรุกวัยกล่าวว่า ตัวเลขความมั่งคั่งล่าสุดของอุรุกวัย ไม่ได้ก่อให้เกิดการบริการสาธารณะ อาทิ สาธารณสุขและการศึกษาดีขึ้น และนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 ที่คะแนนนิยมในตัวเขาตกลงต่ำว่า 50%

ปีนี้ยังเป็นปีที่เขาต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนักจากนโยบาย2ประการเมื่อเร็วๆนี้รัฐสภาอุรุกวัยได้ผ่านร่างกฎหมายที่อนุญาตให้สตรีทำแท้งได้กระทั่งมีอายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ และนายมูฮิกาไม่ได้ใช้อำนาจในการยับยั้ง ซึ่งต่างกับผู้นำคนก่อน

นอกจากนั้น เขายังสนับสนุนให้มีการอภิปรายเพื่อให้การบริโภคกัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ที่จะทำให้รัฐบาลมีสิทธิผูกขาดในการค้าแต่เพียงผู้เดียว โดยเขาแสดงความคิดเห็นว่า การบริโภคกัญชาไม่ใช่เรื่องน่ากังวลที่สุด การรับมือกับกาค้ายาเสพติดคือปัญหาที่แท้จริง

แต่ถึงกระนั้น ปัญหาเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลต่อคะแนนนิยมมากนัก เพราะตามกฎหมายอุรุกวัย เขาจะไม่สามารถเข้าชิงชัยในการเลือกตั้งในปี 2014 ได้อีก อีกทั้งขณะนี้ เขามีอายุถึง 77 ปีแล้ว และมีแนวโน้มที่จะอำลาวงการการเมือง

และเมื่อถึงเวลานั้น เขาจะดำเนินชีวิตโดยอาศัยสวัสดิการจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว และที่แตกต่างจากอดีตผู้นำประเทศคนอื่น เขาอาจจะไม่ลำบากนัก ในการปรับตัวให้ชินกับชีวิตที่รายได้ลดลง
Read more ...

José Mujica โฮเซ มูจีกา ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก

14 พ.ย. 2556
โดยกระปุกดอทคอม

หากจะพูดถึงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว คนเกือบทุกคนบนโลกใบนี้คงจะคิดถึงผู้นำประเทศที่มีหน้ามีตาในสังคม มีบ้านพักหรูโอ่อ่าสมกับตำแหน่ง และไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนขับรถอารักขากันเป็นขบวน แต่หากใครได้เห็นวิถีชีวิตของประธานาธิบดีอุรุกวัยคนนี้แล้ว รับรองว่าต้องอึ้ง เพราะแม้ว่าตำแหน่งของเขาจะใหญ่โตที่สุดในประเทศ แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบชาวไร่ชาวนา อยู่ในบ้านหลังซอมซ่อ พอมีพอกินเฉกเช่นเกษตรกรคนหนึ่ง
       
และนี่คือภาพวิถีชีวิตของ

โฮเซ มูจีกา ประธานาธิบดีแห่งอุรุกวัยวัย 77 ปี 

ที่ได้รับการขนานนามว่า "ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก" จากการที่เขามีแนวคิดการใช้ชีวิตที่แปลก แตกต่างจากนักการเมืองคนอื่น ๆ นั่นคือ

ปฏิเสธบ้านพักหรูที่ทางการจัดให้ ปฏิเสธการใช้ชีวิตหรูหรา แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตกับภรรยาอย่างสมถะอยู่ในบ้านเก่า ๆ หลังหนึ่งในชนบทนอกเมืองมอนเตวิเดโอ

อยู่อย่างพอเพียง ทำสวน สูบน้ำขึ้นมาใช้เอง โดยมีสุนัขพิการ 3 ขา เป็นคู่หู คอยติดสอยห้อยตามเขาไปด้วยเสมอ

มูจีกา ใช้ชีวิตเฉกเช่นชาวไร่ชาวนาคนหนึ่ง เขาลงมือทำสวน ปลูกผักไว้กินกับภรรยา น้ำที่ใช้ในแต่ละวันก็สูบขึ้นมาจากบ่อ มีรถไถไว้ใช้ทำสวนทำไร่ และรถเต่าเก่า ๆ อีก 1 คันไว้ขับไปไหนมาไหน

ส่วนเงินเดือนที่ได้รับกว่า 360,000 บาทในแต่ละเดือนนั้น เขาก็เก็บไว้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ส่วนอีก 90 เปอร์เซ็นต์ มูจีกาก็นำไปบริจาคช่วยเหลือคนยากจน หรือโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งนั่นทำให้เขามีเงินใช้เดือนละประมาณ 23,000 บาทเท่านั้น และกลายเป็นประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก
       
สำหรับแนวคิดที่ทำให้มูจีกาเลือกใช้ชีวิตอย่างทีเป็นเช่นนี้ มูจีกาได้เปิดเผยว่า "แม้ว่าผมจะได้รับฉายาว่า ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก แต่ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองจนเลยนะ คนจนสำหรับผมน่ะ คือคนที่เอาแต่ทำงานงก ๆ เพื่อยกระดับชีวิตตัวเองให้ร่ำรวย และมีความต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่ผมเป็นนี่แหละคืออิสรภาพอย่างแท้จริง ถ้าหากคนเราไม่มีความต้องการอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานเยี่ยงทาสเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการเหล่านั้น และเราก็จะมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ผมอาจดูเป็นคนแก่ที่แปลกนะ แต่นี่คืออิสรภาพสำหรับผม"
       
ทั้งนี้ กว่าที่มูจีกาจะมีความคิดพอเพียงเช่นนี้ ชีวิตของเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เขาเคยถูกยิง 6 ครั้ง ขณะเป็นสมาชิกกลุ่มกองโจรทูปามารอส  กองกำลังติดอาวุธฝ่ายซ้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติในคิวบา และเคยถูกจำคุก 14 ปี ซึ่งระหว่างจำคุกนี้เองทำให้เขาตกผลึกความคิดบางอย่าง และมีมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากนั้น

อย่างไรก็ดี มูจีกาเปิดเผยว่า ด้วยวัยที่มาก และเป็นผู้สูงอายุแล้ว เขาคงจะครองตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยสุดท้าย ก่อนที่จะไปใช้ชีวิตเฉกเช่นผู้สูงอายุคนหนึ่งที่อาศัยสวัสดิการจากรัฐเท่านั้น ซึ่งเขาไม่มีปัญหากับรายได้ที่น้อยลงแต่อย่างใด เพราะเขาใช้ชีวิตด้วยรายได้จำนวนน้อย ๆ แบบนี้มาทั้งชีวิตแล้ว 
Read more ...

นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

6 มิ.ย. 2555
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เมื่อ 6 มิ.ย.2555

นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2490 เป็นบุตรของนายชั้น และนางมาลี สร้อยพิสุทธิ์

เนื้อหา  

1.ประวัติ

2. เครื่องราชอิสริยาภรณ์

3. อ้างอิง

4. แหล่งข้อมูลอื่น

ประวัติ

จบการศึกษาจากโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยารามและโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ระดับปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(รุ่น 06-ร่วมรุ่นเดียวกับ

นายกล้านรงค์ จันทิก และ

นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ )

และเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

หลังจากศึกษาจบแล้วก่อนเป็นผู้พิพากษา ได้เคยทำงานเป็นทนายความประจำสำนักงานกฏหมายของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช

เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ภาค 4 ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา และประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7

นายวสันต์เป็นที่รู้จักของสังคม เมื่อกลางปี พ.ศ. 2549 หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน พ้นจากตำแหน่งไปเนื่องจากการจัดการเลือกตั้งที่มิชอบด้วยกฏหมาย จากคำตัดสินของศาลอาญา ชื่อของนายวสันต์ถูกนำเสนอเป็นผู้มีสิทธิได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ จำนวน 10 คน โดยให้วุฒิสมาชิก (ส.ว.) เป็นผู้คัดเลือก

แต่นายวสันต์มิได้รับเลือก

ต่อมาได้รับเลือกให้เป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554 

และในวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ในการประชุมองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ที่ประชุมฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนนายชัช ชลวร ที่ได้ขอลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะนำรายชื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่เสนอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

อ้างอิง

^ โดนขวาง : นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานแผนกคดีแร... จากแนวหน้า

^ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์: "ผมรู้มาว่าวุฒิสภาไม่เลือกคนดี คนตรงเกินไป" จากกรุงเทพธุรกิจ

^ 'ชัช ชลวร'ได้รับเลือกเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ จากกรุงเทพธุรกิจ

สำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ
Read more ...

"ลีเมียงบัค": จากเด็กยากจนสู่ ปธน.โสมขาว

2 เม.ย. 2555
เอเอฟพี - ลีเมียงบัค ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเรื่องราวการไต่เต้าจากผ้าขี้ริ้วสู่ทอง จากเด็กเร่ขายอาหารตามท้องถนน คนเก็บขยะ สู่ตำแหน่งซีอีโอของบริษัทฮุนได นายกเทศมนตรีกรุงโซล และผู้นำแดนโสมขาว

ลี ซึ่งเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในวันนี้(25) ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติและผู้นำประเทศต่างๆราว 45,000 คน ได้ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จากการชูนโยบายจุดขาย นั่นคือ "เศรษฐกิจ มาเป็นอันดับหนึ่ง"

ในประเทศที่ถอยเข้าสู่ภาวะยากจนอย่างแสนสาหัส ภายหลังเกิดสงครามเกาหลี ระหว่างปี1950 - 1953 นั้น ลีไม่เพียงแต่เป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวที่มีพื้นเพเป็นคนยากจนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำคนแรกที่มีภูมิหลังมาจากภาคธุรกิจ
        
ลีเกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปี1941ที่เมืองโอซากา ญี่ปุ่น โดยพ่อแม่ลีอพยพไปอยู่ที่เมืองนี้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี ครอบครัวของลีย้ายกลับมาอยู่ที่เกาหลี ไม่นานหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่2 เมื่อปี1945 และยุติการยึดครองคาบสมุทรเกาหลี

ลีระลึกความหลังสมัยวัยเด็กว่า ตนมีชีวิตที่ยากจนแสนสาหัส ดังเช่น ต้องช่วยแม่ขายอาหารและไม้ขีดไฟ ตามท้องถนน

หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ลีก็เข้าสู่กรุงโซล พยายามเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยทำงานเป็นกรรมกรเก็บขยะในช่วงกลางวัน และใช้เวลาช่วงกลางคืนอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์

ลีจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเกาหลีใต้ เมื่อปี1965 อย่างไรก็ดี ลีก็พบว่าตนเองหางานทำได้ยาก เนื่องจากในปี1964 ลีถูกตัดสินจำคุก ฐานร่วมประท้วงต่อต้านการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น

ลีได้ร้องทุกข์โดยตรงต่อทำเนียบประธานาธิบดี หลังจากนั้นลีได้พูดคุยกับผู้ช่วยคนหนึ่งของประธานาธิบดี แล้วก็ได้รับโอกาสอีกครั้ง

ต่อมา ในปี1965 ลีเริ่มงานที่บริษัทฮุนได วิศวกรรมและการก่อสร้าง และสามารถขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทแห่งนี้ ภายในเวลาเพียง 12 ปี

ลีออกจากบริษัทฮุนไดในปี1992 แล้วลงเล่นการเมือง อย่างไรก็ดี ในปี1998 ลีได้ลาออกจากตำแหน่งส.ส. หลังถูกแฉว่าใช้งบประมาณหาเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

หลังจากนั้น ในปี2002 ลีกลับเข้าสู่สังเวียนการเมืองอีกครั้ง โดยได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงโซล ลีดำเนินแนวทางตามที่เคยใช้ในช่วงบริหารบริษัทฮุนได จนได้รับสมญานามว่า "บุลโดเซอร์" ลีผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนสนับสนุนอย่างมาก ปรับปรุงทัศนียภาพบริเวณลำธารที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโซล

ลีลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ในนามพรรคแกรนด์แนชั่นนัลปาร์ตี้ ซึ่งเป็นพรรคสายอนุรักษ์นิยม ลีเป็นผู้สมัครที่ร่ำรวยที่สุดที่สนามเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีทรัพย์สินที่แจ้งต่อทางการ 35,3000 ล้านวอน (ราว 38 ล้านดอลลาร์)

ลีถูกคู่แข่งทางการเมืองกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง จากข้อกล่าวหาที่ว่าว่าที่ผู้นำโสมขาวผู้นี้พัวพันกับคดีปั่นหุ้น เมื่อปี2001 อย่างไรก็ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา(21) อัยการพิเศษชี้ขาดว่า ลีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ลีเน้นย้ำว่า "แนวทางปฏิบัตินิยมเชิงสร้างสรรค์" จะเป็นจุดเด่นของรัฐบาลของเขา ทั้งนี้ ลีแทบจะไม่เน้นจุดยืนทางอุดมการณ์อันแข็งแกร่ง เหมือนดังที่อดีตประธานาธิบดีที่มีแนวทางเสรีนิยม ซึ่งก็คือ โนห์มูเฮียน และคิมแดจุง ยึดถือ

ลีหาเสียงโดยชูนโยบาย "747" มุ่งเป้าทำให้เศรษฐกิจเติบโต 7% เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ไปอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ ในขณะเดียวกันก็วางรากฐานทำให้เกาหลีใต้เปลี่ยนไปสู่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ7ของโลก ภายใน 10 ปี

สำหรับนโยบายต่อเกาหลีเหนือนั้น ลีให้คำมั่นว่า จะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ต่อเกาหลีเหนือ หากรัฐบาลโสมแดงปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์
Read more ...

นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์

7 ก.พ. 2555
โดยมติชน เมื่อ 3 ก.พ.2555

การกลับมาของชายผมขาวที่ชื่อ "ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์" กำลังถูกจับตามองว่ามีภารกิจอันใด

ด้วยเพราะเขาเคยเป็น "เงา" ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

ด้วยเพราะเขาไม่ใช่ "ชายผมขาว" ที่ถูกส่งมาทำหน้าที่ช่วยงาน "ชายผมขาว" อีกคนแบบธรรมดาๆ

เมื่อ "สายตรง" ถูกส่งไปทำหน้าที่ "เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย" ให้กับ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองอย่างมีนัยยะสำคัญ

ย้อนอดีต "ผดุง" หรือที่บรรดานักข่าวเรียกติดปากกันว่า "ป๋าดุง" เป็นคนสนิทครอบครัว "ชินวัตร" ทั้ง "พ.ต.ท.ทักษิณ" และ "คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์"

เล่ากันว่าถูกส่งมาประกบเป็นเลขานุการส่วนตัว "พ.ต.ท.ทักษิณ" ตั้งแต่เป็นนายกฯ ในปี 2544 เพื่อดูแล-จัดแจงงานสารพัดให้กับ "นาย" โดย "ผดุง" เดินตาม "พ.ต.ท.ทักษิณ" ทุกฝีก้าว รู้ความเคลื่อนไหว รู้ความลับ ไปจนล่วงรู้ความคิดของผู้เป็น "นาย" มากที่สุดคนหนึ่ง

"ผดุง" ถูกตั้งเป็นที่ปรึกษาโดยตำแหน่งของอดีตรองนายกฯ อย่างน้อย 2 คนคือ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" และ "วิษณุ เครืองาม" รับเงินเดือนครึ่งแสน แต่นั่นเป็นเพียงสถานะ เพราะตัวเขานั่งทำงานจริงที่ตึกไทยคู่ฟ้า-ข้างกายนายกฯ ไม่เคยห่าง

นอกจากทำหน้าที่พิทักษ์ประโยชน์ให้กับตระกูล "ชินวัตร" แล้ว "ผดุง" ยังทำหน้าที่ "พ่อบ้าน" บริหารจัดแจง ปัดป้องภยันตรายให้ "นาย" อย่างแข็งขัน

ในยุคนั้นบรรดาสื่อจะคุ้นกับเสียงตามสายของ "ชายผมขาว" ที่มักต่อสายพูดคุยกับสื่อตั้งแต่ระดับบรรณาธิการไปจนนักข่าวในพื้นที่ที่แวดล้อมติดตามทำข่าวของนายกฯ ที่ชื่อ "พ.ต.ท.ทักษิณ" มีทั้งแลกเปลี่ยน นำเสนอ ติติง ไปจนถึงชี้นำแบบกลายๆ ซึ่งในกระบวนการสุดท้าย ข้อมูลในมือ "ผดุง" จะมีการรายงานตรงกับ "นาย" โดยตลอด ไม่เว้นข้อมูลแวดล้อมทางการเมืองทั่วไป

ในภาพความเป็น "ข้าผู้ซื่อสัตย์" ของ "ผดุง" แต่ในอีกมุม "ผดุง" ยังเป็นชายสูงวัยที่มีอารมณ์ขัน รัฐมนตรีไทยรักไทยหลายคนไม่ละเลยที่จะติดต่อปฏิสัมพันธ์กับ "ผดุง" ทั้งเพื่อหาข่าววงใน ไปจนถึงเพื่อคลายเครียด

ไม่แปลกที่ "ผดุง" จะถูกตั้งสมญาว่า "นายกฯ น้อย" มีบทบาทแซงหน้าเลขาธิการนายกฯ ที่ชื่อ "พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช" ในบางครั้ง เพราะดูแล "นาย" ตั้งแต่ตื่นจนหัวถึงหมอน ไม่เว้นเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย

บ่งบอกชัดเจนถึง "ความไว้เนื้อเชื่อใจ" ที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" มีให้ "ผดุง" และตอบคำถามถึงการกลับมาครั้งนี้ได้

อย่างไรก็ดี ในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการหลุดจากอำนาจของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ด้วยการถูกรัฐประหาร ปี 2549 เป็นช่วงเวลาที่ "ผดุง" ถูกลดบทบาท ห่างจาก "นาย" ไประยะหนึ่ง

ส่วนหนึ่งเพราะมี "กุนซือมือพระกาฬ" อย่างน้อย 2 ราย ได้แก่ "ยงยุทธ ติยะไพรัช" และ "เนวิน ชิดชอบ" เข้ามามีบทบาทวางแผนการรบปกป้องอำนาจอย่างได้ผล

ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง ว่ากันว่าเมื่อครั้ง "พ.ต.ท.ทักษิณ" เดินทางไปประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และทำให้คณะ "รัฐประหาร" สบช่องยึดอำนาจ

"นาย" กลับไม่ได้รับรายงาน หรือคำเตือนจาก "ผดุง" ทั้งที่มีกองกำลังทักษิณที่อยู่โยงในกรุงเทพฯ ได้ส่งสัญญาณถึงเขา ซึ่งจะเป็นเพราะความผิดพลาดอย่างไรก็แล้วแต่

กว่า "นายกฯ คนที่ 23" จะรู้ตัวก็สายเกินไป เมื่อ "สัญญาณอันตราย" ถูกนำสารมาจากบรรดานายทหารเพื่อนร่วมรุ่น "ตท.10" แทน

หลังจากนั้นจึงไม่มีใครเห็นเงาของ "ผดุง" อีกเลย

แต่ทว่า "ความเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยง" คนตระกูล "ชินวัตร" ย่อมไม่ทิ้งลูกน้องผู้ซื่อสัตย์

ไม่มีใครระบุเวลาแน่ชัดว่า "ผดุง" กลับเข้าไปช่วยงานธุรกิจในเครือชินวัตรเมื่อไร แต่เขามีห้องนั่งทำงานที่ "ตึกชินวัตร 3" และมี "ผู้ใหญ่" เห็นเขาในช่วงฟอร์มรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"

สื่อมวลชนเห็นเขาตัวเป็นๆ ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ดอนเมือง ในช่วงที่รัฐบาลกำลังสำลักมวลน้ำ และล่าสุด กลับมาปรากฏชื่อ-ปรากฏตัวแบบ "มีตำแหน่ง" แต่คำถามคือทำไมต้องมานั่งที่ "คลองหลอด" ?

คำตอบคือ "ยงยุทธ" แม้จะถือเป็นผู้ซื่อสัตย์อีกคน ทำหน้าที่ปกป้องดูแลพรรคเพื่อไทยอย่างไม่มีที่ติ เป็นผู้รั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค

แต่ "ยงยุทธ" ไม่เป็นที่พิสมัยนักจากคนในพรรค โดยเฉพาะบรรดา ส.ส. สะท้อนผ่านความไม่พอใจของบรรดา ส.ส. ที่บ่นดังๆ ว่าถูกทอดทิ้ง ไม่เหลียวแลจาก "ชายผมขาว"

ประกอบกับมีภารกิจสำคัญหลายเรื่อง ที่ยงยุทธ "ทำไม่สำเร็จ" หรือ "ไม่ทำ" ซึ่งที่คาใจคนในพรรคยิ่งหนีไม่พ้นการจัดโผผู้ว่าฯ และนายอำเภอ

แต่ถ้าเป็นชื่อ "ผดุง" ซึ่งเป็นตัวจริง ย่อมไม่ต้องกังวล เพราะฝีมือในการ "บริหาร" และ "จัดการ" ขึ้นชื่อลือชา

แน่นอน "ชายผมขาว" คนเก่าต้องเจอกับ "ชายผมขาว" คนใหม่ ย่อมหวั่นไหวในสถานะตัวเองในอนาคต

อย่าแปลกใจ หากการเข้าทำงานในกระทรวงมหาดไทยวันแรกของ "ผดุง" จะเงียบเหงา ไม่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาต้อนรับขับสู้ให้สมกับที่เป็น "สายตรง" ต่างจากวัฒนธรรม "สารพัดสิงห์" ที่มักแข่งกันวิ่งมาที่ "ศูนย์กลางของอำนาจ"

หรือการได้นั่งทำงานใน "ห้องอาถรรพ์" ซึ่งเป็นห้องที่อยู่มุมเดียวกับ "ศาลพระกาฬ" ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงกว่า ก่อนหน้านี้เป็นห้องทำงาน "รมช.มหาดไทย" หลายคน ซึ่งมักมีเหตุให้กระเด็นตกจากเก้าอี้ก่อนเวลาอันควร อาทิ "สุชาติ ตันเจริญ, ประมวล รุจนเสรี"

แม้ด้านหนึ่งจะถูกมองเป็นเพียงความเชื่อปรัมปรา สำทับด้วยน้ำคำ มท.1 ที่ว่า "เคยนั่งห้องนี้มาแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร"

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าก้าวแรกในวันแรกของ "ผดุง" คล้ายถูก "รับน้อง"

ถามว่า "ผดุง" หวาดหวั่นกับ "ขบวนการล้มป๋า" ที่เกิดขึ้นหรือไม่?

คำตอบ "เอ๊กซ์คลูซีฟ" ที่หลุดจากปากเขา อธิบายสั้นๆ แต่ชัดเจน "ผมมาเพื่อกำจัดจุดอ่อน"

เมื่อ "ผดุง" คือ "ทักษิณ" การกลับมาของเขาจึงเป็นไปเพื่อทำ "ภารกิจลับ"

ได้เวลานับถอยหลังสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ภายในกระทรวงมหาดไทย !!!
Read more ...

คณิต ณ นคร

11 ม.ค. 2555
โดยไทยรัฐ เมื่อ 11 ม.ค.2555

คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ

ที่สุดแล้ว บ่าย 2 วันที่ 10 ม.ค.2555 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็ออกมาแถลงผลการประชุม ครม.เกี่ยวกับการ พิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมให้การเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหาย ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หรือความขัดแย้งทางการเมือง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เรื่อยมาจนถึง เหตุการณ์เดือน พ.ค.2553 โดยครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชน และภาคเอกชน ตลอดจนครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้งบประมาณคร่าวๆ 2,000 ล้านบาท แบ่งหลักๆได้เป็น

1. เงินชดเชยกรณีการเสียชีวิต 4.5 ล้านบาท

2. เงินช่วยเหลือสำหรับค่าปลงศพ 2.5 แสนบาท/ราย

3. เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ 4.5 ล้านบาท/ราย

4. เงินชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ แยกเป็น

     4.1 สูญเสียอวัยวะสำคัญ อัตราร้อยละ 80 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (3.6 ล้านบาท/ราย)

     4.2 สูญเสียอวัยวะไม่สำคัญ อัตราร้อยละ 40 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (1.8 ล้านบาท/ราย)

5. เงินชดเชยกรณีได้รับบาดเจ็บไม่สูญเสียอวัยวะ แบ่งเป็น

     5.1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส อัตราร้อยละ 25 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (1,125,000 บาท/ราย)

     5.2 ได้รับบาดเจ็บไม่สาหัส อัตราร้อยละ 15 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (675,000 บาท/ราย)

     5.3 ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อัตราร้อยละ 5 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (225,000 บาท/ราย)

นอกจากนี้ยังมีเงินเยียวยาในส่วนค่ารักษาพยาบาลอีก ที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีไปแล้ว รวมๆก็ 2,000 ล้านบาทอย่างที่บอก งานนี้หลายคนจับจ้องมองประเด็นอยู่ที่การทำเพื่อ 91 ศพ ในเหตุการณ์ พ.ค.53 แต่หากย้อนไปดูเนื้อหาจะพบว่ารัฐนับตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย.49…. ทีนี้ไม่ว่าเหลืองว่าแดง ตำรวจหรือทหาร ข้าราชการหรือพลเรือน ก็เข้ามารับการเยียวยากันให้หมด ก็หวังว่า "เงิน" จะช่วยลดความขัดแย้งแตกแยกได้ตามผลการศึกษาข้อเท็จจริงของ อาจารย์คณิต ณ นคร

ชื่อ-นามสกุล : คณิต ณ นคร

วัน-เดือน-ปีเกิด : 9 เมษายน 2480

ประวัติครอบครัว :
- บิดา นายนัด ณ นคร (เสียชีวิต มิ.ย.2539 ที่บ้านเลขที่ 130/10 ถนนพานธม ต.ในเมือง จ.นครศรีธรรมราช)
- มารดา นางเปรียบ ณ นคร (ฌาปนกิจศพ 4 ส.ค.2552 เวลา 17.00 น.
- เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน ของนายนัด และนางเปรียบ ณ นคร (เสียชีวิตทั้งคู่)
- ภรรยาชื่อ นางโสธร ณ นคร มีบุตร-ธิดา 4 คน

การศึกษา และดูงาน :
- ประถมศึกษา โรงเรียนวัดม่วง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช
- มัธยมศึกษา โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช
- ปี 2504 ปริญญาตรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปี 2505 เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
- ปี 2520 DOKTOR DER RECHTE มหาวิทยาลัยแห่งกรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (ทุนรัฐบาล)

- ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตำแหน่งปัจจุบัน :

- 13 พฤศจิกายน 2550 ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
- 16 ตุลาคม 2552 กรรมการกฤษฎีกา

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ :
- อัยการผู้ช่วย กองคดี
- อัยการจังหวัดผู้ช่วย จังหวัดภูเก็ต
- อัยการจังหวัดผู้ช่วย จังหวัดชุมพร
- อัยการประจำกรม และอัยการพิเศษประจำกรม กองวิชาการ
- ตุลาการรัฐธรรมนูญ
- ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง
- 1 ตุลาคม 2528 รองอัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา กองที่ปรึกษา กรมอัยการ
- 1 ตุลาคม 2531 อัยการพิเศษฝ่ายคดีแรงงาน
- 1 ตุลาคม 2533 รองอธิบดีกรมอัยการ ฝ่ายคดี
- 28 กุมภาพันธ์ 2535 รองอัยการสูงสุด ฝ่ายคดี ( 1 ต.ค.2533- 30 ก.ย.2537)
-1 ตุลาคม 2537 อัยการสูงสุด (เกษียณ 1 ต.ค.2540)

ตำแหน่งอื่นๆ :
- 20 ธันวาคม 2537 กรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
- 15 สิงหาคม 2538 กรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
- 11 กันยายน 2538 กรรมการไต่สวนสาธารณะ
- 2538-2540 กรรมการธนาคารกรุงไทย
- 1 มีนาคม 2539 กรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์
- 24 ธันวาคม 2539 กรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
- 26 ธันวาคม 2539 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ สาขากฎหมายมหาชน (ส.ส.ร.สาขากฎหมายมหาชน)(พ้นจากตำแหน่ง 11 ต.ค. 2540)
- 15 มกราคม 2540 กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
- 12 กรกฎาคม 2540 กรรมการร่างกฎหมาย รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
- 15 พฤษภาคม 2541 กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- 12 กรกฎาคม 2543 กรรมการกฤษฎีกา
- 22 กันยายน 2544 กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- 13 กันยายน 2545 กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- 20 กันยายน 2546 กรรมการกฤษฎีกา
- 22 มิถุนายน 2547 กรรมการคดีพิเศษประเภทกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ด้านกฎหมาย
- 16 ตุลาคม 2549 กรรมการกฤษฎีกา
- 31 ตุลาคม 2549 กรรมการคดีพิเศษ
     ประธานสอบคดีฆ่าตัดตอนในช่วงการประกาศสงครามยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณ
     ประธานกรรมการบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
     กรรมการพัฒนากฎหมาย กรรมการพิจารณาทบทวนกฎหมายอาญา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
     กรรมการข้าราชการพลเรือน ในสถาบันอุดมศึกษา
     ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษาและวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้   โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.)
     คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
- 13 พฤศจิกายน 2550 ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
- 16 ตุลาคม 2552 กรรมการกฤษฎีกา

เครื่องราช :
- ปี 2539 นิติโดมดีเด่น
- ปี 2539 ได้รับยกย่องเชิดชูในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเยาวชน สาขากฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชน
- 10 กันยายน 2550 เข็มเกียริตยศ
Read more ...

อับราฮัม ลินคอล์น

27 ธ.ค. 2554
โดยวิกิพีเดีย เมื่อ 28 ธ.ค.2554

อับราฮัม ลินคอล์น (อังกฤษ: Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา

เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เริ่มดำรงตำแหน่งเมื่อ 4 มีนาคม ค.ศ. 1861 จนกระทั่งถูกยิงเสียชีวิต ลินคอล์น ประกาศว่าเขาต่อต้านระบบทาสในสหรัฐอเมริกา ลินคอล์นชนะตัวแทนจากพรรครีพับลิกันในปี ค.ศ. 1860 และได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีในปีถัดมา ระหว่างการดำรงตำแหน่ง ลินคอล์นได้ช่วยรักษาประเทศ โดยการเป็นผู้นำในการถอนตัวออกจากผู้สบคบร่วมคิดในสงครามประชาชนอเมริกัน ของรัฐบาลกลางสหรัฐในสงครามอเมริกัน เขายังได้แนะนำมาตรการในการเลิกทาส ซึงนโยบายอันนี้ได้ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1863และได้รับการผลักดันให้บรรจุเข้าไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 ในปี ค.ศ. 1865

อับราฮัม ลินคอล์น ได้ติดตามในความพยายามในการทำสงครามเพื่อชัยชนะอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคัดเลือกนายพลระดับสูง รวมไปถึง ยูลิสซิส เอส. แกรนท์ นักประวัติศาสตร์สรุปเอาไว้ว่า ลินคอล์นได้เข้าไปช่วยเหลือแต่ละกลุ่มในพรรครีพับลิกันเป็นอย่างดี การนำมาของผู้นำแต่ละกลุ่มเข้ามาร่วมในคณะรัฐมนตรีของเขา และบังคับให้พวกเขาเหล่านั้นร่วมมือกัน ลินคอล์นประสบความสำเร็จ ในการลดความรุนแรงของสงครามที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว (Trent Affair) กับสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1864

ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับสงคราม (Copperheads) ได้วิจารณ์ลินคอล์นเกี่ยวกับการปฏิเสธการทำข้อตกลงเกี่ยวกับนโยบายการเลิกทาส ความขัดแย้งโดยเฉพาะพวกรีพับลิกันที่เป็นพวกหัวรุนแรง หัวหน้ากลุ่มที่มีความคิดในการเลิกทาสในพรรครีพับลิกัน ได้วิจารณ์ว่าลินคอล์นออกมาเคลื่อนไหวช้าเกินไป การเอาสิ่งกีดขวางมากั้นถนนไว้ ลินคอล์นประสบความสำเร็จ ในการปลุกระดมมวลชนโดยการพูดโน้มน้าวใจประชาชนในที่สาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น Gettysburg Address แต่นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ลินคอล์นมองหาจังหวะในการเร่งให้มีการจัดการชุมนุมอีกครั้ง

อับราฮัม ลินคอล์นถูกยิงเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1865 เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกลอบสังหารในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา และทำให้เขากลายเป็นผู้เสียสละเพื่อความสามัคคีของคนในชาติในความคิดของประชาชนคนรุ่นหลัง

อับราฮัม ลินคอล์น เป็น 1 ใน 4 ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่รูปใบหน้าได้รับการสลักไว้ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมานต์รัชมอร์ (Mount Rushmore) ใบหน้าของเขาปรากฏอยู่บนธนบัตรราคา 5 ดอลลาร์สหรัฐ และเหรียญราคา 1 เซนต์ ชื่อของเขาถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และเรือบรรทุกเครื่องบิน

อับราฮัม ลินคอล์น ในช่วง 1809 - 1854

ชิวิตตอนต้น

อับราฮัม ลินคอล์น เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1809 เป็นบุตรของ โทมัส ลินคอล์นและแนนซี่ แฮงค์ ทั้งสองไม่ได้เรียนหนังสือและประกอบอาชีพชาวนาในตะวันตกของเมือง ฮาร์ดิน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ บรรพบุรุษของลินคอล์นมาตั้งรกรากที่เมืองนี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ส่วนทายาทของเขาได้ย้ายถิ่นฐานจาก มลรัฐเพนซิลวาเนีย ไปยัง มลรัฐเวอร์จิเนีย ต่อจากนั้นก็ไปยังเมืองชนบทที่ไม่ได้รับการพัฒนา

บางครั้งโธมัส ลินคอล์น พ่อของอิบราฮัม ลินคอล์น ถูกคาดหวังและนำไปเปรียบเทียบกับพลเมืองที่มั่งคั่ง ในเขตพื้นที่เพาะปลูกใน มลรัฐเคนทักกี เขาทำให้น้ำท่วมฟาร์มในช่วงฤดูใบไม้ผลื เดือนธันวาคม ค.ศ. 1808 เพื่อนำเงินสด 200$ นำไปใช้หนี้[4] ครอบครัวของลินคอล์นชอบไปทำพิธีการทางศาสนาที่โบสถ์ ฮาร์ดเชลล์ แบบติสท์ แต่ตัวของ อับราฮิม ลินคอล์น ไม่เคยไปร่วมกับทางครอบครัวเลย

ในปี ค.ศ. 1816 ครอบครัวของลินคอล์นถูกบังคับให้มาเริ่มต้นทำนาใหม่ที่เพอร์รี่ มลรัฐอินดีแอนาจากนั้นเขาได้บันทึกไว้ว่า การย้ายถิ่นฐานในครั้งนี้เปรียบเสมือนการตกเป็นทาส

เมื่อลินคอล์นอายุ 9 ขวบ แม่ของเขาเสียชีวิตด้วยโคป่วยนม เมื่ออายุ 34 ปี หลังจากนั้นไม่นาน พ่อของเขาได้แต่งงานใหม่กับ ซาห์ร่า บุช จอห์นสัน และอับราฮัม ลินคอล์นเองก็ได้รับความอบอุ่นจากแม่เลี้ยงคนใหม่นี้มาก ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อของเขายังคงห่างเหิน

ค.ศ. 1830 หลังจากปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาที่ดินในรัฐอินเดียนา บานปลายออกไปมากขึ้น ครอบครัวลินคอล์นจึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เมคอน มลรัฐอิลลินอยส์ หลังจากที่พายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำจนบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ครอบครัวของเขาจึงตัดสินใจกลับไปอินเดียนา ปีถัดมา พ่อของลินคอล์นย้ายครอบครัวไปยังบ้านและที่ดินใหม่ที่เมืองโคลส์ มลัฐอิลลินอยส์

ลินคอล์นใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนเพียง 18 เดือนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเขาชอบที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่า นอกจากนี้ลินคอล์นยังมีทักษะเกี่ยวกับการใช้ขวานอีกด้วย ลินคอล์นหลีกเลี่ยงการล่าสัตว์ การตกปลา เพราะเขาไม่ชอบฆ่าสัตว์

ชีวิตครอบครัว

ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1842 อับราฮัม ลินคอล์น แต่งงานกับ แมร์รี่ ทอดด์ ลินคอล์น ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของทาสที่มีชื่อเสียงจากเคนทักกี ทั้งคู่มีบุตรด้วยกับ 4 คน โรเบิร์ต ทอดด์ เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1843 ซึ่งเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่รอดมาจนถึงวัยบรรลุนิติภาวะ ส่วนบุตรคนอื่นๆเสียชีวิตเมื่อวัยเด็ก เอ็ดวาร์ด แบ็งเกอร์ ลินคอล์น เกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1846 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1850 วิลเลียม วอลเลส ลินคอล์น เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่สปริงฟิลด์ ค.ศ. 1850 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1962 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. โทมัส แทด ลินคอล์น เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1853 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1871 ในชิคาโก

การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1860

การเข้าไปเป็นตัวแทนในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีถือนั้น ถือเป็นเบี้ยล่างอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุด ลินคอล์นถูกคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่ง เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ โดยการแสดงทัศนะเกี่ยวกับระบบทาสในสหรัฐ ที่ถูกมองว่าสิ่งนี้เป็นนโยบายที่ดูจะเหมาะสมกว่าคู่แข่งอย่าง วิลเลียม เอช. ซีวาร์ด และ แซลมอน พี. เชส คู่ต่อสู้คนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประสบการณ์การปกครองที่มากกว่า ได้คู่แข่งภายในพรรคและเป็นจุดอ่อนในวิกฤตในรัฐทางตะวันตก ขณะที่ลินคอล์นมองเห็นเป็นสิ่งที่เหมาะสมผู้ซึ่งสามารถเอาชนะในตะวันตกได้ สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่เห็นด้วยกับลินคอล์น ที่บริเวณตอนเหนือทำให้พรรคต้องผิดหวัง ขณะที่ผู้คนที่ตกเป็นทาสจำนวนมากถูกผูกมัดเอาไว้แน่น ลินคอล์นยังเข้าใจผิดในความลึกซึ้งของการปฏิวัติในทางใต้ และยังปรากฏให้เห็นลัทธิชาตินิยมอีกด้วย ตลอดทั้งศตวรรษ 1850 เขายังได้ปฏิเสธที่จะเกิดเหตุการณ์สงครามกลางเมือง และผู้สนับสนุนขอลินคอล์นได้ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการเรียกร้องว่าการเลือกตั้งของเขาจะกระตุ้นให้ถอนตัวออก

ตลอดการเลือกตั้งที่ผ่านมา ลินคอล์นก็ไม่ได้รณรงค์หาเสียงหรือกล่าวสุนทรพจน์แต่อย่างใด สิ่งนี้เองได้ถูกพรรครีพับลิกันหยิบยกขึ้นมา ผู้ซึ่งใช้เทคนิคล่าสุดเพื่อสนับสนุนให้เกิดแรงบันดาลใจภายในพรรค และไม่มีการโฆษณาหาเสียงอย่างแท้จริง ในทางใต้ยกเว้นเมืองชายแดนไม่มากนัก เช่น เซนท์หลุยส์, มิสซูรี, และ วิลลิ่ง, เวอร์จิเนีย แต่แท้ที่จริงแล้วทางพรรคเองก็ไม่ได้แข่งขันทางใต้แต่อย่างเดียว ในทางเหนือมีโฆษกพรรครีพับลิกันอยู่หลายคน 

โปสเตอร์หาเสียงและใบปลิวจำนวนหลายตัน และบทแสดงความคิดเห็นในหนังสือพิมพ์จำนวนหลายฉบับ โดยที่สิ่งเหล่านี้ได้ชูประเด็นสำคัญของพรรคสองเรื่องคือ หนึ่ง นโยบายของพรรค สอง ชีวประวัติของลินคอล์นที่เกิดเป็นเด็กชาวนายากจน มีความอัจริยะภาพโดยกำเนิดและการลุกขึ้นมาสู้ของเขาเพื่อให้ยกเลิกระบบทาสอย่างกล้าหาญและเต็มที่

อับราฮัม ลินคอล์น ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1860 เอาชนะคู่ต่อสู้จากทางพรรคเดโมแครต สตีเฟ่น เอ. ดักลาส, จอห์น ซี. เบร็กกินลิดจ์ และจอห์น เบลล์ จากพรรคคอนสติทูชันยูเนียน (Constitutional Union Party) ลินคอล์นเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากพรรครีพับลิกัน
Read more ...

เจียง ไคเชก

22 ธ.ค. 2554
เจียง ไคเชก 

(ภาษาจีนกลาง: เจี่ยง จงเจิ้ง หรือ เจี่ยง เจี้ยสือ: Chiang Kai-Shek, Jiǎng Zhōngzhèng, Jiǎng Jièshí) เกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) 

จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยของญี่ปุ่น

และกลับมาเป็นขุนศึกค้ำบัลลังก์ของ ดร. ซุน ยัตเซน ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) รวมอายุได้ 88 ปี มีวันเกิดตรงกับวันปล่อยผีของฝรั่ง (Holloween) และมีวันตายตรงกับวันไหว้ผีของจีน (เชงเม้ง)

เป็นผู้นำของจีนระหว่าง พ.ศ. 2471 ถึง พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1928) ถึง (ค.ศ. 1949) ต่อมาได้ไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติที่ไต้หวัน เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในการปฏิวัติ ปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ต่อต้านรัฐบาลของหยวน ซื่อไข่ และตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ได้เข้าร่วมรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งของ ดร. ซุน ยัตเซน และเมื่อ ซุน ยัตเซน ถึงแก่อสัญกรรม ในปี พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) 

เจียง ไคเชกได้เป็นผู้นำพรรคแทน และพยายามรวบอำนาจในพรรคด้วยการกำจัดแกนนำพรรคคนอื่น ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งด้วยอำนาจทหารและอำนาจเงิน โดยมีการต่อท่อสายสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น กระทั่งสามารถยกตนเองก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีน และได้รับยกย่องเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีนจากคำบรรยายใต้ภาพดังนี้ 「蔣公於民國三十七年當選中華民國第一任總統」 ในปี พ.ศ 2491 (ค.ศ. 1948) [ต้องการอ้างอิง]

เจียง ไคเชกย้ายที่ตั้งรัฐบาลไปอยู่เมืองหนานจิง (นานกิง) ซึ่งอยู่ใกล้กับภูมิลำเนาเดิมบ้านที่มณฑลเจ้อเจียง แต่จากปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง และถูกซ้ำเติมด้วยการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นจนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เป็นเหตุให้เกิดกลุ่มต่อต้านขึ้นมามากมายเพื่อโค่นล้มการปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง 

กลุ่มที่สำคัญที่สุดคือพรรคคอมมิวนิสต์จีน (จงกว๋อก้งฉ่านต่าง) โดยมีเหมาเจ๋อตุง เป็นแกนนำสำคัญของพรรคนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) จนกระทั่งกลายเป้นสงครามกลางเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2470 ถึง พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1927) ถึง (ค.ศ. 1937) และระหว่างปี พ.ศ. 2489 ถึง พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1946) ถึง (ค.ศ. 1949) แต่บางครั้งทั้งสองฝ่ายก็หันมาร่วมมือกัน เช่น ในสงครามจีน-ญี่ปุ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ถึงปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) และในสงครามโลกครั้งที่สอง

โดยในช่วงหลังปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) การทำสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ รัฐบาลเจียง ไคเชกเป็นฝ่ายแพ้ต้องอพยพไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติที่ไต้หวันในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาด้วยดีตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) จีนคณะชาติที่ไต้หวันถึงถูกถอดออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เปิดทางให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเป็นสมาชิกแทน




Read more ...

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน

10 ธ.ค. 2554
โดยวิกิพีเดีย

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) (เกิดวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1743 - วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1826) เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 3 (ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1801 - วันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1809) และผู้ประพันธ์ "คำประกาศอิสรภาพ" (Declaration of Independence) ของสหรัฐอเมริกา เขาคือหนึ่งในบุคคลที่น่ายกย่องที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ความสนใจของเขาไม่มีขอบเขตและการประสบความสำเร็จของเขายิ่งใหญ่และหลากหลาย เขาคือนักปราชญ์ นักการศึกษา นักธรรมชาตินิยม นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก ช่างประดิษฐ์ ผู้บุกเบิกในกสิกรรม วิทยาศาสตร์ นักดนตรี นักเขียน และเขาคือโฆษกชั้นแนวหน้าในการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในยุคของเขา

ในฐานะประธานาธิบดี เจฟเฟอร์สันทำให้อำนาจของรัฐบาลเข้มแข็ง เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง และใช้อำนาจผ่านพรรคการเมืองในการควบคุมรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา

ทอมัส เจฟเฟอร์สันเป็น 1 ใน 4 ประธานาธิบดีสหรัฐที่รูปใบหน้าได้รับการสลักไว้ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมานต์รัชมอร์ (Mount Rushmore) ใบหน้าของเขาปรากฏบนธนบัตรราคา 2 ดอลลาร์สหรัฐ และเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์)

เจฟเฟอร์สันอายุเกือบ 58 ปีแล้วเมื่อเขาเป็นประธานาธิบดี เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ 2 วาระ

เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกซึ่งได้รับการแนะนำในวอชิงตัน ดี.ซี เขาศรัทธาใน

ประชาชนและนับถือความปรารถนาของพวกเขา เขาลดภาษีต่างๆ ยกเลิกสำนักงาน

ซึ่งเขาคิดว่าไม่จำเป็นและพยายามจะปล่อยให้ทุกคนมีเสรีภาพเท่าที่จะเป็นไปได้

เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกซึ่งเป็นผู้นำพรรคการเมือง เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง

สำหรับการจดจำการเป็นประธานาธิบดีของเจฟเฟอร์สันคือการที่เขาซื้อเขตแดน

หลุยเซียน่าจากฝรั่งเศสในปี 1803 ทำให้อเมริกามีขนาดเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เจฟเฟอร์สัน

เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นผู้เขียนคำประกาศเอกราชและเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3

ของอเมริกา เขายังเป็นนักการทูต สถาปนิก นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ และ

นักประดิษฐ์ เป็นทนาย ผู้บุกเบิกโรงเรียนของรัฐ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียในปี 1819 และเป็นผู้อุปถัมภ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องการเรียนรู้และอักษรศาสตร์ เขามีชื่อเสียงมากในฐานะผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและประชาธิปไตยในยุคของเขา และมี

ชื่อเสียงมากขึ้นในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดผู้นำเผด็จการมากมายหลายคนในโลก

Read more ...

พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์

1 ธ.ค. 2554
โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ นักข่าวเนชั่น เมื่อ 1 ธ.ค.2554

ชื่อ "พ.ต.ต. เสงี่ยม สำราญรัตน์" มาเป็นที่รู้จักอีกครั้งหลังจากได้นำชาวบ้านมาเปิด

ประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ 
ถึงสองครั้งสองคราจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวและเป็นคดีความ กับ กทม. ร้อนไปถึง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ. ศปภ. ต้องลงไปเคลียร์ด้วยตัวเอง

การนำมวลชนไปเปิดครั้งแรก กทม. ระบุว่า "เสงี่ยม" แอบอ้างหนังสือ ศปภ. ลงไปเปิดประประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ แต่การเปิดครั้งที่สองนั้น "เสงี่ยม" ไม่ได้อ้างหนังสืออะไรอีกแล้ว และพามวลชนไปเปิดด้วยตัวเองโดยระบุว่าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เนื่องจาก กทม. ไม่เคยปฏิบัติตามคำสั่ง ศปภ. และยังยืนยันว่าจะทำต่อไปแม้ กทม. จะไปแจ้งความดำเนินคดี

แม้ 

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และ ศปภ. 

จะออกมายืนยันว่า "เสงี่ยม" นั้น ไม่ใช่คนของ ศปภ.

แต่ตำแหน่งในของ"เสงี่ยม" ในวันนี้นั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลเพราะเขาเป็นถึงข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 10

เและการที่ "เสงี่ยม" หาญกล้าไปเปิดประตูน้ำพระยาสุเรนทร์นั้น เพราะเขาเห็นหนังสือสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่สั่งให้เปิดแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้ประกาศออกอย่างเป็นทางการเท่านั้น

อย่างไรก็ตามใช่ว่าก่อนหน้านี้เขาจะโลว์โพรไฟล์ หากแต่เป็นคนดังและคนสำคัญคนหนึ่งในวงการนักเคลื่อนไหว

"เสงี่ยม"เป็นคน จ.เพชรบุรีและได้เป็นตำรวจจนมีตำแหน่งถึงและมาเติบโตที่จ.ชุมพร จนมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานสมาคมประมง จ.ชุมพร
เป็นที่รู้กันว่า เขาเป็นมือปฏิบัติการใต้ดินชั้นดี และเคยถูกเรียกใช้ทางการเมืองมาหลาย

ต่อมาเขาก็ได้ร่วมเคลื่อนไหวร่วมกับนปช.ตั้งแต่ระดับจังหวัดชุมพรพร้อมตั้งเวทและเลื่อนขึ้นมาเป็นลำดับ จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ดูแลการออกบัตร นปช.

การเคลื่อนไหวของ "เสงี่ยม" นั้น ถูกจัดอยู่ในกลุ่มฮาร์ดคอร์ เพราะเคลื่อนไหวและมีความใกล้ชิดกับ 

"อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง" 

"สุภรณ์ อัตถาวงศ์"

ซึ่งเขานั้นเข้ามาทางสายของ 

"อารี ไกรนรา" หัวหน้าการ์ด นปช. 

ที่มีความใกล้ชิดกับ 

"ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์"

เขาเคยร่วมการชุมนุมเมื่อครั้งปี 2552 ในปฏิบัติการปิดเมือง และก็ตกเป็นหนึ่งในผู้ต้องหา

และ ปี 2553 เขาก็ไม่พลาด เมื่อร่วมกับ "อริสมันต์" บุกสภาเมื่อวันที่ 7 เม.ย. จนเป็นที่มาของการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้งแต่นั้น เขาก็เป็นที่ต้องการตัวรายต้นๆ และติด 1 ใน 200 บัญชีดำของคนเสื้อแดง

มาวันนี้คดีของ "เสงี่ยม" ยังไม่จบสิ้นแต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เขาก็มาได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งทางการเมือง และกลับมาสร้างชื่ออีกครั้งในการเปิดประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ และ กทม. กำลังจะแจ้งความจับในข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ
Read more ...

รองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ นิด้า

4 ต.ค. 2554
ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ

คณบดี คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คตส. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 

ปัจจุบันเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

คุณวุฒิ

- ปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี พ.ศ. 2527,
- เนติบัณฑิตไทย,
- ปริญญาโทด้านกฎหมายมหาชน จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
หลังจากนั้น
- ได้ทุนของ รัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ไปศึกษาปริญญาโท (Magister Lugum) และ
- สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2538 จากมหาวิทยาลัย Bochum และ
- สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Doktor der Rechte-Dr.jur) ในปี พ.ศ. 2541 จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

บทความวิชาการ

"วิเคราะห์ปัญหาการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของไทยโดยอาศัยพื้นฐานทางทฤษฎีของเยอรมัน" ,วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 กันยายน 2541 , หน้า 479-492

"วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไทยเปรียบเทียบกับศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน" ,วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 (พ.ค.- ส.ค. 2541) หน้า 76-99

"วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไทยเปรียบเทียบกับศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน" ,ศาลรัฐธรรมนูญไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต , สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, กรุงเทพฯ 2543 ,หน้า 33-65

"วิเคราะห์ปัญหาเรื่องขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" , วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 17 ตอน 1 (เมษายน 2541) หน้า 157-166

"หลักประกันสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ,วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 17 ตอน 2 (สิงหาคม 2542) หน้า 30-65

บรรเจิด สิงคะเนติ ,และ สมศักดิ์ นวตระกูลพิสุทธิ์ , "หลักความได้สัดส่วนตามหลักกฎหมายของเยอรมันและฝรั่งเศส" ,วารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ 1 เล่ม 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2542) หน้า 40-70

"เงื่อนไขการพิจารณาคดีปกครองเยอรมัน" ,วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน 2542) หน้า 277-299

บรรเจิด สิงคะเนติ ,และ สมศักดิ์ นวตระกูลพิสุทธิ์ , "ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540" ,วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 19 ตอน 1 (เมษายน 2543) หน้า 1-10

"ข้อพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของหน่วยงานของรัฐในการฟ้องโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร" วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 19 ตอน 1 (เมษายน 2543) หน้า 11-19

"กระบวนการรับฟ้องความคิดเห็นสาธารณะหรือกระบวนการกำหนดแผนงาน(das Plafeststellungsverfahren) ตามกฎหมายเยอรมัน" , รพี 43 ,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ,หน้า 86-96

"หลักการพื้นฐานของสิทธิและเสรีภาพ" ,นิติสยามปริทัศน์'43 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ,หน้า 60-82

สมคิด เลิศไพฑูรย์ ,บรรเจิด สิงคะเนติ ,เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไทยตามมาตรา 264 และมาตรา 266 ,ศาลรัฐธรรมนูญไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต , สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, กรุงเทพฯ 2543

"ข้อพิจารณาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาลปกครองกับองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ" www.pub-law.net วันที่ 16 เมษายน 2544 14. "บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่อง เขตอำนาจศาลระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกครอง" www.pub-law.net วันที่ 28 พฤษภาคม 2544 และ วันที่ 11 มิถุนายน 2544

"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์ของเยอรมัน : ศึกษากรณีการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย" วารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ 3 เล่ม 7 (มกราคม-เมษายน 2544)

ปัญหาเรื่องการพิจารณาอุทธรณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น www.pub-law.net , 1 มีนาคม 2545

บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตอำนาจศาลระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกครอง รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ , 2545

การควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ , 2545

ข้อพิจารณาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาลปกครองกับองค์กรตามรัฐธรรรมนูญ - www.pub-law.net , 16 เมษายน 2544

วิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลปกครองกรณียกฟ้อง 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (253/2545) - www.pub-law.net , 6 พฤษภาคม 2545

เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 264 และมาตรา 266 (แต่งร่วมกับ รศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ) -

รวมบทความทางวิชาการของศาลรัฐธรรมนูญ ชุดที่ 1 : ศาลรัฐธรรมนูญไทย

สิทธิขั้นพื้นฐานทางสังคม วารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ 3 เล่ม 9 (กันยายน-ธันวาคม ,2544)

ปัญหาขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ - วารสารวิชาการศาลปกครอง ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (ก.ย. – ธ.ค. ) ,2544.

หลักการแสวงหาความจริงโดยศาล (Untersuchungsgrundsatz)ของรัฐธรรมนูญเยอรมัน วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน) 2545.

การฟ้องโต้แย้งคำสั่งทางปกครองตามกฎหมายเยอรมัน - อาจาริยบูชา รวมบทความทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ , สมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย , 2545.

วิเคราะห์ คำวินิจฉัยของศาลปกครอง เรื่อง ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการตัดสายเชื่อมโยงข่ายโทรคมนาคม (คำสั่งที่ 645/2545) - www.pub-law.net เผยแพร่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545.

ข้อสังเกตจากคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดและแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ : กรณีที่มีปัญหาอำนาจหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งกับศาลปกครอง - www.pub-law.net เผยแพร่วันที่ 21 ตุลาคม 2545.

กระบวนการพิจารณาโครงการ (Planfestellungsnerfahren) ตามกฎหมายของเยอรมัน. วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 20 ตอน 1, 2544.

ข้อพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. www.pub-law.net. เผยแพร่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 และ 17 กุมภาพันธ์ 2546.

ทำไมพระราชกำหนดในการแปรสัญญาโทรคมนาคมจึงไม่เป็นไปตามมาตรา 218 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ,www.pub-law.net , 31 มีนาคม 2546.

หลักการแสวงหาความจริงโดยศาลในคดีปกครองของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี , วารสารวิชาการศาลปกครอง ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2545.
Read more ...

ท่านวิสเคาน์ ฟรองซัว เรอเน่ เดอ ชาโตบริออง (Vicomte François René de Chateaubriand)

8 มี.ค. 2554
โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เอาภาพมาสุสานริมมหาสมุทรแอตแลนติคมาให้ผ่อนคลาย
นี่คือสุสานของคนที่เคยคลั่งเจ้าชอบเอาสถาบันมาอ้างเพื่อทำร้ายคนอื่น ด้วยตรรกะที่วิบัติมาตลอดในวัยหนุ่มของชีวิต เขามีชื่อว่า


ท่านวิสเคาน์ ฟรองซัว เรอเน่ เดอ ชาโตบริออง (Vicomte François René de Chateaubriand)

ถือว่าเป็นอำมาตย์ตัวพ่อของฝรั่งเศส ต่อต้านแนวคิดก้าวหน้ามาตลอด และยังชอบเผด็จการทหารแบบนโปเลียนด้วย แต่สุดท้าย เขาตาสว่างในยุคที่มีการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส ในปี คศ1815-1830 หลังจากนั้นมา ชีวิตเขามีแต่ความระทมทุกข์มาตอลดที่นิยมเผด็จการ และ การคลั่งเจ้า เอาสถาบันไปทำร้ายผู้อื่น

เขาไม่มีความภูมิใจในการกระทำของตนเองในอดีตมาตลอดเลย จนชาโตบริยองเสียชีวิตในปี คศ 1848 ที่ปารีส และเขาขอให้ญาตินำศพไปฝังที่เมือง แซงต์ มาโลที่บ้านเกิดของเขา และให้สลักบทประพันธ์ที่มีชื่อว่า ความทรงจำแห่งหลุมฝังศพอันไกลโพ้น(Mémoires d’outre-tombe ) บนหลุมศพของเขา

หากใครไปเที่ยว จะเห็นคำสารภาพบาปที่เขาได้เคยคลั่งเจ้า คลั่งเผด็จการทหาร จนทำให้ประเทศฝรั่งเศส วอดวายไม่ก้าวหน้าเป็นครึ่งศตวรรษ

หลังจากมีการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 ชาโตบริอองไม่เคยภูมิใจในการกระทำของตน ได้แต่เสียใจจนต้องแต่งกลอนออกมาบนหลุมศพของเขา โดยถ้อยคำที่เตือนสติคนรุ่นหลังว่า อย่าคลั่งสถาบันจนเอาสถาบันมาทำร้ายผู้อื่น และอย่าคลั่งเผด็จการ พร้อมชี้ให้เห็นโทษของเผด็จการแก่ผู้ที่ผ่านไปอ่านกลอนบนหลุมศพของเขานี้

"หลุมศพของชาโตบริอองในภาพ อยู่ที่เมือง แซงต์ มาโล(Saint Malo) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ในแคว้น เบรอตาญ หรือ บริทานี บนหมู่เกาะ กรองด์ เบ ริมชายหาดอันสวยงามของมหาสมุทร แอตแลนติค
Read more ...

นาย วิรัช ร่มเย็น

18 ต.ค. 2553
โดนพรรคเพื่อไทย ใช้ปริศนาอักษรย่อ เป็นเกมใช้ในการขย่มคดียุบพรรคประชาธิปัตย์มาหลายสัปดาห์ ที่สุดในช่วงไคลแม็กซ์เกมก่อนหน้าที่ นายกรัฐมนตรี จะขึ้นทำหน้าที่สำคัญที่สุดอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการขึ้นให้ปากคำในฐานะพยานฝ่ายผู้ถูกร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เพียงวันเดียว คลิปที่ทางพรรคเพื่อไทย อ้างว่าเกี่ยวข้องกับนักการเมือง อักษรย่อ "ว" กำลังสนทนาในสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเรียกว่าเป็นการล็อบบี้คดียุบพรรคสะตอ กับบุคคลสำคัญคนหนึ่ง ก็ถูกปล่อยออกมาในเว็บไซต์ชื่อดังถึง 5 คลิปติดต่อกันตามคำท้าทายของทางพรรคประชาธิปัตย์

ทำเอาเจ้าตัว ซึ่งถูกกล่าวหาต้องออกแถลงตอบโต้เป็นการด่วน โดยยืนยัน สมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ทุกคนยึดมั่นคำขวัญประจำพรรคว่า "สัจจํ เว อมตวาจา" คือการพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเฉพาะข้อหาว่าไปล็อบบี้ตุลาการ

และแสดงความเชื่อมั่นว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากการคบคิดวางแผนอย่างเป็นกระบวนการ โดยมีฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้เขียนบท เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดมุ่งสู่การทำลายล้างสถาบันองคมนตรี ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธาน ทำลาย พรรคประชาธิปัตย์ และกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับได้มีการเปิดเผยชื่อตัวละครคนใหม่อักษรย่อ "พ" ที่มีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นคนถ่ายคลิปดังกล่าวด้วย

ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า คลิปดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ และทางพรรคสะตอสามัคคี จะเดินเกมตอบโต้อย่างไร แต่เบื้องต้นคงต้องมีการวางแผนกันหลายชั้นเพื่อเตรียมรับมือแน่นอน เพราะแว่ว ๆ มาว่า ล่าสุดทางพรรคคู่ต่อสู้ เตรียมเผยคลิปภาค 2 ออกมาขย่มซ้ำเข้าให้อีกแล้ว...

ชื่อ-สกุล : นาย วิรัช ร่มเย็น

วันที่เกิด : 5 กันยายน 2498

การศึกษา และดูงาน :
- ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ตำแหน่งปัจจุบัน :
23 ธันวาคม 2550 ส.ส. ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ (41,827 คะแนน)
1 กรกฎาคม 2551 ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น
15 กรกฎาคม 2551 กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่
22 มีนาคม 2535 ส.ส. ระนอง พรรคประชาธิปัตย์
13 กันยายน 2535 ส.ส. ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ (ยุบสภา 19 พ.ค.2538)
15 ตุลาคม 2535 กรรมาธิการการปกครอง
19 ตุลาคม 2535 กรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
31 มกราคม 2538 เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
2 กรกฎาคม 2538 ส.ส. ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ (ยุบสภา 27 กันยายน 2539)
15 สิงหาคม 2538 รองประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว คนที่ 2
17 พฤศจิกายน 2539 ส.ส. ระนอง พรรคประชาธิปัตย์
19 ธันวาคม 2539 กรรมาธิการการท่องเที่ยว
6 มกราคม 2544 ส.ส. ระนอง พรรคประชาธิปัตย์
12 มิถุนายน 2544 รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คนที่ 2
20 เมษายน 2546 กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
6 กุมภาพันธ์ 2548 ส.ส. ระนอง เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ (48,647)
17 พฤษภาคม 2548 กรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร
27 เมษายน 2548 กรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ
9 พฤศจิกายน 2548 กรรมาธิการการตำรวจ (แทนนายธานินทร์ ใจสมุทร)
23 ธันวาคม 2550 ส.ส. ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ (41,827 คะแนน)
18 มกราคม 2551 กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
1 กรกฎาคม 2551 ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น
15 กรกฎาคม 2551 กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
27 มิถุนายน 2551 กรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น
Read more ...

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร.

10 ก.ย. 2553
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 10 ก.ย.2553


กำลังเนื้อหอม จะถูกชงให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ในวันที่ 14 ก.ย.คงจะได้ทราบกัน ประวัติคร่าว ๆ พล.ต.อ.โกวิท เติบโตในชีวิตราชการมาจาก “ตำรวจตระเวนชายแดน” จนได้ขึ้นเบอร์ 1 ของกรมสีกากี 


นายตำรวจผู้นี้ผ่านสมรภูมิรบจริง ยิงจริง มาตั้งแต่เมื่อครั้งจบ นายร้อยสามพราน รุ่น 22 (เตรียมทหาร 6) ร่วมรุ่นกับ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์, พล.ต.ท.ไพศาล ตั้งใจตรง ติดยศ ร.ต.ต. เมื่อ 1 เม.ย. 2512 ประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 ปี ก่อนไปเป็นตำรวจตระเวนชายแดน 
    
ผ่านทั้งการปราบปรามยาเสพติด ปราบภัยคอมมิวนิสต์ และภารกิจสำคัญการถวายการอารักขาพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เมื่อมีการเสด็จ ชายแดน โดยเฉพาะการถวายการอารักขา “สมเด็จย่า” ทุกครั้งเมื่อมีการเสด็จเยี่ยมพสกนิกรตามชายแดน เคยรับคำชมเชยจาก พล.ต.อ.เภา สารสิน อธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้น และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่าเป็นผู้นำหน่วยที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ในการปราบปรามยาเสพติด กระทั่งขึ้นนั่งเก้าอี้ผบช.ตชด. ในปี 2537 และปี 2547 ได้ขึ้นเป็นผบ.ตร.ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ แต่ทราบกันดีว่า พล.ต.อ.โกวิท ไม่ใช่ตัวเลือกในใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เมื่อฟังเหตุผลแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เสนอชื่อให้เป็นผบ.ตร.ในที่สุด
    
แต่พอหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 แม้ พล.ต.อ.โกวิท จะเป็น 1 ใน 5 คมช. แต่ก็ดูไม่ค่อยเต็มตัวเท่าไรนัก บวกกับนิสัยแข็งไม่ยอมงอ ในปี 2550 จึงมีการออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท มาเป็นที่ปรึกษานายกฯระดับ 11 ในยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ จนมีการฟ้องร้องศาลปกครอง ว่าเป็นคำสั่งมิชอบ กระทั่งต่อมามีการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว พล.ต.อ.โกวิท จึงได้เกษียณในตำแหน่งผบ.ตร. แล้วได้เข้ามาสู่การเมือง โดยการเป็นรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในสมัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ
Read more ...