แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กีฬา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กีฬา แสดงบทความทั้งหมด

ประวัติ parkour

14 ส.ค. 2555
โดย http://goo.gl/gj36n

Parkour

(บางครั้งเรียกย่อว่า PK) หรือ l'art du déplacement (แปลว่า The art of moving)

เป็นการฝึกที่จะเอาชนะอุปสรรคในเส้นทางหนึ่งๆ ด้วยท่าทางต่างๆตามธรรมชาติ Parkour ไม่ใช่การแข่งขัน Parkour ใช้ในการเดินทางโดยพยายามที่จะผ่านอุปสรรคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด หรือในสถานะการฉุกเฉิน

ทักษะต่างๆเช่น การกระโดด การปีน หรือท่าทางพิเศษอื่นๆใน Parkour ได้ถูกใช้จริงแล้ว จุดประสงค์หลักของ Parkour คือ การไปจากสถานที่หนึ่งไปสถานที่อื่นๆโดยใช้เฉพาะ ร่างกายของเรา และ ของต่างๆในสิ่งแวดล้อม อุปสรรคอาจจะเป็นได้ทุกอย่างหนึ่งในนั้นก็อาจจะเป็นธรรมชาติ แต่ Parkour พบบ่อยว่าฝึกในเขตชุมชนเมือง เพราะว่ามีสิ่งก่อสร้างสาธรณะที่เหมาะสม เช่น ตึก หรือ ราวต่างๆ

บางครั้ง FreeRunning ก็จะเป็นคำที่ใช้แทน Parkour ในขณะเดียวกัน FreeRunning เน้นที่ความสวยงามของการเคลื่อนไหวและหาวิธีการสร้างสรรค์ที่จะ ข้ามผ่านอุปสรรคมากกว่าที่จะใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพหรือง่ายๆ

อย่างไรก็ตามบางครั้งมีการโต้แย่งข้อกำหนดของคำทั้งสองคำอย่างแน่นอน

ผู้ที่ฝึก Parkour จะถูกเรียกว่า traceur หรือถ้าเป็นผู้หญิงจะเรียกว่า traceuse

Parkour อาจจะได้เปรียบเทียบกับ Martial arts ได้ โดยในเดือนกันยายน 2552 American Parkour เริ่มที่จะเปิดเป็นกลุ่มของ Parkour โดย American Parkour ได้เชิญชวนผู้คนเข้าร่วมกลุ่มนี้ โดยการ Post ข้อมูลทางด้าน Parkour ของตัวเอง โดยได้พัฒนามาโดยผู้ที่ทำงานให้ American Parkour และบุคคลนอก American Parkour เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นความพยายามอย่างที่สุดของพวกเขา

ผลที่ได้ทำให้ Parkour เป็นวินัยในการฝึกทางกายเพื่อเอาชนะอุปสรรคใดๆในเส้นทางโดยการเคลื่อนไหวตามสภาพแวดล้อม

สิ่งที่ Parkour ต้องการในการเล่นคือ ความอดทน ความแข็งแรง ความสามารถทางกายภาพ ความสมดุล ความคิดสร้างสรรค์ ความลื่นไหล การควบคุม ความแม่นยำ มีสติ และการมองสิ่งต่างและคิดที่จะใช้มันอย่างไร

ท่าทางของ Parkour โดยปรกติจะมี การวิ่ง การกระโดด การข้าม การปีน การทรงตัว และท่าทางของสัตว์ โดยท่าทางอย่างอื่นมักมีการมารวมด้วย แต่การใช้ท่า Trick เพียงอย่างเดียวไม่จัดว่าเป็น Parkour

การฝึก Parkour จะเน้น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบ และการพัฒนาตัวเอง โดยมันมีความเสี่ยงหลายอย่างเช่นการ โชว์ หรือ อันตรายจากท่าสตั้น

ผลที่ได้จากการฝึก Parkour คือ สังคม ความสามัคคี การแลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นสิ่งที่สำคัญคือการเล่นในชีวิต ในขณะที่แสดงความเคารพให้ผู้คน สถานที่ และ ที่ว่างต่างๆ

ศัพท์ต่างๆ

แรกเริ่มแล้วเป็นการฝึกที่เรียกว่า l'art du déplacement and le parcours.

Parkour ได้รับการตั้งโดย Hubert Koundé จากคำว่า parcours du combattant จากการฝึกข้ามสิ่งกีดขวางของทหารที่เสนอโดย Georges Hébert.

Traceur และ traceuse ตั้งมาโดย กริยาของ French ที่เรียกว่า tracer ที่แปลว่า "to trace (เขียน, ลากเส้น)", หรือ "to draw (วาด)", แต่ก็เป็นคำ slang ของ "to go fast (เพื่อที่จะไปเร็ว)".

ประวัติต่างๆของ Parkour

Hébert's legacy

โดย Georges Hébert

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 Georges Hébert ทหารเรือฝรั่งเศส ได้ออกเดินทางไปที่ต่างๆในโลก ขณะที่ไป Africa เขาได้ประทับใจการบริหารร่างกายและความสามารถของชนพื้นเมืองที่เขาพบ

โดยร่างกายของพวกเขา ผอมสวย คล่องตัว คล่องแคล่ว ทักษะสูง และ ทนทาน ถึงแม้พวกเขาไม่มีอาจารย์สอนยิมนาสติกและอาศัยในธรรมชาติ

ในวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 1902 เมือง Saint-Pierre, Martiniqie เมืองที่เขาพักอยู่ขณะนั้น ได้ประสบกับภูเขาไฟระเบิดของภูเขา Pelée.

Hébert ประสานงานที่จะช่วยผู้คน 700 คน ประสบการณ์นี้มีผลลึกซึ้งกับเขา และเสริมความเชื่อของเขาที่จะต้องมีทักษะกีฬารวมกับความกล้าหาญและความบริสุทธิ์ใจ และเขาก็ได้เอามาเป็นคำขวัญของเขาเอง "être fort pour être utile"(Be strong to be useful)

แรงบันดาลใจจากชนเผ่าพื้นเมือง Hébert ได้เป็น ผู้กวดวิชาพลศึกษาที่ The college of Reims ในฝรั่งเศส เขาเริ่มกำหนดหลักการของวิชาพลศึกษาของเขาเอง และเขาได้สร้างตัวช่วยและแบบฝึกหัดของเขาเองที่เรียกว่า méthode naturelle ( Natural Method )

Hébert ได้ตั้ง méthode naturelle ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นฐาน 10 อย่างคือ การเดิน, การวิ่ง, การกระโดด, กระขยับทั้งสี่ส่วน(แขน2ขา2), การปีน, การทรงตัว, การโยน, การยก, การป้องกันตัว, การว่าย ที่เป็นส่วนหนึ่งในสามกำลังหลักคือ

- พลังหรือกำลัง

- คุณธรรม

- ร่างกาย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 Hébert ได้ฝึกสอนอย่างต่อเนื่องและขยายเป็นวงกว้าง และได้กลายเป็นระบบพื้นฐานของการฝึกสอนทหารของฝรั่งเศส ดังนั้น Hébert คือผู้หนึ่งในผู้สร้าง Parcours 

หลักสูตรการข้ามสิ่งกีดขวางที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวสวิซ คือ พื้นฐานของการฝึกทหาร ซึ่งนำไปสู่การออกกำลังกายของคนทั่วไปและหลักสูตรด้านความเชื่อมั่น และนอกจากนั้น ทหารและนักดับเพลิงชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาหลักสูตรข้ามสิ่งกีดขวางที่เป็นที่รู้จักเรียกว่า parcours du combattant และ parcours SP

ครอบครัว Belle

Raymond Belle 

เกิดที่ฝรั่งเศสอินโดจีน(ตอนนี้เรียกว่าเวียดนาม) พ่อของเขาตายในสงครามอินโดจีนครั้งแรก และ Raymond ได้แยกกับแม่ตอนประเทศกลายเป็นเวียดนามเมื่อปี 1954 เขาได้ถูกเลี้ยงดูโดยทหารชาวฝรั่งเศสในดาลัด และได้เข้ารับการฝึกเป็นทหาร

หลังจาก "การต่อสู้เดียนเบียนฟู"(Battle of Dien Bien Phu) Raymnd ได้ถูกส่งกลับฝรั่งเศส และ เรียนวิชาทหารจบในปี 1958 ตอนอายุ 19 เขาได้อุทิศตัวให้การออกอำลังกายที่ช่วยให้เขาช่วยให้เขาเป็นหนึ่งใน นักดับเพลิง ด้วยความคล่องตัวของเขา เขาได้กลายเป็น

แชมป์นักปีนเชือกของกรมทหาร 

และได้กลายเป็นหน่วยยอดของกรมทหาร ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่ฟิตที่สุดและนักพจญเพลิงที่คล่องตัวที่สุด สมาชิกในหน่วยนี้ได้ถูกเรียกให้ทำภารกิจช่วยเหลือที่ยากและอันตรายที่สุด

เขาได้รับการยกย่องด้าน ความเยือกเย็น ความกล้าหาญ และ เสียสละ Raymon ได้เป็นบทบาทสำคัญของภารกิจเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงครั้งแรกในปารีส หลายความช่วยเหลือ เหรียญ และ ประโยชน์ ของเขาทำให้เขาได้รับชื่อเสียงและเป็นแรงบัลดาลใจให้คนรุ่นต่อไป โดยเฉพาะลูกของเขา David Belle

David Belle

เกิดในครอบครัวนักพจญเพลิง และได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวของความเป็นวีรบุรุษ Raymond ได้นำ David เข้ารับการฝึกข้ามสิ่งกีดขวางและ méthode naturell - David ได้มีส่วนร่วมในหลายๆกิจกรรม เช่น ศิลปการต่อสู้ ยิมนาสติก ฯลฯ และใช้ความสามารถทางด้านกีฬาของเราในการปฏิบัติ 

และเมื่ออายุ 17 เขาได้ออกจากโรงเรียนเพื่อหาอิสระและความแข็งแกร่ง เขาได้พัฒนาความแข็งแรงและความชำนาญที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเขาเรื่อยมาดังที่พ่อของเขาได้นำไว้
Read more ...

‘ครูยอดธง‘ รับมอบ ปริญญานอกรั้วมหาวิทยาลัย คนแรกของโลก

29 ธ.ค. 2552
จาก พัทยาเดลีนิวส์

ดร.ยอดธง ‘ครูตุ้ย‘ 1 ในปูชนียบุคคล ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ นอกรั้วมหาวิทยาลัย คนแรกของโลก ที่สร้างชื่อเสียงกับประเทศไทย และ ยังเป็นผู้นำชุมชน เจ้าของสะโรแกรน "ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม"

ครูตุ้ย - ยอดธง เสนานันท์ หรือ ยอดธง ศรีวราลักษณ์ อายุ 71 ปี ครูมวยชื่อดัง

 ถือเป็นบุคคล ที่ชาวบ้านและสังคมให้การเคารพเชิดชู ทั้งในด้านการสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมไทย ตลอดจนได้ตั้งปณิธานอันแน่วแน่ ด้วยการอุทิศตนช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และ การมีน้ำใจอันประเสริฐ ให้กับสังคมและชาวบ้านทั่วไป โดยยึดแบบปิดทองหลังพระ จนได้รับแต่งตั้งจากราชการ ให้เป็น " ผู้ทรงคุณวุฒิ ของ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และยังมีตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการ และ ที่ปรึกษา ของหน่วยงาน ภาครัฐ และ เอกชน อีกกว่า 30 ตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับมิได้พึงปรารถนาเพราะส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ก็ต้องรับไว้เพราะทุกฝ่ายวิงวอนเพื่อต้องการให้เป็นเกียรติประวัติของหน่วยงาน และเป็นบุคคลที่สามารถตัดสินปัญหาโดยเป็นธรรม

สำหรับประวัติ ครูยอดธง ศรีวราลักษณ์ หรือเสนานันท์ เกิดที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2480 ปีฉลู ชื่นชอบกีฬาชกมวยมาตั้งแต่เด็กรวมถึงกีฬาทุกประเภทที่เป็นการตู่สู้ไม่ว่าจะเป็นปลากัด ไก่ชน แต่ไม่เคยนำศิลปะมวยไทยมารังแกผู้ด้อยโอกาสกว่า ถ้าย้อนอดีต เมื่อจบ ป.4 ได้ย้ายมาอยู่กับพี่สาวที่นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในช่วงที่เป็นเด็กไม่ว่าจะมีการจัดแข่งขันชกมวยที่ไหน ก็จะตามไปดูทุกที่ จนคันไม้คันมืออยากจะขึ้นชกแต่ก็ชกไม่ได้เพราะยังเด็ก จนอายุ15 ปีก็ไปฝึกมวยกับ สิทธิเดช สมานฉันท์ ซึ่งถือว่าเป็นครูมวยคนแรก และตั้งมงคลนามในการชกมวยเป็นครั้งแรกว่า เอราวัณ เดชประสิทธิ์ ส่วนชื่อ ยอดธง เสนานันท์ ได้มาจากครูมวยคนที่ 5 สุวรรณ เสนานันท์ เป็นคนตั้งให้ และใช้ชื่อนี้เรื่อยมาตลอดการชกกว่า 50 ไฟล์ จนกระทั่งแขวนนวม

เวลาผ่านไป 25 ปี ยอดธง เสนานันท์ ตัดสินใจหนีกลิ่นสาบนวมไปเปิดร้านตัดผมที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ในที่สุดก็ไม่สามารถทนกลิ่นสาปนวมไม่ไหวจึงได้หวนกลับมาตั้งค่ายมวยขึ้นมาใช้ชื่อว่า "ค่ายมวยศิษย์ยอดธง"ที่มาบตาพุด ระยอง โดยเริ่มจากค่ายเล็กๆ มีแค่เสาแขวนกระสอบทรายอยู่เพียงเสาเดียว มีเด็กนักมวยในค่ายแค่ 4-5 คน จากนั้นเริ่มส่งนักมวยขึ้นชกตามงานต่างๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ค่าตัวก็ขึ้นชก เพราะความอยากชกของนักมวยเนื่องจากซ้อมมาอย่างเต็มที่ จากนั้นก็มีนักมวยในค่ายเพิ่มมากขึ้น และส่งชกตามเวทีต่างๆทั่วภาคตะวันออก จนทำให้ค่ายมวยศิษย์ยอดธงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วภาคตะวันออก และได้รับการติดต่อให้ไปชกต่างประเทศหลายครั้ง แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เกือบจบลง เพราะมีสาเหตุมาจากในวันหนึ่งที่ครูตุ๊ยพานักมวยออกไปชกต่างจังหวัด และในระหว่างทางที่กำลังจะเดินทางกลับ ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ซึ่งครูตุ๊ยเป็นคนขับทำให้นักมวยเสียชีวิตไป 1 คน ส่วนผู้ปกครองพิการ จนทำให้ครูตุ๊ยเสียใจมาก จนเกิดความท้อแท้ และเลิกค่ายมวยที่มาบตาพุด ส่วนนักมวยที่เหลืออยู่ก็นำไปฝากไว้กับค่ายอื่น

ครูตุ้ย เล่าให้ฟังว่า หลังจากถอดนวม วางมือ เหือดหายมาจากวงการมวยพอสมควร เพราะชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งนำโดย โอซามู โนกูจิ ได้พยายามที่จะให้ชาวโลกเข้าใจว่ากีฬามวยไทย จริงๆแล้วมีต้นกำเนิดมาจากกีฬาคิก บ๊อกซิ่ง ของญี่ปุ่น เมื่อเป็นดังนั้น ด้วยใจและสายเลือดรักมวยไทย เกิดความโกรธและปฏิญาณตนว่า "ข้า...จะเทิดทูนศิลปะมวยไทยด้วยจิต และวิญญาณของข้า เพราะมวยไทยเป็นวัฒนธรรมมรดกของชาติส่วนหนึ่ง และเป็นมรดกโลก ที่กอบกู้ใช้ชาติและแผ่นดินไทยเป็นเอกราชย์มาตราบถึงวันนี้" เรื่องนี้ข้าฯจะยอมไม่ได้ เพราะกีฬามวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ของชนชาติไทย ที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ต่อมา โอซามู โนกูจิ ยกทัพคิกบ็อกซิ่งมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อชกกับมวยไทยในแผ่นดินไทย เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2515 ครูตุ๊ยจึงอาสานำทัพมวยไทยออกสู้ศึกในครั้งนี้ และสามารถปราบนักมวย คิกบ็อกซิ่งลงได้อย่างราบคาบ หลังจากนั้นรัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้มีคำสั่งเนรเทศโอซามู โนกูจิ ออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง ในฐานะที่เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาของประเทศชาติ และหลังจากที่โอซามู กลับถึงญี่ปุ่น ทางการญี่ปุ่นก็มีคำสั่งห้ามโอซามู โนกูจิ ยุ่งเกี่ยวกับวงการมวยอีกต่อไป เนื่องจากสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่ประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเรียกได้ว่า หากวันนั้นไม่ตัดสินที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของความเป็นไทย ศิลปะมวยไทย ก็ไม่แน่ว่าในปัจจุบันกีฬามวยไทยอาจจะถูกครอบงำ หรือกลืนหายไปแล้วก็เป็นได้

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา "ครูตุ้ย" ถูกยอมรับให้เป็นปรมาจารย์มวยคู่บารมีศึกวันทรงชัย สร้างมวยชื่อดังหลายคน อาทิ ดาวธง ศิษย์ยอดธง, สามารถ พยัคฆ์อรุณ, ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ, และ ฉัตรชัย ไผ่สีทอง นอกจากนี้ยังมีนักมวยไทยที่ผันตัวเองไปต่อยมวยสากลจนได้แชมป์โลก คือ สามารถ พยัคฆ์อรุณ ที่คว้าแชมป์สภามวยโลก รุ่น 112 ปอนด์ ระยะหลังมี ยอดสนั่น สามเค แบตเตอรี่ ยอดดำรง สิงห์วังชา ปัจจุบันได้มอบบ้านให้เป็นมูลนิธิมวยไทย ทั้งนี้มี รามอน เด็คเกอร์ นักมวยไทยชาวต่างชาติ เจ้าของฉายาไอ้กังหันนรก นำลูกเมียมาเรียนมวยไทยด้วย นอกจากนี้ครูตุ้ย ยังได้รางวัลผู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยดีเด่น ได้รับรางวัล ครูมวยดีเด่น คนแรกของประเทศไทย และหนึ่งเดียวในโลก จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ 2534 และ ล่าสุดปี 2550 รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชามวยไทยศึกษา

ด้วยความเสียสละ และเป็นผู้ให้โดยไม่หวัง สิ่งตอบแทนทำให้บุญพา วาสนาส่ง ครูตุ้ย ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 และแจ๊กพอต งวดประจำวันที่ 1 พ.ย. 2548 ได้เงินรางวัลรวมกว่า 56 ล้านบาท แยกเป็นลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จำนวน 10 คู่ เป็นเงิน 40 ล้านบาท และแจ๊กพอตชุดที่ 52 เป็นเงิน 16 ล้านบาท โดยเงินที่ได้มา ครูตุ้ย เอ่ยว่า " เงินทองเป็นของนอกกาย ตายไปก็เอาไปไม่ได้ซักบาท เกิดมา ต้องตาย โลภไป ทำไม " จึงนำเงินแจกจ่ายให้กับลูกศิษย์ ครูมวยในค่ายที่อาศัยอยู่ด้วยกัน โดยจะแบ่งให้คนละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้จะนำเงินที่เหลือไปก่อตั้งมูลนิธิค่ายมวยศิษย์ยอดธงนานาชาติ และ ยังมอบเงินกว่า 20 ล้าน ให้กับหน่วยงานราชการ วัด และ ชาวบ้านที่ความยากจน อีกด้วย

ค่ายมวยศิษย์ยอดธง ตั้งอยู่เลขที่ 36/7 หมู่ 6 ตำบลหนอปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยปัจจุบัน "ครูตุ้ย" จัดตั้ง มูลนิธิค่ายมวยศิษย์ยอดธงนานาชาติ รับเลี้ยงเด็กนักมวย อายุตั้งแต่ 8 ขวบ เอามาฝึกมวยและเรียนหนังสือ มี รถรับส่ง กินอยู่ในค่ายมวยเสร็จ ใครอยากจะเป็นครูมวยก็จะฝึกให้ และ ปัจจุบัน มีพ่อแม่ ที่แบกภาระทางครอบครัวไม่ไหว ส่งลูกมาอยู่กับครูตุ้ย เพื่อ เรียนหนังสือ และ เรียกวิชามวย ในมูลนิธิค่ายมวยกว่า 50 ชีวิต และ นอกเหนือจากวงการแวดวงมวยไทย ด้านสังคม ครูตุ้ย ยังช่วยเหลืองานทุกระดับ ไม่ว่าเป็นชาวต่างชาติหรือคนไทย เมื่อมีปัญหาไม่ได้รับความสะดวก ก็จะดำเนินการให้ ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย อีกทั้ง "ครูตุ้ย" ยังลงพื้นที่ในแต่ละชุมชน เพื่อรู้ความเป็นอยู่ของประชาชน หากพื้นที่ใดลำบาก ก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จนเป็นที่รักของชาวบ้านทั่วไป อีกทั้งทางราชการจึงแต่งตั้งให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ของอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี

สำหรับการเป็นแบบอย่าง เพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ปฏิบัติตาม และ นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน "ครูตุ้ย" ซึ่ง มีคติประจำใจ คือ "เกิดมาต้องตาย โลภไปทำไม" ควบคู่กับ คุณธรรม "บุญคุณ ต้องทดแทน แค้นต้องอภัย" โดยครูตุ้ย ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา ติดดินทั่วไป โดยวางตัวอยู่ในทุกระดับชั้น ชอบช่วยเหลือองค์กรทุกโอกาส โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ พร้อมทั้งยังเป็น ผู้ให้คำปรึกษา ทุกเรื่อง กับผู้ตกทุกข์ โดยใช้ประสบการณ์จากชีวิตที่ผ่านมา เป็นแนวทางในการแก้ไข

สำหรับ ชาวบ้าน ในพื้นที่ อ.บางละมุง เมืองพัทยา และ ในพื้นที่ใกล้ ต่างยอมรับ และ ชื่นชม "ครูตุ้ย" เนื่องจาก เป็นบุคคล ซึ่งได้อุทิศตัวต่อสังคมอย่างแท้จริงมาโดยตลอด โดยเฉพาะได้จัดตั้ง มูลนิธิมวยไทย ทำให้ ลูก หลาน และ ผู้ด้อยโอกาส ได้เรียนรู้ และ มีการศึกษา พร้อมทั้งยัง สั่งสอนให้คนเป็นคนดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และการ ปลูกฝังให้ รักและสืบสวนในวัฒนธรรมของไทย โดยเฉพาะ วิชามวยไทย ซึ่งเป็นมรดกของไทยมาแต่ช้านาน ไม่ให้เลือนหายไปจาก ประเทศไทย

นอกจากนี้ ครูตุ้ย ยังสร้างความประทับใจ ให้กับ คนเมืองพัทยา โดยลั่นวาจาไว้ว่า ถ้าสิ้นลมหายใจเมื่อใดยังไม่ให้ฝังและเผาร่างของตัวเอง โดยให้บรรจุไว้ในสุสานซึ่งเป็นที่อยู่ปัจุบัน พร้อมกับลั่นว่าว่าก็จะมอบที่ดินประมาณ 2 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่ากว่า 20 ล้าน ให้เป็นสาธารณะประโยชน์ต่อแผ่นดินเกิด เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะมวยไทยให้อนุชนรุ่นหลังให้สืบทอดต่อไป เมื่อตัวเองสิ้นลมหาย

ในที่สุดแล้วสังคมได้ให้ขวัญและกำลังใจจากหลายองค์กรได้มอบปริญญานอกรั้วมหาวิทยาลัย "ปริญญาปรัญาดุษฏีบัณฑิตกิตติศักดิ์ สาขาวิชามวยไทยศึกษา คนแรกของประเทศ และคนแรกโลก" จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2551 ณ สวนอัมพร กทม. และยังได้รับรางวัลชีวิตอีกรางวัลหนึ่งจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้เสนอยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นครูมวยไทยดีเด่น ปี 2533 โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าให้เข้าเฝ้ารับโล่พระราชทานครูมวยไทยดีเด่นแห่งชาติ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2534 ณ วังสวนจิตรลดา กทม. ซึ่งเป็นรางวัลที่ "ครูตุ้ย" ภาคภูมิใจมากสุดในชีวิต
Read more ...