แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักบริหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักบริหาร แสดงบทความทั้งหมด

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน)

14 เม.ย. 2556
3 เมษายน 2012

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินครบรอบ 12 ปี จึงจัดสัมมนาในหัวข้อ “จริยธรรมกับทางรอดของประเทศไทย: ปัญหาและทางออก” โดยมีนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษในหัวข้อดังกล่าว

ก่อนเริ่มการบรรยายในรายละเอียด นายบรรยงออกตัวว่า “ผมไม่ใช่นักวิชาการ ไม่เคยมีผลงานวิจัยวิชาการใดๆ ไม่ว่าในทางเศรษฐศาสตร์หรือสังคม ทั้งไม่ใช่นักคิดนักเขียนที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะชนใดๆ เป็นเพียงนักธุรกิจการเงิน ที่ประกอบอาชีพในตลาดทุนไทยมา 35 ปี โดยเป็นพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์ภัทรเพียงแห่งเดียว ถึงแม้จะได้มีโอกาสได้ทำงานและศึกษาพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด แต่ย่อมมีโอกาสสูงที่ความรู้และทัศนะต่างๆ จะคับแคบ ไม่ครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติและทุกด้าน

ผมเข้าใจว่า สาเหตุที่ผมได้รับมอบหมายให้มาบรรยายในครั้งนี้มาจากบทความเรื่อง “สู้กับคอรัปชั่น-เรื่องเพ้อเจ้อที่ต้องเริ่มจริงจังเสียที” ที่ผมได้เขียนให้กับเว็บไซต์“ThaiPublica” ซึ่งตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมีส่วนร่วมในการขจัดภัยคอรัปชั่นของประเทศ

ดังนั้นการบรรยายในครั้งนี้คงจะใช้เค้าโครงการวิเคราะห์ ตามแนวของบทความที่ว่าซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญที่บทความนี้ผมเขียนขึ้น เพื่ออุทิศคารวะแด่พี่ชาญชัย จารุวัสตร์และพี่ดุสิต นันทะนาคร ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศยินดีแห่งแผ่นดินในวันนี้ ซึ่งทั้งสองท่านเป็นนักเรียนเก่ารุ่นพี่ผมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันที่อบรมสั่งสอนให้พวกเรา “รู้รักชาติ ศาสน์กษัตริย์ เป็นฉัตรไชย อีกรู้เสียสละได้ ด้วยใจงาม” มาตั้งแต่เยาว์วัย

บทความนี้เกิดขึ้นจากการเรียบเรียงจากประสบการณ์ความรู้ ความเข้าใจ อันจำกัดของผม จึงขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ใช่งานที่ผ่านการวิจัยทางวิชาการแต่อย่างใด เพียงหวังว่าจะช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจในแง่มุมต่างๆ และหากมีประเด็นใดมี ประโยชน์จะถูกนำไปใช้ถกเถียงวิจัยเพิ่มต่อและขยายผลจนสู่ภาคปฏิบัติได้ในที่สุด ก็จะเป็นความภาคภูมิใจของผมอย่างยิ่ง

ผมขอเริ่มด้วยมายาคติในสังคมไทย เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการคอรัปชั่น ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นว่าคอรัปชั่นเป็นภัยร้ายแรงอย่างใด เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ผู้ที่มั่งคั่งทั้งลาภยศสมบัติที่มาจากการให้และการรับจากคอรัปชั่นก็ได้รับเกียรติยศสูงสุด ผู้คนนับถือคารวะจะเอาเยี่ยงอย่าง ได้รับเหรียญตราเต็มอกกันทั่วถ้วนทุกผู้นาม

“ผลการสำรวจระบุว่า กว่าครึ่งของสังคมยอมรับคอรัปชั่นได้หากสร้างความเจริญให้กับประเทศ ซึ่งปราชญ์หลายท่านแย้งผลการสำรวจนี้ว่าไม่น่าเชื่อถือ เพราะเป็นคำถามที่นำความเท็จเข้าชี้นำ) ทำให้เกิดคำถามว่า “จริงหรือ” ที่มีคอรัปชั่นชนิดที่สร้างความเจริญได้ คำตอบที่น่ากลัวมากก็คือ จริง มีคอรัปชั่นที่สร้างประโยชน์ แต่ไม่ใช่ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึงแม้จะเป็นประโยชน์ของคนหมู่มาก ก็เป็นประโยชน์ระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน นำมาซึ่งความฉิบหายร้ายแรงในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งผมจะได้ขยายความในภายหลัง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า จะมีใครสนใจภัยอนาคต ในเมื่อมีประโยชน์ปัจจุบันให้กอบโกยแย่งชิงฉกฉวยอย่างมากมาย

ในด้านของผู้จ่าย “นักธุรกิจกว่าร้อยละ 70 ยอมรับว่าตนจ่ายค่าคอรัปชั่นบ้างไม่มากก็น้อย และในจำนวนนั้น ร้อยละ 80 คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นและก็ได้ผลคุ้มค่า” ทำให้เกิดคำถามว่า จริงหรือ ที่ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันได้ถ้าไม่จ่ายเงินมิชอบ ตัวเลขที่ว่าทำให้น่าตกใจว่าธุรกิจไทยไร้คุณธรรมขนาดนี้เชียวหรือ

ถ้าอย่างนั้น เครือข่ายเอกชนที่ออกมาประกาศตัวคึกโครมว่าจะร่วมกันต่อต้านคอรัปชั่น จะเป็นเพียงเรื่องปาหี่เอาหน้าเท่านั้นหรือ ซึ่งผมจะได้วิเคราะห์ในตอนต่อไป ว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ที่ต้องการเอาประโยชน์มิชอบ หรือถูกกรรโชกบังคับด้วยระบบระเบียบ ที่ออกแบบให้ซับซ้อนหยุมหยิมเสียจนไม่สามารถประกอบการได้ หากไม่มีค่าน้ำร้อนน้ำชาเสียบ้าง

มองในแง่ที่น่าเห็นใจ เรามักเชื่อกันว่า รายได้ที่น้อยจากข้อจำกัดของงบประมาณ ทำให้เงินเดือนข้าราชการประจำและการเมืองไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จนทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องหารายได้เสริมที่ไม่ถูกต้องเพื่อความอยู่รอด ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงนั้น มีการปรับเงินเดือนข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ในอัตราที่ค่อนข้างดีมาโดยตลอดในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดข้อกังขาว่า หากเราเพิ่มรายได้ให้กับข้าราชการและนักการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้หยุดยั้งพฤติกรรมคอรัปชั่นลงได้ เมื่อทุกคนมีปัจจัยทรัพย์เพียงพอที่จะเลี้ยงอัตภาพแล้ว จะหยุดยั้งความโลภที่จะกอบโกยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งล้นทะลักออกมาจากตู้เสื้อผ้า

สังคมบางส่วนเชื่อว่า “คอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ทั่วทุกมุมโลก แม้ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ก็ไม่ได้รับคะแนนเต็ม 10 จากดัชนี มีภาพลักษณ์คอรัปชั่น ปัญหาของเราเป็นเพียงแต่ว่าระดับของคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นจนมากเกินสมควร” ความเชื่อเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เราสามารถกำหนดและควบคุมระดับพอสมควร หรือทางสายกลางแห่งการคอรัปชั่นได้จริงๆ หรือ จะสามารถสร้างทฤษฎีแห่งดุลยภาพคอรัปชั่นขึ้นได้จริงหรือ

การที่ประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายมีระดับคอรัปชั่นต่ำกว่าเรามาก เป็นเพราะเขาฉลาดพอที่จะควบคุมระดับคอรัปชั่นให้พอสมควร หรือเป็นเพราะเขาไม่ยอมรับคอรัปชั่นทุกรูปแบบ ถึงแม้ว่ายังมีคนชั่วเหลืออยู่บ้าง สังคมเขาก็ต่อสู้ปราบปรามทุกวิถีทาง โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดที่จะให้ปราศจากคอรัปชั่นอย่างสิ้นเชิง

มายาคติข้อสุดท้ายที่ผมจะกล่าวถึงคือความเชื่อที่ว่า คอรัปชั่นเป็นวัฒนธรรมอันหยั่งรากลึกในสังคมไทยทุกระดับตั้งแต่โบราณกาลมา ไม่มีทางที่จะขุดถอนได้สำเร็จ เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน หรือยิ่งกว่านั้นก็เรียนรู้ที่จะเอาประโยชน์กับมันตามสมควร การมุ่งต่อสู้กับมันรังแต่จะเป็นอันตรายกับตัว ทำให้สังคมและระบบปั่นป่วนวุ่นวายไปเสียเปล่า นอกจากจะไม่มีทางบรรลุผลแล้ว ยังทำให้ระบบความเจริญหยุดชะงัก เกิดความแตกแยกซ้ำเติมปัญหาของบ้านเมืองเข้าไปอีก

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นมายาคติของสังคมไทย ที่ยังมองปัญหาคอรัปชั่นในมุมมองต่างๆ กัน ถึงแม้ว่าจะมีการตื่นตัวปลุกระดมที่จะต่อสู้กับคอรัปชั่นกันบ้าง ก็ยังไม่ค่อยจะชัดเจนนักว่าเราจะต่อสู้กับอะไร ด้วยกลยุทธ์อะไร เพื่อเป้าหมายอย่างไร

หากสังคมยังมองปัญหาเหล่านี้ไม่ออก ก็ย่อมยากที่จะสร้างฉันทามติ และผนึกกำลังทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดกลยุทธ์ จัดสรรทรัพยากร จัดกระบวนทัพ ที่จะเข้าสู่สงครามระยะยาวกับภัยคอรัปชั่นอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็น “วาระแห่งชาติ” ร่วมกันอย่างแท้จริง

ต่อจากนี้ เพื่อขอเป็นก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ที่จะร่วมกันทับถมหนองบึงความชั่วร้ายของการคอรัปชั่น ซึ่งนับวันรังแต่จะแผ่ขยายครอบคลุม และดูดกลืนทุกภาคส่วนของสังคมไทยให้ดิ่งลึกลง ผมจะขอนำเสนอบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ ตามหัวข้อต่อไปนี้

1. จะขอจัดแบ่งประเภทของคอรัปชั่นตามลักษณะของกิจกรรม

2. จะวิเคราะห์ถึงกลยุทธต่างๆ ที่สำคัญในการคอรัปชั่น เพื่อที่จะได้รู้เท่าทัน

3. จะอธิบายโทษของคอรัปชั่น ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเป็นบ่อเกิดและปัจจัยสำคัญแห่งปัญหาทั้งมวล ที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้

แล้วต่อจากนั้น จะวิเคราะห์ถึงประโยชน์ของคอรัปชั่นที่ทำให้เกิดมายาคติต่างๆ ดังกล่าวแล้ว

สุดท้าย ผมจะพยายามนำเสนอมาตรการต่างๆ เท่าที่ศักยภาพของผมจะรวบรวมได้

1. ประเภทของคอรัปชั่น

คำจำกัดความที่เป็นสากลระบุว่า การคอรัปชั่นคือ “กระบวนการบิดเบือนอำนาจโดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้” ในที่นี้ ผมขอแบ่งประเภทของคอรัปชั่นตามลักษณะกิจกรรม เพื่อประโยชน์ในการกำหนดกลยุทธ์วิธีการในการป้องกันปราบปรามต่อไป

1.1) การคอรัปชั่นในภาคเอกชนประเภทแรก เป็นการทุจริตคอรัปชั่นในภาคเอกชนด้วยกันเอง ได้แก่ การฉ้อฉลคดโกงระหว่างคู่ค้าคู่สัญญา การที่พนักงานผู้บริหารโกงบริษัท และการที่ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ฉ้อฉลเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่น ซึ่งในการทุจริตประเภทนี้มักจะมีผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงคอยตรวจสอบปกป้องผลประโยชน์ตน และมีกระบวนการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาเป็นเครื่องมือในการระงับกำกับและตัดสินข้อพิพาทต่างๆ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ผมจะได้กล่าวถึงต่อไป

อย่างไรก็ดี การทุจริตในภาคเอกชนด้วยกันเอง ที่ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้างอีก 2 ประเภท อันได้แก่การจัดจำหน่ายสินค้าบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการหลอกลวงผู้บริโภค เช่น แชร์ลูกโซ่ การรับหางานเท็จ หรือการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือผู้บริหารบริษัทมหาชนหลอกลวงเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่น โดยการใช้ข้อมูลภายใน หรือวิธีการอื่นก็เป็นเรื่องที่ภาครัฐจำเป็นจะต้องมีกฎระเบียบและการบังคับใช้ ที่ต้องปรับปรุงพัฒนาอีกมากผ่านกระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคและนักลงทุน

1.2) การทุจริตโดยการเบียดบังทรัพย์สินของรัฐโดยตรง ได้แก่ การฉ้อฉลงบประมาณแผ่นดินโดยตรง หรือการจัดการถ่ายโอนทรัพย์สินและทรัพยากรสาธารณะเป็นของตน ตัวอย่างเช่น การที่ผู้มีอำนาจจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินส่วนหนึ่ง จัดการให้ตนและพรรคพวกได้สิทธิซื้อที่ดินของสำนักงานพระคลังข้างที่ได้ในราคาถูกในช่วงต้นทศวรรษที่ 2480 การโกงเงินช่วยเหลือต่างประเทศในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 และที่ยังแพร่หลายอยู่มากในปัจจุบัน ได้แก่ การออกใบรับรองสิทธิหรือโฉนดที่ดินสาธารณะ ให้แก่ตนเองและพรรคพวกอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งกฎระเบียบและพัฒนาการของกระบวนการทางสังคม สามารถติดตามตรวจสอบและระงับยับยั้งกิจกรรมประเภทนี้ได้ดีขึ้นตามสมควร

1.3) การที่ภาคเอกชนจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ตน เป็นประเภทที่ผมมีความเห็นว่าระบาดกว้างขวาง และสร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุดในปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นการร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ที่จะฉ้อฉลเอาประโยชน์สาธารณะไปแบ่งปันกัน ซึ่งหากดูตามลักษณะกิจกรรมก็พอจะแบ่งทุจริตประเภทนี้ได้อีกเป็น 3 ประเภทย่อย

- การซื้อหาความได้เปรียบในการแข่งขัน คือการที่ภาคเอกชนจ่ายเงินมิชอบเพื่อให้ตนได้เปรียบในการแข่งขัน โดยไม่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพที่แท้จริง ซึ่งหลักการใหญ่ๆ ก็คือ การกีดกันไม่ให้มีการแข่งขันสมบูรณ์ในวงกว้าง ตามอุดมการณ์ทุนนิยมเสรี เช่น การล็อคเสป็คหรือการฮั้วราคาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ที่ระบาดอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้าในปัจจุบัน การให้ใบอนุญาตพิเศษหรือการให้สัมปทานสำหรับกิจการผูกขาด หรือมีคู่แข่งน้อยราย หรือเพื่อใช้ทรัพยากรสาธารณะโดยไม่มีกระบวนการแข่งขันสมบูรณ์ หรือกระบวนการควบคุมไม่ให้ได้ประโยชน์เกินควร

ซึ่งทุจริตประเภทนี้ ผมเห็นว่าเป็นประเภทที่มีปริมาณวงเงินสูงสุด และก่อความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด ลองคิดดูว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจปีหนึ่งๆ มีปริมาณกว่า 2 ล้านล้านบาท หรือเกือบร้อยละ 20 ของรายได้ประชาชาติ หากมีการทุจริตเพียงร้อยละ 10 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สังคมส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นการประเมินขั้นต่ำ ก็เป็นเงินถึง 200,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว ยังไม่นับรวมถึงประโยชน์ไม่ควรได้ที่เกิดจากใบอนุญาต และสัมปทานต่างๆ จนมีผู้กล่าวว่า มหาเศรษฐีไทย 8 ใน 10 คน มีส่วนเกี่ยวข้องในทุจริตประเภทนี้ไม่มากก็น้อยไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

- การซื้อหาความสะดวก ได้แก่ การที่ประชาชนและภาคเอกชนแทบจะทุกคน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการอนุญาต หรือได้รับบริการจากภาครัฐจำเป็นที่จะต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา เพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคหรือต้นทุนที่สูงเกินไปในการดำรงชีวิตหรือดำเนินกิจการ ทั้งนี้เกิดจากการที่มีกฎระเบียบวิธีปฎิบัติที่ซับซ้อน ยุ่งเหยิง ขาดประสิทธิภาพ มีการให้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ หลายๆ กระบวนการเปิดโอกาสให้ผู้ที่จ่ายสินบนสามารถได้รับความสะดวกรวดเร็วหรือมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า

แม้ว่าในระยะที่ผ่านมา หลายหน่วยงานจะได้ปรับปรุงกระบวนการ วิธีการ ให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพขึ้น เช่น การให้เอกชนรับช่วงงานบริการ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพรวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่ามาก ก็ยังมีงานบริการอีกมากที่ผู้ใช้บริการยังต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชากันแทบทั่วทุกตัวตน เช่น งานขออนุญาตก่อสร้างต่างๆ งานระเบียบพิธีการศุลกากร งานสรรพากร งานตำรวจ งานทะเบียนต่างๆ งานแปลงสัญชาติคนต่างด้าว เป็นต้น

ทั้งนี้ การคอรัปชั่นประเภทนี้มีจำนวนรายการมากและกว้างขวางที่สุด แทบจะในทุกๆ ระบบราชการ ซึ่งส่วนมากผู้จ่ายไม่ได้มีเจตนาที่ชั่วร้ายใดๆ แต่เหมือนถูกขู่กรรโชกให้เข้าร่วมกระบวนการ ทั้งนี้ เป็นสินบนที่ไม่มีประโยชน์ในการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจใดๆ มีแต่ภาระต้นทุนที่ไม่จำเป็น

- การซื้อหาความไม่ผิด และการจ่ายสินบนเพื่อบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคือการที่ผู้ทำผิดหรือละเมิดกฎหมายสามารถให้สินบนเพื่อให้ตนพ้นผิดได้ หรือได้รับการตัดสินที่เป็นประโยชน์โดยมิควรในกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่ามีข้อบกพร่องรั่วไหลมากมายในระบบตำรวจ อัยการ และศาล จนในบางครั้ง ผู้ที่ไม่ได้ทำความผิดยังอาจจะต้องจ่ายสินบน เพื่อให้พ้นจากกระบวนการซึ่งนำความยุ่งยาก และอันตรายต่อกิจการและสวัสดิภาพส่วนตน

2. กลยุทธ์การคอรัปชั่น
ในหัวข้อต่อไป ผมจะขอกล่าวถึงกลยุทธ์การคอรัปชั่น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถึงแม้นโยบายปราบคอรัปชั่นจะเป็นนโยบายสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย มีความพยายามในการสร้างกระบวนการป้องกันและปราบปราม รวมทั้งจัดสรรทรัพยากรไม่น้อยเพื่อการนี้ แต่ข้อเท็จจริงกลับมีการคอรรัปชั่นมากขึ้นและกว้างขวางขึ้น ทั้งนี้เพราะทั้งผู้ให้และรับสินบนมีการพัฒนากลยุทธ์ต่างๆ มากขึ้นและลึกซึ้งขึ้นยิ่งกว่าเดิม ในที่นี้ ผมจะขอวิเคราะห์ถึงกลยุทธกว้างๆ 3 ประการ ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน

2.1 ได้กระจุก–เสียกระจาย กลยุทธ์แรกคือใช้หลักการที่ว่า เมื่อไม่มีผู้รู้สึกเสียหายย่อมไม่มีผู้ร้องเรียน และมีแรงจูงใจในการป้องกันปราบปรามน้อย การทุจริตที่กระจายต้นทุนความเสียหายไปได้ทั่ว เช่น ทุจริตจากงบประมาณลงทุนหรือจัดซื้อจากส่วนกลาง ภาระจะกระจายสู่ประชาชนทุกคน จนไม่รู้สึกถึงความเสียหายร้ายแรงอื่นๆ เช่น ถ้าทุจริต 6,500 ล้านบาท จากงบประมาณส่วนกลาง ทุกคนจะเสียหายเพียงคนละ 100 บาท น้อยเสียจนไม่รู้สึกถึงผลกระทบอื่นๆ

จะเห็นได้ว่า เรื่องคอรัปชั่นที่มีการร้องเรียน มักจะเกิดจากการที่มีผู้เสียหายโดยตรงเพียงกลุ่มเล็ก เช่น การปล้นชิงทรัพยากรสาธารณะในชุมชน การทุจริตที่ผู้ใช้บริการต้องแบกรับภาระโดยตรง หรือการทุจริตที่มีลักษณะพยายาม “กินรวบ” ทำให้ธุรกิจอื่นๆ ที่แข่งขันอยู่ถูกกีดกันออกจากการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ในหลายครั้ง ธุรกิจที่ร้องเรียนเคยมีช่องทางจ่ายสินบนแต่ถูกตัดขาดช่องทางเหล่านั้นเสีย

ทั้งนี้ เราจะเห็นได้ว่า ในปีหนึ่งๆ สำนักงาน ปปช. ได้รับเรื่องร้องเรียนเพียงปีละ 3,000 เรื่อง ทั้งๆ ที่ทุกคนทราบดีว่ามีการคอรัปชั่นทั่วประเทศมากกว่า 3,000 ครั้ง ในทุกๆ ชั่วโมง ทั้งในและนอกเวลาราชการ จนประมาณได้ว่ามากกว่าร้อยละ 99 ของการคอรัปชั่น ไม่มีการร้องเรียนและไม่มีการสอบสวน

นอกจากนี้ นักทุจริตที่เชี่ยวชาญเป็นอัจฉริยะ ยังสามารถประยุกต์วิธี “แจกกระจุก” เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและโอกาสในการทุจริต เช่น การจ่ายเงินซื้อตำแหน่ง ซื้อเสียง การที่ภาคเอกชนจ่ายเงินสนับสนุนนักการเมืองที่มีโอกาสสร้างช่องทางธุรกิจให้ตน ตลอดจนการที่นักการเมืองสามารถใช้อิทธิพลเบียดเบียนงบประมาณจากภาคส่วนอื่น มาพัฒนาท้องถิ่นตนจนเกินสมควร

ผมเคยเห็นป้ายขนาดใหญ่ของประชาชนหมู่บ้านหนึ่งในภาคอีสาน กราบขอบพระคุณนักการเมืองท่านหนึ่งที่จัดสรรงบประมาณมาพัฒนาถนน และสาธารณูปโภคให้ ทั้งๆ ที่ปลายทางของถนนเส้นนั้นเป็นสนามกอล์ฟ และโรงแรมขนาดใหญ่หรูหราของนักการเมืองท่านนั้น

2.2 “ได้วันนี้ เสียวันหน้า” ซึ่งนำมาจากหลักเกณฑ์ที่ว่า การทุจริตที่ไม่ส่งผลเสียในทันทีย่อมมีโอกาสที่จะถูกต่อต้าน หรือถูกตรวจสอบ ป้องกันปราบปรามได้น้อยกว่า เช่น การลงทุนขนาดใหญ่ในภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ที่มีการตัดค่าเสื่อมราคาระยะยาว สามารถกล่าวอ้างคาดคะเนถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยยากที่จะพิสูจน์ผลในระยะสั้น โดยผลักภาระต้นทุนความเสียหายให้แก่ผู้เสียภาษีในอนาคตผ่านกระบวนการหนี้สาธารณะ หรือให้แก่ผู้ใช้บริการในอนาคตผ่านโครงสร้างการผูกขาดของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ในบางครั้ง สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญกำมะลอมาช่วยยืนยันข้อมูลในการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อผลักดันโครงการที่ไม่มีความคุ้มค่าแท้จริง ตัวอย่างเช่น การลงทุนในโครงการขนส่งสาธารณะ ที่มีการคาดคะเนว่าจะมีผู้ใช้บริการวันละหลายหมื่นคน ในขณะที่เมื่อแล้วเสร็จมีผู้ใช้บริการจริงวันละไม่กี่พันคน แล้วก็ไม่มีการตรวจสอบย้อนหลัง กลับขอลงทุนเพิ่มโดยข้ออ้างต่างๆ นานา

การอนุมัติงบประมาณซ่อมสนามบินดอนเมืองกว่า 1,000 ล้านบาท อย่างรีบด่วน ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนใช้งานที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบันขาดทุนกว่าเดือนละ 20 ล้านบาท การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของถาวรวัตถุที่ราคาสูงเกินจริงหรือไม่จำเป็น ของหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีลักษณะตามนี้จำนวนมากในทางการเงิน

การลงทุนระยะยาวเพิ่มเกินจริง เช่น สนามบินที่ควรสร้างด้วยเงิน 100,000 ล้าน เราลงทุนเสีย 120,000 ล้าน ก็ไม่ทำให้ความเป็นไปได้ทางการเงินลดน้อยลงมากนัก ต้นทุนความเสียหายที่เกิดจะถูกตัด “ค่าเสื่อมราคา” ระยะยาวหลายสิบปีจนไม่เกิดความรู้สึกในทันที

2.3 กลยุทธสุดท้ายที่ผมจะขอกล่าวถึงคือ การกำเนิดของกลไกตัวแทน ตัวกลาง ผู้ประสานงานการทุจริต ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ และเป็นการถาวร สามารถปรับตัวสนองความต้องการในการคอรัปชั่นให้แก่ทุกขั้วอำนาจการเมืองได้อย่างทั่วถึง

จะเห็นได้ว่า ถึงจะมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในทางการเมือง ในปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีความจำเป็นในการรื้อถอนกระบวนการคอรัปชั่นแล้วจัดตั้งใหม่ เอเย่นต์ก็ยังคงเป็นเจ้าเดิมๆ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเดิมๆ ข้าราชการรายเดิม หน่วยธุรกิจถาวรประเภทนี้เกิดขึ้นจำนวนมากและเป็นปัญหา ‘ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ’ ที่รุนแรง เพราะใช้ทรัพยากรจำนวนมาก โดยไม่ได้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเลย แต่เอาส่วนแบ่งค่าตอบแทนในสัดส่วนที่สูง ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อจัดจ้างด้านสารสนเทศ ซึ่งเป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตน ยากจะประเมินมูลค่าได้ ที่บริษัทเจ้าของเทคโนโลยี่และทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลกหลายๆ แห่ง ไม่ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายโดยตรงกับภาครัฐเลย ทั้งที่หน่วยงานรัฐจัดหาระบบประเภทนี้ปีละหลายๆ หมื่นล้านบาท และเป็นภาคที่มีข่าวลือที่ทุกคนเชื่อว่าเปอร์เซ็นต์คอรัปชั่นสูงที่สุด เป็นหลายๆ สิบเปอร์เซ็นต์ทีเดียว

3. โทษของคอรัปชั่น

แทบทุกคนรู้ว่าคอรัปชั่นเป็นเรื่องชั่วร้าย เป็นความผิดทั้งทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม แต่ดูเหมือนการปลูกจิตสำนึกในบาปบุญคุณโทษตามค่านิยมวัฒนธรรมและศาสนาดูจะไม่ได้ผล เนื่องด้วยผลประโยชน์ที่มหาศาล และค่านิยมที่เชื่อว่าการ “แก้กรรม” สามารถทำได้ โกงแล้วก็ไปสร้างวัด สร้างพระ ก็น่าจะหายกันไป อย่างไรเสีย ผู้คนก็จะนิยมยกย่องผู้ที่มีอำนาจและมั่งคั่งเสมอไป

ผมมีความเชื่อว่า การจะต่อสู้กับคอรัปชั่นให้ได้ผล สังคมจะต้องรับรู้รายละเอียดในโทษของคอรัปชั่นอย่างแจ้งชัดเท่านั้น จึงจะสามารถผนึกสรรพกำลังในการทำสงครามระยะยาวได้ ในที่นี้ผมจะขอเรียบเรียงถึงโทษมหันต์ของคอร์รัปชั่น 6 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ความไม่มีประสิทธิภาพของนโยบายการคลัง ในทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายการคลังคือการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาคส่วนที่มั่งคั่งกว่าไปสู่ภาคอื่นๆ ซึ่งเป็นการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ จากภาคส่วนที่จำเป็นน้อยกว่าสู่ภาคส่วนที่จำเป็นมากกว่า เช่น บริการสาธารณะและสวัสดิการสังคมจากอนาคตมาใช้แก้ปัญหาปัจจุบัน อาทิ การแก้วิกฤตโดยกู้ยืมจากหนี้สาธารณะ ถ้าพิจารณาจากขนาดของงบประมาณ ทั้งรัฐและรัฐวิสาหกิจจะรวมเกินกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ประชาชาติ การคอรัปชั่นนอกจากทำให้ทรัพยากรส่วนนี้รั่วไหลไม่เกิดประโยชน์ตามสมควรแล้ว ยังทำให้เกิดการบิดเบือนการตัดสินใจในนโยบายการคลัง ทำให้ทรัพยากรภาครัฐซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกจัดสรรและใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จนบางครั้งก็เป็นต้นเหตุของวิกฤตร้ายแรงต่างๆ ในอนาคต

2. คุณภาพและต้นทุนของบริการพื้นฐาน โดยเหตุที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบบริการพื้นฐานสาธารณะแทบทั้งหมด การที่มีการคอรัปชั่นอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน ทำให้บริการพื้นฐานมีคุณภาพต่ำ ปริมาณไม่เพียงพอ และมีต้นทุนสูง ทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน

3. ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนของการจัดสรรทรัพยากรในภาคเอกชน เนื่องด้วยคอรัปชั่นขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นในภาคที่ไม่ใช่สินค้าบริการในตลาดโลก หรือที่เรียกว่า Non-Tradables ซึ่งอำนาจรัฐสามารถเอื้อประโยชน์ได้มากเพราะช่วยกีดกันการแข่งขันได้ ซึ่งจะทำให้เกิดกำไรอย่างมาก ทำให้ทรัพยากรจำนวนมากไหลเข้าสู่ภาคนี้เกินสมควร ทั้งทรัพยากรเงินทุนและทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ คือ ฉลาด เก่ง แต่ไม่มีสำนึกคุณธรรม จะเห็นได้ว่ามหาเศรษฐีไทยจำนวนมากอยู่ในภาคส่วนนี้ดังได้กล่าวมาแล้ว และอัจฉริยะจำนวนไม่น้อยจะมีอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น การเมืองภาคสกปรก และลอบบี้ยิสต์เป็นต้น

4. โทษใหญ่อีกประการหนึ่งคือ การบั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศโดยรวม ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากว่า 50 ปี ตั้งแต่มีนิยามคำนี้ ถึงแม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกว่า 10 แผน แต่ก็ก้าวหน้ามาได้แค่ครึ่งทาง ถ้านับตามนิยามรายได้ประชาชาติต่อคนต่อปี ผมมั่นใจว่าคอรัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการพัฒนา เพราะนอกจากจะมีโทษตามที่กล่าวมาแล้วทั้ง 3 ประการ ยังทำให้ภาคเอกชนขาดการพัฒนา เช่น การที่มีช่องทางมากมายที่จะซื้อหาความได้เปรียบหรือกีดกันการแข่งขัน โดยที่ไม่ต้องพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพแท้จริง ทำให้ขาดแรงกดดันและความจำเป็นในการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและบริการ รวมทั้งการค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เอกชนไทยมีงบประมาณการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาต่ำที่สุดประเทศหนึ่ง เพราะการซื้อหาความได้เปรียบย่อมมีความแน่นอนกว่า และมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในการวิจัยและพัฒนามาก

หรือการที่ภาคเอกชนไทยได้ชื่อว่ามี Home Bias สูงที่สุดประเทศหนึ่ง กล่าวคือ มีการลงทุนนอกประเทศซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะกดดันให้พัฒนาศักยภาพ และยังช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ในประเทศ ก็เพราะไม่สามารถหาช่องทางซื้อหาความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในประเทศอื่น

ไม่เคยมีประเทศใดๆ ในโลกที่สามารถก้าวพ้น “กับดักการพัฒนา” ได้เลย หากไม่สามารถปรับปรุง “ดัชนีภาพลักษณ์คอรัปชั่น” ให้สูงเกินกว่า 5.0 ซึ่งในปัจจุบันของเราอยู่ที่ 3.4

ผมขอยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียที่มีนโยบาย แผนงาน และยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจนที่มุ่งมั่นจะก้าวพัน ‘กับดักการพัฒนา’ สู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2020 และแน่นอนครับ หนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องขจัดคอรัปชั่นให้หมดไป

สำหรับประเทศไทย ถ้าเรายังพัฒนาในลักษณะนี้ในอัตรานี้ อีก 20 ปี เราจะสามารถอยู่ในระดับเดียวกับมาเลเซียปัจจุบัน และอีกประมาณ 50 ปี คือหลังพุทธศักราช 2600 เราน่าจะบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนา

5. ความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งเป็นปัญหายิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ก็มีสาเหตุไม่น้อยที่มาจากการคอรัปชั่น การที่เราไม่ปรับปรุงศักยภาพในการแข่งขัน ทำให้ภาคเศรษฐกิจจำเป็นต้องไปกดเงินเดือน ค่าจ้าง ราคาสินค้าเกษตร ซึ่งผู้รับเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ประเทศจีนได้ชื่อว่ามีค่าแรงต่ำกว่าครึ่งของเรา แต่ในปัจจุบันแทบทุกเขตทุกมณฑลมีค่าแรงที่สูงกว่า และรายได้ประชาชาติต่อคนของจีนจะแซงหน้าเราอย่างแน่นอนในปีนี้

นอกจากนั้น การที่ความได้เปรียบ ความสะดวก และความไม่ผิด สามารถซื้อหาได้สำหรับคนบางกลุ่มบางพวก ทำให้เกิดสังคมหลายมาตรฐาน มีส่วนสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรและโอกาสไม่ได้รับการกระจายอย่างทั่วถึง

6. ในส่วนของความแตกแยกในสังคมไทย ซึ่งนอกจากจะเกิดจากความเหลื่อมล้ำแล้ว การที่มีคนกลุ่มใหญ่ใช้ความพยายามทุกวิถีทาง ที่จะพยายามเข้าถึงหรือได้มาซึ่งอำนาจรัฐ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการและต้นทุนที่ใช้ เนื่องจากมีผลตอบแทนที่สูงคุ้มค่า ก็เป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของปัญหาความแตกแยกอย่างรุนแรงที่เราเผชิญอยู่ แม้แต่ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีสาเหตุไม่น้อยที่มาจากการคอรัปชั่น

“ผมขอบังอาจพยากรณ์ว่า ถ้ากลุ่มการเมืองและกลุ่มประชาชนที่พยายามต่อสู้กับกลุ่มคนที่พวกเขาให้คำนิยามว่า “เป็นพวกอำมาตย์” ที่เคยกุมอำนาจทรัพยากรและความได้เปรียบตลอดมา ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะได้เผชิญกับเครือข่ายกลุ่มใหญ่กลุ่มใหม่ ที่ถูกผูกเชื่อมอยู่ด้วยผลประโยชน์คอรัปชั่น นอกเสียจากว่า การต่อสู้กับคอรัปชั่นควบคู่กันไปอย่างได้ผลเท่านั้น จึงจะนำสังคมเราเข้าสู่ภาวะอุดมการณ์ได้จริง”

ผมไม่ได้กำลังกล่าวหาว่านักการเมืองและข้าราชการทุกคนทุกกลุ่มเป็นคนไม่ดี แต่ทุกคนรู้ดีว่า ในวันนี้เรายากแม้แต่จะพูดว่า นักการเมืองส่วนใหญ่เป็นคนดี ไม่เคยข้องแวะหรือได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการคอร์รัปชั่นเลย

แน่นอนว่าโทษของคอรัปชั่นทั้ง 6 ข้อที่ผมกล่าวมายังไม่ได้ครอบคลุมครบถ้วน ยังมีโทษอื่นๆ อีกมากซึ่งทำให้เราแน่ใจได้ว่า การคอร์รัปชั่นเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของปัญหาทั้งมวลที่ประเทศเราเผชิญอยู่

4. ประโยชน์ของคอรัปชั่น…ภาพหลอนในระยะสั้น
การที่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าคอรัปชั่นมีประโยชน์ สามารถสร้างความเจริญได้บ้าง เนื่องจากในระยะสั้นจะทำให้เกิดการลงทุนและการบริโภค มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นจนเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การที่เราอนุมัติงบประมาณพิเศษ 350,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วม โดยใช้ทรัพยากรอนาคตผ่านกระบวนการหนี้สาธารณะ ก็จะทำให้เกิดการขยายตัว การลงทุน การบริโภคในระยะสั้น ในทางเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจจะขยายตัวเท่ากับ 350,000 ล้าน หักด้วยส่วนที่นำเข้าหรือมากกว่าร้อยละ 3 ของรายได้ประชาชาติต่อปีในปัจจุบันเลยทีเดียว ทั้งที่ยังไม่รวมส่วนที่จะมีการลงทุนและจับจ่ายใช้สอยต่อเนื่องเป็นทวีคูณ สมมุติว่าถึงจะมีการคอรัปชั่นสัก 100,000 ล้านบาท ส่วนนั้นก็จะถูกนับว่าเป็นรายได้ประชาชาติไปด้วย แม้ว่าจะถูกเล็ดรอดไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าใครก็ตาม

อีกประการหนึ่ง การที่ภาคเอกชนสามารถซื้อหาความได้เปรียบได้ ก็จะทำให้มีการลงทุนมากเกินสมควร ทำให้มีการเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และการบริโภคในระยะสั้นเกิดขึ้นได้ ในบางครั้งที่เราเคยโชคดีมีรัฐบาลที่มีการคอรัปชั่นน้อย นักธุรกิจบางกลุ่มถึงกับบ่นว่า “อย่างนี้ค้าขายไม่ได้”

อย่างไรก็ดี การลงทุนและการใช้จ่ายของทั้งภาครัฐและเอกชนในลักษณะดังกล่าว แม้จะเกิดผลดีในระยะสั้น แต่ย่อมเป็นภาระในอนาคต ซึ่งจะส่งผลเสียหายร้ายแรงหลายเท่าทวีคูณ เกิดเป็นปัญหาสะสมจนยากที่จะแก้ไขได้ เป็นวิบากกรรมของผู้คนในรุ่นต่อๆ ไปที่จะต้องมารับภาระชดใช้

5. การต่อสู้กับคอรัปชั่น…ความหวังของชาติ

ในหัวข้อสุดท้าย ผมจะขอเสนอถึงมาตรการต่างๆ ที่สังคมทุกภาคส่วนจะร่วมกันผนึกสรรพกำลัง ที่จะทำสงครามระยะยาวในการต่อสู้ป้องกัน ปราบปราม เพื่อขจัดภัยคอรัปชั่นที่กัดกินทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคมเราอยู่

นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ในปัจจุบันมีการตื่นตัวอย่างมากในเรื่องนี้ มีการจัดตั้งภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และมีการดำเนินการที่คืบหน้ามาตามลำดับ ทำให้เกิดความหวังว่า เรามีโอกาสที่จะต่อสู้และชนะสงครามนี้ในอนาคต เหมือนกับที่หลายๆ ประเทศเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว

ตามยุทธศาสตร์ของเครือข่าย ซึ่งแบ่งกลยุทธออกเป็น 3 ส่วนคือ ปลูกฝัง ป้องกัน และปราบปราม ซึ่งผมมีความเห็นด้วยและชื่นชมอย่างยิ่ง แต่ถ้าดูจากผลที่เกิด จะเห็นว่ายังคงเป็นระยะเริ่มต้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ในด้านการปราบปราม เรามีพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ตั้งแต่ปี 2542 มีการจัดตั้งสำนักงาน มีการจัดสรรงบประมาณโดยเริ่มจากปีละ 200 ล้านบาทในระยะเริ่มต้น จนถึง 1,100 ล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน โดยข้อมูลในปี 2553 มีเรื่องร้องเรียนเพียง 2,211 เรื่องต่อปี และมีการชี้มูลดำเนินคดีเพียงปีละไม่เกิน 75 เรื่อง ซึ่งน่าจะต่ำกว่าร้อยละ 0.001 ของรายการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าจะต้องแก้ไขปรับปรุงกลยุทธวิธีการอีกมาก ถ้าหวังจะให้มีผลแท้จริงในวงกว้าง

มาตรการที่จะนำเสนอนี้ หลายๆ อย่างก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว โดยอาจจะเพียงปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้มีความเข้มข้นชัดเจนขึ้น ส่วนใหญ่ผมคงจะเสนอในระดับโครงสร้าง ซึ่งคงต้องนำไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่รายละเอียดภาคปฏิบัติอีกต่อไป

มาตรการแรก 
คือการเปลี่ยนทัศนคติของสังคม ซึ่งคงจะอยู่ในส่วนของ ยุทธศาสตร์ “ปลูกฝัง” ที่ดำเนินอยู่ทุกวันนี้ เรื่องสำคัญที่สุดในการที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมฝังรากจนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ไปแล้ว จะต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ยอมรับ หรือวางเฉยกับความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น ให้เป็นการปฏิเสธและต่อต้านให้จงได้ หากสังคมส่วนใหญ่ไม่มีฉันทานมติในทางเดียวกัน การชนะสงครามกับคอรัปชั่นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย มาตรการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพียงด้านเดียวดูจะไม่ได้ผล ลองคิดดูว่าถ้าสามารถทำให้คนร้อยละ 80 เป็นคนดี ไม่ให้หรือรับสินบน ก็ยังคงเหลืออีกกว่า 12 ล้านคน ที่อาจพร้อมจะตักตวงผลประโยชน์มิชอบต่อไป

ในโลกทุนนิยมทุกวันนี้ เป็นที่พิสูจน์แล้วว่าความเห็นแก่ตัว มีพลังและประสิทธิผลมากกว่าความเห็นแก่สังคมมากนัก ประเด็นอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะสร้างกฎเกณฑ์และกลไก ที่กำกับให้ความเห็นแก่ตัวนั้นมีขอบเขตที่ไม่สามารถเบียดเบียนเอาเปรียบผู้อื่นได้ การสร้างพลังของสังคมในเรื่องนี้ จะต้องใช้วิธีการให้ประชาชนเข้าใจในโทษของการทุจริตคอรัปชั่น และผลลบอย่างร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นจนถึงตนเองอย่างถ่องแท้

โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ในระยะสั้นบ้าง จากการแจกกระจุกดังกล่าวแล้ว ต้องเปลี่ยนทัศนคติของคนส่วนใหญ่จากการแค่ “ไม่ทำชั่ว” ให้เป็น “ไม่ยอมให้มีการทำชั่ว” ให้จงได้

มาตรการที่สอง 
การกระจายอำนาจรัฐ ซึ่งนอกจากมีประโยชน์มากในมิติอื่นๆ แล้ว ยังจะมีส่วนช่วยลดการคอรัปชั่นได้มาก โดยเฉพาะการกระจายอำนาจในการกำหนดงบประมาณการจัดสรรและควบคุมการใช้ทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น เพราะจะเกิดแรงจูงใจให้ประชาชนในท้องถิ่น ติดตามดูแลตรวจสอบไม่ให้มีการรั่วไหล เนื่องจากมีส่วนได้เสียโดยตรง เป็นการขจัดเงื่อนไขของกลยุทธ “ได้กระจุก-เสียกระจาย”

เราเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาบ้างจาก อบจ. และ อบต. บางแห่ง จนถึงกับเคยมีผู้กล่าวว่า การกระจายอำนาจเป็นการกระจายคอรัปชั่นให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่เราก็มีประสบการณ์ที่ดีจากองค์กรท้องถิ่นอีกหลายแห่ง จนน่าจะนำมาศึกษาวิจัยพัฒนา ปรับปรุง และประชาสัมพันธ์จนเกิดมาตรฐานที่ดีโดยทั่วไป

มาตรการที่สาม 
ขจัดเงื่อนไขที่เอื้อให้มีการทุจริต ได้แก่ ลดขั้นตอนในระบบราชการและแก้ไขระเบียบปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะที่อนุญาตให้มีการใช้วิจารณญาณของผู้มีอำนาจ มีการ outsource งานบริการให้แก่เอกชนให้มากที่สุด ซึ่งหลายหน่วยงานเคยใช้ได้ผลมาแล้ว มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ หรือที่เรียกว่า Service Level Agreement ของการให้บริการประชาชนในทุกๆ เรื่อง มีช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนได้อย่างสะดวก และมีกระบวนการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่ปกติขึ้น เพื่อขจัดเงื่อนไขการ “ซื้อความสะดวก”

หลายๆ ประเทศแม้แต่อินโดนีเซีย ก็มีการ outsource งานสำคัญ เช่น งานศุลกากร ให้กับเอกชน ทั้งนี้จะต้องไม่ออกกฎระเบียบที่ไม่แน่ใจว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เช่น กรณีที่ ป.ป.ช. ออกกฎให้เอกชนที่มีการค้าขายกับภาครัฐเกินสองล้านบาท ต้องจัดทำบัญชีและรายงานเฉพาะส่งต่อกรมสรรพากร ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าไม่น่าจะช่วยลดคอรัปชั่นได้ แต่จะกลับทำให้เพิ่มต้นทุนแก่ระบบหลายพันล้านบาทต่อปี ซึ่งจะต้องถูกผลักให้เป็นภาระของรัฐเองในที่สุด กับอาจกลับเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาเพิ่มบทบาทธุรกิจตัวกลางในการคอรัปชั่นอีกด้วย รวมทั้งอาจผลักดันให้ภาคธุรกิจที่ดีบางส่วนต้องถอนตัวออกจากการค้าขายกับรัฐไปเลย เพราะไม่คุ้มทุนและไม่คุ้มเสี่ยง และเมื่อออกระเบียบมาแล้วมักจะคงอยู่ตลอดไป ถึงแม้ว่าจะไม่มีประสิทธิผล

มาตรการที่สี่ 
การเพิ่มความโปร่งใสภาครัฐ ถึงแม้เรามีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ทำให้สังคมสามารถติดตามร้องขอข้อมูลข่าวสารได้ตามสมควร ก็ยังมีขั้นตอนยุ่งยากที่ควรได้รับการปรับปรุงอีกมาก

การให้ข้อมูลภาคบังคับในหลายๆ เรื่อง ควรจะมีการกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น การศึกษาความคุ้มค่าในโครงการลงทุนภาครัฐอย่างละเอียด การติดตามประเมินผลของการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การจัดซื้อจัดจ้างทุกกระบวนการ การกำหนดเงื่อนไขรายละเอียด การกำหนดราคากลางและการเปิดเผยผลการประมูล รวมทั้งการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ตามวิธีการสากลซึ่งในหลายๆ ส่วนก็ได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว

ส่วนในภาครัฐวิสาหกิจ ถึงแม้ว่ามีจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็น่าจะมีการบังคับให้มีกระบวนการเปิดเผยข้อมูล และมาตรฐานบรรษัทภิบาลในระดับเดียวกับบริษัทจดทะเบียน โดยมีสำนักกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) คอยติดตามดูแลควบคุม ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนระบบบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีให้เป็นสากล โดยคงให้ สตง. ทำหน้าที่เหมือนผู้ตรวจสอบภายในต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้โดยสะดวก

มาตรการที่ห้า 
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน เรามีรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 10 แห่ง แต่ก็กล่าวได้ว่าไม่เคยมีการแปรรูปโดยสมบูรณ์เลย ภาคการเมืองและข้าราชการยังคงมีบทบาทและอิทธิพลเหนือรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่จดทะเบียน และยังคงสภาพ “การผูกขาด” อยู่ไม่น้อย

ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสมากขึ้นไม่น้อย มีการติดตามตรวจสอบมากขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ซึ่งผมขอยืนยันได้ว่าดีกว่าไม่จดทะเบียนมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าปราศจากพฤติกรรมไม่ชอบโดยสิ้นเชิง รัฐควรจะดำเนินการแปรรูปต่อให้สมบูรณ์โดยขจัดหรือมีวิธีควบคุมสภาพ “การผูกขาด” เสียก่อน แล้วจึงจะขายหุ้นให้หมด ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความโปร่งใสแล้ว ยังจะเพิ่มประสิทธิภาพปริมาณและลดต้นทุนสินค้าและบริการอีกด้วย นอกจากนั้น รัฐยังควรที่จะดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการอีกด้วย

ผมขอยกคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ Margaret Thatcher ที่ว่า “When state owns, nobody owns. When nobody owns, nobody cares.”

มาตรการที่หก 
การเปิดเสรีระบบเศรษฐกิจยิ่งขึ้น เป็นทฤษฎีที่ยอมรับกันโดยสากลว่า วิธีการลดคอรัปชั่นโดยเฉพาะในส่วนของการซื้อหาความได้เปรียบในภาคเอกชน ก็คือการขจัดเงื่อนไขที่กีดกันการแข่งขันโดยสมบูรณ์ให้มากที่สุด การส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง ลดเงื่อนไขการจำกัดจำนวนใบอนุญาต รวมทั้งเงื่อนไขมาตรฐานผู้เข้าแข่งขัน ให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นและเกี่ยวข้อง ลดการใช้วิจารณญาณของผู้มีอำนาจรัฐ ยกเลิกการกำหนดราคาที่บิดเบือนกลไกตลาด ในทางทฤษฎีแล้ว การแข่งขันโดยสมบูรณ์ในกลไกทุนนิยมเสรีเป็นเงื่อนไขขจัดคอรัปชั่นที่ดีที่สุด การกีดกันทางการค้าทุกชนิดรวมทั้งการอ้างชาตินิยมเพื่อกีดกันด้านสัญชาติ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกกับนักธุรกิจกลุ่มเล็กเท่านั้น ผู้บริโภคและประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นผู้รับภาระสำหรับกำไรส่วนเกินที่เกิดขึ้น

มาตรการที่เจ็ด 
การส่งเสริมองค์การภาคประชาชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์และระบบการทำงานที่ชัดเจนในการต่อต้านคอรัปชั่น โดยมีทรัพยากรที่มีคุณภาพ มีกระบวนการที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้านหรือ ‘Watchdog’ คอยเป่านกหวีด หรือที่เรียกว่า Whistle Blower ที่กว้างขวาง มีความสามารถในการวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลต่างๆ มีการเผยแพร่และประสานงานกับฝ่ายปราบปรามอื่นๆ อย่างมีประสิทธิผล เช่น สำนักข่าวเจาะหรือที่เรียกว่า Investigative Reporter ที่มีความเป็นอิสระเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในหลายๆ ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในประเทศเรา สำนักข่าวหลักทั้งหลายยังไม่ค่อยทำหน้าที่นี้นัก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะยังต้องพึ่งอำนาจรัฐและรัฐวิสาหกิจ ในเรื่องสัมปทานหรือรับการสนับสนุนงบโฆษณาและจัดรายการต่างๆ ในสัดส่วนที่สูง

นอกจากนี้ องค์กรเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น น่าจะจัดสรรทรัพยากรส่วนหนึ่งเพื่อจัดตั้งหน่วยงานที่มีบุคลากรที่มีคุณภาพสูง คอยติดตาม วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นการทุจริตต่างๆ ที่สามารถชี้ประเด็นสู่สังคมและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อดำเนินการต่อไป

มาตรการที่แปด 
การร่วมมือกับนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ ในปัจจุบันมีการตื่นตัวอย่างมากทั่วโลกในความร่วมมือเพื่อช่วยขจัดการคอรัปชั่นในประเทศกำลังพัฒนาและด้วยพัฒนา หลายประเทศได้ออกกฎหมายที่มีบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง เช่น สหรัฐ เยอรมันนี อังกฤษ ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าหน่วยงานรัฐไทยซื้อสินค้าและบริการโดยตรงจากเอกชนของประเทศเหล่านี้ลดลง และมีความร่วมมือกันในหลายๆ ช่องทาง เช่น องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทั้งในส่วนของความรู้ ประสบการณ์ และเงินทุน เช่น World Bank, ADB, Transparancy International, Open Society Institute, Bill & Melinda Gates Foundation เป็นต้น

จะเห็นว่ามาตรการทั้ง 8 ข้อ ที่ผมเสนอ ส่วนใหญ่น่าจะต้องเป็นการริเริ่มโดยภาครัฐ โดยเฉพาะในข้อ 2 ถึงข้อ 6 ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าการขจัดคอรัปชั่นเป็นพันธะสัญญาที่สำคัญ 1 ใน 3 ของนโยบายที่รัฐให้ไว้กับประชาชน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่ค่อยมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากนัก

อย่างไรก็ดี ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 19 (11) และ (13) ไว้อย่างชัดเจน ที่จะนำเสนอมาตรการวิธีการต่างๆ ให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ จึงน่าที่จะเป็นช่องทางสำคัญให้เครือข่ายทั้งกว่าสิบองค์กรจะผลักดันมาตรฐานต่างๆ ผ่าน ป.ป.ช. ซึ่งรัฐบาลย่อมต้องตอบสนอง ยกเว้นจะมีเหตุผลสำคัญที่ชี้แจงต่อประชาชนได้

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาอย่างยืดยาว เป็นความรู้ความเข้าใจทั้งหมดที่ผมมีเกี่ยวกับเรื่องของการคอรัปชั่น กล่าวโดยสรุปคือมี 5 ประเด็น ตั้งแต่ว่า คอรัปชั่นคืออะไร มีกี่ประเภท มีกลยุทธ์สำคัญอย่างไร มีโทษมหันต์อย่างไรบ้าง ประโยชน์ในระยะสั้นที่เป็นภาพหลอนนั้นเป็นอย่างไร และมาตรการขจัด เท่าที่ผมพอจะเรียบเรียงได้มีอย่างไรบ้าง

ย่อมเป็นการแน่นอนว่า การเรียบเรียงโดยศักยภาพอันจำกัดของผม ย่อมขาดความสมบูรณ์อยู่มาก ยังมีข้อผิดพลาด ขาดตกบกพร่องอยู่ไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดเป็นความคิดเห็นโดยเจตนาบริสุทธิ์ เป็นส่วนตัวของผมเพียงผู้เดียว หากมีข้อผิดพลาด ก้าวร้าว ล่วงเกินท่านผู้ใดอย่างไม่สมควร ก็ขอความกรุณาลงโทษผมแต่ผู้เดียว อย่าได้ลงโทษตอบแทนไปถึงองค์กรบริษัทเล็กๆ ที่ผมทำงานอยู่เลย

ท้ายที่สุดนี้ ผมขออนุญาตเล่าประสบการณ์จริงที่ผมได้รับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นอุทาหรณ์ ถึงสังคมไทยในปัจจุบันได้ดี

เมื่อเกิดมหาวิบัติภัยสึนามิเมื่อ 7 ปีก่อน ผมได้มีโอกาสรับใช้เครือข่ายฟื้นฟูชุมชนชายฝั่งอันดามัน หรือที่เรียกย่อๆ ว่า SAN เพื่อช่วยงานวางแผน จัดระบบ และระดมทุน ให้เครือข่ายนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2548 ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่เกาะมุก จังหวัดตรัง ได้พบกับผู้ใหญ่บ้านที่เกาะมุก ท่านได้ปรับทุกข์ถึงความแตกแยกไร้สามัคคีของคนในหมู่บ้าน แทนที่เกิดภัยร้ายแรงจะสามัคคีกัน กลับมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง วิวาทแก่งแย่งกันในทุกเรื่อง ซึ่งเราได้แต่ปลอบใจ ช่วยเหลือ วางแผนให้ตามสมควร

หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน ได้มีโอกาสลงไปเยี่ยมเยียนอีกครั้ง จึงไต่ถามท่านผู้ใหญ่บ้านถึงเหตุการณ์การวิวาท ก็ได้รับคำตอบที่ต้องขอประทานโทษที่ขอใช้ถ้อยคำจริงที่ท่านพูด ท่านบอกว่า

“ก็ดีขึ้นบ้าง แต่ไอ้พวกคนดีทั้งหลายนี่สิ ทะเลาะกันไม่เลิก ต่างคนต่างมี Ego ต่างคนต่างเก่ง ต่างดี ทฤษฎีกูถูก วิธีของกูถูก ของมึงผิด กูดีกว่า แน่กว่าทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น ส่วนไอ้พวกชั่วพวกเหี้ย พอมันแบ่งประโยชน์หารกันลงตัวได้ มันก็เลิกทะเลาะ รักกัน กอดคอกัน สุมหัวกันชั่วได้ต่อไป”
Read more ...

สุพิชา สอนดำริห์

30 ม.ค. 2556
กองบรรณาธิการ Positioning Magazine ธันวาคม 2547

ผู้หญิงที่ติด 1 ใน 50 Young Executives สุพิชา หรือ เอ๋ บรรณาธิการของ Cleo นิตยสารหัวนอกที่เป็น Best Selling สาวรัฐศาสตร์คนนี้ ถึงแม้จะไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับนิตยสารมาก่อนเลย แต่ด้วยการที่มีใจรักในการอ่านหนังสือ และมีความเข้าใจผู้อ่านว่าน่าจะชอบแบบไหน ทำให้เธอปรับนิตยสารเพื่อให้เหมาะกับผู้อ่านที่เป็น Target Group เบื้องหลังความสำเร็จของนิตยสาร Cleo ก็เกิดมาจากผู้หญิงคนนี้แหละ

“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือ ความดีงามในจิตใจ ยึดหลักนี้ไว้ตลอดจะมีความสุข และคนรอบตัวก็มีความสุข” นี่เป็นหลักการที่เอ๋ยึดถือในการดำเนินชีวิต รวมทั้งการทำงาน

Profile

Name : สุพิชา สอนดำริห์
Age : 30 ปี
Education : 
ปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาฯ
ปริญญาโท สาขา International relations จาก Nottingham University, UK

Career Highlights :
เคยเป็น AE อยู่ Ogilvy
เคยเป็น Buyer ที่ Asia Books
ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Cleo

Quote :
“คนฉลาดคือคนที่มีความสุขในทุกขณะ”

Family :
ลูกสาวของนายปรีชาและนางยุพิน สอนดำริห์

Twitter : https://twitter.com/SupichaCLEO

Facebook : http://www.facebook.com/CLEOThailand
Read more ...

นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร กรรมการ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขารัฐศาสตร์

22 ต.ค. 2553
นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร 
การศึกษา : 
ปี 2534 อบรมหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมภาคเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 4
ปี 2513 ปริญญาโท ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
- ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 15

ตำแหน่งปัจจุบัน : 24 มกราคม 2550 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์
12 ธันวาคม 2549 กรรมการพัฒนาระบบราชการ ด้านบริหารรัฐกิจ

การทำงาน/ตำแหน่งหน้าที่ : 1 ตุลาคม 2543 รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายนโยบายและแผน (ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น 1 ต.ค.2545)
1 ตุลาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์
1 ตุลาคม 2541 ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี (นักปกครอง 10)
1 ตุลาคม 2537 ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี (เสนอขออนุมัติครั้งที่ 1)
1 ตุลาคม 2535 ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม
1 ตุลาคม 2534 ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย
1 ตุลาคม 2532 รองผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผนมหาดไทย
11 กรกฎาคม 2527 ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาการเมืองและการปกครอง สำนักนโยบายและแผนงานมหาดไทย
2521 โอนมาสังกัดสำนักนโยบายและแผนมหาดไทย
2510 ปลัดอำเภอตรี กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

ตำแหน่งอื่นๆ : 
24 มกราคม 2550 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์
8 ธันวาคม 2549 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์
12 ธันวาคม 2549 กรรมการพัฒนาระบบราชการ ด้านบริหารรัฐกิจ
29 ตุลาคม 2545 กรรมการพัฒนาระบบราชการ ด้านบริหารรัฐกิจ

รางวัล : 
ปี 2542 ได้รับการยกย่องประกาศเกียรติคุณเป็น ผู้บริหารราชการพลเรือนดีเด่น
Read more ...

Master Toddy ทศพร สิทธิวัจน์

14 ก.ค. 2553
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ทศพร สิทธิวัจน์ หรือ มาสเตอร์ทอดดี้ (อังกฤษ: Master Toddy) เป็นผู้ฝึกสอนมวยไทย โปรโมเตอร์มวยไทยระดับโลก และยังแสดงและออกแบบท่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ในภาพยนตร์ เขายังเป็นผู้สอนนำในรายการเรียลลิตี้ช่องออกซิเจน ที่ชื่อ Fight Girls

เขาเป็นศิษย์ช่างกลปทุมวัน รุ่น 42 เขาเดินทางไปเปิดค่ายมวยที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2518 หลังจาก 16 ปีเต็มที่ทำค่ายมวยที่อังกฤษก็มาเริ่มที่ลาสเวกัส หลังจากนั้นช่องเอ็มทีวีทำสารคดีเกี่ยวกับนักมวยทำสัญชาติอเมริกัน คือคิต โคป, เบน การ์เซีย และแอนโทนี บราวน์ นักมวยในสังกัดในสารคดีที่ชื่อ True Life ในตอนที่ชื่อ I'm A Muay Thai

ทศพร สิทธิวัจน์มีค่ายมวยในสังกัดในสหรัฐอเมริกา 55 ค่าย ในออสเตรเลีย 8 ค่าย

เวบของมาสเตอร์ทอดดี้
Read more ...

Seth MacFarlane

16 มิ.ย. 2553

เซ็ธ แม็คฟาร์เลน

Seth MacFarlane

วันเกิด : 26/10/1973

ที่เกิด : คอนเน็คติกัต  อเมริกา

เซ็ธ แม็คฟาร์เลนเริ่มต้นเข้าวงการด้วยการเรียนทางด้านแอนนิเมชั่นและการออกแบบที่ Rhode Island School of Design ที่ซึ่งเขาได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนสั้นเรื่อง The Life of Larry 

หลังจากย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิส แม็คฟาร์เลนได้เข้าไปมีส่วนร่วมทำงานกับการ์ตูนซีรีส์หลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น Ace Ventura: Pet Detective, Jungle Cubs และ Johnny Bravo

เขาไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง 

เขาเป็นผู้สร้าง การ์ตูนสุดฺฮิต family guy



youtube channal ของเขา http://www.youtube.com/user/SethComedy#p/c/16/oT8J25SJ-Yc

Read more ...

พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (หนุ่ย)

6 มิ.ย. 2553

พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (หนุ่ย) อายุ : 28 ปี 

วัน/เดือน/ปีเกิด : 10 มีนาคม 2521
การศึกษา : ปริญญาตรี ศศบ. สาขาการแสดงและกำกับการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ปีการศึกษา 2543
ภูมิลำเนา : กรุงเทพมหานคร
E-mail : nui@shownolimit.com

ประวัติการทำงาน : 
ปัจจุบัน : :
กรรมการผู้จัดการ บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด (SHOW NO LIMIT)
(ออกาไนเซอร์ด้านไอที และผลิตรายการโทรทัศน์)

กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกมโนลิมิต จำกัด (GAME NO LIMIT)
(ผลิตเกมคอมพิวเตอร์ “ต้มยำกุ้ง”)

กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูดิสก์ จำกัด (DO DISC)
(ผลิตแผ่น DVD Special Features ให้ภาพยนตร์ไทย)
กรรมการ Event Management Club (EMC) ชมรมธุรกิจอีเว้นท์ของ
ประเทศไทย ก่อตั้งโดย 40 บริษัทอีเว้นท์ออกาไนเซอร์ชั้นนำ

ปี พศ. 2546 – 2548 : พิธีกรและสร้างสรรค์รายการCementhai IT Genius ช่อง 9 อสมท.
กรรมการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (Thai Webmaster Association)
ประวัติการทำงานในอดีต :

ปี พศ. 2541-2546 : พิธีกรและทีมงานรายการ IE Show.com ททบ.5
พิธีกรรายการ E-Variety สถานีโทรทัศน์ iTV
(ผลิตรายการโดย บริษัทสแพลช เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด)

ปี พศ. 2545-2546 : ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สแพลช เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด

ปี พศ. 2543 : Project Manager บริษัทไออี อินเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
โปรดิวเซอร์รายการ IE Cyber Radio (วิทยุอินเตอร์เน็ต)
Internet Jockey (iJ) รายการ IE Cyber Radio

ประวัติการทำงานด้านพิธีกร :
พงศ์สุข เริ่มงานด้านพิธีกรตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ในปี พศ.2538 ในขณะที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยม 6 เขาเริ่มปรากฏกายในรายการเคเบิ้ลทีวีเล็กๆ นาม “ไทยสกายทีวี” กับรายการ”แคมปัส ออนแอร์” เป็นรายการคอมมูนิตี้นักศึกษาไทย ที่มุ่งเน้นนำเสนอกิจกรรมนักศึกษา และออกอากาศสด จัดรายการอยู่ร่วม 2 ปี จนสอบเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้ ไทยสกายทีวี ก็พ่ายแพ้เศรษฐกิจ ม้วนเสื่อไปในที่สุด พงศ์สุข จึงหันหลังให้อาชีพพิธีกร แล้วตั้งใจว่าจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ไทย โดยศึกษาด้านการแสดงอย่างจริงจังในรั้วเทา-แดง และไม่ข้องแวะวงการโทรทัศน์อีก

เขาเบนเข็มไปทำละครเวทีอย่างจริงจัง เคยกำกับละครเวที ในเทศกาลสานศิลป์ที่ภัทราวดีเธียเตอร์และร่วมงานละครเวทีมหาวิทยาลัยหลายเรื่อง ทั้งในฐานะโปรดิวเซอร์, ประชาสัมพันธ์ และนักแสดง

จนในที่สุด แวดวงอินเตอร์เน็ตที่เขาหลงไหลชอบเข้าไปพูดคุยเสวนาเรื่องหนัง-ละครเวที ก็จัดงานMeeting ขึ้น โดยมีคนชี้ชวนให้ “นักเรียนละคร” (นามแฝงของพงศ์สุข ในอินเตอร์เน็ต) มารับหน้าที่เป็นพิธีกรของงานในค่ำคืนนั้น โดยคนชี้ชวนมองว่า “นักเรียนละครน่าจะเป็นพิธีกรได้” ค่ำคืนที่แสนจะอบอุ่นของแวดวงอินเตอร์เน็ตได้ผ่านพ้นไป พร้อมๆ กับความสงสัยว่าเขาไปฝึกพูด ซ้อมมุข
มาจากไหน ทำไมถึงคล่อง และหลังจากนั้นไม่นานนักงาน Meeting บนอินเตอร์เน็ตก็จัดขึ้นอีกหลายต่อหลายงาน พงศ์สุขก็ถูกขันอาสาเป็นพิธีกรอีก

จนในที่สุด ณ งาน ICQ Party งานสังสรรค์ใหญ่ของชาวไทยที่ใช้โปรแกรม ICQ ซึ่งจัดโดยคุณปรเมศวร์ มินศิริ หรือ ”นายสนุกดอทคอม” ในเวลานั้น ก็ทำให้เขาได้มาพบกับ “จอห์น รัตนเวโรจน์” นักร้องวงนูโว ที่สนใจเรื่องเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ หลังจากนั้นไม่นาน จอห์น ก็ ICQ หาหนุ่ย เพื่อชักชวนมาเป็นพิธีกรประจำช่วงไอทีในรายการใหม่ ซึ่งตอนนั้นตั้งชื่อว่า “ไออีดอทคอม”

นับจากนั้นมีคนหลายคนยอมรับว่าเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของไอที ด้วยลีลาการอธิบายเรื่องยากๆให้เข้าใจง่าย ดูสนุกสนาน จนทำให้เขาเปิดบริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด เพื่อรองรับงานพิธีกรและจัด Event กิจกรรมส่งเสริมการขายของสินค้าไอทีต่างๆ มากกมาย ด้วยการประยุกต์ความรู้ด้านไอทีมาพัฒนาเป็นโปรแกรมสำหรับการจัดงาน

ต่อจากนั้นไม่นานเขาก็มีโอกาสโชว์เดี่ยวในรายการไอทีความยาว 30 นาที “อีวาไรตี้” ทางไอทีวี และตามด้วย “ไอทีจีเนียส” ที่เขาเป็นผู้สร้างสรรค์รูปแบบรายการใหม่ด้วยตัวเอง

ปัจจุบันเขากำลังสนุกกับรายการทีวี, การจัดอีเว้นท์ทั้งเล็กและใหญ่ ผลิตเกมคอมพิวเตอร์ และแผ่นดีวีดีในรูปแบบแปลกใหม่

ประวัติการทำงานด้านวิทยากร 
ปี พศ. 2543 : 
วิทยากรรับเชิญ รายการของ ดร.จิระ หงษ์ลดารมณ์ UBC 7

ปี พศ. 2544 : 
วิทยากรรับเชิญ รายการของ นพ.พงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา ช่อง 11
: วิทยากรการอบรม “ครอบครัวไอทีกับ Telecom Asia” ครั้งที่ 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
: วิทยากรการอบรม”ครอบครัวไอทีกับ Telecom Asia” ครั้งที่ 2 อาคารซีพี ทาวเวอร์ 2
: วิทยากรโครงการประกวดเวปไซต์สิ่งแวดล้อมกับตาวิเศษ และCDGธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
: วิทยากรการสัมมนาหัวข้อ”อนาคตของเวปไซต์ไทยจะเป็นอย่างไร?” สถาบันเทคโนโลยีพระนคร วิทยาเขตพระนครเหนือ

ปี พศ. 2545 : 
วิทยากรพิเศษ บรรยายหัวข้อ “การนำไอทีมาใช้ในการทำงาน” มหาวิทยาลัย กรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต

ปี พศ. 2546 :
วิทยากรพิเศษ บรรยายหัวข้อ “การตลาดไร้ขีดจำกัด” ห้องประชุมใหญ่
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท
วิทยากรพิเศษ บรรยายหัวข้อ “การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้ในองค์กร” มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
วิทยากรร่วม “แรลลี่อินเทอร์เน็ต” มหาวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น
วิทยากรพิเศษ บรรยายหัวข้อ “ไอทีกับชีวิตจริง” วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิทยากรพิเศษ บรรยายหัวข้อ “เทคโนโลยีสารสนเทศ” ห้องประชุมใหญ่ สถาบันราชภัฏ สวนดุสิต
วิทยากรร่วม “พ่อแม่หนู รู้อินเทอร์เน็ต” โดยเนคเทค ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิทยากรพิเศษ “ก้าวทันไอที ปี2003” โรงเรียนไทยบริหารธุรกิจ ปี 2549 วิทยากรพิเศษ “ทิศทางการพัฒนาโปรแกรมของคนไทย” ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ฯ คณะวิทยาศาสตร์ ม.นเรศวร
ฯลฯ
Read more ...

กาย คาวาซากิ (Guy Kawasaki)

6 พ.ย. 2552

10 ขั้น สู่สุดยอด “ทวีต”


นิวยอร์ก 24 มี.ค. 2552, คุณกาย คาวาซากิ (Guy Kawasaki) นักการตลาดชื่อดังที่เป็นทั้ง MD ของบริษัทลงทุนทางด้านเทคโนโลยีในอเมริกา และคอลัมน์นิสต์ของนิตยสาร Entrepreneur magazine ผู้ซึ่งครองอันดับหนึ่ง ในสังคมออนไลน์ขนาดเล็กที่ชื่อ ทวิตเตอร์ 
(Twitter)ด้วยจำนวนผู้ติดตามความเคลื่อนไหวของเขา (followers) กว่า 91,000 คน ไม่เพียงแต่ชื่อของเขาเท่านั้นที่เป็นที่รู้จัก เว็บไซต์รวมข่าวสารที่เขาเพิ่งเปิดตัวขึ้นมาที่ชื่อ alltop.com ก็นับว่าเป็นเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ช่องทางการประชาสัมพันธ์ผ่านทวิตเตอร์ด้วยเช่นเดียวกัน
กายกล่าวไว้ในงานสัมมนา Search Engine Strategies ว่า “บนทวิตเตอร์นั้น ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าสตีฟจ๊อบส์ หรือ อินเตอร์เน็ตยูสเซอร์โนเนม ก็พิมพ์ได้แค่ 140 ตัวอักษรเท่ากัน” ก่อนที่จะแบ่งยุคของการตลาดออนไลน์ออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ (1) การตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ (2) เน้นไปที่บล็อก และ (3) คือทวิตเตอร์ นั่นเอง
กายยังได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์ 10 ข้อ เพื่อความสำเร็จในการใช้ทวิตเตอร์ (Kawasaki’s 10 Steps to Twitter Success) ได้แก่
1. ถิ่นของโนเนม: ทวิตเตอร์เป็นที่สำหรับการที่คุณจะหาคนในสังคมที่โนเนมแต่ชอบในสิ่งที่คุณทำ เป็นการเปล่าประโยชน์หากคุณจะตั้งเป้าให้คนที่มีชื่อเสียง (บนทวิตเตอร์) มาเขียนเกี่ยวกับเรื่องของคุณ คุณไม่รู้หรอกว่า ใคร ในสังคมทวิตเตอร์ที่จะสนใจในสิ่งที่คุณทำแล้วกลายเป็นคนที่บอกต่อเรื่องเหล่านั้นให้คุณ
2. ไม่เจาะจง: กระจายเรื่องราว ข่าวสาร ออกไปให้กว้างที่สุด อย่าหยุดอยู่เพียงสังคมที่คุณใกล้ชิด มันเป็นเรื่องของการทำให้คุณมีผู้ติดตามมากๆ (followers) เพราะตัวเลขเป็นเรื่องสำคัญ
3. รู้จักตามคนที่เขาตามคุณ: ในขณะที่ กาย มีคนตามถึง 91,000 คน ตัวเขาเองก็ตามคนถึง 97,000 คนเช่นกัน กายได้กล่าวไว้ว่า “ผมคิดว่ามันเป็นการไม่สมควรที่ตัวเราจะคิดว่าเรานั้นมีคุณค่าแก่การ ‘ตาม’ ของคนอื่น แต่ในทางกลับกัน คนอื่นนั้นไม่สำคัญสำหรับเรา (ถ้าเราไม่ ‘ตาม’ เขากลับ)” “ผมไม่ต้องการสื่อสารออกไปในลักษณะที่ว่า ผมมีคนมาตามถึง 91,000 คน แต่ตัวเองกลับ ‘ตาม’ คนอื่นแค่ 50 คน มันก็สะท้อนว่าข้อความของเรานั้น จะมีผลกับคนเพียงแค่ 50 คนเช่นกัน” นอกจากนั้น การที่เรา “ตาม” กลับคนที่เขามา “ตาม” เรานั้น ยังทำให้เขาสามารถส่งข้อความส่วนตัว (Direct message) มาหาคุณได้ด้วย “สิ่งที่เราควรทำก็คือเปิดช่องทางการสื่อสารให้กว้างมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” กายกล่าว
4. วัดความสำเร็จด้วย รีทวีต: การ รีทวีต (ตัวย่อ RT ข้างหน้าข้อความในทวิตเตอร์) คือการบอกต่อ ข้อความที่เราสนใจซ้ำ โดยให้เครดิตกับผู้ที่เป็นคนสร้างข้อความนั้นขึ้นมาด้วย การรีทวีตนั้นนอกจากเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของทวิตเตอร์แล้ว ยังเป็นการชื่นชมอย่างจริงใจจากผู้ที่ รีทวีต ว่าเขานั้น สนใจในสิ่งที่คุณเขียนจริงๆ (ผู้แปล: สรุปว่า ถ้าขอความของคุณมีคน รีทวีตมากๆ ก็แสดงว่าประสบความสำเร็จนั่นเอง)
5. ทำตามอย่าง: กายได้ยกตัวอย่างแบรนด์ดังๆ อย่าง คอมคาสท์ (@Comcast_Cares) และเจ็ทบลู (@jetblue) เป็นตัวอย่างที่ดีขององค์กรที่มีการสร้างทวิตเตอร์ของตัวเอง คนที่อยู่เบื้องหลังทวิตเตอร์ขององค์กร ไม่ใช่ CEO หรือผู้บริหาร แต่เป็นพนักงงานคนหนึ่ง สิ่งที่นำมากระจายผ่านทวิตเตอร์ขององค์กร ไม่ใช่โฆษณา แต่เป็นเรื่องน่าสนใจต่างๆ ที่องค์กรนั้นทำ เป็นตัวอย่างที่ดีที่องค์กรอื่นๆ ควรทำตาม มีเว็บไซต์ที่ชื่อ trebs.com ที่รวบรวมธุรกิจต่างๆ ที่มีทวิตเตอร์เป็นของตัวเองด้วย
6. ใช้การค้นหา: กายยกตัวอย่างคนที่ใช้ฟีเจอร์การค้นหาบนทวิตเตอร์แล้วนำไปสู่การปิดการซื้อขายได้สำเร็จ สิ่งที่คุณควรทำคือ ลองค้นดูในทวิตเตอร์ว่า คนอื่นๆ เขาพูดอะไรเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณบ้าง รวมไปถึงคีย์เวิร์ดสำคัญๆ เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการติดตามด้วยเช่นกัน
7. เลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะ: กายใช้โปรแกรม ชื่อ TweetDeck ที่ช่วยให้สามารถดูข้อความหลายๆ แบบได้สะดวก กายกล่าวว่ามีโปรแกรมเสริมมากมายที่ช่วยให้ผู้คนได้ทวีตอย่างสะดวกสบายตามใจ CoTweet เป็นอีกโปรแกรมหนึ่งที่บริษัทหลายแห่งชอบในความสามารถใช้ทวิตเตอร์พร้อมกันหลายๆ แอคเคาท์ของมัน (ผู้แปล: โปรแกรม Twiterrific เหมาะมากสำหรับผู้ใช้ไอโฟน สามารถถ่ายรูปได้อย่างสะดวกสบาย)
8. เสี่ยงอย่างเหมาะสม: ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จบนทวิตเตอร์ก็ต้องกล้าเสี่ยงบ้าง กายกล่าวว่า คนจำนวนหนึ่งก็คิดว่าสังคมออนไลน์ (social network) นั้นไม่เหมาะสำหรับใช้ทำการตลาด “แต่ผมไม่เคยยึดถือข้อจำกัดนั้น” กายกล่าว ยังมีประเด็นที่มีคนถกเถียงกันถึงความเหมาะสมในการใช้ทวิตเตอร์ เช่น เรื่องของ twitterverse ที่เกี่ยวกับระบบตอบข้อความโดยอัตโนมัติ ว่ามันเป็นสแปมหรือเปล่า รวมไปถึงโปรแกรมอย่าง TwitterHawk ที่จะจับคีย์เวิร์ดที่คุณสนใจ แล้วส่งข้อความออกไปที่เกี่ยวกับสินค้าของคุณและคีย์เวิร์ดนั้น เช่น ถ้ามีคนพูดกันถึงเรื่องกีฬา (sport) ก็จะส่งข้อความออกไปอัตโนมัติว่า “สนใจเรื่องกีฬามาดูที่ alltop.com สิ” (ผู้แปล: เว็บไซต์ข่าวหลายๆ แห่งของไทย ก็มีการส่งข้อความทวิตเตอร์ออกไป เมื่ออัพเดทเนื้อหาบนเว็บ เช่นกัน)
9. ทำทุกอย่างให้แชร์ง่ายๆ: “ผมแนะนำให้เว็บหรือบล็อกของคุณ ติดตั้งปุ่ม แชร์ไปยังเฟสบุ้ค แชร์ไปยังทวิตเตอร์ คุณไม่รู้หรอกว่าวันวันหนึ่งมีคนใช้งานปุ่มพวกนี้เท่าไร” กายกล่าว และด้วยการใช้งาน TwitterFeed ทำให้คุณสามารถจะรีทวีตข้อความที่ “คนอื่นที่คุณสนใจ” เขาส่งออกมา กายยกตัวอย่างมีคนจำนวน 590 คน (ฮาร์ดคอร์-ทวิตเตอร์) ที่ตั้งโปรแกรมให้รีทวีตสิ่งที่เว็บ alltop.com ของเขาส่งออกมา ต้องยอมรับว่าคนที่ทำอย่างนี้ อาจจะได้รับเมลต่อว่า ว่ารบกวนผู้อื่นด้วยข้อความเชิงสแปม แต่เหล่าฮาร์ดคอร์เหล่านั้นบอกกับกายว่า การที่เขาตั้งให้รีทวีตข้อความของ alltop.com โดยอัตโนมัตินั้น ทำให้เขามีการสนทนากับคนอื่นมากขึ้น เพราะมันน่าสนใจว่าสิ่งที่เขาทวีตด้วยตัวเอง
10. ทนแสบบ้าง: ถ้าคุณใช้ทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือ ก็อาจต้องเผชิญกับภาวะแสบๆ คันๆ บ้าง กายได้ตั้งชื่อกลุ่มคนที่ไม่ชอบการกระทำของเขาบนทวิตเตอร์ว่า ยูเอ๊ฟเอ็ม (UFM – unfollow me) ซึ่งย่อมาจากคำที่หมายความว่า “ไม่ต้องมาตามฉัน” คนเหล่านี้จะพูดว่า กายไม่ได้ใช้ทวิตเตอร์อย่างถูกวิธี หรือ กายเป็นนักส่งสแปม 
คนเหล่านี้บอกว่าทวิตเตอร์นั้นมีไว้สำหรับเรื่องเล่นๆ สบายๆ ในชีวิตประจำวันเช่น การเล่นกับหมาแมว หรือ สิ่งที่คุณคิดขณะนั่งอยู่ที่ร้านสตาร์บัคส์ “ผมทำในรูปแบบที่ต่างออกไป แบบสุดโต่ง ซึ่งผมก็ได้รับการไม่เห็นด้วย และการต่อว่าบ้าง แต่หากไม่ใช่เพราะการใช้ทวิตเตอร์ของเขาแบบนี้ แบรนด์ของเขาก็คงไม่เกิดขึ้นอย่างทุกวันนี้” กายกล่าว 
Read more ...

ทูซิท-กินดื่ม โตด้วยทฤษฎี "รวยเพื่อน"

15 ต.ค. 2552

ทูซิท-กินดื่ม ร้านอาหารที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจนักดื่มและรักฟังเพลงชิวชิวมานานกว่า 13 ปี ครั้งนี้เปรียบเป็นความท้าทายอีกรอบสำหรับ "โตสิต วิสาลเสสถ์" บนโจทย์การเติบโตที่ว่าด้วยการ "หาเพื่อน"

ร้านอาหารติดแบรนด์ ความสำเร็จที่ ทูซิท และกินดื่ม ร้านอาหารสำหรับคนรัก "กิน-ดื่ม-ฟัง" ตามแบบฉบับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่

"โตสิต วิสาลเสสถ์"

เข้ามาลุยเต็มตัวเมื่อ 13 ปีที่ผ่านมา หลังตัดสินใจสลัดอาชีพไกด์แล้วเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารโดยมีเพียงความชอบธุรกิจนี้ และนิยมเกาะติดไลฟ์สไตล์ของคนเป็นทุน ส่วนเรื่องตัวเงินนั้น เจ้าตัวบอกว่า เริ่มจาก (ตัวเลข) ติดลบ
ท่าพระอาทิตย์ ทำเลที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ ซึ่ง "โตสิต" เลือกให้เป็นจุดเริ่มของ "กินดื่ม" ในปี 2537 ด้วยคอนเซปต์เพลงอะคูสติก บรรยากาศดี และอาหารอร่อย ทำให้แรกเริ่มถึงปัจจุบันแบรนด์นี้ประสบความสำเร็จด้วยดี จากส่วนผสมของทั้ง "ศาสตร์+ศิลป์" ที่เติมเต็มเข้าไปในร้าน

"เพราะเราเห็นจากต่างประเทศจากการเดินทางบ่อยในอาชีพไกด์ พบว่าธุรกิจส่วนใหญ่มักใช้ไลฟ์สไตล์เป็นตัวนำ คนไม่ได้ไปแค่กินอาหาร แต่ต้องการไปดูสตอรี่ของตึก ดูไลฟ์สไตล์ และตัวตนของธุรกิจด้วย"

เรียกว่า ครบทั้ง "รูป รส กลิ่น เสียง" สัมผัสแห่งศาสตร์ และศิลป์ ที่ "โตสิต" มองว่า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับธุรกิจร้านอาหาร

เขา ขยายความว่า เปรียบเหมือนกับการทำอาหาร ที่ต้องประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรก วัตถุดิบ เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เลี้ยงหมู ไก่ มาอย่างไรถึงจะได้คุณภาพที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่จับต้องได้ และรู้ที่มาที่ไป

ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ฝีมือคนทำ ซึ่งหมายถึง ศิลปะ ของการปรุงแต่งให้ออกมาเป็นอาหารรสชาติดีและถูกปาก

ในทางกลับกัน แม้จะเป็นกุ๊กเทวดา แต่วัตถุดิบที่นำมาใช้ไม่ได้คุณภาพ ต่อให้อร่อยแค่ไหนเมนูนั้นก็คงถูกปฏิเสธ

"ผมว่า ต้องเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เวลานี้คนทำธุรกิจจะมองเรื่องวิทยาศาสตร์เยอะกว่า แต่ยุโรปมองผสมกันมานานแล้ว อาทิ ดื่มไวน์ มีที่มาที่ไป ถึงจะยังไม่ได้กิน ความรู้สึกตอบรับไปแล้วกว่าครึ่ง"

หลังความสำเร็จจากจุดเริ่ม การแตกหน่อแบรนด์ "ทูซิท" แบรนด์ที่สองของกลุ่มก็เกิดขึ้นตามมาติด ๆ โดยจับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างออกไป

กินดื่ม ชัดเจน กับ คนข่าว คนทำหนัง และโฆษณา ที่เข้ามาเป็นขาประจำที่นี่ ส่วนทูซิท จะหลากหลายกว่า

ความสำเร็จก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงแรก ๆ จากนั้นก็คลอดจำนวนสาขาอื่น ๆ ตามมา ทั้งกินดื่ม สามย่าน และทูซิท สยาม เพราะ "โตสิต" มองว่าถ้าสามารถปักธงในสยามได้ ก็ถือซัคเซส เหมือนเป็น การสร้าง Brand Awareness และสาขานี้ก็ทำให้มีชื่อเสียงยิ่งขึ้นในกลุ่มลูกค้า

ปัจจบัน กินดื่มมี 2 สาขา คือ พระอาทิตย์ กับสามย่าน ขณะที่ ทูซิท มี 2 แห่งที่ สยาม และสุขุมวิท

วันนี้ หากมองในแง่ของความแข็งแกร่งระหว่าง 2 แบรนด์ในมือ ทูซิท เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็งแล้วในสายตา "โตสิต" และจากนี้ก็ถึงเวลาของการขยายผล

แต่การจะเติบโตได้นั้นมี 2 แนวทางให้เลือก

ทางแรก ลุยเดี่ยว กับสอง คือ "หาเพื่อน" มาเป็นแขนขา

"โตสิต" บอกว่า หากต้องการรวยเร็ว ทำเองดีที่สุด แต่ในเชิงบริหารจัดการ และความยั่งยืน แฟรนไชส์ เป็นคำตอบที่ดีที่สุด


และเส้นทางที่ "โตสิต" มองคือ การจะเติบโตได้นั้น ต้องใช้ระบบแฟรนไชส์เข้ามาช่วย

เริ่มตั้งแต่การนำประสบการณ์และระบบการบริหารจัดการร้านอาหารให้เป็นระบบสำหรับแฟรนไชส์ที่จะนำไปปฏิบัติได้ทันที

หลัก ๆ เป็นเรื่องของซิสเต็ม "โตสิต" บอกไว้ เพียงแต่ระบบของเรานั้นต้องการการผสมศิลปะทางด้านอาหาร ต้องใช้ Emotional เข้ามาด้วย ไม่ใช่ฟาสต์ฟู้ดที่เข้ามานั่งทานเร็วๆ แล้วกลับ

โมเดล เริ่มต้นที่นำเสนอนั้นอยู่ที่ไซส์ขนาด 200 ตารางเมตร ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 4 ล้านบาท (ระยะเวลา 10 ปี) โดยหนึ่งในเรื่องยากของการเปิดสาขาอยู่ที่ การมองหาทำเลที่สะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์ ทูซิท ที่ต้องมีบรรยากาศพักผ่อน The Regulation Resturant หรือ ร้านอาหารเพื่อการพักผ่อนเป็นส่วนผสม

"ผมต้องเลือกทำเลที่เหมาะกับการพักผ่อนเพื่อสร้างตัวตนให้โดดเด่น ให้คนนึกถึงเราอย่างชัดเจน โดยหวังให้เกิดการบอกต่อไปยังกลุ่มเพื่อน ๆ ให้มาหา และคบหาเราต่อไป"

การจะสำเร็จได้ต้องมี 5 Core Competency เป็นส่วนผสม ได้แก่ รสชาติ ทำเล บริการ บรรยากาศ ราคา ทุกอย่างต้องเหมาะสมกัน หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด อาจหมายถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวที่จะตามมา

สาขาเชียงใหม่ หนึ่งในกรณีศึกษาที่เจ้าตัวออกปากว่า เป็นการขาดส่วนผสมในเรื่องของทำเลที่ตั้งที่จะสร้างบรรยากาศได้ตามคอนเซปต์ของร้านอาหารเพื่อการพักผ่อนได้ เมื่อผสมกับระยะทางไกลทำให้ยากต่อการบริหารจัดการ ทำให้ต้องยกเลิกสาขาดังกล่าวไป

แฟรนไชส์ที่ถนนหลังสวน และการ์เด้น อินทาวน์ รามอินทรา เป็น 2 สาขาของก้าวแรกที่ ทูซิท ออกสตาร์ท ส่วนแผนงานต่อไปนั้น "โตสิต" มองไว้ที่ 3-4 แฟรนไชส์ต่อปี

ในช่วงที่เศรษฐกิจระส่ำ พฤติกรรมคนทานอาหารนอกบ้านยิ่งหดหายและรัดกุมกับเงินในกระเป๋ามากขึ้น โตสิต บอกว่า ขณะที่แฟรนไชส์ ก็ต้องขยาย แต่การหันมาเก็บกวาดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นยังเป็นอีกความจำเป็นที่ต้องทำเพื่อรับมือกับปัญหาที่ต้องเผชิญกับยอดขายที่หดลง จากลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ทานนอกบ้าน หรือเลือกทานอาหารในร้านที่ถูกลง และ ความถี่น้อยลง

"แน่นอนเราต้องอัดการตลาด" โตสิต บอก โดยเน้นทำกิจกรรมภายในร้าน มีประกวดจัดดนตรี ทูซิท อคูสติก คอมเพ็ททิชั่น นอกเหนือจากกิจกรรมในเทศกาลสำคัญ ๆ อาทิ วันพ่อ วันแม่ วาเลนไทน์ ลอยกระทง ปีใหม่

จากนั้นหันมาจัดระเบียบภายในร้าน โดยควบคุมต้นทุนทุกส่วนให้สอดคล้องกับดีมานด์ที่เกิดขึ้น


"เราไม่ลดปริมาณ ไม่ลดคุณภาพ เพียงแต่บริหารจัดการให้ทุกอย่างสลิมขึ้น โดยออเดอร์สินค้าสำหรับขายให้สอดคล้องใกล้เคียงกับปริมาณขายในแต่ละวัน รวมถึงการปรับกำลังคนให้มีความเหมาะสมกับการให้บริการในแต่ละช่วงเวลา"


รวม ๆ แล้วทราฟฟิกลูกค้าเราหายไป 30% หากเทียบสถานการณ์วันนี้กับเหตุการณ์ก่อนปฏิวัติในปี 2549 โดยยอดขายหดลง 12% แต่ที่สนใจคือ กำไรโต 3-4% ซึ่งเป็นผลมาจากการดูแลต้นทุนที่ดีขึ้นนั่นเอง

สำหรับแผนงานในอีก 3-5 ปีข้างหน้า "โตสิต" มองถึงอนาคตของแฟรนไชส์ว่า น่าจะทำรายได้เกินครึ่งจากรายได้รวม โดยปีที่ผ่านมาเรามียอดขายเกือบ 100 ล้านบาท

การเติบโตของ ทูซิทในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ ทั้งแฟรนไชส์ ซัพพลายเออร์ รวมถึงพนักงานในร้านที่จะมาช่วย ตามสไตล์ที่ว่า

"เราไม่ควรทำทั้งหมด แต่แบ่งภาระให้คนอื่นในการบริหารจัดการ ตัวอย่างที่ชัดเจน วันนี้น้ำดื่มภายในร้าน ผมก็ไม่ทำ เพราะมีน้ำสิงห์เป็นเพื่อน นอกจากนี้ยังมีพนักงาน นักดนตรี ที่เป็นแม่เหล็กชั้นดีดึงคนเข้าร้าน เป็นต้น"

อาจเรียกว่า "แฟรนไชส์" เป็นคำตอบของแบรนด์ยั่งยืน และธุรกิจยั่งยืนของ "โตสิต" ในรอบ 3-5 ปีนับจากนี้
Read more ...

กมล เอี้ยวศิวิกูล กรรมการผู้จัดการ สโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ

11 ต.ค. 2552
"กมล เอี้ยวศิวิกูล" เจ้าพ่อนู้ด กับพระเครื่อง

"เจ้าพ่อนู้ด เจ้าพ่อตลาดหลักทรัพย์ เจ้าพ่อปั่นหุ้น" เป็นฉายาที่สื่อมวลชนขนานนามให้กับ นายกมล เอี้ยวศิวิกูล กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ไมด้า แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน)
และ

เจ้าของนิตยสารเพนท์เฮาส์
แต่เจ้าตัวกลับไม่ชอบเลย พร้อมกับให้เหตุผลโต้แย้งว่า

"เพราะผมไม่ได้เป็นแบบที่เขาให้ฉายาผม บอกตรงๆ ได้รับฟังมาใหม่ๆ ผมรับไม่ค่อยได้ มาวันนี้ก็พยายามที่จะไม่นำสิ่งเหล่านี้มาคิดให้รกสมอง ไปร้องบอกใครก็ไร้ประโยชน์ วันนี้ผมทำได้ด้วยการปลงกับชีวิตมันก็จะเกิดเป็นความสบายใจ"

กมล ยืนยันว่า ตลอดชีวิตไม่เคยปั่นหุ้นกิน ชีวิตวันนี้พอใจกับสิ่งที่เป็นแล้ว ได้สัจธรรมชีวิตที่ว่าเกิดมาเราก็ตายเป็นของธรรมดา ประกอบกับส่วนตัวเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องโชคลาง ในทางกลับกันเชื่อว่าถ้ามีความพร้อมทางธุรกิจ ถ้าธุรกิจมีทุนพร้อม มี ประสบการณ์ และอยู่ในทำเลที่ดี ทำอย่างไรก็ไม่มีทางเจ๊ง เพราะคำว่า ดวงดี ก็คือ จังหวะดี สมัยนี้คนต้องไขว่คว้าหา โอกาส จะให้ราชรถมาเกยหน้าบ้านสมัยนี้ไม่มีแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยขาดทุน ไม่เคยผิดพลาด เพียงแต่คนเราสามารถนำความผิดพลาดเหล่านั้นมาเรียนรู้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

สำหรับพระพุทธรูปต่างๆที่มีไว้ภายในห้องทำงานมากมายนั้น ก็จะได้มาจากเพื่อนที่สนิทกัน หรือพระพุทธรูปบางส่วนก็จะได้จากการหาเช่ามาบูชาเอง พระพุทธรูปจึงแบ่งบูชาเอาไว้ที่บ้านทั้ง ๕ แห่ง มีหลายคนอาจจะถามว่าทำไมถึงมีพระพุทธรูปอยู่เต็มห้อง ความจริงแล้วมันอาจเป็นเรื่องขัดแย้งกับฐานะที่เจ้าของนิตยสารเพนท์เฮ้าส์ ที่เป็นภาพถ่ายของผู้หญิงไร้เสื้อผ้าปกปิด

"ผมอยากจะบอกว่าตัวตนจริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนเล่นพระพุทธรูปเป็นเหมือนเซียนพระทั่วไป เพราะเป็นคนที่มีมองเกี่ยวกับพระพุทธรูปเหล่านี้ว่า เป็นเหมือนศิลปะอย่างหนึ่ง ประกอบกับพระแต่ละองค์ก็มีความสวยงามงดงามแตกต่างกันไป แต่ผมก็กล้าถ้าได้ว่าคงไม่มีผู้ชายคนไหนที่ไม่ชอบเรือนร่างของผู้หญิงที่เป็นศิลปะงดงาม ผมจึงคิดว่าไม่เห็นแปลกที่จะมีผู้ชายคนหนึ่งจะออกมารับว่าชอบดูภาพนู้ดหรือชอบดูภาพโป๊ มันก็เป็นความต้องการของผู้ชายกลุ่มหนึ่ง มันคงไม่ต่างอะไรกับบุหรี่ที่รณรงค์ไม่ให้สูบ แต่กลับมีการผลิตออกมาขาย" เจ้าพ่อนู้ดกล่าว

อย่างไรก็ตามเพื่อความให้เข้าใจในศิลปะทุกวันนี้กมลจึงต้องซื้อหนังสือพระพุทธรูปมาอ่านมาศึกษาในแนวศิลปะขององค์พระพุทธรูปต่างๆ อาทิ หนังสือพระพุทธรูป"สุวรรณภูมิ" หนังสือพุทธรูปคู่บ้าน คู่เมือง ฯลฯ พร้อมกับให้เหตุผลว่า "เมื่ออ่านแล้วก็จะเข้าใจในฝีมือของบุคคลที่สร้างพระพุทธรูปขึ้นมาแต่ละองค์ว่ามีความหลากหลายเพียงใด หนังสือพระพุทธรูปเหล่านี้ยังสามารถทำให้เรามองเห็นว่า พระองค์ไหนปลอม หรือองค์ไหนจริง" สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเจ้าพ่อนู้ดสนใจงานศิลปอย่างจริงจัง คือ พระพุทธรูปที่ตั้งโชว์หรือบูชาไว้ภายในห้องล้วนแล้วมองว่ามีความสวยความงดงามในความเป็นศิลปะที่แตกต่างกันไป ส่วนใครจะมองเป็นความศักดิ์สิทธิ์หรือความขลัง ตรงนี้ก็เป็นความเชื่อความศรัทธาของแต่ละคน ขณะเดียวกันก็ยังจ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรมาหล่อพระประธานเพื่อตั้งบูชาภายในบ่อบัวที่อยู่ด้านหน้าบ้านเรือนไทยบนเนื้อที่ ๑๐๐ ไร่ อ.เมือง จ.นครปฐม อีกด้วย

แม้ว่าจะชอบศิลปของพระพุทธรูปต่างๆ แต่กลมกลับไม่ได้แขวนพระเลยสักองค์เดียว ทั้งนี้เขาได้ให้เหตุผลว่า "ทุกวันนี้สังคมไทยมีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ในทางลบ มีพระสงฆ์อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ พระสงฆ์ส่วนหนึ่งที่ดำรงอยู่ในเพศบรรพชิตนั้น ยังมีกิเลสอยากได้อยากมี และไม่เข้าใจว่าทำไมพระสงฆ์ถึงต้องมีมณศักดิ์ ทำไมต้องฉลองวันเกิด ตรงนี้ทำให้ไม่ค่อยเลื่อมใสในตัวพระสงฆ์เท่าใดนัก วันนี้ตนเองกล้าท้าเลยว่าหากใครเดินเข้าไปขอบวชพระตามวัดดังๆ ในกรุงเทพฯ ถ้าบวชได้โดยไม่มีเงื่อนไขจะยกบริษัทให้ทันที เพราะส่วนใหญ่วัดจะอ้างว่ากุฏิเต็มไม่มีที่"

ขณะเดียวกันกมลได้ตัวอย่างให้ฟังว่า มีวัดอยู่แห่งหนึ่งซึ่งมีโรงเรียนอยู่ด้านหน้าวัด พระสั่งให้มีการรื้อโรงเรียนเพื่อนำพื้นที่มาสร้างลานจอดรถ เนื่องจากจะได้ค่าเช่าจอดรถจากเจ้าของรถยนต์เดือนละ ๔,๕๐๐ บาท เมื่อชาวบ้านออกมาต่อต้าน ทางวัดก็ไม่เลิกล้มโครงการ จึงเลื่อนไปทำที่จอดรถยนต์ด้านในของวัดแทน เมื่อวันนี้ภาพรวมของวัดส่วนใหญ่กรุงเทพฯ มุ่งทำธุรกิจมากกว่าจะหลักธรรมมาสอนประชาชน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะถูกปลูกฝังเรื่อการทำบุญมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยแม่ชอบทำบุญ ดูหมอ บางครั้งก็ชอบไปดูเจ้าเข้าทรง แม่ไปไหนก็จะตามแม่ไปตลอด ทำให้เกิดความศรัทธาในวัด ตั้งใจทำบุญ ไปไหนเจอพระสงฆ์ก็ต้องกราบ แต่เมื่อโตขึ้นกลับรู้สึกไม่สบายใจที่วัดต่างๆ ทำไมต้องสร้างโบสถ์ ศาลาใหญ่โตหรูหราใช้งบประมาณก่อสร้างเป็นสิบๆล้านบาท เห็นแล้วมันเกินความจำเป็นหรือไม่ เพราะเมื่อมองไปเห็นหมาขี้เลื้อนกลับไม่มีการซื้อยามารักษา

ผมเชื่อเรื่องบาปบุญ ใครทำบาปก็จะได้ทุกข์ แต่ความทุกข์นั้นจะมาเยือนเราได้ บุญที่มีอยู่ต้องมีการใช้ให้หมดไปก่อน บาปกับบุญจึงนำมาหักล้างกันไม่ได้ บางคนในสังคมไทยโคตรเลว แต่ทำไมถึงได้ดิบได้ดีในสังคม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะชาติก่อนเขาทำบุญเอาไว้มากพอ เมื่อชาตินี้บุญเก่ายังไม่หมด บาปที่เขาทำเอาไว้อาจต้องไปรับในชาติหน้าก็ได้" นี้คือความเชื่อเจ้าพ่อนิตยสารเพนท์เฮ้าส์ พร้อมกับพูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า

ถ้าชาติหน้าผมเลวไปเกิดเป็นหมาที่อดอยาก หรือเป็นหมาผู้ดี หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมอยากถามว่าผมรู้ไหมว่าเกิดจากทำเลวในชาตินี้หรือเปล่า ผมก็ตอบไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าผมเป็นหมามันก็คงคิดตามประสาหมา ผมเองจึงไม่ค่อยได้มองอะไรไปถึงชาติหน้า เพราะผมก็ไม่รู้ด้วยว่าชาติหน้าจะมีหรือไม่มี วันนี้ผมจึงอยู่กับปัจจุบัน ทำอะไรแล้วมีความสุขผมก็จะทำ เพราะผมเชื่อในเรื่องของความกตัญญูว่า ทำดีกับพ่อแม่ได้มากแค่ไหน ก็จะได้ผลกลับมาเมื่อมีลูก ลูกก็จะทำเหมือนเรา นี่เป็นการทดแทนบุญคุณ
Read more ...

อัลเฟรด โนเบล

11 ต.ค. 2552
อัลเฟรด โนเบล

อัลเฟรด แบร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel)


21 ตุลาคม พ.ศ. 2376, สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ถึง 
10 ธันวาคมพ.ศ. 2439, ซานเรโม ประเทศอิตาลี 

นักเคมีชาวสวีเดน วิศวกร นักประดิษฐ์ ผู้ผลิตอาวุธและผู้คิดค้นดินระเบิดไดนาไมท์ 
เขาเป็นเจ้าของบริษัทโบโฟรส์ (Bofors) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ โดยเขาได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของโรงงานจากเดิมที่เป็นโรงงานเหล็กและเหล็กกล้า มาเป็นโรงผลิตปืนใหญ่ และอาวุธต่างๆ

ในพินัยกรรมของเขา เขาได้ยกทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลได้จากการผลิตอาวุธให้แก่สถาบันรางวัลโนเบล เพื่อมอบรางวัลแก่บุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ เรียกว่า รางวัลโนเบล และในโอกาสที่มีการสังเคราะห์ธาตุชนิดใหม่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อธาตุนั้นตามชื่อของเขา เพื่อเป็นการให้เกียรติ ว่า โนเบเลียม (Nobelium)

ประวัติ 
โนเบล ผู้สืบเชื้อสายมาจากนักวิทยาศาสตร์ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชื่อ

โอลาอุส รุทเบค (Olaus Rudbeck - พ.ศ. 2173 - พ.ศ. 2251) 
และเป็นบุตรชายคนที่ 3 ของ 

อิมมานูเอล โนเบล (พ.ศ. 2344 - พ.ศ. 2415) 

เกิดที่กรุงสต็อกโฮล์มและย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อ พ.ศ. 2385 ที่ซึ่งบิดาผู้คิดค้นวิธีทำไม้อัดสมัยใหม่ได้งานสร้าง "ตอร์ปีโด" ที่นั่น แต่ต่อมาอัลเฟร็ด โนเบลได้ย้ายไปอเมริกาพร้อมครอบครัวเนื่องจากประสบปัญหาทางการเงิน ที่อเมริกาเขาได้ทุ่มเทตัวเองหันมาศึกษาด้านดินระเบิด โดยเฉพาะชนิดที่มีความปลอดภัยในการผลิตโดยใช้
 
"ไนโตรกลีเซอร์รีน" (nitroglycerine)
 
ซึ่งค้บพบในปี พ.ศ. 2390 โดย 

แอสคานิโอ โซเบรโน

ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับเขาที่มหาวิทยาลัยโทริโน หรือมหาวิทยาลัยแห่งตูริน อิตาลี มีรายงานว่าได้มีการระเบิดขึ้นบ่อยครั้งในโรงงานของครัวของโนเบล ครั้งที่รุนแรงถึงชีวิตในปี พ.ศ. 2407 ได้คร่าชีวิตของน้องชายชองอัลเฟร็ต โนเบลพร้อมคนงานอีกหลายคน

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา ได้มีการมอบรางวัลโบเบลเมื่อเป็นเกียรติแก่ชายและหญิงหลายคนจากทุกมุมโลกผู้ซึ่งได้คิดค้นหรือมีผลงานที่ดีเด่นในสาขาต่างๆ ได้แก่สาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณคดีและด้านสันติภาพ การจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบลเกิดขึ้นตามพินัยกรรมฉบับสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2438 ด้วยจำนวนเงินก้อนใหญ่มากที่โนเบลได้มอบให้

ก่อนเสียชีวิตไม่นานัก อัลเฟร็ต โนเบลได้เขียนบทละครเศร้าชื่อ "เทวฑัณท์" (Nmesis)เป็นบทร้อยแก้วความยาว 4 ตอน เป็นเรื่องเกี่ยวกับสตรีอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมอันลือลั่นในกรุงโรมในยุคนั้น บทละครได้รับการตีพิมพ์พอดีกับช่วงการตายของโนเบล หนังสือทั้งหมดถูกทำลายทันทีหลังการตายของเขา แต่ก็มีเหลือรอดอยู่ 3 เล่ม ที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ใหม่เมื่อ พ.ศ. 2546

ศพของอัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลได้รับการฝังไว้ในกรุงสต็อกโฮล์ม

ดินระเบิดไดนาไมท์


อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบล ได้ค้นพบว่าเมื่อนำสาร ไนโตรกลีเซอรินมารวมกับตัวซึมซับเฉื่อย เช่น ผงไดอะตอมมาเชียส (diatomaceous earth - ผงที่ทำจากซากไดอะตอมชนิดเดียวกับที่ใช้กรองน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป) (ซิลิก้า)(ซึ่งพบโดยบังเอิญ) จะมีความปลอดภัยมากในการผลิต ซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตร ในปี พ.ศ. 2410 โดยใช้ชื่อว่า "ไดนาไมท์" (มาจากคำภาษาอังกฤษ) และได้สาธิตดินระเบิดแบบใหม่ของเขาในปีนั้นในเหมืองแห่งหนึ่งในอังกฤษ 

ขั้นต่อมา โนเบลได้ผสมไนโตรกลีเซอรินกับดินระเบิดชนิดอื่น (gun cotton) ได้สารชนิดใหม่ที่เป็นเยลลี่ใสที่ระเบิดได้รุนแรงกว่าไดนาไมท์ เรียกว่าเจลลิกไนท์ หรือเจลระเบิดซึ่งโนเบลได้จดสิทธิบัตรเมื่อปี พ.ศ. 2419 (ค้นพบโดยบังเอิญขณะมีดบาด แล้วใช้เจลทาแผล)

และก็ได้มีดินระเบิดใหม่หลายชนิดตามมาจาการ ผสมโพแตสเซียมไนเตรทและสารชนิดอื่นๆ ดินส่วนใหญ่ในนั้น เป็นดินที่มีคุณภาพที่ค่อนข้างจะมีมากอยู่หลายชนิด ทำให้ อัลเฟร็ด โนเบล ประสบความสำเร็จในด้านนี้อย่างมากเลยทีเดียว (เป็นประโยชน์ในทางทหาร ทำให้ควันน้อยลงมาก และเป็นดินปืนในปืนกล)
รางวัล


กล่าวกันว่าการตีพิมพ์คำไว้อาลัยการเสียชีวิตก่อนการตายของโนเบล เมื่อ พ.ศ. 2431 (โนเบลโดยหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสฉบับหนึ่งซึ่งประณามการคิดค้นไดนาไมท์(โนเบลตายปี พ.ศ. 2439) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โนเบลตัดสินใจใช้มรดกของเขาในทางที่เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ ในคำไว้อาลัยของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนถากถางไว้ว่า

"พ่อค้าความตายได้ตายไปแล้ว" และเขียนต่ออีกว่า

"ดร. อัลเฟร็ต โนเบลผู้ซึ่งร่ำรวยมหาศาลด้วยการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้จำนวนมากขึ้น เร็วขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนได้ตายเสียแล้วเมื่อวานนี้"

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 ณ สโมสรสวีเดน-นอร์เวย์ ในนครปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของเขาพร้อมคำสัญญายกที่ดินและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้จัดตั้งรางวัลโนเบลสำหรับมอบแก่ผู้ทำประโยชน์ดีเด่นแก่โลกโดยไม่เลือกสัญชาติ

อัลเฟร็ต โนเบล ถึงแก่กรรมด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2439 ที่เมืองซานรีโม ประเทศอิตาลี จำนวนทรัพย์สินที่มอบให้แก่กองทุนรางวัลโนเบลมีมูลค่าในขณะนั้นเป็นจำนวน 31 ล้านโครนหรือ 4,233,500.00 เหรียญสหรัฐฯ

3 รางวัลแรกมอบให้แก่วิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ เคมีและวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือสรีรวิทยา 
รางวัลที่ 4 มอบให้แก่งานด้านวรรณคดี รางวัลที่ 5 มอบให้บุคคลหรือสถาบันที่มีบทบาทสำคัญที่สร้างความปรองดองในระดับนานาชาติ ลดการกดขี่หรือลดจำนวนกองกำลังรบ หรือสร้างสันติภาพ

การมอบรางวัลด้านวรรณคดีมีปัญหาในตอนแรกจากการตีความ โดยตีความว่าให้กับผลงานที่มีความสำคัญมากกว่างานเขียนที่เป็นอุดมคติหรือที่โรแมนติก ทำให้ลีโอ ตอลสตอยไม่ได้รับการพิจารณา การตีความนี้ได้รับการแก้ไขในเวลาต่อมา 


นอกจากนี้ยังมีปัญหาการตีความเกิดขึ้นอีกหลายกรณี โดยเฉพาะระหว่างงานด้านวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ซึ่งตีความกันว่าโนเบลมุ่งให้เฉพาะวิทยาศาตร์สาขาฟิสิกส์ ทำให้วิศวกรไม่ได้รับการพิจารณาต้นเหตุเกิดจากการที่โนเบลไม่ได้ปรึกษาหารือผู้ใดเกี่ยวกับความเฉพาะของสาขาในการเขียน และการเขียนก็สั้นเพียงหน้าเดียว


ข่าวลือรางวัลโนเบล


การที่ไม่มีรางวัลโนเบลในสาขาคณิตศาสตร์อยู่ด้วยนั้น มีข่าวลือกันในขณะนั้นว่าการที่โนเบลไม่ยอมให้มีสาขาคณิตศาสตร์มีสาเหตุจากผู้หญิง ซึ่งอาจเป็นคู่หมั้นเก่าหรือภรรยาลับที่ปฏิเสธความรักของเขา หรือโกงเขาและจากไปอยู่กับนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ กอสตา มิตแทก เลฟเฟลอร์ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดทางประวัติศาสตร์ที่สนับสนุนข่าวลือนี้

อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลเป็นคนโสดไม่เคยแต่งงานตลอดชีวิต
Read more ...