แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็กยากจน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็กยากจน แสดงบทความทั้งหมด

"ลีเมียงบัค": จากเด็กยากจนสู่ ปธน.โสมขาว

2 เม.ย. 2555
เอเอฟพี - ลีเมียงบัค ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเรื่องราวการไต่เต้าจากผ้าขี้ริ้วสู่ทอง จากเด็กเร่ขายอาหารตามท้องถนน คนเก็บขยะ สู่ตำแหน่งซีอีโอของบริษัทฮุนได นายกเทศมนตรีกรุงโซล และผู้นำแดนโสมขาว

ลี ซึ่งเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในวันนี้(25) ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติและผู้นำประเทศต่างๆราว 45,000 คน ได้ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จากการชูนโยบายจุดขาย นั่นคือ "เศรษฐกิจ มาเป็นอันดับหนึ่ง"

ในประเทศที่ถอยเข้าสู่ภาวะยากจนอย่างแสนสาหัส ภายหลังเกิดสงครามเกาหลี ระหว่างปี1950 - 1953 นั้น ลีไม่เพียงแต่เป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวที่มีพื้นเพเป็นคนยากจนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำคนแรกที่มีภูมิหลังมาจากภาคธุรกิจ
        
ลีเกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปี1941ที่เมืองโอซากา ญี่ปุ่น โดยพ่อแม่ลีอพยพไปอยู่ที่เมืองนี้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี ครอบครัวของลีย้ายกลับมาอยู่ที่เกาหลี ไม่นานหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่2 เมื่อปี1945 และยุติการยึดครองคาบสมุทรเกาหลี

ลีระลึกความหลังสมัยวัยเด็กว่า ตนมีชีวิตที่ยากจนแสนสาหัส ดังเช่น ต้องช่วยแม่ขายอาหารและไม้ขีดไฟ ตามท้องถนน

หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ลีก็เข้าสู่กรุงโซล พยายามเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยทำงานเป็นกรรมกรเก็บขยะในช่วงกลางวัน และใช้เวลาช่วงกลางคืนอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์

ลีจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเกาหลีใต้ เมื่อปี1965 อย่างไรก็ดี ลีก็พบว่าตนเองหางานทำได้ยาก เนื่องจากในปี1964 ลีถูกตัดสินจำคุก ฐานร่วมประท้วงต่อต้านการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น

ลีได้ร้องทุกข์โดยตรงต่อทำเนียบประธานาธิบดี หลังจากนั้นลีได้พูดคุยกับผู้ช่วยคนหนึ่งของประธานาธิบดี แล้วก็ได้รับโอกาสอีกครั้ง

ต่อมา ในปี1965 ลีเริ่มงานที่บริษัทฮุนได วิศวกรรมและการก่อสร้าง และสามารถขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทแห่งนี้ ภายในเวลาเพียง 12 ปี

ลีออกจากบริษัทฮุนไดในปี1992 แล้วลงเล่นการเมือง อย่างไรก็ดี ในปี1998 ลีได้ลาออกจากตำแหน่งส.ส. หลังถูกแฉว่าใช้งบประมาณหาเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

หลังจากนั้น ในปี2002 ลีกลับเข้าสู่สังเวียนการเมืองอีกครั้ง โดยได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงโซล ลีดำเนินแนวทางตามที่เคยใช้ในช่วงบริหารบริษัทฮุนได จนได้รับสมญานามว่า "บุลโดเซอร์" ลีผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนสนับสนุนอย่างมาก ปรับปรุงทัศนียภาพบริเวณลำธารที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโซล

ลีลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ในนามพรรคแกรนด์แนชั่นนัลปาร์ตี้ ซึ่งเป็นพรรคสายอนุรักษ์นิยม ลีเป็นผู้สมัครที่ร่ำรวยที่สุดที่สนามเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีทรัพย์สินที่แจ้งต่อทางการ 35,3000 ล้านวอน (ราว 38 ล้านดอลลาร์)

ลีถูกคู่แข่งทางการเมืองกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง จากข้อกล่าวหาที่ว่าว่าที่ผู้นำโสมขาวผู้นี้พัวพันกับคดีปั่นหุ้น เมื่อปี2001 อย่างไรก็ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา(21) อัยการพิเศษชี้ขาดว่า ลีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ลีเน้นย้ำว่า "แนวทางปฏิบัตินิยมเชิงสร้างสรรค์" จะเป็นจุดเด่นของรัฐบาลของเขา ทั้งนี้ ลีแทบจะไม่เน้นจุดยืนทางอุดมการณ์อันแข็งแกร่ง เหมือนดังที่อดีตประธานาธิบดีที่มีแนวทางเสรีนิยม ซึ่งก็คือ โนห์มูเฮียน และคิมแดจุง ยึดถือ

ลีหาเสียงโดยชูนโยบาย "747" มุ่งเป้าทำให้เศรษฐกิจเติบโต 7% เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ไปอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ ในขณะเดียวกันก็วางรากฐานทำให้เกาหลีใต้เปลี่ยนไปสู่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ7ของโลก ภายใน 10 ปี

สำหรับนโยบายต่อเกาหลีเหนือนั้น ลีให้คำมั่นว่า จะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ต่อเกาหลีเหนือ หากรัฐบาลโสมแดงปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์
Read more ...

ศ.เออร์วิน คอร์รี่ย์ ผู้เฒ่าคนดังวัย 97 ปี ขายหนังสือพิมพ์ตามท้องถนนเพื่อเด็กยากจน

6 ธ.ค. 2554
โดยกระปุก เมื่อ 18 ต.ค.2554

ภาพของชายชราธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่เดินขายหนังสือพิมพ์และแม็กกาซีนตามสี่แยกบนถนนที่มีการจราจรที่แสนวุ่นวายใจกลางมหานครนิวยอร์ก เป็นภาพที่คนทั่ว ๆ ไปในนิวยอร์กจะเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง หลายคนเดินผ่านไปเฉย ๆ ไม่สนใจ หลายคนซื้อหนังสือพิมพ์จากเขา

แถมหลาย ๆ คนยังมองเขาว่าเป็นขอทานธรรมดา ๆ ที่รู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพเท่านั้นด้วยซ้ำไป แต่จริง ๆ แล้วชายชราคนนี้ไม่ได้เป็นแค่ชายธรรมดา ๆ อย่างที่คิด แต่เป็นชายที่มีดีกรีเป็นถึงศาสตราจารย์เลยทีเดียว

ชายชราคนนี้ ถือเป็นบุคคลสำคัญของสหรัฐอเมริกาเลยก็ว่าได้ เพราะเขาคือ

ศาสตราจารย์ เออร์วิน คอร์รี่ย์ (Professor Irwin Corey) 

ซึ่งมีอาชีพเป็นนักแสดงตลกและผู้นิยมการเมืองฝ่ายซ้ายจัดของสหรัฐฯ ที่แม้ว่าชีวิตจริง ๆ ของเขาไม่จำเป็นต้องออกมาขายหนังสือพิมพ์กลางถนนแบบนี้ ก็อยู่ได้สบาย ๆ แบบมีกินมีใช้ไปตลอดแล้ว แต่เขากลับเลือกทำด้วยจุดหมายอันยิ่งใหญ่คือการนำเงินทั้งหมดเท่าที่จะหามาได้กับช่วงชีวิตที่เหลือ นำไปบริจาคให้การกุศลในคิวบาทั้งหมด

ศาสตราจารย์คอร์รี่ย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทม์ ที่ได้ไปตามติดชีวิตของเขาเอาไว้ว่า สิ่งที่ทำให้ชายวัย 97 ปี คนนี้เลือกที่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันแบบนี้เพื่อการกุศล เป็นผลมาจากการที่ภรรยาของเขาได้จากโลกนี้ไปเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งนั่นนำมาซึ่งความเหงา โดดเดี่ยว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศาสตราจารย์คอร์รี่ย์ จึงคิดได้หากตัวเขาเองมามัวเหงาซึมไปวัน ๆ แบบนี้ เห็นทีจะมีแต่เรื่องแย่ ๆ เลยตัดสินใจหากิจกรรมทำในแต่ละวัน ก่อนจะมาปิ๊งกับไอเดียการขายหนังสือพิมพ์นี้ ซึ่งตัวเขาเองมองว่านี่แหละคือวิธีที่จะช่วยให้เขาเอาชนะความเหงา โดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้ไอเดียที่ว่าเป็นแค่การทำให้ผ่านไปวัน ๆ เขาเลยตั้งจุดประสงค์เอาไว้ด้วยว่า จะนำเงินที่ได้ทั้งหมดไปบริจาคให้กับ

การซื้อและสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรักษาเด็ก ๆ ที่ป่วยแล้วไม่มีเงินในการรักษาตัวในประเทศคิวบา 

ที่แม้บางวันเขาจะหาเงินมาได้ถึง 250 เหรียญสหรัฐอเมริกา เขาก็จะเก็บเงินทั้งหมดนั้นไว้ เพื่อการบริจาคตามความตั้งใจนั้นอย่างมั่นคงและแน่วแน่
ตามประวัติของ ศาสตราจารย์คอร์รี่ย์ แล้ว ในตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขา ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ด้วยการเป็นดาวตลกที่มีผลงานทางโทรทัศน์มากมาย ทั้งการร่วมงานกับอดีตดาวตลก 

“แจ็คกี้ กลีสัน” (Jackie Gleason) 

และ

ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้มากฝีมือและประสบการณ์อย่าง 

“วู้ดดี้ อัลเลน” (Woody Allen) 


ขณะที่ในปี 1940 เขาได้รับการยกย่องให้เป็นศาสตราจารย์ของวงการตลก ด้วยมุขตลกกับการเล่นปริศนาคำทาย ตามมาด้วยการแต่งกายของเขาด้วยชายเสื้อสีดำ เนคไทลายทาง รองเท้าผ้าใบแบบหุ้มข้อ และทรงผมแบบกระเซอะกระเซิง ที่ในที่สุดก็กลายเอกป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาไปโดนปริยาย

ด้านเอเยนต์ส่วนตัวของเขาซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนซี้เลยก็ว่าได้ ได้พูดถึงสิ่งที่ ศาสตราจารย์คอร์รี่ย์ ทำไว้ว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่เขาทำไม่ใช่เพราะต้องการเงินจำนวนมาก ๆ แต่อย่างใด หากเป็นเพียงแค่การทำในสิ่งที่ใจเขาต้องการ ทำในสิ่งที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้แค่นั้น แม้ ณ ตอนนี้ภายนอกของเขาจะดูเหมือนคนไร้บ้าน ยากจน สกปรก ๆ แต่หารู้ไม่ว่าเขานี่แหละคือ "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง" ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทม์ได้ถามในเชิงสรุปเอาไว้ว่า ทั้งหมดที่ทำไปนั้น ทำไปเพื่ออะไร? ศาสตราจารย์เออร์วิน คอร์รี่ย์ ก็ตอบทิ้งท้ายคำถามเอาไว้อย่างสั้น ๆ และได้ใจความแบบง่าย ๆ เลยว่า"แค่ต้องการช่วยเหลือผู้คนเท่านั้น"
Read more ...