แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำรวจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำรวจ แสดงบทความทั้งหมด

พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผู้หาญกล้าจับเจ้าพ่อบูรพา

25 ธ.ค. 2557
โดย...วัสยศ งามขำ โพสต์ทูเดย์ เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2556

ปฏิบัติการจับกุม "สมชาย คุณปลื้ม" หรือ กำนันเป๊าะ มีคีย์แมนคนสำคัญที่คอยวางแผนรวบรวมข้อมูล จนถึงนำเจ้าหน้าที่เข้าจู่โจมจับกุมที่ชื่อว่า "พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล" ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจยิ่ง

พ.ต.อ.อธิป เป็นบุตรชาย พ.ต.อ.สรสีห์ หรือ อุเทนฉิมอร่าม อดีตรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 ผู้ล่วงลับ เกิดตอนบิดารับราชการอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำความได้ว่า นั่งรถโฟล์กเต่าสีฟ้า ป้ายแดง ตระเวนตรวจพื้นที่กับบิดาเป็นประจำ

พอบิดาย้ายเข้านครบาล เขาเลยมาเรียนประถมโรงเรียนปานะพันธุ์ ก่อนต่อมัธยมโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แล้วสอบเข้าเตรียมทหารเลือกเหล่าตำรวจตามรอยเท้าบิดาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 46บรรจุลงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินเจอประสบการณ์เฉียดตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรประจำวันไปตรวจคดีอุบัติเหตุจราจรบริเวณโค้งผีสิงหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

นายตำรวจหนุ่มเล่าว่าเหตุเกิดราวตีสอง ยุคนั้นมีอุบัติเหตุบ่อยมาก เนื่องจากสถานบันเทิงย่านห้วยขวางกำลังบูม คนเมาสุราขับรถเจอทางโค้งแล้วจะเอาไม่อยู่ เราไปตรวจที่เกิดเหตุ วางกรวยยาง กำลังเขียนแผนที่ยืนหันหลังให้รถที่วิ่งมา ได้ยินเสียงรถเบรกเอี๊ยดหลุดโค้งตะแคงไถลมาแต่ไกลระยะห่างกับที่ยืนอยู่ไม่ถึง 10 เมตร

“ผมหันไปเห็นแล้วกระโดดหลบทันที รถคันนั้นพุ่งชนรถที่เกิดอุบัติเหตุก่อนหน้าดังสนั่นเกิดแรงอัดอากาศกระแทกร่างผมกระเด็นไปอีกหลายเมตรเหมือนแรงระเบิดซีโฟร์ พอตั้งสติได้คิดอย่างเดียวลูกน้องเป็นอะไรหรือไม่ ชาวบ้านเจ็บหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าทุกคนปลอดภัยจึงไปดูรถคันเกิดเหตุ คนขับรอดตายปีนออกมาแถมถือขวดเหล้าออกมาด้วย ไม่น่าเชื่อจริง ๆ”

อยู่พหลโยธินไม่นาน พ.ต.อ.อธิป ย้ายเป็นรองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจนครบางซื่อ เจอสำนวนคดีอาญาปีละ 6,000 กว่าคดี ร้อยเวรต้องรับผิดชอบตกประมาณคนละ 600 คดี เขาบอกว่า ตอนนั้นพ่อเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือมักพูดให้ฟังเกี่ยวกับงานสอบสวนว่า มีความสำคัญมาก เพราะมีอำนาจ มีหน้าที่หลายอย่าง มีส่วนช่วยเหลือประชาชนได้ไม่น้อย เชื่อว่า พ่อคงวางแนวทางไว้ให้ไปเจอเหตุการณ์จริง ไปทำงานจริง

ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้กำกับกองปราบปรามกลับมองว่า ตัวเป็นลูกตำรวจใหญ่ก็จริง แต่พ่อแทบไม่ช่วยอะไรเลย ไม่มีลูกนายคนไหนที่ให้ลูกไปอยู่โรงพัก อยู่งานสอบสวน มีอะไรพร้อมจะโดนก่อน แต่ถ้ามองอีกมุมเชื่อว่า พ่ออาจจะฝึกให้เราแกร่ง โชคดีที่อยู่บางซื่อจนเป็นสารวัตรสอบสวนไม่เคยถูกตั้งกรรมการสะสมประสบการณ์จนเชี่ยวชาญงานสอบสวนสมกับที่พ่อวางไว้ก่อนย้ายเป็นพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รับการประเมินเลื่อนเป็นสัญญาบัตร 3 เทียบเท่ารองผู้กำกับรับหน้าที่ไม่ต่างหัวหน้าพนักงานสอบสวนทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่เว้นวันหยุด

สุดท้ายได้ลับคมวิชาสืบสวนโดยบังเอิญ หลังจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เข้ามารักษาการตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปรามโผล่มาเจอเขาในเช้าวันหนึ่งที่กำลังมีคดีสำคัญ “ท่านชวนผมไปช่วยขับรถให้ ระหว่างทางท่านสอนเทคนิควิธีการสืบสวนให้ผมตลอด ตอนนั้นก็ไม่รู้จักท่าน รู้แค่ว่า เป็นอาจารย์สอนสืบสวนสอบสวน นับจากนั้นเป็นต้นมา ผมได้ความรู้จากท่านเยอะมากเกี่ยวกับวิชาภูมิศาสตร์อาชญากรรม เริ่มลงไปสืบสวนคดี ขยับเป็นผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม”พ.ต.อ.อธิปย้อนวันวาน

โชว์ผลงานบุกจับมือปืนอันดับ 9 ตามบัญชีดำของกองปราบปราม หลังเข้ามาหลบกบดานอยู่ในอพาร์ตเมนต์ซอยเสือใหญ่อุทิศ ถนนรัชดาภิเษก เจ้าตัวเล่าว่า คนร้ายมีหมายจับหลายใบ เคยยิงฝ่าวงล้อมตำรวจพังงามาแล้ว มีพฤติกรรมพกปืนติดตัวตลอดเวลา พอลูกน้องได้ข่าวมา เราในฐานะหัวหน้าหน่วยจำเป็นต้องนำกำลังไปปิดล้อมอพาร์ตเมนต์แล้วประสานหน่วยคอมมานโดจู่โจมจับกุมพร้อมปืน 11 มิลลิเมตร ระเบิดอีก 1 ลูก จากนั้นถึงย้ายเป็นผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษคุมหน่วยคอมมานโดเอง

ทั้งนี้ พ.ต.อ.อธิปเคยลาอุปสมบท และจำพรรษาอยู่ที่วัดในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเวลา 3 เดือนครึ่ง มันทำให้เขาเรียนรู้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ารวมถึงหลักการดำเนินชีวิตของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า “ให้มีชีวิตอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตการมีสติอยู่กับปัจจุบัน ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปัจจุบันวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอดีตกับอนาคตก็จะดีไปเอง” มีส่วนให้นายตำรวจหนุ่มก้าวในเส้นทางอาชีพอย่างมั่นคง

สมเป็นตำรวจรับใช้ชุมชนตามทฤษฎีใหม่ของผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
Read more ...

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์

22 พ.ย. 2557
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เมื่อ 23 พ.ย.2557

พลตำรวจโท พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2499 ที่ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรของประวัตและยุพิน ฉายาพันธุ์

จบการศึกษา

- ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ, 
- ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย, 
- โรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 (ตท.15), 
- โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 (ร่วมรุ่นกับ พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ, พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน), 
- ปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

นอกจากนั้นแล้วยังได้ผ่านการอบรมต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ จบหลักสูตรผู้บริหารชั้นสูงของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรผู้บริหารงานระดับกลางของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรสืบสวนของหน่วยสืบราชการลับ จากวิทยาลัยหน่วยสืบราชการลับสหรัฐอเมริกา, หลักสูตรด้านการบริหารตำรวจ จากวิทยาลัยตำรวจแคนาดา เป็นต้น

ประวัติการทำงาน เคยเป็น

- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลท่าพระ, 
- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา, 
- รองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางขุนนนท์ ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม, 
- ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม, 
- ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม, 
- รองผู้บังคับการกองปราบปราม รักษาราชการแทนผู้การกองปราบปราม, 
- ผู้บังคับการกองปราบปราม  
- รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง 
- ปัจจุบัน ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งเดิมตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 610/2557

ได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจมือปราบและมือสอบสวนคนหนึ่งที่มีผลงานต่าง ๆ มากมาย ทั้งคดียาเสพติดและคดีการฉ้อโกงข้ามชาติ และในขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม ได้จัดตั้ง "หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์" โดยการนำหลักวิชาการมาใช้ในการสืบสวน เพื่อรองรับเทคนิคการสืบสวนสมัยใหม่ ซึ่งจะทำให้การสืบสวนเที่ยงตรง แม่นยำขึ้นและสามารถค้นหาความจริงในคดีต่าง ๆ ได้มาก ซึ่งเป็นหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ที่ตั้งขึ้นในวงการตำรวจแห่งแรกของทวีปเอเชีย

ปี 2539 พันตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ขณะยังเป็น รอง ผกก.หน.สน.บางขุนนท์ ได้ริเริ่มนำ "ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" ตามทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชน (Community Policing) ซึ่งเป็นทฤษฎี/หลักการทำงานของตำรวจที่ใช้ได้ผลจริงในสหรัฐอเมริกาในการลดปัญหาอาชญากรรมในชุมชน มาทดลองใช้อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในประเทศไทย

ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553
ภายหลังรับตำแหน่ง ผบช.ก. โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนได้แพร่หลายอีกครั้งหนึ่งแก่ตำรวจในสังกัดอย่างมากมาย เช่น ชุมชนทัพพระยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี , ชุมชนบ้านหัวทาง ตำบลพิมาน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ชุมชนบ้านคลองบอน คลองดง ตำบลคอนสาร อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ตามโครงการคืนชุมชนสีขาวให้สังคมโดยตำรวจทางหลวง (ส.ทล.6 กก.6 บก.ทล. (ชัยภูมิ))  เป็นต้น

และได้ริเริ่มโครงการต่างๆ มากมายเพื่อพัฒนาบุคลากรและองค์กร เช่น บช.ก.โกอินเตอร์ ,ร.ร.ตำรวจนอกเวลา , 5 ทฤษฎี 1 หลักการ ลดหวาดระแวงของประชาชน , MOUทางการศึกษากับนิด้า   เป็นต้น

สื่อมวลชนตั้งชื่อเล่นว่า "เดอะกิ๊ก"

นอกจากการรับราชการตำรวจแล้ว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ยังถือว่าเป็นนักวิชาการในศาสตร์ด้านอาชญาวิทยาและนิติศาสตร์ด้วย ด้วยการเป็นอาจารย์บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 

อีกทั้งยังเคยเขียนหนังสือทางวิชาการตำรวจแผนใหม่อีกหลายเล่ม อาทิ ความรู้เบื้องต้นการเฝ้าสังเกตการณ์ และการสะกดรอยติดตาม พ.ศ. 2536, ความรู้เบื้องต้นการสืบสวนอาชญากรรม พ.ศ. 2537, วิธีปฏิบัติภาคสนามสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อรับแจ้งเหตุอาชญากรรม พ.ศ. 2539 เป็นต้น 
Read more ...

พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์

1 ก.ย. 2557
 
 
โดย กิตติ ไกรฤกษ์ มติชนออนไลน์ เมื่อ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:04:39 น.

ห้วงนี้มีโอกาสแวะเวียนมาที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)หน่วยหลักรับผิดชอบคดีด้านความมั่นคงบ่อยครั้งเลยได้แวะเวียนทักทายสอดส่องหาข่าวตามกองกำกับการต่างๆจนคุ้นชิน

วันนี้ได้จังหวะเหมาะ เลยถือโอกาส "ถอดเครื่องแบบ" ผู้กำกับการ 1 บก.ป.

พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ หรือผู้กำกับอั้ม ผู้กำกับหนุ่มโสด วัย 41 ปี นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 49 เตรียมทหารรุ่น 33 

พลันที่แง้มห้องทำงานของผู้กำกับอั้ม สามารถรับรู้ได้ว่าเป็นผู้ชายเรียบง่าย ในห้องทำงานไม่ตกแต่งอะไรมาก มีเพียงโต๊ะรับแขกและโต๊ะทำงาน ก่อนเหลือบไปเห็นนิตยสารพระเครื่องวางซ้อนกันอยู่ตั้งหนึ่ง ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้กำกับหนุ่มคนนี้ น่าจะเป็นนักสะสมพระเครื่องตัวยง

"ผมชอบสะสมพระหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง เป็นพระที่นับถือ ปัจจุบันแขวนขุนแผนผงพรายกุมารของหลวงปู่ทิมขึ้นคอเป็นประจำ" ผู้กำกับอั้มเล่าปนยิ้ม พร้อมกับเดินไปข้างโต๊ะทำงาน ชี้ให้ดูผ้ายันต์พัดโบกของหลวงปู่ทิมที่ใส่กรอบวางไว้บนโต๊ะ ที่เจ้าตัวบอกอย่างภาคภูมิใจว่าหายากมาก

จังหวะบรรยากาศการสนทนาเริ่มมีสีสัน ได้โอกาสล้วงลึกถึงการครองความโสด เจ้าตัวยิ้มพร้อมบอกว่า "ไม่ได้หวงความโสด พอดีแต่ละวันทำงานไม่เป็นเวลา และไม่ค่อยมีเวลา กลัวจะดูแลผู้หญิงไม่ดี ตอนนี้เลยเอาเวลามาดูแลคุณพ่อยงยุทธ หลิมรัตน์ วัย 72 ปี และคุณแม่จันทร์เพ็ญ หลิมรัตน์ วัย 69 ปี ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หากไม่มีภารกิจจะพาท่านไปกินข้าวนอกบ้าน ผมจะไม่เน้นร้านอาหารประจำ แต่จะไปกินร้านทั่วไป เป็นอาหารพื้นบ้าน เหมือนกับเวลาอยู่บ้านจะมีแม่บ้านคอยทำอาหารง่ายๆ ให้กิน หรือบางสัปดาห์คุณพ่อคุณแม่ กลับบ้านที่ จ.สุพรรณบุรี ที่ปลูกสร้างไว้พักผ่อนและดูแลพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้รับประทานเอง หากงามพอกินได้แล้วจะเก็บมาแจกเพื่อนบ้าน หรือบางสัปดาห์จะพากันไปผ่อนคลายรับลมตามชายทะเล

"หากไปไหนมาไหนคนเดียว ผมจะชอบกินอาหารที่แตกต่างคุณพ่อและคุณแม่ และ น.ส.โชติกร หลิมรัตน์ หรือแอ๋ม น้องสาว รับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่สถานทูตไทยประจำประเทศคาซักสถาน ผมมักจะขับรถไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านโปรด มีร้านที่

ชอบแถวๆ ท่าน้ำสาธุประดิษฐ์และราชวัตร ยิ่งเนื้อเปื่อยยิ่งชอบมาก" ผู้กำกับอั้มเล่า ทำเอาคู่สนทนาแอบน้ำลายสอ

อีกกิจกรรมวันว่างที่ผู้กำกับอั้มทำเป็นประจำคือการเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ "จะมีกลุ่มเพื่อนๆ นัดแนะกันไปทำบุญ ส่วนตัวชอบเข้าวัดทำบุญอยู่แล้ว เพราะสมัยเด็กบ้านอยู่หน้าวัดปริวาส ถนนพระราม 3 เลยเข้าวัดเป็นประจำ นอกจากนี้ มักจะไปเลี้ยงอาหารเด็กพิการซ้ำซ้อนและเด็กกำพร้า แต่ระยะหลังไม่ได้ไปเอง จะนำเงินไปร่วมทำบุญมากกว่า เพราะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม เห็นเด็กๆ แล้วรู้สึกสงสาร"

นอกจากนี้ กลุ่มเพื่อนสนิทจะรู้กันว่า มีอีกกิจกรรมที่ผู้กำกับอั้มชื่นชอบ จัดว่าเข้าขั้นมีพรสวรรค์ก็ว่าได้คือการเล่นหมากรุก ที่เคยคว้ารางวัลมาแล้ว

"ผมชอบเล่นหมากรุกเพราะได้ลับสมอง ตั้งแต่สมัยเด็ก อายุประมาณ 10 ขวบเศษ เห็นเพื่อนบ้านเล่นกัน เลยทดลองเล่นก็รู้สึกชื่นชอบ เพราะเป็นเกมใช้สมอง ใช้ไหวพริบ เป็นลักษณะการวางแผน จนกระทั่งเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เคยแข่งขันได้รางวัลเหรียญทอง แต่ปัจจุบันแทบไม่ได้เล่นแล้ว เพราะไม่ค่อยมีเวลา เนื่องจากหมากรุกกว่าจะจบเกมต้องใช้เวลาเยอะ"

ส่วนช่วงเวลาชิลชิล ไม่มีโปรแกรมไปไหน ผู้กำกับอั้มจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่ที่คอนโดมิเนียม อ่านหนังสือจำพวกนิตยสารและประวัติศาสตร์ทั่วไป พอตกเย็นจะเดินออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย ที่เจ้าตัวพูดติดตลกตบท้ายว่าถนัดกว่าการวิ่งจ๊อกกิ้ง
Read more ...

พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว

9 พ.ค. 2555
โดยข่าวสด เมื่อ 30 เม.ย.2555

พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ประกาศลั่น หลังนำชุดปฏิบัติการนครศรีธรรมราชโมเดล นำกำลังจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช

ผบก.นครศรีธรรมราชประกาศล้างให้สิ้นซาก
เมื่อจู่โจมตรวจค้นที่ยึดได้สิ่งผิดกฎหมาย ของต้องห้ามสารพัด รวมถึงยาเสพติด
เหนืออื่นใดการเผยหลายข้อมูลที่ทำให้สังคมตะลึง

ทั้งการซื้อขายยาเสพติดทางโทรศัพท์ที่ทำรายได้ให้ "ขาใหญ่" วันละหลายล้านบาท
รวมถึงมีเมียในเรือนจำ และตั้งบ่อนพนัน
เรียกว่าเป็น "คุกสวรรค์" โดยแท้

สำคัญคือ มีเจ้าหน้าที่บางกลุ่มเกี่ยวข้อง
ช็อกหนัก นักโทษหญิง รวมถึงญาติยอมเป็นภรรยาน้อยผู้คุม แลกกับการอำนวยความสะดวก
งานนี้ฝั่ง "น้ำดี" จึงว่า การกระชากหน้ากากเชื่อว่าจะนำไปสู่การแก้ไขไม่ให้เรือนจำกลายเป็นกองบัญชาการหลักของขบวนการค้ายาเสพติดได้อย่างแน่นอน

ผู้การ รณพงษ์

เกิดวันที่ 3 มิ.ย. 2500
ปริญญาตรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ศูนย์สุราษฎร์ธานี คณะพัฒนบริหาร ศาสตร์

เส้นทางสีกากี
เริ่มที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน รุ่น 48 
กระทั่งปี 2520 เข้ารับราชการเป็นลูกแถวที่กองพลาธิการตำรวจ 
แล้วเป็น ผบ.หมู่แผนก 2 งานตรวจราชการ จเรตำรวจ
ก.พ.2526 เป็นนักเรียนนายร้อยอบรมสัญญาบัตรรุ่น 2
ก้าวหน้าเรื่อยๆ จนขึ้นเป็นสวส.ภ.จว.ชุมพร ตามด้วย สวป.เมืองระนอง
ผ่านตำแหน่งผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.ในสมัยของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ 
ก่อนไปเป็นผบก.ภ.จว.สุรินทร์

29 ธ.ค.2554 ดำรงตำแหน่ง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช

เจ้าของปฏิบัติการสะท้านสะเทือนวงการราชทัณฑ์ไทย
Read more ...

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย

11 ก.พ. 2555
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 31 ธ.ค.2555

กองบังคับการสารนิเทศ (สท.) ที่อยู่ในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. เป็นผู้นำทัพสีกากีที่ต้องดูความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยเป็นสำคัญ

กองบังคับการสารนิเทศ (สท.) 

ซึ่งทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข่าวสาร ในกิจการของตำรวจให้กับทุกภาคส่วนได้รับรู้และเข้าใจ จึงเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ดังนั้นเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2554 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้ตั้ง

พล.ต.ต. ดร.ปิยะ อุทาโย 

ผบก.อก.บช.น. ให้เป็น “โฆษก ตร.” แล้วโยกมาเป็น ผบก.สท. คนใหม่

พล.ต.ต.ดร.ปิยะ กล่าวถึงการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า “จะมุ่งเน้นทำความเข้าใจกับประชาชน ให้มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

อีกทั้งจะเป็นตัวกลางในการสะท้อนสภาพปัญหา และความต้องการของประชาชน เพื่อนำมาปรับปรุงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

มารู้จักกระบอกเสียง หรือ โฆษก ตร. คนใหม่ ว่าเขาเป็นใคร

พล.ต.ต.ดร.ปิยะ อุทาโย ผบก.กองสารนิเทศ (สท.) และ โฆษกตร. 

เกิด วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2505 เป็นชาวเชียงใหม่ 

จบมัธยมต้น โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ 
โรงเรียนเตรียมทหาร (ตท. รุ่นที่ 22)
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต. รุ่นที่ 38) 

จบปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า และ
รัฐศาสตร์การปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

จบปริญญาเอก การบริหารการพัฒนา นิด้า 

ติดยศว่าที่ ร.ต.ต. เป็น 

รอง สว.สส.สน.ชนะสงคราม เป็น 
สว.ทพ. บก.อก.บช.น. เป็น 
รอง ผกก.กพ.บก.อก.บช.น. เป็น 
ผกก.กองวิจัยและพัฒนา สนผ. เป็น 
รอง ผบก.อก.บช.น. เป็น 
ผบก.อก.บช.น. เป็น 
ผบก.กองสารนิเทศ (สท.) ตร. 

เพื่อนร่วมรุ่น นรต. รุ่นที่ 38 อาทิ 

พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบก.ภ.จว.พะเยา 
พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ จันทวลักษณ์ ผบก.สปพ. 
ว่าที่ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย เลขานุการ ตร. (ลก.) 
พ.ต.อ.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบก.น.5 บช.น. และ 
พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.สส.2 บก.สส.บช.ภ.3

วิสัยทัศน์การทำงาน “เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดำรงตนในยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต”.
Read more ...

พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง

12 ก.ค. 2554
โดยสหบาท เมื่อ 12 ก.ค.2554

บรรดา นายตำรวจมือปราบ ของกรมตำรวจ

ต้องมีชื่อ พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ติดทำเนียบอยู่ด้วย

“เดอะไก่” ของพี่น้องผองเพื่อน เป็นตำรวจท่ีมีอัธยาศัยและมิตรไมตรีเอื้อเฟื้ออารีต่อทุกคน “ยกเว้น” มือปืน ผู้มีอิทธิพล โจรร้าย สารพัดรูปแบบ

เรียนจบ นรต.31 ลงเป็นรอง สวส.สน.พลับพลาไชย 2 กระทั่งขึ้นเป็นหัวหน้าสายสืบโรงพัก เจ้าตัวเคยเล่าให้ฟังอย่างติดตลกว่า เห็นรุ่นพี่ทำวิสามัญฆาตกรรมกันแล้วอยากทำเป็นบ้าง แต่ไม่กล้าถามเลยลองผิดลองถูก

วันหนึ่งไปเฝ้าคนร้ายคดีทุบหัวชิงทรัพย์คนแก่ที่ไปออกกำลังกายตอนเช้ามืดบริเวณวงเวียน 22 กรกฎา และจับได้คาหนังคาเขา ผู้กองฉัตรกนกฉวยจังหวะปลอดคนเบือนหน้าไม่รีรอชักปืนยิงคนร้ายโป้งเดียวลงไปนอนแน่นิ่ง ก่อนแจ้งผู้บังคับบัญชารุดมาที่เกิดเหตุด้วยความภาคภูมิใจ

ที่ไหนได้ “คนร้ายไม่ตาย” แถมร้องโอดครวญต่อหน้าผู้ใหญ่และนักข่าวว่า “ผู้กองยิงผมทำไม”

เล่นเอาหัวหน้าสายสืบมือใหม่ถูกด่าเละ กว่าจะสู้คดีจนผู้ต้องหาติดคุกเกือบแทบหน้ามืด

นับตั้งแต่นั้นมา พล.ต.ต.ฉัตรกนก กลายเป็นลูกศิษย์ของนักสืบมือปราบชั้นครูอย่าง พล.ต.ท.โสภณ วาราชนนท์ พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์ และ พล.ต.ท.เทพรัตน์ รัตนวานิช สั่งสมประสบการณ์เป็นตำรวจมือบู๊อยู่ในทีมปราบปรามมือปืนรับจ้างของ พล.ต.อ.ชาญ รัตนธรรม รอง อ.ตร. ไล่ล่าจับตายนักฆ่าไปหลายศพ

เป็น สว.สส.สน.ลุมพินี โชว์ฝีมือจับ “ซิตี๋” มือขวาแคล้ว ธนิกุล เจ้าพ่อเมืองหลวงสมัยนั้น ข้อหาจ้างวานฆ่า นายชัยวัฒน์ พลังวัฒนกิจ หรือ “โหงว ห้าพลัง” แล้วขยับเป็น สว.สส.สน.บางรัก เป็นรอง ผกก.สส.น.เหนือ ถูกมรสุมเด้งไปนั่งรอง ผกก.หน.สน.นิมิตรใหม่ ก่อนกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งตำแหน่ง ผกก.สส.บก.น.4

ตอนนั้นต้องยืมเงินแม่หมดไปหลายแสนเพื่อเอามาทำงานสืบสวนใช้จ่ายเลี้ยงลูกน้อง

สร้างผลงานปิดคดีฆ่าชิงทรัพย์ นายบุญเลี้ยง อดุลยฤทธิกุล เจ้าพ่อคาเฟ่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน จากนั้นย้ายไปเป็น ผกก.กองปราบปราม เป็น รอง ผบก.ปม. และกลับมาเป็นรอง ผบก.ป. จนขึ้นเป็น ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา

ผู้การฉัตรกนกบอกว่า ตัดสินใจวางปืนเลิกบู๊หันมาทำงานบริหารเต็มตัว เพราะได้ไม่คุ้มเสี่ยง พร้อมเดินสายธรรมะยอมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรดาเจ้ากรรมนายเวรที่ล่วงเกินไป

วันนี้ พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง เหลือเพียงตำนานมือปราบที่เคยกำราบโจรผู้ร้าย

น่าเสียดายที่เขาต้องจากไปก่อนวัยอันควร !!!

ร่างเขาจะพระราชทานเพลิงที่วัดตรีทศเทพ วันที่ 14 ก.ค.นี้ 16.00 น.
Read more ...

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ถึงเวลาชำระรอยแค้น กรณีถูกปล้นตำแหน่ง ผบ.ตร

18 ม.ค. 2554
โดยนิตยสาร who ปลายปี 2553 

เปิดอาณาจักร อดีต ผบ.ตร. ฉายา “มือปราบตงฉิน” พาชมบ้านอยู่สบายที่ใช้ชีวิตมาตลอด 20 ปี เผยภารกิจหลังเกษียณที่ยังหนีไม่พ้นต้องขึ้นโรง ขึ้นศาล เพื่อฟ้องร้องและเดินหน้า เผยความจริงทุกประการของผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ต้องถูกปลดจากตำแหน่งสูงสุดในเส้นทาง สีกากี พร้อมประกาศ
ลงสนามการเมืองในอนาคต

นายตำรวจผู้โด่งดังซึ่งตลอดอายุราชการ แม้จะฝากผลงานจนสร้างชื่อเสียงระดับตำนาน ในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่สีแดง อ.นาแก จ.นครพนม เมื่อปี 2520 จนได้รับการยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษนาแก” บวกกับภาพลักษณ์นายตำรวจมือปราบที่ซื่อตรง ผู้มีอำนาจในหลายรัฐบาลจึงมักเลือกให้้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบคดีอื้อฉาวที่สังคมและสื่อตั้งข้อสงสัย แต่ทว่าเส้นทางในแวดวงสีกากีของ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หรือบิ๊กตู่ 

ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไป เพราะที่ผ่านมามีทั้งเคยถูกฟ้องกรณีบุกรุกป่าสงวน บริเวณบ้านพักตากอากาศ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาต่างๆ นานา จนถูกปลดจากตำแหน่งผบ.ตร.

บ้านหลังใหญ่ร่มรื่นด้วยแมกไม้บนพื้นที่ 2 ไร่เศษของครอบครัว เตมียาเวส (ภรรยา-พัสวีศิริ และบุตรสาว บุตรชาย ศศิภาพิมพ์-ทรรศน์พนธ์-ทัศนาวัลย์) ที่พำนักมาตลอด 20 ปี จวบจนชีวิต หลังเกษียณราชการของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โดยปัจจุบันเขายังมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท 2 แห่ง คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท บอดี้โกลฟ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเจ้าตัวถือว่าเป็นงานอดิเรก ที่ได้นำประสบการณ์และความรู้ด้านกฎหมาย มาใช้ทำงานเพื่อทำให้ชีวิตหลังเกษียณ มีคุณค่ามากกว่าการพักผ่อนนอน-นั่งไปวันๆ 

บิ๊กตู่บอกเล่าความเป็นมาของบ้านสวย-สงบนี้ว่า “บ้านสองหลังนี้ผมปลูกมาตั้งแต่ ผมยังเป็นผู้บังคับการตำรวจกองปราบปราม สไตล์บ้านของผมส่วนใหญ่จะออกแบบกันเอง โดยมีพี่ชาย ภรรยาที่เป็นอาจารย์วิศวะมีบริษัทออกแบบก่อสร้างเข้ามาช่วยออกแบบให้ ถามว่าบ้านผมสไตล์ไหน ผมไม่รู้ เพราะไม่มีสไตล์ (หัวเราะ) บริเวณบ้านมีต้นไม้หลากหลายชนิด ทำให้ร่มรื่นอยู่แล้วครอบครัว มีความสุข” กล่าวพลางมองไปรอบๆ บริเวณบ้าน ที่จะเห็นต้นไม้นานาพันธุ์ปลูกเรียงรายเต็มพื้นที่ ซึ่งเป็นฝีมือการจัดสวนของคุณโต้ง (กัมพล ตันสัจจา) แห่งสวนนงนุช พัทยา ในฐานะเพื่อนสนิท จึงได้มาช่วยจัดและปลูกต้นไม้ให้ในบริเวณสวนรอบๆ บ้าน

“ผมชอบสวน เพราะถ้าบ้านไม่มีต้นไม้ก็จะทำให้บ้านดูแข็งทื่อ นอกจากมีสวนแล้ว ก็ยังมีสนามหน้าบ้าน หลังบ้านทางเดินก็เต็มไปด้วยต้นไม้” บิ๊กตู่กล่าวด้วยน้ำเสียงและแววตาอ่อนโยน เมื่อเอ่ยถึงความสุข ที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เจ้าตัวชื่นชอบเป็นพิเศษ ชมทัศนียภาพภายนอกแล้ว เมื่ีอเดินเข้าไปภายในตัวบ้าน ตรงโถงทางเข้าและห้องรับแขกจะดูเคร่งขรึมเป็นทางการ ด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบร่วมสมัย และตู้บิลด์-อินที่ทำจากไม้ ส่วนของ ประดับตกแต่งบ้านส่วนใหญ่ เจ้าของบ้านบอกว่า หลายชิ้นเป็นของดั้งเดิมซึ่งใช้มาตั้งแต่เป็นนายตำรวจ

“ผมไม่ค่อยได้ซื้ออะไรใหม่ๆ มาตกแต่งบ้านมากนัก โต๊ะรับประทานอาหารชุดนี้ก็ใช้มาตั้งแต่สมัยเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. พอมาเป็นจเรตำรวจ ห้องทำงานพื้นที่น้อยก็เลยเอากลับมาใช้ที่บ้าน ส่วนโต๊ะประชุมที่เห็น (ชี้ไปที่โต๊ะขนาด 10 ที่นั่งภายในห้องทำงาน) ตอนผมเป็นผบ.ตร. ก็เอาโต๊ะส่วนตัวของผมไปใช้ที่สำนักงานฯ ด้วย ตอนแรกคิดจะเอาไว้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ต่อ แต่พอถูก ปล้นตำแหน่ง ผมก็เลยไม่ให้ เอากลับมาใช้ที่บ้านดีกว่า ขนาดกระถางหน้าสำนักงานตำรวจฯ ผมทำไว้สวยๆ ยังเอาของผมไปทิ้งกันเลย แล้วของพวกนี้ผมจะให้มันทำไม” อดีต ผบ.ตร. เล่าด้วยน้ำเสียงดุดันใน ลีลาการพูดแบบเปิดเผยตรงไปตรงมาเช่นที่เคยเป็นมา

แม้วันนี้ “บิ๊กตู่” จะอายุล่วงเข้าปีที่ 62 แล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรง ฟิตแอนด์เฟิร์ม ดูเผินๆ อาจนึกว่าเพิ่งผ่านเลข 5 นำหน้ามาได้ไม่นาน เจ้าตัวบอกว่า สาเหตุน่าจะมาจาก การที่ตลอดชีวิตการทำงาน จะใช้เวลาว่างออกกำลังกายเป็นประจำ เรียกว่าตั้งแต่รับราชการตำรวจ อยู่ใกล้ตรงไหน ก็ออกกำลังกายตรงนั้น ถ้าอยู่บ้านก็วิ่งอยู่ในสวนของบ้าน หรือสมัยเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทุกเย็นก็จะวิ่งรอบๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นประจำ จนกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนที่ผ่านไป-มาในบริเวณนั้น

“ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายตั้งแต่สมัยปราบคอมมิวนิสต์ที่นาแกแล้ว อาหารโปรดของผมแทบไม่มี เพราะผมกินได้ทุกอย่าง เคยนอนกลางดินกินกลางทราย ก็เลยทำให้เราอยู่ง่ายใช้ชีวิตง่ายๆ และผมก็เป็นผบ.ตร. ที่ใช้เงินน้อยที่สุด (หัวเราะอย่างอารมณ์ดี) โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน สมัยท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายงานด้านบริหาร ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลย มีบางหน่วยงานมาขอความช่วยเหลือท่านก็ช่วยไป ไม่เหมือน รัฐบาลเลือกตั้ง มันคนละเรื่องกันเลย ต่างกันราวฟ้ากับเหว”

อดีต ผบ.ตร. เอ่ยถึงอดีตที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำ
ก่อนที่จะคุยเพลินนอกเรื่องไปไกล อดีตมือปราบระดับตำนาน บอกเคล็ดลับการดูแลสุขภาพในแบบฉบับของเขาว่า “สมัยผมอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้รอบวิ่งจะไม่ไกลมาก แต่วิ่งให้รอบเยอะขึ้น ก็จะได้เหงื่อเหมือนกัน ที่สำคัญไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง พอวิ่งเสร็จแล้วอาบน้ำอาบท่า แต่งตัว ก็สามารถทำงานต่อได้เลย แต่ถ้ามีเวลาหน่อยก็จะไปวิ่งที่สวนลุมกับก๊วนเพื่อนๆ ผมวิ่งที่สวนลุมตั้งแต่ปี 2535 เกือบ 20 ปี ก็เห็นหน้ากันประจำ หายไปก็เยอะ (หัวเเราะ) บางวันผมไม่ได้ไปวิ่งที่สวนลุม เพื่อนๆ ก็จะมาหา และวิ่งด้วยกันที่สำนักงานตำรวจ การวิ่งทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ผมวิ่งวันละ 7-8 กิโล”

พูดคุยถึงไลฟ์สไตล์สบายๆ ในบ้านหลังงามที่กรุงเทพฯ แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะถามไถ่ถึงบ้านพักตากอากาศที่ภูไพรธารน้ำรีสอร์ท ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพราะบ่อยครั้งที่ “บิ๊กตู่” มักไปปลีกวิเวก หรือหลังว่างจากการทำงาน ก็จะมาพักผ่อนที่บ้านหลังนี้ “ที่ดินกว่า 50 ไร่ ที่ทองผาภูมิ ผมให้เพื่อนๆ เช่าที่ไปเกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็จะเป็นบ้านอีกหลังของผม ซึ่งด้านหลังติดแม่น้ำท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม” โดยที่ดินดังกล่าวเคยถูกฟ้องในคดีรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวน แต่ในที่สุดศาลยกฟ้อง บิ๊กตู่จึงให้ทนายยื่นฟ้องพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กับตำรวจอีก 7 นาย เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ แจ้งความเท็จ และหมิ่นประมาทผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา

“มาโวยวายกันว่าบ้านผมบุกรุกแม่น้ำ แล้วบุกรุกตรงไหน ศาลมีคำสั่งไม่ฟ้อง เพราะบ้านของเราถูกต้องตามกฎหมาย ผมรับราชการตำรวจมาจนป่านนี้แล้ว ต้องรู้ว่าอันนี้ผิดหรือไม่ผิด แล้วผมจะทำผิดกฎหมายไปทำไม ตอนนี้ผมเลยฟ้องคนพวกนี้อยู่ มาตั้งข้อกล่าวหาผมแบบนี้ก็ตายลูกเดียว” อดีต ผบ.ตร.กล่าวพร้อมกับตัดพ้อว่า เป็นเรื่องแปลกที่เมื่อศาลสั่งไม่ฟ้อง แต่เหตุไฉนจึงไม่เป็นข่าวดังเช่นเดียวกับตอนที่ถูกป้ายสี

ทั้งๆ ที่เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่เมื่อไม่ได้รับความยุติธรรม นักบู๊เช่นเขาก็ต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเองเช่นเดียวกัน ดังนั้น ชีวิตประจำวันหลังเกษียณ หลังจาก รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยก็ต้องเตรียมเอกสารกองโตบนโต๊ะทำงานสำหรับประกอบคดี เพื่อช่วยทนายความอีกแรง เดินหน้าฟ้องผู้ที่ปล้นตำแหน่ง ผบ.ตร.ของเขาไป ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ส่วนใหญ่เป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และนักการเมืองแทบทั้งสิ้น “เดี๋ยวผมต้องไปแนะ พล.ต.อ.วิเชียร ที่ถือเป็นรุ่นน้องที่สนิทกัน จะไปสอนเทคนิคการทำงานว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ลูกน้องเลื่อยขาเก้าอี้ได้” อดีตผบ.ตร.บอกอย่างมิวายเป็นห่วง 

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. คนล่าสุด กลับมาถามไถ่กันถึงความคืบหน้าของคดีที่ฟ้องร้องกันต่อ บิ๊กตู่ไล่เรียงภารกิจของตนเองในเรื่องนี้ให้ฟังว่า “เพราะว่าเรารู้เรื่องมากกว่าทนาย เวลาอยู่บ้านจึงต้องเตรียมเอกสารในคดีต่างๆ ที่ฟ้องร้องให้กับทนาย เพื่อปูพื้นฐานทั้งหมดให้กับทนายความว่า กว่าจะมาถึงจุดที่ฟ้องมีเหตุการณ์เริ่มต้นอย่างไร มีใครร่วมบ้าง ซึ่งสามารถช่วยทนายความได้เยอะทีเดียว”

“คนพวกนี้ไม่ได้ปล้นตำแหน่งผมเพียงอย่างเดียว แต่ยังยัดข้อหาให้กับผมอีกมากมายเหลือเกิน แล้วยังหาเรื่องดำเนินคดีอาญากับผมเยอะแยะไปหมด หลังจากผมถูกปล้นตำแหน่งไป ก็มีตำรวจและข้าราชการบางคนที่เป็นลิ่วล้อของนักการเมือง เข้าไปประจบสอพลอนักการเมือง ตำรวจก็พวกที่เป็นลูกน้องของคน ที่ปล้นตำแหน่งผมไป ข้าราชการก็พวกที่เป็นลูกน้องของนายสมัคร สุนทรเวช เพราะตอนนั้นเขายังเป็นนายกรัฐมนตรี คนพวกนี้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนเองเป็นหลัก เลยทำให้ผมต้องมาทำสำนวนไล่ฟ้องคนพวกนี้ ด้วยความที่ผมเป็นตำรวจ ผมก็จะรู้เรื่องการทำสำนวนที่จะฟ้องพวกนี้ แล้วผมก็หาพยานหลักฐานได้ไม่ยาก

“ผมก็ยังมีลูกน้องที่เป็นตำรวจดีๆ อีกมาก เพราะตอนที่ผมเป็นผู้บังคับบัญชา ผมก็ทำคุณประโยชน์ไว้เยอะ คนที่จะให้ความร่วมมือกับเราก็มาก ช่วยให้เรามีพยานหลักฐานที่จะนำมาดำเนินคดีกับคนพวกนี้ ทำให้ผมมีคดีที่ต้องฟ้องเยอะ (ยิ้มอย่างมั่นใจ) ถ้าเราออกมาแล้ว ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ผ่านเลยไป ความจริงก็จะไม่ปรากฏ ยิ่งตอนเป็นข่าวแรกๆ หนังสือพิมพ์พาดหัวกันหมด คอลัมนิสต์ยำผมเละเลย ทั้งที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงทำให้ผมเสื่อมเสียชื่อเสียง และพอเรื่องจางหายไปสื่อก็ไปว่าเรื่องอื่น มักไม่ค่อยกลับมาทำข่าวเรื่องผลของคดีที่ผมโดนว่าเป็นอย่างไร ผมเลยต้องฟ้องคนพวกนี้ เพราะถ้าผมปล่อยไปก็จะติดเป็นสันดาน คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองด้วยการประจบสอพลอ ผู้มีอำนาจให้มาทำร้ายคนอื่น 

ขนาดผมเคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บังคับบัญชา คนพวกนี้มาก่อน พอผมล้มมันเหยียบผมเลย แล้วจะให้ผมปล่อยพวกนี้เอาไว้หรือ ผมจำเป็นต้องฟ้อง และผมคงไม่ไปยิงไปฆ่ามันหรอกไม่มีประโยชน์”

อดีต ผบ.ตร.ที่ถูกปลดก่อนเวลาอันควร โดยดำรงตำแหน่งได้เพียงไม่กี่เดือน (ตุลาคม 2550-กุมภาพันธ์ 2551) พอหมดสมัยของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ก็ถูกโยกย้ายให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี หลังรัฐบาลชุดของสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำของสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินไม่ถึง 1 เดือน ก็ได้โยกย้ายข้าราชการระดับสูงถึง 5 คน ได้แก่ 

สุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 
นพ.ศิริวัฒน์ ทิพธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 
ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ 
รวมทั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี 

สำหรับเหตุผลที่สั่งย้ายพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ คือ มีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น ไม่สามารถปรับโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสตช. อีกทั้งมีปัญหาเรื่องการควบคุม ความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชา 

เป็นเหตุให้อดีตผบ.ตร.ไม่ยอมอโหสิกรรมใดๆ 
“จะไปอโหสิให้มันทำไม คนมันชั่ว ใช้คำพูดนี้เขียนไปเลยในหนังสือ (น้ำเสียงดุดัน) ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยครั้งแรกก็ปลด อธิบดีศรีสุข จันทรางศุ พอครั้งที่สองขึ้นมามีอำนาจก็ปลดผมเลย ปลดผมทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำงานร่วมกันเลย คิดดูก็แล้วกัน เพิ่งแถลงนโยบายวันนี้ อีกสองวันก็ปลดผมแล้ว ในที่สุดกรรมก็ตามสนอง มีนายกฯ คนไหนที่ตายแบบนี้บ้างไหม
เพิ่งพ้นจากตำแหน่งนายกฯ แป๊บเดียวก็ตายแล้ว

“ส่วนคดีอาญาของนักการเมืองก็ต้องส่งให้กับ ปปช. เพื่อทำการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน ส่งไป 2 ปีกว่าแล้ว ปปช.ก็ช้า ไม่ทันได้เอาคนผิดมาลงโทษ พอตายไป คดีทางอาญาของสมัครก็จบ แต่ผมยังฟ้องทางแพ่งด้วย เพื่อให้เบิกความถอนคำสั่ง และเรียกร้องค่าเสียหายชดใช้ให้กับเกียรติยศ ชื่อเสียงที่เราเสียไปกว่า 200 ล้าน ผมอยากถามว่า รับอะไรไปหรือเปล่า ไอ้ที่บอกสารวัตรเท่านี้ ผู้กำกับเท่านั้น แล้วผู้บัญชาการแห่งชาติจะเท่าไหร่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งนั้น สำหรับนักการเมือง

“นักการเมืองเอาทุกทาง อย่างที่เปิดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ให้ 

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร. 

ถามว่าเปิดทำไม ในเมื่อตำแหน่งมันเยอะแยะแล้ว ผมถามว่าแบบนี้ มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า เพราะฉะนั้นมันก็จ่ายกันเต็มที่ โดยไม่ต้องสนใจเหตุผลหรอก แล้วก็ไม่สนใจกฎหมายด้วย ความถูกต้องมันไม่มีกับนักการเมืองชั่วๆ พวกนี้”

เมื่อถูกฝ่ายการเมืองเล่นงาน ย่อมทำให้ถูกจับตามองว่าจะลงเล่นการเมืองตามรอย นายตำรวจรุ่นพี่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หรือไม่ “ไม่ใช่ว่าเกิดกรณีที่ผมถูกปล้นตำแหน่งแล้วอยากเล่นการเมือง แต่ผมอยากเล่นการเมืองมาตั้งนานแล้ว ผมจะลงเล่นการเมืองตั้งแต่พี่จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้ว 

จนเขามาลงการเมืองใหญ่ ก็มีมาชวนผมเหมือนกัน ตอนแรกผมก็จะ ลงเหมือนกัน เพราะรำคาญกับระบบงานแบบนี้ แต่พอคิดไปคิดมา เรารับราชการตำรวจมา ยังไงก็ขอทำหน้าที่ตำรวจให้ถึงที่สุดก่อนดีกว่าว่าที่ นักการเมืองใหม่ในอนาคตอันใกล้เล่าพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

พร้อมตอบคำถามเรื่องการตัดสินใจลงเล่นการเมืองแบบเต็มตัวว่า คาดหวังรั้งตำแหน่ง รมว.มหาดไทย หรือไม่ 

“เรื่องแบบนี้พูดไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเรื่องของพรรค ถ้าให้พูดตรงๆ นะ อยู่ตรงไหน ก็ทำประโยชน์ได้ทั้งนั้น พอผมประกาศว่าจะเล่นการเมือง ก็ได้คุยกับหลายๆ พรรค ทุกพรรคก็ยินดีรับเราทั้งนั้นแหละ ยกเว้นบางพรรค” รอยยิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องปรากฏชัดเจนที่สีหน้าและแววตา ราวกับจะบ่งบอกนัยบางอย่าง 

โดยเจ้าตัวได้ทิ้งท้ายฝากแง่คิดไว้ว่า ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เห็นถึงสัจธรรมชีวิตสำหรับตนเองที่ว่า “ของนอกกายคือมายา” เราก็คือตัวเรา ตำแหน่งหน้าที่ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือคนรอบข้าง เป็นของปลอมแทบทั้งสิ้น
Read more ...

ร.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ

19 พ.ย. 2552
โดยคมชัดลึก :

ในห้องทำงานเล็กๆ ด้านล่างตึกกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตำรวจชาย-หญิงกลุ่มหนึ่งก้มหน้าทำงานอย่างขะมักเขม้นตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเขาและเธอกำลังง่วนอยู่กับการตัดข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ

ก่อนจะจัดลงแฟ้มเอกสารแยกตามกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 (บก.น.1-9) บนโต๊ะทำงานและพื้นห้องเต็มไปด้วยเศษกระดาษที่ขาดกะรุ่งกะริ่ง กรรไกร และกาว มีตั้งแต่ข่าวที่เกี่ยวกับสีกากีโดยตรง เช่น ตั้งแต่ตำรวจทำดี ตำรวจนอกแถว เรื่องร้องเรียน ไปจนถึงเรื่องม็อบหลากสีและที่พาดพิงถึงตำรวจทุกกรณี

ข่าวเหล่านี้จะถูกนำเสนอเหมือนอาหารเช้าแก่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เพื่อพิจารณาสั่งการตามแต่จะเห็นสมควรว่าจะแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไร เพื่อส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของตำรวจเป็นดั่งที่พึ่งของประชาชน...ตลอดไป

นายตำรวจหนุ่มร่างเล็กผมสั้นในชุดสีกากีกระชับอย่างคนที่ผ่านการฝึกฝนและออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ในฐานะหัวหน้าแผนก บุคลิกแจ่มใส อัธยาศัยดี ตามแบบฉบับนักประชาสัมพันธ์องค์กร ร.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ เป็นหนึ่งในฟันเฟืองความสำเร็จของคลิปข่าวที่นำเสนอผู้บังคับบัญชาในแต่ละเช้า ตรงกันข้ามกับเบื้องหลังอันแสนยุ่งเหยิงและวุ่นวาย

ใช่แล้ว ! สบายๆ สไตล์สีกากีฉบับนี้จะพาไปพบกับตำรวจหนุ่มไฟแรง อดีตนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนตั้งแต่ประถมจนจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แถมปัจจุบันยังเป็นนักฟุตบอลสโมสรเพื่อนตำรวจ (สโมสรตำรวจ) มี พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เป็นประธาน

ตลอดสัปดาห์ทำงาน สว.ประชาสัมพันธ์ บช.น. จะแบ่งเวลาช่วงเย็นหลังเลิกงานและวันหยุดให้แก่การฝึกซ้อม และแข่งขันกีฬาลูกหนังสุดโปรดสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ด้วยความคุ้นเคยกับกีฬาชนิดนี้ บวกกับประสบการณ์จากการลงชิงชัยทั้ง "ยูลีก" การแข่งขันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่กีฬา 4 เหล่าทัพ จนสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ 3 สมัยซ้อน ยิ่งเมื่อได้มาเล่นฟุตบอลสโมสรเพื่อนตำรวจยิ่งทำให้ได้รู้จักผู้คนจากหลากสาขาอาชีพมากขึ้น ซึ่งเขาบอกว่าดีต่องานประชาสัมพันธ์ เพราะนอกจากจะใช้ความสามารถแล้ว ยังต้องอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบพิเศษ ชนิดที่ว่าเคยคั่วแข้งกันบนสนามหญ้าด้วยกัน (ฮา)

"ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เรารัก นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังได้พรรคพวกเยอะ คนที่ผมรู้จักและติดต่อประสานงานด้วย 60-70 เปอร์เซ็นต์ เกิดขึ้นจากการเล่นฟุตบอล" ร.ต.อ.เนติ บอกถึงคุณูปการของกีฬาสุดรัก

กีฬาฟุตบอลยังพานายตำรวจหนุ่มออกเดินทางไปประกาศศักดาแข้ง (ตำรวจ) ไทยในการแข่งขันฟุตบอลตำรวจอาเซียนที่ประเทศเวียดนาม จนคว้ารางวัลรองชนะเลิศมาครองด้วยความภาคภูมิใจ ท่ามกลางความกดดันที่ยากจะลืม ซึ่งไม่ได้เกิดจากเสียงเชียร์ของแฟนบอลเจ้าบ้าน แต่กลับเป็นกลัวตกเครื่องบินกลับเมืองไทยไม่ทัน (ฮา ฮา)

"ตอนไปแข่งฟุตบอลตำรวจอาเซียน ไม่คิดว่ารอบชิงจะเสมอกันกับเจ้าบ้าน พอเสมอปุ๊บก็ต้องต่อเวลา แต่เราจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เวลามันจำกัดมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจแข่งต่อ แทบจะเรียกว่าเตะกันโหดมาก กองเชียร์เวียดนามก็แน่นสนาม แต่เราไม่ได้กดดันตรงส่วนนี้นะ กลัวไปขึ้นเครื่องไม่ทันอย่างเดียว" ร.ต.อ.เนติ เล่าถึงความประทับใจแบบขำๆ

ในฐานะรุ่นพี่ชมรมฟุตบอลโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ร.ต.อ.เนติเลยอยากฝากไปถึงน้องๆ นักเรียนนายร้อยตำรวจทั้งหลายว่า การเล่นฟุตบอลจะนำมาสู่ความภาคภูมิใจ และความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ จึงอยากให้เข้าร่วมชมรมฟุตบอลกันเยอะๆ เมื่อเรียนจบออกมาทำงานแล้ว ยังสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกสโมสรเพื่อนตำรวจได้อีกด้วย

ก่อนจะมาเป็น สว.ประชาสัมพันธ์ บช.น. นายตำรวจหนุ่มผ่านมาแล้วทุกสายงาน ตั้งแต่ฝ่ายสอบสวน สืบสวน ป้องกันปราบปราม ยกเว้นอย่างเดียวคืองานจราจร กระทั่งมาดำรงตำแหน่ง สว.ประชาสัมพันธ์ บช.น. เขาบอกว่าสนุกกับงานส่วนนี้ แม้จะเป็นงานที่ไม่ใช่ตำรวจเนื้อแท้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่สืบสวนจับกุมคนร้ายและป้องกันปราบปรามอาชญากรรม แต่งานประชาสัมพันธ์ก็เป็นงานของตำรวจที่ขาดไม่ได้

"คุณทำดี แต่ประชาชนไม่รู้ว่าคุณทำอะไร มันก็ไม่เกิดประโยชน์ หรือว่าคนในองค์กรเราทำไม่ดี เราไม่แก้ภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์ไม่ดีก็ยังคงอยู่ แต่ละองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่อยากให้คนส่วนน้อยที่ทำไม่ดีมากลบภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจทั้งองค์กร"

นอกเหนือจากงานด้านประชาสัมพันธ์และการเล่นกีฬาฟุตบอลสุดโปรดแล้ว นายตำรวจร่างเล็กผู้สวมเสื้อเบอร์ 25 ยังทุ่มเทให้แก่การท่องตำราเพื่อสอบเนติบัณฑิตอย่างคร่ำเคร่ง แม้จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แล้วก็ตาม เขาให้เหตุผลว่าเรียนไว้เพื่อทำหน้าที่ตำรวจอย่างมั่นใจ เป็นตำรวจต้องรู้กฎหมาย หากมีการเปลี่ยนแปลงชีวิตก็ยังมีทางเลือก อาจจะสอบเป็นอัยการ ผู้พิพากษา หรืออาจารย์สอนกฎหมายก็ได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาไม่มีงานอดิเรกอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว

ทั้งทำงาน เรียน และเล่นกีฬาไปพร้อมๆ กัน สร้างความเหน็ดเหนื่อยพอดู แต่ ร.ต.อ.เนติ ให้เหตุผลแก่ตัวเองและคนรอบข้างว่า เป็นช่วงที่กำลังสร้างตัวเอง หากเหน็ดเหนื่อยเมื่อใดก็จะนึกถึงคำสอนของแม่ที่มักจะบอกเสมอว่า ต้องอดทน อาชีพตำรวจก็เหมือนพยาบาล ถ้าใครแข็งแรงดีก็ไม่อยากมาหาพยาบาล เหมือนกับตำรวจตามโรงพัก ประชาชนมีความทุกข์ถึงมาหาเรา แม้เราจะให้เขาไม่ได้มากเท่าที่เขาต้องการ แค่พูดคุยทำให้เขาหันหลังกลับไปแล้วเขามีความสุขก็พอแล้ว

"แม่สอนให้แบ่งปันความสุขให้คนอื่น เป็นตำรวจต้องไม่เพิ่มเติมความทุกข์ให้เขา" ร.ต.อ.เนติ นึกถึงคำสอนของแม่ยามเกิดความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย รวมถึงหมั่นทำบุญสร้างกุศลอยู่เสมอ ด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน บริจาคโลงศพ ปล่อยสัตว์ ทำให้สารวัตรนักประชาสัมพันธ์มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ

"ปูที่ถูกมัดผมไม่กินนะ เหมือนตอนเราจับคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นบุญหรือบาปไม่รู้ ผมก็ปล่อยสัตว์แบบนี้แก้เคล็ด แล้วก็ทำบุญบริจาคโลงศพด้วย เมื่อโลงถูกนำไปใช้แล้วจะมีจดหมายแจ้งชื่อผู้ใช้โลงมาที่บ้าน ล่าสุดเป็นคนอายุ 67 ปี ก็ตื่นเต้นดี ทำบุญแล้วเห็นผลจริงๆ จากนั้นก็ไปถวายสังฆทานให้เขาอีก" ร.ต.อ.เนติ เล่าด้วยสีหน้าเบิกบาน ด้วยบุญกุศลส่งเสริมชีวิตแบบนี้นี่เอง !
Read more ...