ครูตุ๊ย ยอดธง เสนานันท์

1 ก.ย. 2558
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ยอดธง เสนานันท์ หรือ ยอดธง ศรีวราลักษณ์ (28 สิงหาคม พ.ศ. 2480 - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556) เป็นครูสอนวิชามวยไทยผู้อุทิศตนเพื่อส่งเสริมศิลปะการต่อสู้ประจำชาติมาช้านาน จนได้รับการยกย่องเชิดชูจากสังคมในเวลาต่อมา โดยทั่วไปมักเรียกชื่อครูยอดธงกันว่า "ครูตุ๊ย" หรือ "ครูตุ้ย" นอกจากนี้ท่านยังมีลูกศิษย์เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงหลายราย อาทิ สามารถ พยัคฆ์อรุณ, ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ รวมทั้ง ยอดสนั่น 3เคแบตเตอรี่ อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อให้เกิดนักมวยไทยแชมป์โลกมาแล้ว 57 ราย จึงนับเป็นผู้สร้างแชมป์เปี้ยนมวยไทยระดับโลกเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทย  ครูยอดธงเป็นเจ้าของค่ายมวยศิษย์ยอดธง ซึ่งอยู่ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิค่ายมวยยอดธงนานาชาติ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย

อ่านต่อ https://th.wikipedia.org/wiki/ยอดธง_เสนานันท์
Read more ...

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต)

1 ก.ย. 2558
พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม

"ผู้มีจิตใจเป็นอิสระรู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยตัณหาอุปทานเท่านั้น จึงจะรู้ว่าอะไร เป็นความเสื่อม อะไรเป็นความเจริญที่แท้จริง มิใช่เพียง ความเจริญที่อ้างสำหรับมาผูกรัดตัวเอง และผู้อื่นให้เป็น ทาสมากยิ่งขึ้น หรือ ถ่วงให้จมต่ำลงไปอีก จึงจะสามารถ ใช้ประโยชน์จากความเจริญที่สร้างขึ้นพร้อมกับสามารถ ทำตนเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้เป็นอย่างดี "

นามเดิม ประยุทธ์ อารยางกูร กำเนิด 12 ม.ค. 2481

สถานที่เกิด อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

อุปสมบท อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2504 ในฐานะนาคหลวง

สมณศักดิ์ พระพรหมคุณาภรณ์

ท่านจบการศึกษาทางโลกในระดับมัธยมศึกษา โดยได้รับทุนเรียนดีของกระทรวงศึกษาธิการ บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. 2494 สอบได้นักธรรมชั้น ตรี โท เอก และเปรียญธรรม 3 ถึง 9 ประโยค ขณะยังเป็นสามเณร จึงได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุเคราะห์ ให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในฐานะนาคหลวง ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งน้อยคนนัก ที่จะได้รับโอกาสเช่นนี้ เมื่อจบการศึกษาขั้นปริญญาพุทธศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสอบได้วิชาชุดครู พ.ม.

ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งท่านได้สร้างความเจริญ ให้แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทั้งด้านบริหาร และวิชาการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ การพัฒนาหลักสูตรที่เน้นบทบาท และภาวะสังคมที่เพิ่มขึ้นของสงฆ์ รวมทั้งสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนไว้ในหลักสูตร ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส วัดพระพิเรนทร์ในปีพ.ศ.2515 ถึง พ.ศ.2519 จากนั้นจึงได้มาดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาส วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม

ท่านได้อุทิศตนให้กับการเผยแพร่พระศาสนา ทั้งด้านการบรรยาย ทางวิชาการ การแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดจนงานด้านนิพนธ์ เอกสารวิชาการ และตำราต่าง ๆ จำนวนมาก ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ หนังสือ "พุทธธรรม" ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น "มรดกธรรมอันล้ำค่าแห่งยุค" ที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง

นอกจากงานด้านนิพนธ์แล้ว ท่านยังได้รับการอาราธนาให้เป็นผู้แสดงปาฐกถาในการประชุม นานาชาติขององค์กรระดับโลกต่าง ๆ หลายครั้ง อีกทั้งยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น รางวัล "สังข์เงิน" สาขาเผยแพร่พระพุทธศาสนา ปีพ.ศ.2533 รางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพปีพ.ศ.2537 จากยูเนสโก นับเป็นคนไทยคนแรก ที่ได้รับเกียรติให้รับรางวัลนี้ ซึ่งนับเป็นการสร้างเกียรติประวัติ และชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอย่างมาก

ท่านดำรงชีวิตแบบ เรียบง่าย มีวัตรปฏิบัติที่อ่อนน้อมถ่อมตน ให้ความสำคัญ และความสนใจแก่ผู้ที่เข้าพบโดยไม่เลือกชาติ ศาสนา ผิวพรรณ และเพศ เป็นพระสงฆ์ที่ทำคุณประโยชน์ต่อวงการพระพุทธศาสนา และสังคมของมวลมนุษย์อย่างหาที่เปรียบได้ยาก
ที่มา http://www.dhammathai.org/monk/sangha10.php
Read more ...

ดร.เอ็มเบดการ์ ผู้นำพระพุทธศาสนา กลับสู่ประเทศอินเดีย

1 ก.ย. 2558
ที่มา http://www.oocities.org/watdonta_y/mbedkar.htm

ประวัติชีวิต

ด.ร. อัมเบดการ์ หรือชื่อเต็มของท่าน คือ บาบาสาเหบ พิมเรา รามจิ อัมเบดการ์(Dr. Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar) เกิดในวรรณะศูทร ที่ยากจนที่สุดตระกูลหนึ่งของอินเดีย ในเมืองนาคปูร์ รัฐมหาราษฏร์ ทางตอนกลางของอินเดีย เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๓๔ ท่านเกิดในหมู่บ้านคนอธิศูทร (คนวรรณะจัณฑาล มีชื่อเรียกมากมาย เช่น หริจันทร์ จัณฑาล อธิศูทร ในที่นี้จะใช้คำว่า อธิศูทร) ชื่อว่า อัมพาวดี เป็นบุตรชายคนสุดท้อง คนที่ ๑๔ ของ รามจิ สักปาล และนางพิมมาไบ สักปาล ก่อนที่ท่านอัมเบดการ์จะเกิดนั้น มีเรื่องเล่าว่า ลุงของพ่อเขา ซึ่งไปบวชเป็นสันยาสี(ผู้ถือสันโดษ ตามแนวคิดเรื่องอาศรม ๔ ของฮินดู) อาศัยอยู่ตามป่าเขา ได้มาพำนักในแถบละวกบ้านของเขา รามจิได้ทราบจากญาติคนหนึ่ง ว่าหลวงลุงของตนมาพำนักอยู่ใกล้ๆ จึงไปนิมนต์ให้มารับอาหารที่บ้าน นักบวชสันยาสีนั้นปฏิเสธ แต่ได้ให้พรแก่รามจิว่า \"ขอให้มีบุตรชาย และบุตรชายของเธอจงมีชื่อเสียง เกียรติในอนาคต ได้จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ชาติอินเดีย\" ซึ่งพรนั้นก็มาสำเร็จสมปรารถนา เมื่อวันที่ท่านอัมเบดการ์เกิดนั้นเอง บิดามารดาได้ตั้งชื่อให้ว่า \"พิม\"

แม้จะเกิดมาในครอบครัวอธิศุทรที่ยากจน แต่บิดาก็พยายามส่งเสียจนเด็กชายพิม สามารถเรียนจนจบประถม ๖ ได้ เมื่อจบแล้ว บิดาก็ไม่ได้หยุดที่จะให้บุตรได้รับความรู้ พยายามอดมื้อกินมื้อ เงินที่ได้รับจากการรับจ้างแบกหาม ก็เอามาส่งเสียเป็นค่าเล่าเรียนให้กับเด็กชายพิม จนกระทั่ง สามารถส่งให้เรียนจนจบมัธยมได้สำเร็จ แต่ในระหว่างการเรียนนั้น พิมจะต้องเผชิญหน้ากับความดูหมิ่นเหยีดหยามของทั้งครูอาจารย์ และนักเรียนซึ่งเป็นคนในวรรณะสูงกว่า

ดร.เอ็มเบดการ์(ยืนประนมมือ) เมื่อครั้งเรียนหนังสือระดับมัธยม ต้องนั่งเรียนกับพื้น

เรื่องบางเรื่องที่กลายเป็นความช้ำใจในความทรงจำของพิม เช่นว่า เมื่อเขาเข้าไปในห้องเรียน ทั้งครู และเพื่อนร่วมชั้นต่างก็แสดอาการขยะแขยง รังเกียจ ในความเป็นคนวรรณะต่ำของเขา เขาไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่การที่จะไปนั่งบนเก้าอี้ในห้องเรียน เขาต้องเลือกเอาที่มุมห้อง แล้วปูกระสอบ นั่งเรียนอยุ่อย่างนั้น แม้แต่เวลาจะส่งงานต่ออาจารย์ อาจารย์ก็มีทีท่ารังเกียจ ไม่อยากจะรับสมุดของเขา

เวลาที่เขาถูกสั่งให้มาทำแบบทดสอบหน้าชั้นเรียน นักเรียนในห้องที่เอาปิ่นโต ห่ออาหารที่ห่อมากินที่โรงเรียน วางไว้บนกระดานดำ จะเร่งกรูกันไปเอามาไว้ก่อน เพราะกลัวว่าความเป็นเสนียดของพิม ขะไปติดห่ออาหารของพวกเขาที่วางอยู่บนกระดานดำ

แม้แต่เวลาที่เขาจะไปดื่มน้ำที่ทางโรงเรียนจัดไว้ เขาก็ถูกห้ามอย่างเด็ดขาดที่จะไปจับต้องแท๊งค์น้ำ หรือแก้วที่วางอยุ่ เพราะทุกคนรังเกียจว่าเสนียดของเขา จะไปติดที่แก้วน้ำ เขาต้องขอร้องเพื่อนๆ ที่พอมีความเมตตาอยู่บ้าง ให้ตักน้ำแล้วให้พิมคอยแหงนหน้า อ้าปาก ให้เพื่อนเทน้ำลงในปากของพิม เพื่อป้องกันเสนียด ในความเป็นคน ต่างวรรณะของเขา ซึ่งเป็นความน่าเจ็บช้ำใจยิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ยักษ์มาร ครูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นวรรณะพราหมณ์ แต่เป็นผู้มีเมตตาผิดกับคนในวรรณะเดียวกัน บางครั้งครูท่านนี้ก็จะแบ่งอาหาร ของตนให้กับพิม แต่เขาก็แสดงออกมากไม่ได้ เพราะอาจจะถูกคนในวรรณะเดียวกันเกลียดชังไปด้วย ครูท่านนี้คิดว่า เหตุที่พิมถูกรังเกียจ เพราะความที่นามสกุลของเขา บ่งชัดความเป็นอธิศูทร คือนามสกุล \"สักปาล\"(นามสกุลของคนอินเดีย เป็นตัวบอกวรรณะด้วย) ครูท่านนั้นได้เอานามสกุลของตน เปลี่ยนให้กับพิม โดยแก้ที่ทะเบียนโรงเรียน ให้เขาใช้นามสกุลว่า \"อัมเบดการ์\" พิมจึงได้ใช้นามสกุลใหม่นั้นเป็นต้นมา (จากนามสกุลอัมเบดการ์นี้เอง ทำให้หลายๆคนคิดว่าพิม เป็นคน ในวรรณะพราหมณ์ )

หลังจากอดทนต่อความยากลำบาก การถุกรังเกียจจากคนรอบข้าง ที่รู้ว่าเขาเป็นคนอธิศูทรแล้ว เขาก็ได้สำเร็จการศึกษาจบมัธยม ๖ ซึ่งนับว่าสุงมาก สำหรับคนวรรณะอย่างพิม แต่มาถึงขั้นนี้ พ่อของเขาก็ไม่สามารถที่จะส่งเสียให้เรียนต่อไปได้อีก จนจบปริญญาตรี เคราะห์ดีที่ ในขณะนั้น มหาราชาแห่งเมืองบาโรดา ซึ่งเป็นมหาราชาผุ้มีเมตตา พระองค์ไม่มีความรังเกียจในคนต่างวรรณะ ปรารถนาจะยกระดับการศึกษาแม้คนระดับอธิศูทร ได้มีนักสังคมสงเคราะห์พาพิม อัมเบดการ์ เข้าเฝ้ามหาราชา พระองค์ได้ทรงพระราชทานเงินทุนในการศึกษาต่อของพิม โดยให้เป็นเงินทุนเดือนละ ๒๔ รูปี ทำให้พิม สามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ ต่อมา มหาราชาแห่งบาโรดา ได้ทรงคัดเลือกนักศึกษาอินเดีย เพื่อจะทรงส่งให้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศอเมริกา ซึ่งพิมได้รัลคัดเลือกด้วย เขาได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า อิสรภาพ และความเสมอภาค เพราะที่อเมริกานั้นไม่มีคนแสดงอาการรังเกียจเขา ในความเป็นคนอธิศูทร เหมือนอย่างในประเทศอินเดีย หลังจากจบการศึกษา ถึงขั้นปริญญาเอกแล้ว เรียกว่ามีชื่อนำหน้าว่า ด.ร. พิม อัมเบดการ์ ได้เดินทางกลับมาอินเดีย เขาได้พยายามต่อสู้เพื่อคนในวรรณะเดียวกัน ไม่ใช่แต่เท่านั้น เขาพยายามต่อสู้กับความอยุติธรรมที่สังคมฮินดู ยัดเยียดให้กับคนในวรรณะต่ำกว่า

ด.ร. อัมเบดการ์ ได้ทำงานในหลายๆเรื่อง หลังจากจบการศึกษาที่อเมริกาแล้ว เขาได้เป็นอาจารย์สอนในวิทยาลัยซิดนาห์ม ในบอมเบย์ ในปี ๒๔๖๑ ต่อมาได้รับการ พระราชทานอุปถัมภ์จากเจ้าชายแห่งเมืองโครักขปูร์ ซึ่งเป็นผู้มีพระทัยเมตตาเช่นเดียวกับมหาราชาแห่งบาโรด้า ในปรารถนาที่จะถอนรากถอนโคนความอยุติธรรม ที่สังคมฮินดู กีดกันคนในวรรณะอื่นๆ ได้ทรงอุปถัมภ์ให้คนอธิศุทร มารับราชการในเมืองโครักขปุร์ แม้นายควาญช้าง พระองค์ก็เลือกจากคนอธิศูทร เจ้าชายแห่งโครักขปุร์ ได้ทรงอุปถัมภ์ในการจัดทำหนังสือพิมพ์ มุขนายก หรือ \"ผู้นำคนใบ้\" ของด.ร.อัมเบดการ์ เช่นอุปถัมภ์ค่ากระดาษพิมพ์ และอื่นๆ ซึ่งอัมเบดการ์ไม่ได้เป็นบรรณาธิการเอง แต่อยู่เบื้องหลัง และเขียนบความลงหนังสือพิมพ์ ในบทความครั้งหนึ่ง มีคำพูดที่คมคายน่าสนใจ ว่า

\"อินเดียเป็นดินแดนแห่งความเหลื่อมล้ำต่ำสูง สังคมฮินดูนั้นช่างสูงส่งประดุจหอคอยอันสูงตระหง่าน มีหลายชั้นหลายตอน แต่ไม่มีบันไดหรือช่องทาง ที่จะเข้าไปสู่หอคอยอันนั้นได้ คนที่อยู่ในหอคอยนั้นไม่มีโอกาสที่จะลงมาได้ และจะติดต่อกับคนในหอคอยเดียวกันในอีกชั้นหนึ่งก็ทำไม่ได้ ใครเกิดในชั้นใดก็ตายในชั้นนั้น\" เขาได้กล่าวถึงว่า สังคมฮินดูมีส่วนประกอบอยู่สามประการ คือ พราหมณ์ มิใช่พราหมณ์ และอธิศูทร พราหมณ์ผู้สอนศาสนามักกล่าวว่า พระเจ้ามีอยู่ในทุกหนแห่ง ถ้าเช่นนั้น พระเจ้าก็ต้องมีอยู่ในอธิศูทร แต่พราหมณ์กลับรังเกียจคนอธิศูทร เห็นเป็นตัวราคี นั่นแสดงว่าเขากำลังเห็นพระเจ้าเป็นตัวราคีใช่หรือไม่

ด.ร. อัมเบดการ์มีผลต่อความเคลื่อนไหวหลายๆอย่างในอินเดียขณะนั้น เขาเป็นอธิศูทรคนแรก ที่ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย หลังจากที่อินเดีย ได้รับเอกราช เป็นผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย เขาเป็นผู้ที่ชี้แจงต่อที่ประชุมในโลกสภา โดยการอนุมัติของด.ร.ราเชนทรประสาท ให้ชี้แจงอธิบายต่อผู้ซักถาม ถึงบางข้อบางประเด็นในรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพ์บางฉบับลงเหตุการ์ตอนนี้ว่า \"ด.ร.อัมเบดการ์ ทำหน้าที่ชี้แจงอธิบาย เรื่องร่างรัฐธรรมนูญต่อผู้ร่วมประชุม ประดุจพระอุบาลีเถรเจ้า วิสัชชนาข้อวินัยบัญญัติ ในที่ประชุมปฐมสังคายนา ต่อพระสงฆ์ ๕๐๐ มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ฉะนั้น\" และเขาเป็นผู้ต่อสู้เพื่อทำลาย ความอยุติธรรม ที่คนในชาติเดียวกัน หยิบยื่นให้กับคนในชาติเดียวกัน แต่ต่างวรรณะกันเท่านั้น

การปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ 

ด.ร.อัมเบดการ์ แต่งงานมีครอบครัว สองครั้ง ครั้งแรกแต่งกับคนในวรรณะเดียวกัน ชื่อว่านางรามาไบ ครั้งที่สอง เขาได้พบรักกับแพทย์หญิงในวรรณะพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อว่า ชาดา คาไบ ในโรงพยาบาลที่เขาไปรับการรักษาอาการป่วย เขาได้แต่งงานครั้งที่สอง และเป็นครั้งแรกที่คนในวรรณะต่ำเช่นเขา ได้แต่งงานกับคนในวรรณะสูง คือวรรณะพราหมณ์ เมื่ออายุเขาได้ ๕๖ ปี และมีคนใหญ่คนโต นักการเมือง พ่อค้า คนในวรรณะต่างๆมาร่วมงานแต่งงานของเขามากมาย ต่างจากครั้งแรก ที่เขาแต่งงานในตลาดสด

หลังจากนั้น ด.ร.อัมเบดการ์ ได้ลงจากเก้าอี้ทางการเมือง เขาถือว่าเขาไม่ได้พิศวาสตำแหน่งทางการเมืองอะไรนัก ที่เขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ก็เพราะเขาต้องการ ทำงานเพื่อเรียกร้องความถุกต้องให้กับคนที่อยุ่ในวรรณะต่ำ ที่ได้รับการข่มเหงรังแกเท่านั้น

เหตุการณ์สำคัญประการหนึ่ง ที่ด.ร.อัมเบดการ์ได้กระทำ และเป็นสิ่งที่มีคุณูปการมากต่อพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดีย คือการเป็นผู้นำชาวพุทธศูทรกว่า๕ แสนคน ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ เหตุการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จึงขอกล่าวถึงอย่างละเอียดสักหน่อย

ความจริง อัมเบดการ์สนใจพระพุทธศาสนามานานแล้ว โดยเฉพาะจากการได้อ่านหนังสือพระประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเขียนโดยท่านพระธัมมานันทะ โกสัมพี ชื่อว่า \"ภควาน บุดดา\"(พระผู้มีพระภาคเจ้า) เขาได้ศึกษาแล้วว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีข้อรังเกียจในเรื่องวรรณะ ไม่ปิดกั้นการศึกษาพระธรรม ให้ความเสมอภาค และภราดรภาพแก่คนทุกชั้น ในจิตใจของด.ร.อัมเบดการ์ เป็นชาวพุทธอยุ่ก่อนแล้ว แต่เขาตั้งใจจะทำให้เป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้น สิ่งที่ปรารถนาก็คือ การปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ พร้อมกับพี่น้องชาวอธิศูทร ใน งานฉลองพุทธชยันติ (Buddhajayanti)

ท่านด.ร.อัมเบดการ์ ๆได้กล่าวสดุดีพระพุทธศาสนา เขียนหนังสือเผยแผ่พระพุทธธรรมหลายเล่ม เช่น \"พุทธธรรม \"(Buddha and His Dhamma) \"ลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนา\" (The Essential of Buddhism) และคำปาฐกถาอื่นๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์ภายหลัง เช่น \"การที่พระพุทธศาสนาหมดไปจากอินเดีย\" (The down fall of Buddhism in india) เป็นต้น

ก่อนหน้าที่จะมีงานฉลองพุทธชยันตี เป็นที่ทราบกันดีว่า อินเดียในขณะนั้น มีชาวพุทธอยู่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอัพโภหาริก คือน้อยจนเรียกไม่ได้ว่ามี แต่เหตุใดจึงมีงานฉลองนี้ขึ้น คำตอบนี้น่าจะอยุ่กับท่านยวาห์ ราล เนรูห์ ซึ่งท่านได้กล่าวคำปราศรัยไว้ในที่ประชุมโลกสภา (รัฐสภาของอินเดีย เรียกว่า โลกสภา) เรื่องการจัดงานฉลองพุทธชยันตี ว่า

\"พระพุทธเจ้า เป็นบุตรที่ปราดเปรื่องยิ่งใหญ่ และรอบรู้ที่สุดของอินเดีย ในโลกนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เคียดแค้น และรุนแรง คำสอนของพระพุทธเจ้า ส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ที่รุ่งโรจน์ ไม่มีคนอินเดียคนใด ที่จะนำเกียรติยศ เกียรติภุมิ กลับมาสู่อินเดียได้เท่ากับพระพุทธองค์ หากเราไม่จัดงานฉลองท่านผู้นี้แล้ว เราจะไปฉลองวันสำคัญของใคร\" และได้กล่าวอีกตอนหนึ่งว่า \"ข้าพเจ้าไม่นับถือศาสนาใดๆในโลกทั้งนั้น แต่หากจะต้องเลือกนับถือแล้ว ข้าพเจ้าขอเลือกนับถือพระพุทธศาสนา\"

ในงานฉลองพุทธชยันตินั้น รัฐบาลอินเดียได้จัดสรรงบประมาณการจัดงาน ฉลองตลอด ๑ปี เต็มๆ โดยวนเวียนฉลองกันไปตามรัฐต่างๆ รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณต่างๆ เช่น ทำตัดถนนเข้าสุ่พุทธสังเวชนียสถานต่างๆให้ดีขึ้น สร้างธรรมศาลา ทำการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาร่วมงานพุทธชยันตีจากประเทศต่าง จัดพิมพ์หนังสือสดุดี พระพุทธศาสนา จัดทำหนังสือวิชาการพระพุทธศาสนา โดยนักปราชญ์หลายท่านเขียนขึ้น ประธานาธิบดีราธ กฤษนัน เขียนคำนำสดุดีพุทธคุณ ให้ชื่อว่า \"2500 years of Buddhism\" (๒๕๐๐ ปีแห่งพระพุทธศาสนา) ทั่วทั้งอินเดีย ก้องไปด้วยเสียง พุทธัง สรณัง คจฺฉามิ

ส่วนในการปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะนั้น ท่านอัมเบดการ์ได้นำชาววรรณะศูทร ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปูร์ สาเหตุที่ท่านเลือกเมืองนี้ แทนที่จะเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่างบอมเบย์ หรือเดลลี ท่านได้ให้เหตุผลว่า \"ผู้ที่ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตอนแรกๆ นอกจากพระสงฆ์ คือพวกชนเผ่านาค ซึ่งถูกพวกอารยัน กดขี่ข่มเหง ต่อมาพวกนาคได้พบกับพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมจนพวกนาคเหล่านั้นเลื่อมใส ปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ และเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไปทั่ว เมืองนาคปูร์นี้ เป็นเมืองที่พวกนาคตั้งหลักแหล่งอยู่\" (คำกล่าวของท่านอัมเบดการ์มีมูลอยุ่ไม่น้อย และจะว่าไปแล้ว หลังจากพระพุทธศาสนา เริ่มถูกทำลายจากอินเดีย เมืองนาคปูร์เป็นเมือง ที่มีชาวพุทธอาศัยอยู่มาก และเป็นเมืองที่มีชาวศุทร หรือคนวรรณะต่ำอยู่มากอีกด้วย ดังนั้นศูนย์กลางพุทธศาสนิกชนในอินเดียปัจจุบันที่เป็นคนวรรณะศูทร จึงอยู่ที่นาคปูร์)

ในการปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ ๕ แสนคน เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙นั้น มีพระภิกษุอยู่ในพิธี ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย ๓ รูป คือ ท่านพระสังฆรัตนเถระ (Ven. M. Sangharatana Thera) พระสัทธราติสสะเถระ (Ven. S. Saddratissa Thera) และพระปัญญานันทะเถระ (Ven. Pannanand Thera) ในพิธีมีการประดับธงธรรมจักรและสายรุ้งอย่างงดงาม ในพิธีนั้น ผู้ปฏิญาณตนได้กล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และคำปฏิญญา ๒๒ ข้อ ของท่านอัมเบดการ์ ดังนี้

๑. ข้าพเจ้าจะไม่บูชาพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุต่อไป
๒. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่าพระราม พระกฤษณะ เป็นพระเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่เคารพต่อไป
๓. ข้าพเจ้าจะไม่เคารพบูชาเทวดาทั้งหลายของศาสนาฮินดูต่อไป
๔. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อลัทธิอวตารต่อไป
๕. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าคืออวตารของพระวิษณุ การเชื่อเช่นนั้น คือคนบ้า
๖. ข้าพเจ้าจะไม่ทำพิธีสารท และบิณฑบาตแบบฮินดูต่อไป
๗.ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
๘. ข้าพเจ้าจะไม่เชิญพราหมณ์มาทำพิธีทุกอย่างไป
๙. ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกัน
๑๐. ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน
๑๑. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ โดยครบถ้วน
๑๒. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ โดยครบถ้วน
๑๓. ข้าพเจ้าจะแผ่เมตตาแก่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก
๑๔. ข้าพเจ้าจะไม่ลักขโมยคนอื่น
๑๕. ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม
๑๖. ข้าพเจ้าจะไม่พูดปด
๑๗. ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุรา
๑๘. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา
๑๙. ข้าพเจ้าจะเลิกนับถือศาสนาฮินดู ที่ทำให้สังคมเลวทราม แบ่งชั้นวรรณะ
๒๐.ข้าพเจ้าเชื่อว่าพุทธศาสนาเท่านั้นที่เป็นศาสนาที่แท้จริง
๒๑. ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่ข้าพเจ้าหันมานับถือพระพุทธศาสนานั้นเป็นการเกิดใหม่ที่แท้จริง
๒๒. ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

หลังจากปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะแล้ว เขากล่าวว่า \"ข้าพเจ้าเกิดมาจากตระกูลที่นับถือศาสนาฮินดู แต่ข้าพเจ้าจะขอตายในฐานะพุทธศาสนิกชน\"

คำปราศรัยในที่ประชุมปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ของด.ร.อัมเบดการ์นั้น เป็นการแสดงถึงความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของเขา ต่อมาได้มีผู้พิมพ์คำปราศรัยนี้ลงเป็นหนังสือ เป็นคำปราศรัยที่ยาวถึง ๑๒๖ หน้า ขนาด ๘ หน้ายก มีตอนหนึ่งที่ควรกล่าวถึง เช่น

\"พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากตระกูลต่างๆกัน ย่อมมีความเสมอกันเมื่อมาสู่ธรรมวินัยนี้แล้ว เหมือนมหาสมุทร ย่อมเป็นที่รวมของน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำและทะเลต่างๆ เมื่อมาสู่มหาสมุทรแล้วก้ไม่สามารถจะแยกได้ว่าน้ำส่วนไหนมาจากที่ใด\"

\"พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่ปฏิเสธระบบวรรณะ และคนบางคนไม่มีเหตุผลจะโจมตีพระพุทธศาสนา หรือไม่มีเหตุผลมาหักล้างคำสอนของได้ ก็อ้างเอาอย่างหน้าด้านๆว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของพวกนอกวรรณะ\"

\"ถ้าหากจะมีพระนามใด ที่โจษขานกันนอกประเทศอินเดีย ที่โด่งดัง และกล่าวกันด้วยความเคารพสักการะแล้ว จะมิใช่พระนามของพระราม หรือพระกฤษณะ แต่จะเป็นพระนาม ของพระพุทธเจ้า เท่านั้น \"
เมื่อนักหนังสือพิมพ์ถามถึงเหตุผลในการนับถือพระพุทธศาสนา เขากล่าวว่า \"เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนของชาวฮินดูที่มีต่อคนวรรณอธิศูทรเช่นเรามานานกว่า ๒๐๐๐ ปี\" พร้อมกันนั้นท่านกล่าวต่อว่า

\"พอเราเกิดมาก็ถูกตราหน้าว่าเป็นวรรณะอธิศูทรซึ่งมีค่าต่ำกว่าสุนัข อะไรจะดีเท่ากับการผละออกจากลัทธิป่าเถื่อน ปลีกตัวออกจากมุมมืด มาหามุมสว่าง พุทธศาสนาได้อำนวยสุขให้ทุกคนโดยไม่เลือกหน้า โดยไม่เลือกว่าเป็นวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ความจริงข้าพเจ้าต้องการ เปลี่ยนศาสนาตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๐ แต่เหตุการณ์ยังไม่อำนวย ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าระบบวรรณะควรจะสูญไปจากอินเดียเสียที แต่ตราบใดที่ยังนับถือพระเวทอยู่ ระบบนี้ก็ยังคงอยู่ กับอินเดียตลอดไป อินเดียก็จะได้รับความระทมทุกข์ ความเสื่อมโทรมตลอดไปเช่นกัน พวกพราหมณ์พากัน จงเกลียดจงชังพระพุทธศาสนา แต่หารู้ไม่ว่าพระสงฆ์ในพุทธกาล ๙๐ % เป็นคนมาจากวรรณะพราหมณ์ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าอยากจะถามพวกพราหมณ์ในปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้น กับพวกเขาหรือ\"

อนุสาวรีย์ ดร. เอ็มเบตการ์ ที่หน้ารัฐสภาอินเดีย

บั้นปลายชีวิต 

เป็นที่น่าเสียดายว่า หลังจากพิธีปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธได้ ๓ เดือน ท่านอัมเบดการ์ได้ถึงแก่กรรม ด้วยโรคร้าย ในวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ (ในอินเดียเป็นปี ๒๕๐๐ อินเดียนับพุทธศักราชเร็วกว่าไทย ๑ ปี เช่นเดียวกับพม่า และลังกา) สร้างความยุ่งเหยิงให้กับชาวศูทรมากมาย เพราะยังไม่ทันพาพวกเขาไปถึงจุดหมาย ท่านก็มาด่วนถึงแก่กรรม ไปเสียก่อน เหมือนเรือที่ขาดหางเสือ

เมื่อท่านอัมเบดการ์ถึงแก่กรรมนั้น มีหลายท่านแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อข่าวการมรณะกรรมของท่านแพร่ออกไป มีทั้งรัฐมนตรี นักการเมืองเดินทางมาเคารพศพ และแสดงความเสียใจแก่ภรรยาของท่านอัมเบดการ์ นายกรัฐมนตรีเนรูห์ได้กล่าวอย่างเศร้าสลดว่า \"เพชรของรัฐบาลหมดไปเสียแล้ว\"
ในวันต่อมา นายกรัฐมนตรีเนรูห์ได้กล่าวไว้อาลัยด.ร.อัมเบดการ์ และสดุดีความดีของเขาอย่างมากมาย ตอนหนึ่งเขาได้กล่าวว่า

\"ชื่อของอัมเบ็ดการ์ จะต้องถูกจดจำต่อไปอีกชั่วกาลนาน โดยเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อลบล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู อัมเบดการ์ต่อสู้กับสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าเป็นที่จำต้องต่อสู้ อัมเบดการ์ได้เป็นคนปลุกให้สังคม ของฮินดูได้ตื่นจากความหลับ\"

และได้ให้มีการหยุดประชุมสภา เพื่อไว้อาลัยแด่ ด.ร. อัมเบดการ์

หลังจากนั้น ได้มีคนสำคัญต่างๆ และผู้ทราบข่าวการมรณกรรมของด.ร.อัมเบดการ์มากมาย ได้ส่งโทรเลขไปแสดงความเสียใจต่อภรรยาของอัมเบดการ์ มุขมนตรีของบอมเบย์ คือนายชะวาน ถึงกับประกาศให้วันเกิดของอัมเบดการ์ เป็นวันหยุดราชการของรัฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่ดวงวิญญาณของท่านอัมเบดการ์

ภรรยาของเขาต้องการจะนำศพของท่านอัมเบดการ์ ไปทำพิธียังบอมเบย์ รัฐบาลก็ได้จัดเที่ยวบินพิเศษให้ เมื่อเครื่องบินนำศพมาถึงบอมเบย์ ประชาชนหลายหมื่นคนได้มารอรับศพของอัมเบดการ์ ซึ่งมีหลายคนที่ไม่สามารถอดกลั้นความเศร้าไว้ได้ ร้องไห้ไปตามๆกัน

ด.ร.อัมเบดการ์ ผู้เกิดมาจากสังคมอันต่ำต้อย ต่อสู้เพื่อตัวเอง เพื่อสังคม และเพื่อประเทศชาติอันเป็นส่วนรวม ตั้งแต่เกิดจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต บัดนี้ เขาได้จากไปแล้ว ทิ้งแต่ความดีเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้สรรเสริญ ชาวพุทธในอินเดียเชื่อว่า วิญญาณของอัมเบดการ์คงยังไม่ไปไหน จะคงอยู่กับพวกเขา คอยช่วยพวกเขา เพราะอัมเบดการ์ไม่เคยทิ้งคนจน ไม่เคยลืมคนยาก ช่วยเหลือพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ต่อท้ายจากบทสวดสังฆรัตนะ พวกเขาจึงอ้างเอาด.ร.อัมเบดการ์เป็นสรณะด้วย โดยสวดว่า พิมพัง(ขื่อเดิมของอัมเบดการ์) สรณัง คัจฉามิ อยู่จนทุกวันนี้.

คุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

- มีความมุมานะพยายามในการศึกษาเล่าเรียน แม้จะประสบความลำบาก ความเดือดร้อนมากเพียงใด ก็ก้มหน้ามุมานะต่อไปโดยไม่หยุดยั้งจนกระทั่งจบปริญญาเอก นี่คือความสำเร็จของเด็กยากจนที่เกิดในวรรณะศูทรที่ได้มาด้วยความมานะพยายาม

- มีความอดทนเป็นเลิศ เมื่อครั้งศึกษาเล่าเรียน โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย ดร.เอ็มเบดการ์ ได้เผชิญกับปัญหาต่างๆถูกข่มเหงจากนักศึกษาต่างวรรณะ บางคนได้ข่มเหงรังแก ทุบตีอย่างทารุณ แต่ท่านก็ได้กัดฟันต่อสู้ต่อเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความอดทน และได้นำเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นกำลังใจให้มีความมุมานะในการศึกษาเล่าเรียนยิ่งขึ้น

- มีสติปัญญาดี จนสามารถเรียนจนจบปริญญาเอก

- ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ดร.เอ็มเบดการ์ ได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นหลักในการปฏิวัติระบบชนชั้นวรรณะของสังคมอินเดีย ดังที่ท่านประกาศไว้ตอนหนึ่งว่า "ระบบวรรณะนั้นเป็นความบกพร่อง ใครเกิดมาในวรรณะเลวก๊ต้องเลวอยู่ชั่วชาติ จะทำอย่างไรก็ไม่มีทางดีขึ้นมาได้ ข้อนี้จึงเป็นเรื่องฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป...

กฏแห่งกรรมของพระพุทธเจ้าไม่มีใครลบล้างได้ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญความเพียร ชัยชนะของแต่ละคนขึ้นอยู่กับความเพียร ยาจกก็สามารถยกตนขึ้นเป็นมหาเศรษฐีได้ เพราะความเพียร ด้วยที่ท่านมีนำ้ใจที่หนักแน่น มีอุดมคติสูง กล้าหาญ เสียสละ จึงได้รับสมญานามว่า มนุษย์กระดูกเหล็ก ฝีปากกล้า และอภิชาตบุตรของชาวหริจันทร์(ชาวศูทร)

ดูเพิ่มเติม ดร.อัมเบดการ์ ผู้ที่ชาวพุทธควรยกย่อง PANTIP 

Read more ...

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปญฺญานนฺโท)

3 ส.ค. 2558
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี  https://goo.gl/sFrQmY

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปัญญานันโท) (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 — 10 ตุลาคม พ.ศ. 2550) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะพระสงฆ์ผู้ปฏิรูปแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทย ผู้เป็นสหธรรมิกร่วมอุดมการณ์คนสำคัญของพระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) และผู้อุทิศชีวิตให้กับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจนวาระสุดท้ายของชีวิต

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ จากรายการ คน ค้น คน
https://www.youtube.com/playlist?list=PLBI72jnPM93IbI2xbE2D1XHXRJqtxLdt_
Read more ...

วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์

19 ก.ค. 2558
ผู้จัดทำเว็บไซต์การศึกษา www.eduzones.com

WEBSITE --- www.ajwiriya.com

BLOG --- https://goo.gl/agU0rr

FACEBOOK  --- https://goo.gl/8eU6no

TWITTER --- https://goo.gl/NBs9IZ

YOUTUBE --- https://goo.gl/zyd46Z

เขียนเมื่อ 20 ก.ค.2558

Read more ...

เยาวลักษณ์ อนุพันธ์

18 ก.ค. 2558

ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 

Read more ...

"Elizabeth Holmes" สาววัย 30 ร่ำรวยติดอันดับ 400 คนแรกมหาเศรษฐีอเมริกา

6 ก.ค. 2558
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557

http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/619977

เป็นเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดามหาเศรษฐี 400 อันดับแรก โดยมีคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี จำนวน 11 คนที่อยู่ในการจัดอันดับของฟอร์บ เช่น

- Mark Zuckberberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ,
- Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ,
- Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Uber และ
- Jan Koum ผู้ก่อตั้ง WhatsApp

ปัจจุบัน บริษัท Theranos ที่เธอเป็นผู้ตั้ง มีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ และเธอเป็นผู้ถือหุ้น 50% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์

Theranos เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีการตรวจเลือดแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ของโลกในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

ชีวิตวัยเด็กของเธอใช้ชีวิตอยู่กับลุง ที่มักพาเธอไปเล่นครอสเวิร์ด ต่อพัซเซิล และท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งลุงของเธอถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง และกำลังลามไปที่สมองและทั่วร่างกาย สุดท้ายลุงของเธอเสียชีวิต

เหตุการณ์นี้ทำให้เธอคิดว่า ถ้าสามารถรู้ตัวก่อนจะป่วย ลุงของเธอก็คงไม่จากไปก่อนวัยอันควร เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยก็สายไปแล้ว

เธอตัดสินใจหยุดการเรียนที่ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อก่อตั้งบริษัท Theranos โดยใช้เงินทุนก่อตั้งบริษัทจากเงินที่พ่อแม่เก็บไว้ใช้ในการเรียนของเธอ

10 ปีต่อมา บริษัทได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองทุน Venture Capital ชื่อ "Draper Fisher Jurvetson" และ "Larry Ellison" ประธานบริษัท ออราเคิล เจ้าของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลชื่อดัง เพื่อวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจเลือดรูปแบบใหม่ จนสามารถใช้งานจริงได้ และได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา

การตรวจเลือด เป็นหนึ่งวิธีในการหาสาเหตุของโรคในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เข็มในการเจาะเส้นเลือด เพื่อนำเลือดมาตรวจ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน ทำให้มีค่าใช้จายสูงและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น แพทย์อาจสั่งเจาะเลือดเพิ่มเพื่อดูผลเฉพาะด้าน ทำให้ต้องเจาะเลือดหลายรอบ และแต่ละรอบต้องรอผลอีก บางคนก็กลัวเข็ม

สิ่งที่บริษัทของเธอทำคือ การสร้างอุปกรณ์เก็บเลือดโดยการเจาะที่ปลายนิ้ว ชื่อ Fingerstick (หรือ Fingerprick) โดยตัวอย่างเลือดเก็บเพียง 2-3 หยด ก็สามารถตรวจเฉพาะได้หลายอย่างและจะตรวจซ้ำหลายครั้งก็ได้ โดยไม่ต้องเจาะเลือดหลายๆ รอบ เป็นวิธีการตรวจที่ประหยัดเวลา ลดต้นทุนการตรวจเลือดจากวิธีการเดิมมากที่สุดถึง 90% และมีประสิทธิภาพ

เธอเชื่อว่า ถ้าคนรู้ข้อมูลสำคัญของร่างกายตนเอง จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต หันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของสหรัฐ มีสัดส่วนถึง 20% ของต้นทุนการดูแลสุขภาพทั้งหมดของประเทศ หากคนรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานก็จะดูแลตัวเองมากขึ้น อัตราการป่วยเบาหวานก็จะลดลง ประหยัดเงินของประเทศเป็นจำนวนมหาศาล

ปัจจุบัน Theranos ได้รับอนุญาตในการตรวจเลือดครบทุกรัฐของประเทศ มีรูปแบบการตรวจเลือดกว่า 200 รูปแบบ

มูลค่าของอุตสาหกรรมตรวจเลือดทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีผู้นำตลาดอยู่ 2 ราย คือ บริษัท Quest และ บริษัท LabCorp แต่เป้าหมายของเธอคือ การสร้างตลาดที่เรียกว่า “Consumer Health Technology” ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามหาศาล

เทคโนโลยีของ Theranos อาจช่วยให้มนุษย์สุขภาพแข็งแรงขึ้น อายุยืนขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลอีกมหาศาล

ล่าสุด “Walgreen” ร้านขายยาที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐ เตรียมนำ “Theranos Wellness Center” ไปอยู่ในสาขาของตนกว่า 8,200 สาขาทั่วสหรัฐ เพื่อให้คนได้ใช้เทคโนโลยีการตรวจสุขภาพของเธอเพื่อตรวจสุขภาพตนเองต่อไป
Read more ...

ประทีป ตั้งมติธรรม

3 มิ.ย. 2558
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) (บมจ.)

เกิดเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2491

บิดาเป็นอดีตพนักงานขายวัสดุก่อสร้าง ที่ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการทั่วไป ต่อมาเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างของตัวเอง ชื่อ "เกี้ยนตัง"

ในวัยเด็ก ชอบวาดรูป ศึกษาต่อที่ รร.สวนกุหลาบ มีนิสัยรักการอ่าน ชอบอ่านหนังสือออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้าง ที่ห้องสมุดบริติชเคาน์ซิล ใกล้โรงเรียนบ่อยๆ ศึกษาต่อ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จบเกียรตินิยมอันดับสอง

ในปี 2516เริ่มต้นทำงานเป็นสถาปนิก ที่ บริษัท อีอีซี จำกัด จากนั้นย้ายไปทำงานที่ บริษัท โอบายาชิ กิมิ จำกัด ต่อมาไปเรียนต่อปริญญาโทที่ University of Illinois ที่ Urbana Champaign สาขา Housing เรียน 1 ปี จบหลักสูตร M.Arch เกียรตินิยม "ที่เลือกไปเรียนต่อที่อเมริกาเพราะเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมยุคใหม่ เยอะที่สุด เป็นเจ้าเศรษฐกิจของโลก เจริญที่สุด ก้าวหน้าที่สุด และรวยที่สุด รวมทั้งเรื่องภาษาด้วย" ต่อมาทำงานออกแบบที่ บริษัท Edwards & Dankert, Architects & Planners

กลับประเทศไทย ปี 2520 จึงเปิดบริษัท อาคิเทค เจอรัล ดีไซน์ แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด ต่อมาร่วมทุนกับพี่ชาย ตั้ง บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด(มหาชน) โดยประทีปนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ สร้างโครงการปทุมวันเพลสคอนโดมิเนียม ปี 2525 จนได้รางวัลนักการตลาดดีเด่น

ปี 2532 จึงแยกตัวมาตั้ง บริษัท ศุภาลัย จำกัด ซึ่งเป็นช่วงอสังหาฯ ขยายตัวสูง เหตุผลที่ใช้ชื่อ ศุภาลัย เพราะ ศุภาลัย แปลว่า "บ้านที่ดี" และเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจที่จะสร้างบ้านให้แก่ลูกค้าอย่างที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ครอบครัวนั้นๆอยู่กันอย่างมีความสุข"

3 ปี ต่อมา จึงนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย "การเป็นสถาปนิก ช่วยให้ได้เปรียบคู่แข่งในการตัดสินใจและคิดคำนวณต้นทุนได้เร็ว "

ผู้ที่เขานำมาเป็น Role model ได้แก่

- ขงจื้อ เล่าจื๊อ และเหลี่ยวฝาน ที่สอนว่า "ทุกคนเป็นคนลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง" รวมถึ
- หลวงวิจิตรวาทการ ที่พัฒนาตัวเองจากเสมียนกระทรวงการต่างประเทศจนได้เป็นรัฐมนตรี รวมถึง
- โธมัส อัลวา เอดิสัน ที่ชอบคิดค้นอะไรใหม่ๆ รวมถึง
- คำสอนของพระพุทธเจ้า หลัก "อิทธิบาท 4" ที่เขานำมาเป็นสูตรสร้างความสำเร็จให้องค์กร

พร้อมทั้งสร้างปรัชญาการทำงานที่ยึด SPL ได้แก่ ความเป็นเลิศ(Superiority) , การเอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย(Profitability) และ ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว(Longevity)

ย้ำให้พนักงานพัฒนาตัวเอง ไม่ต้องโทษดวง วิธีพัฒนาตัวเอง ต้องพัฒนา ทั้งความรู้ ความสามารถ คุณภาพชีวิต และความน่าเชื่อถือ ประกอบกัน และตัวเขาทำเป็นต้นแบบให้เห็น

ข้อคิดสำหรับคนรุ่นใหม่  "ในโลกนี้เราสามารถที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ คือความตั้งใจ ความพยายาม และรักในสิ่งที่ทำ เมื่อเราตั้งใจ และพยายามอยู่เรื่อยๆ ไตร่ตรองหาเหตุผลเสมอก็จะทำอะไรใหม่ๆได้ตลอด แล้วเราก็จะภูมิใจในสิ่งที่เราทำได้ ที่สำคัญทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเราก็จะได้ประโยชน์ด้วย และเมื่อเราคิดในสิ่งทีดี ทำในสิ่งที่ดี ก็จะได้สิ่งที่ดีๆ กลับมา”

งานที่ท้าทายจากนี้ไป คือ ทำอะไรที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำให้พัฒนาได้เรื่อยๆ เพราะยังสนุกอยู่กับงาน ตราบใดที่สุขภาพยังโอเคอยู่ก็จะทำไปเรื่อยๆ

การพักผ่อน มีทั้งเล่นจื้อกง โยคะ ฟิตเนส ว่ายน้ำ แบดมินตัน ตีกอล์ฟ  อ่านหนังสือ ดูทีวี ท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ที่ชอบมากๆ และทำมาตั้งแต่วัยหนุ่มคือ  การถ่ายภาพ และสะสมโมเดลบ้าน

เขียนเมื่อ 3 มิ.ย.2558 จากเว็บไซต์ https://www.gotoknow.org/posts/343136
Read more ...

เฟลิกซ์ เคลเบิร์ก (Felix Kjellberg) มหาเศรษฐีหนุ่มเจ้าของช่องยูทูป

16 พ.ค. 2558
เขียนเมื่อ 16 พ.ค.2558

เด็กหนุ่มชาวสวีเดน มีรายได้จาก Youtube สูงถึง 4 ล้านเหรียญดอลล่าต่อปี

มีผู้ติดตามช่อง 36 ล้านคนแล้ว

ติดตามช่องของเขาที่ PewDiePie
Read more ...

วัยรุ่นพันล้าน! “KSI” มหาเศรษฐีหนุ่ม

16 พ.ค. 2558
เมื่อ 16 พ.ค.2558

เด็กหนุ่มเจ้าของช่องในยูทูป ksi

มีผู้ติดตามหลายล้านคน

เน้นเล่นเกมส์แข่งขันฟุตบอล

เป็นช่องที่มีผู้ติดตามมากที่สุดอันดับ 2 ในอังกฤษ

สร้างเม็ดเงินให้กับเขามหาศาลจากค่าโฆษณา

ติดตามช่องของเขาทางยูทูปได้

ksi 
Read more ...

PORNALDO จอมถล่มประตูแห่งวงการหนังโป๊ญี่ปุ่น ลั่นจะทำงานจนอายุ 100 ปี!

12 พ.ค. 2558


โดยข่าวสด เมื่อ 12 พ.ค.2558

จากรายงานของเอเอฟพี "ชิมิเคน" ราชาหนังโป๊ของญี่ปุ่นฮีโร่ของกลุ่มคนติดหนังโป๊ ชายผู้ต้องแบกรับภาระการบำบัดราคะของชาติยังคงดูกระชุ่มกระชวยพร้อมที่จะกระซวกประตูอยู่เสมอ ตามฉายาที่ผู้กำกับรายหนึ่งมอบให้กับเขาว่า "คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แห่งสังเวียนเซ็กซ์" จากลีลาอันร้อนแรงบนเตียงของเขา แม้ว่าวันนี้เขาจะอยู่ในวัย 35 ปีแล้วก็ตาม

ชิมิเคน หรือชื่อจริงว่า เคน ชิมิซึ ซึ่งเชื่อกันว่าได้ร่วมหลับนอนกับผู้หญิงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 พันราย ในหนังกว่า 7,500 เรื่อง ได้ตกเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้หลังออกมากล่าวว่าวงการหนังโป๊ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีนักแสดงหน้าใหม่เข้ามาเสริมกำลัง โดยได้ทวีตข้อความออกไปว่าปัจจุบันมีเสือเบงกอลมากเสียยิ่งกว่านักแสดงหนังโป๊ชายในญี่ปุ่น

"มันเป็นงานที่ยากครับแต่มันต้องมีใครสักคนมาทำหน้าที่นี้" ดาราหนุ่มให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี "เราไม่ต่างจากสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์... ตอนนี้มีนักแสดงชายอยู่เพียง 70 คน ขณะที่นักแสดงหญิงมีมากกว่า 10,000 คน"

ข้อความของเขาถูกนำไปทวีตต่ออีกอย่างล้นหลาม โดยแฟนๆ ที่กลัวว่าธุรกิจหนังโป๊ของญี่ปุ่นที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.6 แสนล้านบาท) อาจตกอยู่ในอันตราย

"พวกเราถูกพบได้ยากมากขึ้น ไม่ต่างไปจากแพนด้า ... มันจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อที่จะต้องดูนักแสดงรายเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด" นักแสดงหนังผู้ใหญ่ชั้นนำกล่าว

เขายังคงยืนยันว่า ตนสามารถที่จะยืนหยัดในวงการได้ต่อไป แม้จะต้องทำการบันทึกหนังโป๊วันละ 2-3 เรื่องโดยเฉลี่ย

"ปกติผมจะนอนกับผู้หญิง 2-3 คน ในแต่ละวัน ผมต้องมีเซ็กส์ประมาณวันละ 2 ชั่วโมง ... มันเป็นงานในฝันของผม ... ผมทำงานนี้มาตั้งแต่อายุ 17 ปี และไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย"

"มันเจ๋งกว่าการนั่งทำงานในสำนักงานเยอะ" นักแสดงซึ่งเล่นเพาะกายในยามว่างกล่าว "ผมจะทำงานนี้ไปจนถึงอายุครบ 100 ปีนู่นแหละ"

ชิมิเคนมีรูปแบบการทานอาหารที่เข้มงวด ในกระเป๋าของเขามีโปรตีนแท่ง, อกไก่ และไข่ต้ม รวมทั้งวิตามินเสริมจากกวางญี่ปุ่น และดื่มสารสกัดจากงูเพื่อเสริมสมรรถภาพ โดยไม่ต้องใช้ไวอากร้า

เขากล่าวว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่มีนักแสดงหน้าใหม่เข้ามา เนื่องจากว่ากลัวที่จะถูกจับได้หรือโดนล้อเลียน โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย และอีกปัจจัยคือการกลัวที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับนักแสดงรายอื่น

ขณะที่คนในวงการบางส่วนโทษว่ากระแสสังคมที่กำลังนิยม "ผู้ชายกินหญ้า" (Herbivore men) ซึ่งละทิ้งเรื่องเซ็กซ์และลักษณะความเป็นชายแบบดั้งเดิม แล้วทำตัวติ๋มๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแข่งขันทางสังคมแทน

"สภาพจิตใจ ผู้ชายกำลังอ่อนแอลง" 

นักแสดงหญิง ยูโกะ ชิรากิ กล่าว 

"พวกเขาเหลือความเป็นชายน้อยลง และไม่ค่อยกล้าแสดงออกเชิงรุกในเรื่องเซ็กซ์"

โทฮิโระ ผู้กำกับดัง เห็นด้วยว่า

ผู้ชายญี่ปุ่นปัจจุบันมีความอ่อนโยนนุ่มนิ่มมากขึ้น 

"ผมอยู่ในธุรกิจนี้มา 27 ปี คุณมองเห็นได้ชัดเลยว่าพวกผู้ชายกินพืชนี่มันเพิ่มขึ้นมากทีเดียว  

ผู้ชายเดี๋ยวนี้ขาดความกระหาย ไม่มีความปรารถนาอะไร พวกเขามีทุกอย่างที่ตัวเองต้องการแล้ว"

"ความแข็งแกร่งของสภาพจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ" ผู้กำกับฯ กล่าว 

"นักแสดงจะต้องตกอยู่ภายใต้สภาพกดดันอย่างหนัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมัวคิดถึงแต่ความกดดันมันก็จบ"

"การร่วมเพศมันยากนะ เหมือนกับฟุตบอลนั่นแหละ คุณไม่มีทางเห็นนักฟุตบอลที่ทำได้อย่างเมสซี่ หรือโรนัลโด้ เป็นร้อยๆ คนหรอกจริงมั้ย มีแต่เมสซี่ หรือโรนัลโด้เท่านั้นที่ทำได้ในแบบฉบับของตัวเอง"
Read more ...

เต๋อ นวพล

4 พ.ค. 2558
เขียนเมื่อ 4 พ.ค.2558

เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ นักเขียน และผู้กำกับภาพยนตร์ ที่มีผลงานแปลกใหม่ น่าสนใจ


Read more ...

สาวพิการยืนหยัดสู้คนกลั่นแกล้ง ล้อเป็น “ผู้หญิงน่าเกลียดที่สุดในโลก”

14 มี.ค. 2558

โดยบีบีซี เมื่อ 14 มี.ค.2558

ลิซซี่ เวลาสเควส วัย 26 ปีจากรัฐเท็กซัสของสหรัฐ ต้องถูกล้อเลียนกลั่นแกล้งมาตั้งแต่เด็ก เพราะความผิดปกติทางร่างกาย ที่ทำให้เธอมีกล้ามเนื้อลีบเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่น แขนขายาวผิดปกติและตาข้างหนึ่งบอด

ลิซซี่ป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยากสองชนิด คือ กลุ่มอาการมาร์แฟน ที่ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถคงรูปปกติได้ ทั้งทำให้มีปัญหาที่กระดูก หลอดเลือด และหัวใจ นอกจากนี้ เธอยังมีอาการไขมันกระจายตัวผิดปกติ ซึ่งทำให้น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นเลย ไม่ว่าจะกินมากเพียงใดก็ตาม โดยทุกวันนี้เธอมีน้ำหนักเพียง 27 กิโลกรัม และต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เพื่อรับการผ่าตัดรักษาสายตา หู ตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกและจัดรูปเท้าใหม่ โรคดังกล่าวยังทำให้เธอรู้สึกไร้เรี่ยวแรงตลอดเวลา และมีภูมิต้านทานการติดเชื้อต่ำ เมื่อปลายปีที่แล้ว เธอต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะไม่สามารถกลืนอาหารได้ เนื่องจากความผิดปกติที่หลอดอาหาร

เมื่อลิซซี่อายุ 17 ปี ได้บังเอิญไปพบวิดีโอหนึ่งในเว็บไซต์ยูทูบซึ่งใช้ชื่อว่า “ผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ซึ่งมียอดเข้าชมถึงสี่ล้านครั้ง และเมื่อคลิกเข้าไปดู ก็ตกใจที่พบว่าผู้หญิงคนนั้นคือตัวเธอเอง แต่ที่โหดร้ายกว่านั้นคือความเห็นจากผู้ชมวิดีโอนับพันความเห็น ที่บอกให้เธอไปฆ่าตัวตาย บ้างก็ว่าพ่อแม่ปล่อยให้เธอมีชีวิตรอดมาทำไม บางคนให้เอาเธอไปเผาไฟ และบ้างก็ว่า ผู้คนตามท้องถนนจะต้องตาบอดแน่ถ้ามองเห็นเธอเข้า

ลิซซี่บอกว่า เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก และนอนร้องไห้อยู่หลายคืน แต่ด้วยความรักจากพ่อแม่ที่เลี้ยงดูให้เธอคิดบวกและทำดีกับผู้อื่นมาโดยตลอดแม้จะถูกกลั่นแกล้ง ทำให้ลิซซี่กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง เธอตัดสินใจเปิดช่องวิดีโอของตัวเองบนยูทูบ เพื่อแนะนำกับผู้คนว่า “ผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ในวิดีโอนั้นเป็นใคร เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมีความมั่นใจในตนเอง ไม่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็ตาม

ทุกวันนี้ ช่องวิดีโอยูทูบของเธอมีสมาชิกติดตามถึง 240,000 คน และวิดีโอที่เธอได้ไปพูดในรายการให้แนวคิดใหม่และสร้างแรงบันดาลใจ TED Talk มีผู้ชมแล้วถึง 7 ล้านคน เธอยังได้ร่วมรณรงค์เพื่อให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายต่อต้านการกลั่นแกล้ง ซึ่งจะช่วยป้องกันการกลั่นแกล้งรังแกในสถานศึกษาอีกด้วย เรื่องราวชีวิตของเธอได้รับการถ่ายทำเป็นภาพยนตร์สารคดีซึ่งจะออกฉายในสหรัฐเร็วๆนี้
Read more ...

พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผู้หาญกล้าจับเจ้าพ่อบูรพา

25 ธ.ค. 2557
โดย...วัสยศ งามขำ โพสต์ทูเดย์ เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2556

ปฏิบัติการจับกุม "สมชาย คุณปลื้ม" หรือ กำนันเป๊าะ มีคีย์แมนคนสำคัญที่คอยวางแผนรวบรวมข้อมูล จนถึงนำเจ้าหน้าที่เข้าจู่โจมจับกุมที่ชื่อว่า "พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล" ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจยิ่ง

พ.ต.อ.อธิป เป็นบุตรชาย พ.ต.อ.สรสีห์ หรือ อุเทนฉิมอร่าม อดีตรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 ผู้ล่วงลับ เกิดตอนบิดารับราชการอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำความได้ว่า นั่งรถโฟล์กเต่าสีฟ้า ป้ายแดง ตระเวนตรวจพื้นที่กับบิดาเป็นประจำ

พอบิดาย้ายเข้านครบาล เขาเลยมาเรียนประถมโรงเรียนปานะพันธุ์ ก่อนต่อมัธยมโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แล้วสอบเข้าเตรียมทหารเลือกเหล่าตำรวจตามรอยเท้าบิดาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 46บรรจุลงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินเจอประสบการณ์เฉียดตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรประจำวันไปตรวจคดีอุบัติเหตุจราจรบริเวณโค้งผีสิงหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

นายตำรวจหนุ่มเล่าว่าเหตุเกิดราวตีสอง ยุคนั้นมีอุบัติเหตุบ่อยมาก เนื่องจากสถานบันเทิงย่านห้วยขวางกำลังบูม คนเมาสุราขับรถเจอทางโค้งแล้วจะเอาไม่อยู่ เราไปตรวจที่เกิดเหตุ วางกรวยยาง กำลังเขียนแผนที่ยืนหันหลังให้รถที่วิ่งมา ได้ยินเสียงรถเบรกเอี๊ยดหลุดโค้งตะแคงไถลมาแต่ไกลระยะห่างกับที่ยืนอยู่ไม่ถึง 10 เมตร

“ผมหันไปเห็นแล้วกระโดดหลบทันที รถคันนั้นพุ่งชนรถที่เกิดอุบัติเหตุก่อนหน้าดังสนั่นเกิดแรงอัดอากาศกระแทกร่างผมกระเด็นไปอีกหลายเมตรเหมือนแรงระเบิดซีโฟร์ พอตั้งสติได้คิดอย่างเดียวลูกน้องเป็นอะไรหรือไม่ ชาวบ้านเจ็บหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าทุกคนปลอดภัยจึงไปดูรถคันเกิดเหตุ คนขับรอดตายปีนออกมาแถมถือขวดเหล้าออกมาด้วย ไม่น่าเชื่อจริง ๆ”

อยู่พหลโยธินไม่นาน พ.ต.อ.อธิป ย้ายเป็นรองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจนครบางซื่อ เจอสำนวนคดีอาญาปีละ 6,000 กว่าคดี ร้อยเวรต้องรับผิดชอบตกประมาณคนละ 600 คดี เขาบอกว่า ตอนนั้นพ่อเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือมักพูดให้ฟังเกี่ยวกับงานสอบสวนว่า มีความสำคัญมาก เพราะมีอำนาจ มีหน้าที่หลายอย่าง มีส่วนช่วยเหลือประชาชนได้ไม่น้อย เชื่อว่า พ่อคงวางแนวทางไว้ให้ไปเจอเหตุการณ์จริง ไปทำงานจริง

ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้กำกับกองปราบปรามกลับมองว่า ตัวเป็นลูกตำรวจใหญ่ก็จริง แต่พ่อแทบไม่ช่วยอะไรเลย ไม่มีลูกนายคนไหนที่ให้ลูกไปอยู่โรงพัก อยู่งานสอบสวน มีอะไรพร้อมจะโดนก่อน แต่ถ้ามองอีกมุมเชื่อว่า พ่ออาจจะฝึกให้เราแกร่ง โชคดีที่อยู่บางซื่อจนเป็นสารวัตรสอบสวนไม่เคยถูกตั้งกรรมการสะสมประสบการณ์จนเชี่ยวชาญงานสอบสวนสมกับที่พ่อวางไว้ก่อนย้ายเป็นพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รับการประเมินเลื่อนเป็นสัญญาบัตร 3 เทียบเท่ารองผู้กำกับรับหน้าที่ไม่ต่างหัวหน้าพนักงานสอบสวนทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่เว้นวันหยุด

สุดท้ายได้ลับคมวิชาสืบสวนโดยบังเอิญ หลังจาก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ เข้ามารักษาการตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปรามโผล่มาเจอเขาในเช้าวันหนึ่งที่กำลังมีคดีสำคัญ “ท่านชวนผมไปช่วยขับรถให้ ระหว่างทางท่านสอนเทคนิควิธีการสืบสวนให้ผมตลอด ตอนนั้นก็ไม่รู้จักท่าน รู้แค่ว่า เป็นอาจารย์สอนสืบสวนสอบสวน นับจากนั้นเป็นต้นมา ผมได้ความรู้จากท่านเยอะมากเกี่ยวกับวิชาภูมิศาสตร์อาชญากรรม เริ่มลงไปสืบสวนคดี ขยับเป็นผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม”พ.ต.อ.อธิปย้อนวันวาน

โชว์ผลงานบุกจับมือปืนอันดับ 9 ตามบัญชีดำของกองปราบปราม หลังเข้ามาหลบกบดานอยู่ในอพาร์ตเมนต์ซอยเสือใหญ่อุทิศ ถนนรัชดาภิเษก เจ้าตัวเล่าว่า คนร้ายมีหมายจับหลายใบ เคยยิงฝ่าวงล้อมตำรวจพังงามาแล้ว มีพฤติกรรมพกปืนติดตัวตลอดเวลา พอลูกน้องได้ข่าวมา เราในฐานะหัวหน้าหน่วยจำเป็นต้องนำกำลังไปปิดล้อมอพาร์ตเมนต์แล้วประสานหน่วยคอมมานโดจู่โจมจับกุมพร้อมปืน 11 มิลลิเมตร ระเบิดอีก 1 ลูก จากนั้นถึงย้ายเป็นผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษคุมหน่วยคอมมานโดเอง

ทั้งนี้ พ.ต.อ.อธิปเคยลาอุปสมบท และจำพรรษาอยู่ที่วัดในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเวลา 3 เดือนครึ่ง มันทำให้เขาเรียนรู้หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ารวมถึงหลักการดำเนินชีวิตของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า “ให้มีชีวิตอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตการมีสติอยู่กับปัจจุบัน ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปัจจุบันวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอดีตกับอนาคตก็จะดีไปเอง” มีส่วนให้นายตำรวจหนุ่มก้าวในเส้นทางอาชีพอย่างมั่นคง

สมเป็นตำรวจรับใช้ชุมชนตามทฤษฎีใหม่ของผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
Read more ...

วันดี กุญชรยาคง สตรีโซลาร์ฟาร์ม

13 ธ.ค. 2557
โดยข่าวทะลุคน นสพ.ข่าวสด เมื่อ 13 ธ.ค.2557

วันดี กุญชรยาคง เป็นหญิงไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก

องค์การสหประ ชาชาติ (ยูเอ็น) คัดเลือกสตรีที่ประสบความสำเร็จในการทำงานที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยน แปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ

ปีนี้ มอบรางวัล Leading a Woman Powered Solar energy Transformation ให้กับ วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

ในฐานะผู้นำบุกเบิกโซลาร์ฟาร์มสำเร็จ

สร้างพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย

ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ

วัย 55 ปี สมรสกับสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผวจ.ชัยนาท

จบบัญชีจากกรุงเทพการบัญชี แล้วไปเรียนต่อด้านกฎหมาย ปริญญาโทวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพลังงานทดแทนจากมหาวิทยาลัยนเรศวร

มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

เคยทำงานขายแผงโซลาร์เซลล์ให้ กฟผ.

เชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบันเป็นประธานบริหารธุรกิจพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม, ธุรกิจบริการรับเหมาโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร

IFC ยกให้ติด 1 ใน 6 บุคคลของโลกในปี 2011

สร้างชื่อให้ประเทศไทยอีกครั้ง
Read more ...

Vasyl Lomachenko

23 พ.ย. 2557



โดยวิกิพีเดีย เมื่อ 23 พ.ย.2557

นักมวยสากลอาชีพ ชาวยูเครน

ฉายา ไฮเทค

มีพ่อเป็นโค้ช ตั้งแต่เด็ก ๆ

ใช้วิธีการฝึกซ้อมที่ชาญฉลาด จึงเป็นที่มาของฉายา

ปัจจุบันเป็น แชมป์โลกรุ่น เฟเธอร์เวท WBO

เคยเป็นแชมป์โอลิมปิคปี 2008(รุ่นเฟเธอร์เวท) และ ปี 2012(รุ่นไลต์เวท)

สถิติการชกมวยสากลสมัครเล่น  396-1(แพ้ครั้งเดียว)

เทิร์นโปร ชกเพียง 3 ครั้ง ก็คว้าแชมป์โลก รุ่น เฟเธอร์เวท WBO มาครอบครองได้

โดยเขาเกือบจะทำลายสถิติของแสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ในการชกอาชีพเพียง 2 ครั้ง แล้วคว้าแชมป์โลกได้

แต่เขาทำพลาดไป เนื่องจาก การชกครั้งที่ 2 เขาแพ้คะแนนให้กับ Orlando Salido ทำให้ชวดแชมป์

แต่อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์โลกได้เร็วที่สุด 3 ครั้ง เทียบเท่ากับแสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ที่ทำสถิติไว้เมื่อ  15 ก.ค. 2518

โดยการชกครั้งที่ 3 เขาเอาชนะคะแนน Gary Russell, Jr. นักมวยชาวอเมริกัน เมื่อ 21 มิ.ย.2557 ที่ StubHub Center, Carson, California

และป้องกันแชมป์ครั้งแรก ชนะคะแนน ชลธาร อ.พิริยะภิญโญ นักมวยชาวไทย ไปขาดลอย เมื่อ 23 พ.ย.2557 ที่มาเก๊า




Read more ...

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์

22 พ.ย. 2557
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เมื่อ 23 พ.ย.2557

พลตำรวจโท พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2499 ที่ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรของประวัตและยุพิน ฉายาพันธุ์

จบการศึกษา

- ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ, 
- ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย, 
- โรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 (ตท.15), 
- โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 (ร่วมรุ่นกับ พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ, พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน), 
- ปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

นอกจากนั้นแล้วยังได้ผ่านการอบรมต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ จบหลักสูตรผู้บริหารชั้นสูงของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรผู้บริหารงานระดับกลางของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรสืบสวนของหน่วยสืบราชการลับ จากวิทยาลัยหน่วยสืบราชการลับสหรัฐอเมริกา, หลักสูตรด้านการบริหารตำรวจ จากวิทยาลัยตำรวจแคนาดา เป็นต้น

ประวัติการทำงาน เคยเป็น

- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลท่าพระ, 
- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา, 
- รองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางขุนนนท์ ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม, 
- ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม, 
- ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม, 
- รองผู้บังคับการกองปราบปราม รักษาราชการแทนผู้การกองปราบปราม, 
- ผู้บังคับการกองปราบปราม  
- รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง 
- ปัจจุบัน ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งเดิมตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 610/2557

ได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจมือปราบและมือสอบสวนคนหนึ่งที่มีผลงานต่าง ๆ มากมาย ทั้งคดียาเสพติดและคดีการฉ้อโกงข้ามชาติ และในขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม ได้จัดตั้ง "หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์" โดยการนำหลักวิชาการมาใช้ในการสืบสวน เพื่อรองรับเทคนิคการสืบสวนสมัยใหม่ ซึ่งจะทำให้การสืบสวนเที่ยงตรง แม่นยำขึ้นและสามารถค้นหาความจริงในคดีต่าง ๆ ได้มาก ซึ่งเป็นหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ที่ตั้งขึ้นในวงการตำรวจแห่งแรกของทวีปเอเชีย

ปี 2539 พันตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ขณะยังเป็น รอง ผกก.หน.สน.บางขุนนท์ ได้ริเริ่มนำ "ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" ตามทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชน (Community Policing) ซึ่งเป็นทฤษฎี/หลักการทำงานของตำรวจที่ใช้ได้ผลจริงในสหรัฐอเมริกาในการลดปัญหาอาชญากรรมในชุมชน มาทดลองใช้อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในประเทศไทย

ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553
ภายหลังรับตำแหน่ง ผบช.ก. โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนได้แพร่หลายอีกครั้งหนึ่งแก่ตำรวจในสังกัดอย่างมากมาย เช่น ชุมชนทัพพระยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี , ชุมชนบ้านหัวทาง ตำบลพิมาน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ชุมชนบ้านคลองบอน คลองดง ตำบลคอนสาร อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ตามโครงการคืนชุมชนสีขาวให้สังคมโดยตำรวจทางหลวง (ส.ทล.6 กก.6 บก.ทล. (ชัยภูมิ))  เป็นต้น

และได้ริเริ่มโครงการต่างๆ มากมายเพื่อพัฒนาบุคลากรและองค์กร เช่น บช.ก.โกอินเตอร์ ,ร.ร.ตำรวจนอกเวลา , 5 ทฤษฎี 1 หลักการ ลดหวาดระแวงของประชาชน , MOUทางการศึกษากับนิด้า   เป็นต้น

สื่อมวลชนตั้งชื่อเล่นว่า "เดอะกิ๊ก"

นอกจากการรับราชการตำรวจแล้ว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ยังถือว่าเป็นนักวิชาการในศาสตร์ด้านอาชญาวิทยาและนิติศาสตร์ด้วย ด้วยการเป็นอาจารย์บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 

อีกทั้งยังเคยเขียนหนังสือทางวิชาการตำรวจแผนใหม่อีกหลายเล่ม อาทิ ความรู้เบื้องต้นการเฝ้าสังเกตการณ์ และการสะกดรอยติดตาม พ.ศ. 2536, ความรู้เบื้องต้นการสืบสวนอาชญากรรม พ.ศ. 2537, วิธีปฏิบัติภาคสนามสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อรับแจ้งเหตุอาชญากรรม พ.ศ. 2539 เป็นต้น 
Read more ...

แดนอรัญ แสงทอง โลกนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่น

3 พ.ย. 2557
โดย ดอกฝน

นสพ.มติชนรายวัน เมื่อ 3 พ.ย.2557

"ไม่ได้คาดหวัง เพราะเดาไม่ถูก คาดหมายไม่ได้"

คือคำพูด

เสน่ห์ สังข์สุข เจ้าของนาม "แดนอรัญ แสงทอง" 

ที่เพิ่งคว้าชัยในเวทีวรรณกรรมซีไรต์จากรวมเรื่องสั้น "อสรพิษและเรื่องอื่นๆ"

ที่ ผ่านมาชื่อแดนอรัญมาพร้อมภาพความเป็นนักเขียนขบถ ครั้งหนึ่งผลงานมาสเตอร์พีซ "เงาสีขาว" ของเขาหลุดจากเข้ารอบสุดท้ายของรางวัลนี้ เพราะมีกรรมการบางท่านรับไม่ได้ มองว่าเป็นเนื้อหาที่ก่อกวนศีลธรรม

สุดท้ายก็เหลือแต่นิยายที่มองว่ามีเนื้อหาจรรโลงใจเหมาะแก่สังคมเข้ารอบไป

เพราะงั้นจะแปลกอะไร ถ้าเขาจะมองว่ารางวัลที่ได้รับในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับอมยิ้มที่ใช้ล่อหลอกเด็กและอวดชาวบ้าน

"ความ จริงก็คือเท่านั้น ผมไม่พยายามหลอกตัวเอง โนเบลเองก็เป็นอมยิ้มประเภทหนึ่ง แต่ซีไรต์เป็นอมยิ้มที่ทำให้ฟันผุมากๆ" เขากล่าวด้วยเสียงหัวเราะ

ผลงานของแดนอรัญ ไม่ว่าจะเป็น "เงาสีขาว" "เจ้าการะเกด" "มาตานุสติ" "เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง" ฯลฯ ไม่ได้ติดอันดับขายดี

ดังนั้น ถ้าไม่ใช่นักอ่านฮาร์ดคอร์ คงไม่ค่อยได้ยินชื่อเขาสักเท่าไหร่

แต่ นิยายเรื่องแรก "เงาสีขาว" กลับได้รับการคัดเลือกจากหนังสือ The 20 Best Novels of Thailand ของ Marcel Barang ให้เป็น 1 ใน 20 นวนิยายที่ดีที่สุดของไทย และยังได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส, สเปน และอังกฤษ อีกทั้งเรื่องสั้น "อสรพิษ" และ "เจ้าการะเกด" ต่างได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาอื่นๆ โดยยอดขายอยู่ที่หลักแสนเล่ม และนักวิจารณ์ชาวยุโรปยกย่องให้เป็นนักเขียนไทยร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคน หนึ่ง

ในปี 2551 รัฐบาลฝรั่งเศสยังได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier du Arts et Lettre ให้เขา ในฐานะนักเขียนชาวไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของที่นั่น

กับผลงานที่ผ่านมา แดนอรัญว่าเขาทุมเทให้ "เงาสีขาว" มากที่สุด ใช้ชีวิตกับนิยายเล่มนี้เป็นสิบๆ ปี และตั้งใจที่จะให้มีภาคต่อไป

แต่สำหรับเราแล้ว "เจ้าการะเกด" และรวมเรื่องสั้น "อสรพิษและเรื่องอื่นๆ" ก็งดงามไม่แพ้กัน

"อสรพิษ และเรื่องอื่นๆ" เป็นการรวมงานตั้งแต่ปี 2554-2557 ของเขาไว้ด้วยกัน ซึ่งความที่่ช่วงเวลาห่างกันมาก จึงทำให้เห็นถึงความสนใจที่หลากหลาย พัฒนาการทางความคิดและความเชื่อของเขาที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ อย่างยิ่ง และยังยั่วล้อกับสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งตำนาน ความเชื่อ เรื่องพาฝัน หรือแม้แต่เรื่องผี

"แน่นอนอยู่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นอะไรที่ชัดเจน อย่างเรื่อง "ทุ่งร้าง" ผมเขียนสมัยที่ยังเป็นหนุ่มน้อย ยังไม่กล้าจะยืนหยัดอยู่เพียงเดียวดาย สังคมเขาคิดอะไร เราก็คิดตาม มีคนในสังคมกลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่ดี เราก็ทำ เพราะผมยังไม่เป็นอิสระเต็มตัว แต่พออายุมากขึ้น ก็ปีกกล้าขาแข็งขึ้น เติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น ก็เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

"ส่วนเรื่องยั่วล้อ ผมอาจจะเป็นคนมีอารมณ์ขันอยู่บ้าง เรื่องไหนถมึงทึงผมก็พยายามไปให้สุด เรื่องไหนแจ่มใส ก็พยายามเขียนให้ร่าเริง"

หนังสือ เล่มนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการเติบโตทางวิธีคิดของเขา และแม้ว่าแดนอรัญจะมีผลงานแปลมากมาย ศึกษาวรรณกรรมตะวันตกจนแตกฉาน แต่นี่คือประจักษ์พยานที่ยืนยันว่า เอกลักษณ์หนึ่งในผลงานของเขา คือความอหังการ์ในความเป็นท้องถิ่นนิยม

"ก็เรารู้เรื่องของเราดีที่ สุดนะ ก็เขียนเรื่องที่เรารู้ ผมไม่ได้มีปมด้อย อันที่จริงนี่คือปมเขื่อง ผมชอบทุ่งนา ป่าละเมาะ ฝูงวัว ก็จะวนๆ อยู่แถวนั้น แล้วก็จะทำให้มันดีด้วย"

แม้จะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมาแล้ว แต่ทุกวันนี้แดนอรัญบอกว่าเขายังคงต้องศึกษาเรียนรู้การเขียนอย่างสม่ำเสมอ

"ผมต้องการเขียนร้อยแก้วที่ดีในภาษาไทยอยู่นะ มันจึงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ถ้อยคำจะต้องมีเสียงสูงต่ำ ภาษาไทยมีเสียงสามัญ 5 ระดับเสียง ยังมีคำเป็นคำตาย ในมุมของความหมายถ้อยคำของภาษาไทยก็มีความสมบูรณ์อย่างยิ่ง ผมก็ต้องศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอ"

ท่ามกลางความชื่นชมก็ย่อมมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ บ่อยครั้งที่ผลงานของเขาโดนตั้งคำถามถึงความนิยมส่วนตัว ที่ชอบนำเรื่องเก่ามาสร้างใหม่ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรใหม่ นอกจากการล่อหลอกด้วยถ้อยคำหรือภาษา

"ละครเชคสเปียร์น่ะ ก็เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ทั้งนั้น" เขาตอบ

ก่อนขยายความว่า "ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้

"ถึง ใหม่ขึ้นมาไม่มีประโยชน์อะไร ได้แค่ใหม่ หวือๆ หวาๆ เราไม่จำเป็นต้องใหม่เพียงเพื่อจะใหม่เท่านั้น เรื่องเก่าก็ได้ ไม่ใช่ว่ามันปราศจากการสร้างสรรค์ เอามาบอกกล่าวคนรุ่นหลัง คนรุ่นหลังอะไรก็ยังไม่รู้ เรื่องอะไรก็ตามที่เขายังไม่รู้ก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา"

เขายัง ว่า "งานเขียนที่ดีคืองานเขียนเชิงโลกียะ เรื่องง่ายๆ ผมก็ยังทำงานเชิงโลกียะอยู่ งานเขียนที่ดีคืองานเขียนด้วยเลือด แล้วงานเขียนด้วยเลือดอ่าน 3 ประโยค 7 ประโยคก็รู้แล้วไอ้หมอนี่เขียนด้วยเลือดจริงหรือเปล่า ผมนับถือนักเขียนที่เขียนด้วยเลือดเท่านั้น ถ้าใครไม่ได้เขียนด้วยเลือดก็อย่ามาสะเออะ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย การเขียนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ตราบใดคุณเขียนมันด้วยเลือด ตราบใดที่ผมเขียนมันด้วยเลือด ผมก็พอใจ ผมรู้มันเองอยู่คนเดียวผมก็พอใจ

"ใคร จะไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่สนใจ เพราะผมเป็นผู้ใหญ่มากพอ โตมากพอ หรือหนังหนาสันดานหยาบมากพอ ก็จะดูด้วยความรู้ความสามารถทางวรรณกรรมที่ผมมี

"แล้ว ผมก็รู้ด้วยว่าผมทำงานอะไรไม่ดีอยู่บ้าง แล้วก็จะไม่อ่อนข้อให้กับตัวเอง ผมเป็นบรรณาธิการที่เข้มงวดกับตัวเองมาก ในฐานะที่ผมเป็นผู้อ่านคนแรกของงานของผมเอง ผมว่านักเขียนที่ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง ก็ทำอย่างนี้ มี

นักเขียนเก่งๆ ที่เขาซุ่มทำงานกันอยู่ทั่วโลก ทำงานแบบเอาชีวิตเข้าแลก ทำงานหนักซึ่งนิสัยทำงานหนักเป็นนิสัยที่คนไทยยังไม่มี การทุ่มเท เพียรพยายามอย่างสุดขีด"

เขายังย้ำด้วยว่า โลกใบนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่น

"ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่นแน่ๆ สมมุติอยากเป็นนางแบบ คิดว่านางแบบคือการแด๊ะๆ แด๋ๆ ก็เป็นนางแบบงานวัดไป นางแบบระดับโลกก็อีกอย่าง นักเขียนก็เช่นเดียวกัน"

แดนอรัญบอกด้วยว่า ซีไรต์นี่ดีสำหรับเขาอยู่อย่าง เพราะทำให้มีเงินใช้ อันจะมีส่วนทำให้เขาเขียนหนังสือได้แบบสบายใจ

"เขียนหนังสือนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ผมต้องกินอิ่ม นอนหลับ และต้องมีสตางค์ใช้ ผมไม่ใช่คนที่มาคอยแบมือขอเงินใคร"

บอกอีกว่าตอนนี้ "ผมมีนวนิยายที่จะอยากเขียน ทั้งภาคต่อของเงาสีขาว ทั้งนวนิยายของชีวิตของพระป่าหลายๆ รูป"

แต่..

"คุณไม่ต้องรออ่านหรอกนะ ผมแค่จะเขียน"
Read more ...

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์

1 พ.ย. 2557

เมื่อ 2 พ.ย.2557

ผู้อำนวยการวิจัย, ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ

https://www.facebook.com/deunden.nikomborirak

Read more ...

รู้จักหมอเทวดาปากีฯ แรงบันดาลใจรักษาทุกคนไข้

23 ต.ค. 2557
โดยข่าวสด เมื่อ 23 ต.ค.2557

ท่ามกลางระบบสาธารณสุขของปากีสถานที่ เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น การบริหารจัดการที่ผิดพลาด และขาดแคลนทรัพยากร แต่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในนครการาจีกลับให้บริการประชาชนหลายล้านคนได้โดย ไม่คิดค่ารักษาพยาบาล

บีบีซีรายงานว่า สถานพยาบาลแห่งนี้คือ สถาบัน ศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะและการปลูกถ่ายสินธ์ (ไอเอสยูที) บริหารโดย อาดิบ ริซวี นายแพทย์ชาวอินเดียซึ่งได้รับการเคารพยกย่องจากหัวใจที่เมตตาต่อผู้ป่วยผู้ ยากไร้ในปากีสถาน

แม้จะเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหนึ่งใน โรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่หมอริซวีปฏิบัติต่อคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิม และที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างเป็นกันเอง ด้วยความฝันว่าจะมีระบบบริการสุขภาพแห่งชาติแบบสหราชอาณาจักร หรือเอ็นเอชเอส

ผู้คนทั้งหลายมองหมอริซวีว่าเป็นเพื่อน เป็นคนที่พวกเขาไว้ใจ ไม่ใช่คนที่จะมาหลอกเอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดของพวกเขาไป

ไอเอสยูทีตั้งอยู่ในย่านชุมชน เป็นส่วนต่อขยายจากโรงพยาบาลพลเรือนการาจี

ก่อตั้งเมื่อ 40 ปีก่อน แรกเริ่มเป็นแค่อาคารเล็กๆ มีเตียงผู้ป่วยเพียง 8 เตียง ก่อนจะขยายจนกลายเป็นศูนย์รักษาโรคไตระดับโลก มีอาคารสูง 2 หลัง มี 800 เตียง ทำสถิติผ่าตัดปลูกถ่ายไต ฟอกไตและรักษานิ่วในไตสำเร็จมากกว่าโรงพยาบาลไหนๆ ในโลก

ย้อน ไปในวัยหนุ่มของหมอริซวี ช่วงอายุ 17 ปี เกิดจลาจลระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม ผลักดันให้ต้องอพยพไปปากีสถานและเพราะต้องอยู่ตัวคนเดียว จึงทุ่มเทให้กับการเรียน

"ผมเที่ยวสำรวจโรงพยาบาลต่างๆ ได้เห็นผู้คนถูกปฏิบัติไม่ดีเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา เห็นยายคนหนึ่งถอดตุ้มหูจ่ายเป็นค่ายา ดูเหมือนผู้ป่วยต้องทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อขอรับบริการ ทั้งที่ผมคิดว่ามันควรเป็นสิทธิข้อแรกของพวกเขาในฐานะพลเมือง" หมอริซวีกล่าว

หลังจบปริญญาการแพทย์ในนครการาจี เขาไปต่อเฉพาะทางด้านการผ่าตัดที่อังกฤษ และทำงานอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่งร่วม 10 ปี

"ระบบเอ็นเอชเอส เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ พวกเขาทำให้ผมเห็นว่าการรักษาผู้ป่วยฟรีมันเป็นไปได้" หมอริซวีกล่าว

แต่ เมื่อกลับมาปากีสถานในปี 2514 และทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตรา จารย์ด้านระบบปัสสาวะในโรงพยาบาลพลเรือนการาจี ทุกคนรอบตัวกลับบอกว่าเขาเพ้อเจ้อ เพราะทั้งขาดงบ ยา หรือกระทั่งความกระตือ รือร้นของเพื่อนร่วมงาน แต่หมอริซวีไม่เคยยอมแพ้

ความฝันที่ยิ่งใหญ่เริ่มเป็นรูปร่างเมื่อคนจำนวนหนึ่งบริจาคเงินเพื่อช่วยสนับสนุนแผนการนี้

บรรดานักศึกษาและแพทย์เริ่มมารวมตัวกันเพื่อจะหาทางขยายการบริการให้กว้างขวางขึ้น พอเวลาผ่านไปมีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือมากขึ้น

โรงพยาบาลแห่งนี้จึงช่วยเหลือคนไข้โรคไตกว่าร้อยชีวิต และขยายการรักษาปลูกถ่ายอวัยวะซึ่งไม่เคยมีสถาบันการแพทย์ใดในปากีสถานเคยทำ มาก่อน แม้จะมีคนบั่นทอนกำลังใจหมอริซวีและทีมงานซ้ำเป็นครั้งที่สองว่า "ไม่มีทางสำเร็จ"

นายแพทย์ใหญ่กลับไปอังกฤษเพื่อทบทวนความ รู้ที่จำเป็นต้องใช้ ก่อนกลับมาในปี 2524 พัฒนาทีมเจ้าหน้าที่แพทย์ ฝึกให้ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ กระทั่งความพยายามเป็นผลสำเร็จ

หลังจากนั้น หมอริซวีและทีมศัลยแพทย์ ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะมนุษย์ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกในปากีสถาน จนได้รับฉายาว่า "หมอเทวดา"
Read more ...