ถวัติ ฤทธิเดช : ปัญญาชนนอกระบบ นักวิพากษ์สถาบัน

28 เม.ย. 2553
Author : ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ภาพที่ถวัติ ฤทธิเดช ถูกพูดถึงในช่วงแรก มี 2 แบบ แบบที่หนึ่งคือ เป็นวีรบุรุษสามัญชน เป็นนักต่อสู้ทางการเมืองที่radical อย่างไรบ้าง เช่น วิพากษ์วิจารณ์สถาบัน รวมกลุ่มกับกรรมกร สองคือ พล็อตที่ว่า ถวัติเป็นคนไม่จงรักภักดี ทำอะไรระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท โดยงานเขียนหลัง 2475 จะบอกว่าเขาไม่รู้ที่ต่ำที่สูง หาว่า อ.ปรีดี พนมยงค์ ส่งมาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ ร.7

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่า ถวัติเป็นสามัญชนในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ แต่มีชีวิตที่ไม่ลงตัวในหลายแง่ โดยแม้ว่า เขาเป็นนักเขียนและนักทำหนังสือพิมพ์ ก็ที่ไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์อย่างเต็มที่ เป็นผู้นำกรรมกรแต่ก็ไม่ได ้เป็นกรรมกรจริงๆ

แม้เขาจะร่างฎีกาให้ชาวนากลุ่มต่างๆ แต่มีคนบางกลุ่มลือว่า ถวัติได้เงินจากการทำหน้าที่แบบนี้ และที่ชาวนาให้เขาร่างฎีกาก็เพราะความมีชื่อเสียงด้านการเขียนของเขา มีความสัมพันธ์กับนักการเมือง พลเรือนในคณะราษฎร แต่ก็ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งหรือมีตำแหน่งทางการเมือง และฟ้อง ร.7 แต่ก็ขอขมา ร.7 ในภายหลัง

ทั้งนี้ ในการทำความเข้าใจบทบาทของถวัติ จำเป็นต้องคำนึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองด้วย ซึ่งในขณะที่ถวัติเกิดในปี 2437 เริ่มทำงานข้าราชการในปี 2461 และทำหนังสือพิมพ์ครั้งแรกในปี 2467 มีบรรยากาศทางการเมืองที่สำคัญ 3 ข้อ ได้แก่

หนึ่ง ความเสื่อมโทรมของราชสำนัก ในยุคนั้น มีหลายคนเขียนถึงความเสื่อมโทรมของราชสำนักไว้ เช่น

“พระราชวงศ์อาจมีทั้งที่ฉลาดและที่โง่ บางพระองค์อาจเป็นได้ทั้งโง่และทั้งหยิ่ง นี่แหละเปนเหตุที่ทำให้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าแผ่นดินดำเนิรไปในทางผิดหวัง ทำให้ประชาชนเห็นตระหนักยิ่งขึ้นทุกขณะว่า ชาติกำเนิดของบุคคลไม่ใช่เครื่องหมายบ่งบอก ถึงความดีของมนุษย์ต่อไป” (กุหลาบ สายประดิษฐ์, ศรีกรุง, 12 ก.ค. 2475)

“เจ้านายรุ่นหลัง โดยเฉพาะพวกที่ไปเรียนวิชามาจากต่างประเทศ มาถืออิสระ ประพฤติตัวเลวทราม ให้เขาดูหมิ่นได้หลายคน มันจึงพากันเปื้อนไปทั้งราชสกุล” (ดำรงราชานุภาพ, จดหมายส่วนพระองค์, 10 ก.ค. 2475)

“ การแข่งดีกันเอง โดยไมได้ทำอะไรให้คนนับถือ ทำให้เสียงเกลียดเจ้าค่อยๆ เริ่มขึ้น จนถึงแสดงกิริยาเปิดเผยขึ้นทุกที” (พูนพิศมัย ดิศกุล, สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น, 2544)

ตัวอย่างที่ยกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่า ที่บอกว่า ถวัติวิจารณ์สถาบันรุนแรงนั้น จริง แต่ก็เป็นหนึ่งในปัญญาชนที่สะท้อนวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน ซึ่งเป็นบรรยากาศร่วมสมัยที่สามัญชนวิจารณ์กษัตริย์ เช่นเดียวกับการที่ประชาชนวิจารณ์นายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน

สอง ต้องตระหนักว่า สถานะของหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นเป็นอาณาบริเวณสาธารณะและเกี่ยวข้องกับการสร้าง อัตลักษณ์และความรู้สึกร่วมทางการเมือง และหากจะบอกว่า ถวัติมีงานเขียนที่พูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ คนอื่นๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน

สาม มีการเปลี่ยนแปลงของการเมืองของพลเมือง โดยสิทธิไม่ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด แต่เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้ความเสมอภาคและคุณธรรมความสามารถของแต่ละคน

ถวัติเป็น “ปัญญาชนสาธารณะ” และ “ปัญญาชนนอกระบบ” คนแรกๆ

ที่พยายามอาศัยพลังของ “หนังสือพิมพ์”

ซึ่งถือว่าเป็น “พลังนอกระบบ” ไปสร้างความเปลี่ยนแปลง

เนื่องจากถวัติไม่ใช่ข้าราชการ จึงไม่สามารถใช้เส้นสายในระบบราชการไปผลักดันความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ เขาไม่ใช่ผู้มีทุน จึงไม่อาจใช้สถานะทางเศรษฐกิจไปผลักดันอะไรได้ และเพราะไม่ใช่ลูกหลานคนชั้นสูง จึงไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงจากภายในระบบขึ้นมา

ดังนั้นจะเห็นว่า ถวัติเป็น “ปัญญาชนสาธารณะ” และ “ปัญญาชนนอกระบบ” คนแรกๆ ที่พยายามอาศัยพลังของ “หนังสือพิมพ์” ซึ่งถือว่าเป็น “พลังนอกระบบ” ไปสร้างความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเป็นปัญญาชนคนแรกๆ ที่เห็นความสำคัญของการต่อสู้ทางการเมืองโดยอาศัยพลังคนชั้นล่างเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ต่อสู้ด้วยงานเขียนล้วนๆ เพียงอย่างเดียว เช่นปัญญาชนรุ่นก่อนหน้า เช่น ก.ศ.ร.กุหลาบ หรือเทียนวรรณ

ถวัติเป็น political icon ที่สำคัญในสมัยของเขา แต่บทบาทด้านที่สำคัญกว่าคือ การเป็นปัญญาชนสาธารณะที่ทำงาน ใกล้ชิดกับคนชั้นล่าง นั่นหมายความว่าคุณค่าของถวัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมและความเคลื่อนไหวทางการเมือง ของเขาเพียงอย่างเดียว เพราะด้านที่น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยกว่านั้นก็คือความคิดของถวัติในฐานะที่เป็นภาพสะท้อน ของการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เกิดสังคมเมืองและตลาด เกิดระบบคุณค่าแบบใหม่มากขึ้น รวมทั้งเกิดคนกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นในสังคม

ภายใต้กรอบการมองแบบนี้ สามารถจัดหมวดหมู่ความคิดของถวัติแบบหยาบๆ ได้เป็นความคิดทางการเมือง ความคิดทางเศรษฐกิจ และความคิดทางสังคม

“ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

แยกออกจากกันได้ไหม มีผลอย่างไร”

ในระนาบของความคิดทางการเมือง ถวัติวิพากษ์การปกครองของกษัตริย์ด้วยความคิดแบบสมัยใหม่หลายเรื่อง ผ่านงานเขียนของเขาเองบ้าง ผ่านการตีพิมพ์งานเขียนของคนบางกลุ่มอย่างต่อเนื่องบ้าง บางเรื่องก็เป็นการวิพากษ์ด้วยสำนวนโวหารที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น

“การประหัตประหารผจญต่อเหล่าอำมาตย์ที่ใช้อำนาจกาลีฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้มันถึงซึ่งความแตกดับ แทงมันด้วยหอกตรอกตั้งแต่หูซ้ายทะลุหูขวา ด้วยคมปากกาของเรา”

แต่ในหลายกรณี คำวิพากษ์เหล่านี้ก็สะท้อนการเติบโตของความคิดทางการเมืองแบบใหม่ เช่น การแบ่งแยกระหว่างรัฐบาลกับกษัตริย์ ความเชื่อที่ว่ารัฐบาล คือ ลูกจ้างของราษฎร

๑. รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รักกันอย่างไร และเปนของจำเปนนักหรือ

๒. คำโบราณที่ว่า 'เจ้าว่างามก็ให้งามไปตามเจ้า' ดั่งนี้หมายความว่าอย่างไร และได้ชื่อว่ารักเจ้าด้วยหรือไม่ อธิบายมา

๓. ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร แยกออกจากกันได้ไหม มีผลอย่างไร

๔. อะไรเรียกว่ารัฐบาล ทำไมจึงเรียกอย่างนั้น ใครเป็นผู้ตั้ง

๕. รัฐบาลกับราษฎรเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร แยกออกจากกันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

๖. รัฐบาลตั้งอยู่ได้เพราะราษฎรให้เงินบำรุงใช่ไหม ถ้าใช่ผู้ที่ทำการงานของรัฐบาลจะมิได้ชื่อว่าเปนลูกจ้างของราษฎร หรือ

เขามีความคิดใหม่ว่า รัฐบาลมีหน้าที่บางอย่างที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน โดยถวัติเขียนฎีกาเรื่อง "การแก้ไขฐานะของชาวนา" เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2474 ตามที่ราษฎรอำเภอหนองจอก จังหวัดมีนบุรีและชาวนาอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ประมาณ 1,000 คน มอบฉันทะผ่านนายสมัดบรอฮิมีว่า

"กราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทรงทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของพวกเขาเหล่าชาวา

ในฐานะที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเปนประมุขของชาติ....

"แม้รัฐบาลของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจะพยายามแก้ไขอย่างไรประชาชนก็ยังมองไม่เห็นผล"

นอกจากนี้ ถวัติยังคิดว่าประชาชนมีสิทธิในการตรวจสอบพระราชกรณียกิจ โดยฎีกาฉบับที่มีเนื้อหาน่าสนใจอีกฉบับ คือฎีกาที่ถวัติเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2474

หลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากการพระราชดำเนินต่างประเทศได้ไม่นาน โดยในการ

เสด็จพระราชดำเนินไปยังต่างประเทศครั้งนั้น พระองค์ทรงพำนักในประเทศต่างๆ เป็นเวลาปีเศษ ซึ่งถวัติตั้งคำถามไว้ว่า

"ความรู้สึกในการทรงพระสำราญของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ในเมื่อทรงประทับอยู่ในพระมหานคร กับทรงประทับอยู่ในประเทศอเมริกา ต่างกันอย่างไร"

"หนังสือพิมพ์ปินังกาเซตต์ลงข่าวว่า การที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จรักษาพระเนตร์ ต้องเสียพระราชทรัพย์ แพงที่สุดในประวัติการ คือใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทต้องใช้พระราชทรัพย์สิ้นไปประมาณ 250,000 (ปอนด์ราวสองล้านห้าแสนบาท) นั้น ความจริงมีเพียงไร แลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงใช้จ่ายไปจริงเท่าไร"

ถวัติเป็นปัญญาชนคนแรก ๆ

ที่พูดถึงปัญหาของระบบแรงงานรับจ้างและอุตสาหกรรมสมัยใหม่

โดยอาศัยวิธีการเปรียบเทียบกับสภาพของ “ทาส” ในสังคมศักดินา

ในระนาบของความคิดทางเศรษฐกิจ ถวัติเป็นปัญญาชนคนแรกๆ ที่พูดถึงปัญหาของระบบแรงงานรับจ้าง และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยอาศัยวิธีการเปรียบเทียบกับสภาพของ “ทาส” ในสังคมศักดินา ผ่านบทความชิ้นหนึ่งทางหนังสือพิมพ์

“ข้อที่เข้าใจกันว่าทาษไม่มีในบัดนี้นั้นเปนอันเข้าใจผิด

ถ้าหากจะมีใครลอบชำเลืองดูความเปนอยู่ของบุคคลสองจำพวก

คือนายจ้างกับลูกจ้างบ้างแล้ว ก็จะร้องว่า "อ้อ!

อ้ายตัวทาษนี้มันยังมีฉายาแฝงอยู่ในตัวลูกจ้างอีกนี่

ควรคิดดูบ้างซี่ว่าคนที่ไปเปนลูกจ้างเขานั้นมีคนร่ำรวยพอตั้งเนื้อตั้งตัวได้แล้วกี่เปอร์เซนต์

เมื่อเปนดังนี้ การทำสัญญาจึงเปนโอกาสให้จำต้องเสียเปรียบกันอยู่ นี่หรือเปนธรรม

นี่หรือเสมอภาค ? ชะ!"

"นายจ้างน่าเลือดเอาเปรียบกันคั่นหนึ่งล่ะนะ และยิ่งกว่านั้น

นายจ้างผู้คิดเอาเปรียบอีกยังพยายามใส่ข้อแม้ลงในสัญญานั้นว่า

ถ้าทำดังนี้เปนผิดต้องถูกตัดเงินเดือนเท่านั้น

ลูกจ้างเหล่านี้ได้รับเงินค่าจ้างไม่คุ้มกันเลย ด้วยเหตุนี้การที่จะเรียกว่าทาษคงไม่ผิด”

นอกจากนั้น ถวัติยังเป็นปัญญาชนคนแรกๆ ที่พูดถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มเพื่อทำการเจรจาต่อรองด้านสิทธิและผลประโยชน์ต่างๆ จากนายจ้าง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดสมาคมกรรมกรรถรางสยาม

“พวกเราเหล่ากรรมกรสยามถึงคราวหรือยังที่จะต้องควบคุมกันเข้าให้เปนหมวดหมู่ เมื่อพวกเราเหล่ากรรมกรสยามยังถือว่าตัวใครตัวมัน แรงใครแรงมันอยู่ตราบใดแล้ว พวกเราอย่าพึงหวังเลยว่าจะพ้นอำนาจอธรรมอันนายจ้างน่าเลือดจะกดขี่พวกเรา เราไม่ได้คำนึงบ้างเลยหรือว่า ความสามัคคีพร้อมเพียงแห่งหมู่ ย่อมเปนอำนาจส่วนหนึ่งซึ่งใครๆ ก็จะต้องเกรงขามเรา ไม่กล้ากดหัวกันเล่น ประดุจวัวควาย มิฉนั้นสิทธิของพวกเราเหล่ากรรมกรจึงไม่มี”

ในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องสิทธิของกรรมกรไว้ ซึ่งแม้ในตอนนี้สิทธิกรรมกรก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ควรพูดถึง เพราะสังคมไทยยังไม่เข้าใจเรื่องนี้

ถวัติไม่ใช่ปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่เชื่อว่ารัฐคือเครื่องมือทางชนชั้น

ในทางตรงข้าม เขาเห็นว่ารัฐใหม่ในยุคหลัง 2475

คือรัฐซึ่งเป็นกลางและสามารถจรรโลงไว้ซึ่งความยุติธรรม

อย่างไรก็ดี ถวัติไม่ใช่ปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่เชื่อว่ารัฐคือเครื่องมือทางชนชั้น ในทางตรงข้าม เขาเห็นว่ารัฐใหม่ใน

ยุคหลัง 2475 คือรัฐซึ่งเป็นกลางและสามารถจรรโลงไว้ซึ่งความยุติธรรม ถวัติจึงมีบทบาทสูงในการเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างกรรมกรและนายจ้าง ไม่ใช่กระตุ้นให้คนงานลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐและทุนนิยม

ด้วยประเทศสยามอันเป็นปิตุภูมของประชาชนชาวไทได้ชื่อว่าเป็นประเทศเอกราชแต่ประชาชนชาวไทย

ได้รับการปกครองเหมือนกับโคโลนีเมืองขึ้นมานานนักหนาเป็นพระเดชพระคุณแก่ประชาชนชาวไทอย่างยิ่ง

ในการที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้มีรัฐธรรมนูญ

เปิดโอกาศให้ประชาชนชาวไทได้มีอิสระภาพ เสรีภาพ เท่าที่ควรมีควรได้.

แม้กระนั้นก็ดี สภาพของกรรมกรสยามยังมิได้พ้นจากความกดขี่ยังคงเป็นทาษน้ำเงินของนายจ้างอยู่

ยิ่งกรรมกรที่อยู่ในความปกครองของชาวต่างประเทศ ๆ ก็ใช้วิธีการปกครองอย่างคนในโคโลนีของเขาทีเดียว

โดยใช้วิธีตั้งหัวหน้าขึ้นคนหนึ่ง แล้วมอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่หัวหน้า

หัวหน้าจะเอาคนเข้าบันจุงานหรือจะเอาคนออกจากงานก็ได้ตามความพอใจ

รวมความว่าจะเอากรรมกรไปทำเป็นผักต้มขนมยำอะไรก็สุดแล้วแต่หัวหน้าทั้งสิ้น.

หัวอกของกรรมกรระทมชอกช้ำมาเป็นเวลานานการที่เกล้ากระผมเป็นผู้ริเริ่มขอตั้งสมาคมกรรมกร

ก็เพื่อจะแก้ความชอกช้ำของกรรมกรดังกราบเรียนมานี้เพราะสภาพของกรรมกรสยามเป็นสภาพที่น่าสังเวช งานก็ต้องทำหนัก เงินได้น้อยเวลาเจ็บป่วยหรือต้องออก ตัวและครอบครัวก็ไม่มีจะกินทีเดียว

แต่นโยบายของรัฐบาลใหม่ได้ดำเนินเป็นคนกลางคือว่าเมื่อกรรมกรกับนายจ้างมีข้อพิพาทกันแล้ว

รัฐบาลจักเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหาความยุติธรรมให้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า ถวัติวิจารณ์ระบบทุนนิยมไว้อย่างถึงรากถึงโคนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมสมัยใหม่เกิดขึ้น ถวัติเป็นหนึ่งในคนน้อยรายที่มองเห็นปัญหาของระบบนี้ และทำการเคลื่อนไหวจนทำให้รัฐบาลต้องพิจารณาปัญหานี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่สมัยก่อน 2475 จนถึงสมัยคณะราษฎร

นั่นหมายความว่า ถวัติในกรณีนี้ไม่ได้เป็นแค่ปัญญาชนที่ทำงานกับคนชั้นล่างอย่างเดียว แต่ยังเป็นนักกิจกรรมทางสังคมหรืออาจจะเรียกว่าเป็นเอ็นจีโอที่สามารถสร้างผลสะเทือนทางการเมืองบางอย่างด้วย ดังที่มีพระบรมราชวินิจฉัยของ ร. 7 ต่อปัญหากรรมกรว่า

“เปนของควรคิดอย่างยิ่ง แต่ว่าไม่ใช่ทำกฎหมายเพื่อป้องกันคนงาน หรือให้สิทธิพิเศษต่างๆ แก่คนงาน อย่างที่เขามีกันในบางประเทศเพราะจะเปนเครื่องปลูกให้เกิดความคิดในทางจะตั้งสหกรณ์การค้าฤาสมาคมรวบรวมคนงานขึ้นได้ หมายความว่ายังไม่จำเปนต้องมีกำหนด minimum wagesหรือ eight hours day อะไรเหล่านี้”

ถวัติมีความคิดต่อรัฐเปลี่ยนไปมาก

นั่นคือเห็นว่ารัฐเป็นเรื่องของชนชั้นสูงมากขึ้น

ที่น่าสนใจ คือ ถวัติมีความคิดต่อรัฐเปลี่ยนไปมาก นั่นคือเห็นว่ารัฐเป็นเรื่องของชนชั้นสูงมากขึ้น เมื่อเกิดกรณีสไตรค์ของกรรมกรโรงสีข้าวในปี 2476 ซึ่งคนงานส่วนใหญ่เป็นกุลีจีน 3,000 คน ได้ร่วมกับถวัติเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลของคณะราษฎรเข้ามาแทรกแซงไกล่เกลี่ยเงินส่วนที่เจ้าของโรงสีชักไว้จาก

ชาวนาโดยอ้างว่าจะนำไปให้กรรมกรขนข้าว แต่จริงๆ แล้วไม่ได้จ่ายให้ตามนั้น

แต่นายมังกร สามเสน พ่อค้าและนักการเมืองคนสำคัญกลับโต้แย้งไปยังรัฐบาลว่ากรรมกรไม่มีสิทธิเรียกร้องกับ

รัฐบาล ควรไปร้องเรียนกับนายจ้างก่อน และในที่สุดก็อ้างว่า

“ถ้านายถวัติจะลงมติเรียกเกวียนละ ๑ บาท ๒๕ สตางค์ มากกว่าที่โรงสีให้เกวียนละ ๘๐ สตางค์ ซึ่งจะต้องเป็นเนื้อของชาวนาทั้งสิ้น การที่นายถวัติจะคิดเชือดเนื้อชาวนามาเลี้ยงกรรมกรจีน ดังนี้ รัฐบาลจะนอนใจไม่ได้ ถ้านายถวัติทำสำเร็จ ต่อไปสภาพของนายจ้างจะเป็นอย่างไร”

นายมังกรเรียกร้องต่อไปให้รัฐบาลจับถวัติ จากนั้น รัฐบาลจึงส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกรรมกรราว 30 คน ไปที่ปากคลองสาน เพื่อรอการเนรเทศ ทำให้ถวัติเริ่มมองรัฐบาลของคณะราษฎร์เปลี่ยนไป โจมตีว่ารัฐบาลกำลังทำให้ธนานุภาพครอบคลุมสยาม และในอนาคตจะทำให้คณะราษฎรพ่ายแพ้ในระยะยาว เพราะเสียการสนับสนุนจากราษฎรและชนชั้นล่าง

“การกระทำของคณะผู้นำมีผมเป็นต้นนั้น มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะรวบรวมอิทธิพลฝ่ายกรรมกร เข้าสนับสนุนคณะราษฎรและรัฐบาลนี้ ปัญหามีว่าเราจะต้องการอิทธิพลกรรมกรหรือไม่ถ้าไม่ต้องการ กรรมกรจีนที่จับไว้ก็เนรเทศ ออกประเทศได้ คณะของผมก็วางมือปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปตามยะถากรรมและนั่นเป็นหนทางที่บอกว่าธนานุภาพจะครอบคลุมสยาม และคณะราษฎรจะไร้ผู้สนับสนุนประดุจจอกที่ลอยอยู่โดยเดี่ยวในกลางสระ”

ในระนาบความคิดทางสังคม ถวัติเสนอให้ประชาชนรวมกลุ่มกันช่วยเหลือตัวเอง โดยจัดตั้งในรูปสหกรณ์ แต่ถ้าพูดให้ยุติธรรม คนจำนวนมากก็พูดในเรื่องนี้

เขาจึงเป็นนักวิพากษ์สถาบันแน่ๆ

แต่อาจเป็นอย่างมากก็แค่

การวิพากษ์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในบางอย่าง

ถวัติถูกพูดถึงมากในฐานะ “บุคคลในประวัติศาสตร์” คนแรกที่ทำการฟ้องพระเจ้าอยู่หัว แต่เอกสารเกี่ยวกับการฟ้องที่สำคัญที่สุดนั้นไม่ปรากฏอยู่ในขณะนี้

การประเมินสถานะของถวัติผ่านเรื่องนี้จึงทำได้ไม่ง่าย เพราะขณะที่ถวัติเริ่มต้นด้วยการฟ้องพระเจ้าอยู่หัว ถวัติกลับเข้าเฝ้าเพื่อขอพระราชอภัย

เขาจึงเป็นนักวิพากษ์สถาบันแน่ๆ แต่อาจเป็นอย่างมากก็แค่การวิพากษ์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในบางอย่าง ไม่ใช่การสร้างระบอบการปกครองที่ปราศจากสถาบัน ไม่ต่างจากที่ประชาชนวิจารณ์รัฐบาลในปัจจุบัน รวมทั้งไม่ใช่ฝ่ายซ้ายอย่างแน่นอน

น่าสังเกตด้วยว่า ปัญญาชนและผู้นำกรรมกรปีกที่ใกล้ชิดกับการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท.ในช่วงแรกๆ มีทรรศนะคติต่อถวัติไปในทางที่ไม่ดีแทบทุกคน เพราะมองว่า ถวัติประนีประนอมเกินไป

อันที่จริง ประเด็นสำคัญในเรื่องการฟ้องพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่อยู่ว่า ถวัติเป็น anti-monarchy จริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ถวัติไม่ฟ้องเรื่องนี้ต่อศาล หากกลับฟ้องต่อสภา

ซึ่งเมื่อคำนึงถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ว่าเกิดจากการที่พระมหากษัตริย์พาดพิงถึงถวัติใน “พระบรมราชวินิจฉัย”

การฟ้องต่อสภาจึงเป็นการทำให้เกิด “ความเป็นการเมือง” ขึ้นในการพิจารณาปัญหาว่า พลเมืองมีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีกับพระมหากษัตริย์ได้หรือไม่

โดยเฉพาะในเรื่องที่พระมหากษัตริย์ได้ใช้อำนาจเกินกว่ารัฐธรรมนูญระบุไว้ นั่นก็คือการมีพระบรมราชวินิจฉัยโดยปราศจากผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ในที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ถวัติเป็นสามัญชนที่ฟ้องพระเจ้าอยู่หัว แต่อยู่ที่การตั้งคำถามต่อ “พระราชอำนาจ” ที่ปราศจาก “ผู้รับสนอง” รวมทั้งการเตือนว่าการใช้ “พระราชอำนาจ” ในลักษณะนี้

ในที่สุดก็ย่อมเป็นพระมหากษัตริย์เองที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง (ถวัติจึงฟ้องเรื่องนี้ต่อศาลไม่ได้ เพราะศาลดำเนินคดีได้แต่ในกรณี “พระราชอำนาจ” ที่มี “ผู้รับสนอง” เท่านั้นเอง)

ในทางการเมืองนั้น ความสำคัญของถวัติจึงอยู่ที่การทำให้สภาเป็น entity ในการตัดสินปัญหา “พระราชอำนาจ” ว่าควรมีขอบเขตและความรับผิดชอบแค่ไหน ไม่ใช่ปล่อยให้พระราชอำนาจมีพระราชอัตวินิจฉัยเองและไม่ใช่ปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณาอย่างที่ผ่านมา.

สนใจอ่านบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่ : 110 ปี ถวัติ ฤทธิเดช ผู้นำกรรมกรคนแรก


03 Aug 06 | by BioLawCom
Read more ...

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์

11 เม.ย. 2553
ออกมาคัดค้านแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ"สมบัติ ธำรงธัญวงศ์"อดีต สนช.ชี้มีช่องให้ทุจริต เตือนยุบสภาเข้าทาง"ทักษิณ"หวังกลับมาเป็นรัฐบาลปูทางออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง.

ชื่อ-นามสกุล : ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์

วันที่เกิด : 17 เมษายน 2494

ประวัติครอบครัว : เป็นบุตรของนางเงิน ธำรงธัญวงศ์ (เสียชีวิต) ภรรยาชื่อนางเรวดี ธำรงธัญวงศ์ มีบุตร 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน
1. นายอาทิตย์ ธำรงธัญวงศ์
2. นายอิศรา ธำรงธัญวงศ์
3. น.ส.อาภากร ธำรงธัญวงศ์

การศึกษา และดูงาน : ปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- นักศึกษาแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาโท จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาเอก จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ตำแหน่งปัจจุบัน : 12 มีนาคม 2550 อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ตำแหน่งอื่นๆ : 3 มีนาคม 2552 กรรมการองค์การเภสัชกรรม
- 9 ธันวาคม 2551 นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
- 9 มิถุนายน 2552 กรรมการการเคหะแห่งชาติ

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ : คณบดีรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
- 26 มิถุนายน 2542 นายกสภาประจำสถาบันราชภัฏเพชรบูรณ์
- 26 มิถุนายน 2544 นายกสภาประจำสถาบันราชภัฏเพชรบูรณ์
- 24 พฤศจิกายน 2546 นายกสภาประจำสถาบันราชภัฏเพชรบูรณ์

ตำแหน่งอื่นๆ : 12 มีนาคม 2545 กรรมการบริหารกิจการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
- 20 มิถุนายน 2545 ประธานกรรมการบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด
- 16 กรกฎาคม 2545 กรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรแห่งชาติ
- 15 มิถุนายน 2547 กรรมการการอุดมศึกษา
- 4 ตุลาคม 2548 กรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
- 9 พฤษภาคม 2549 รักษาการ กรรมการผู้จัดการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
- 11 ตุลาคม 2549 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สมัยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)
- 12 ธันวาคม 2549 กรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน
- 12 มีนาคม 2550 อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
- 10 มิถุนายน 2551 ประธานกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
- 3 มีนาคม 2552 กรรมการองค์การเภสัชกรรม
- 9 ธันวาคม 2551 นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
- 9 มิถุนายน 2552 กรรมการการเคหะแห่งชาติ

เครื่องราช : ปี 2517 ได้รับการยกย่องจาก นิตยสารไทม์ ฉบับเดือนกรกฎาคม ให้เป็น The Rising World Leader (อายุ 23 ปี)
Read more ...

นายสุนทร รักรงค์

11 เม.ย. 2553

ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 16 จังหวัดภาคใต้

พันธมิตรฯ 16 จังหวัดภาคใต้ ออกแถลงการณ์ด่วน เรียกร้องนายกรัฐมนตรีแสดงความกล้าหาญบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด ติง ผบ.ทบ และ ผบ.เหล่าทัพ อย่าเอาสถาบันทหารไปเล่นเกมการเมือง ควรประกาศกฎอัยการศึก เคอร์ฟิว ยุติการจราจล...

นายสุนทร รักรงค์ ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 16 จังหวัดภาคใต้ ได้แถลงการณ์ด่วน ฉบับที่ 4 / 2553 โดยมีเนื้อหาระบุว่า“ จากเหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 มีผู้เสียชีวิตกว่า 10 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 800 คน นับเป็นเหตุการณ์ ที่น่าเศร้าสลดใจ และไม่น่าเกิดขึ้นในสังคมไทย พันธมิตรฯ 16 จังหวัดภาคใต้ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ จึงได้ประชุมกันและมีมติดังต่อไปนี้

1. พันธมิตรฯ 16 จังหวัดภาคใต้ ขอแสดงความเสียใจ ต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการจลาจลเมื่อวานนี้ และขอประณามแกนนำ นปช. และบุคคลผู้ไม่หวังดีที่เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจ

2. การจลาจลเมื่อวานยืนยันแนวทางการต่อสู้ของ นปช.ว่าเป็นการใช้ความรุนแรงนำหน้า ไม่ใช่แนวทาง สันติอหิงสาอย่างที่อวดอ้าง เพราะตลอดการชุมนุมของ นปช.กว่า 1 เดือนมีความรุนแรงตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการยิงระเบิดใส่สถานที่ราชการสำคัญๆ การจับการ์ด นปช.ที่พกพาอาวุธร้ายแรง และการประกาศสงครามบนเวทีของแกนนำอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวของ นปช. จึงไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย และจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เพราะนี่เป็นการพาคนไปตายอย่างชัดเจน

3. ในส่วนของรัฐบาลต้องแยกแยะผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวในม็อบ ออกจากชาวบ้านที่บริสุทธิ์หรือถูกว่าจ้างมา และต้องเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายให้ถึงที่สุดเพื่อรักษาระบบกฎหมายและกติกาของบ้านเมือง ไม่ปล่อยให้อำนาจเถื่อนหรืออำนาจนอกระบบเข้ามาข่มขู่คุกคาม หลักการประชาธิปไตยและประชาชนทั่วไป จนเสมือนเกิดสูญญากาศทางอำนาจ นายกฯ

4. นายกรัฐมนตรีจะต้องทบทวนและสรุปบทเรียนความผิดพลาดในการยุติการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะความกล้าหาญในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่โอนอ่อนให้กับพฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายและคุกคามความปกติสุขของบ้านเมือง หากนายกรัฐมนตรีไม่พร้อมที่จะแสดงความกล้าหาญหรือสร้างภาวะผู้นำในการควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง นายอภิสิทธิ์ก็ควรพิจารณาตัวเอง ส่วนการเจรจานั้นอาจเป็นทางเลือกที่สายเกินไปแล้ว เพราะแกนนำ นปช.ได้กลายเป็นผู้ต้องหาและเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว

5. ผบ.ทบ.และ ผบ.เหล่าทัพควรหยุดเล่นการเมือง จะต้องมีความจริงใจที่จะทำให้สถาบันกองทัพได้รับความศรัทธาเชื่อมั่นจากประชาชน ผบ.ทบ.จะต้องตระหนักว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นวิกฤติความมั่นคงเพราะมีการก่อจลาจลและประกาศสงครามในเมืองหลวงเกิดขึ้นแล้ว การประกาศกฎอัยการศึก หรือเคอร์ฟิวจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่กองทัพจะต้องพิจารณาเพื่อยุติสถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะให้ได้โดยเร็วที่สุด

6. นปช. ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่เบื้องหลัง หยุดนำเอาศพของผู้เสียชีวิต มาเป็นเครื่องมือสนองกิเลสและตันหาทางการเมือง
Read more ...

กฤษติกา คงสมพงษ์

10 เม.ย. 2553

จากพิธีกรรายการเกมโชว์ที่โด่งดังเมื่อหลายปีก่อน กับคำพูดฮิตติดปาก “คุณคือจุดอ่อน...เชิญค่ะ” มาสู่พิธีกรรายการสนทนาข่าวเชิงสาระ “ก๊วนข่าวเช้าวันหยุด” อีกทั้งได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรอยู่บ่อยครั้ง นับได้ว่าเธอเป็นต้นแบบของผู้หญิงเก่งที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน

ประวัติครอบครัว
บิดา นายอาษา ศิริจรรยา
มารดา นางสุนีย์ ศิริจรรยา
สามี พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ (แดง)

เป็นบุตรคนโต ในจำนวนพี่น้อง 2 คน
1. ผศ.ดร.กฤษติกา ศิริจรรยา
2. น.ส.ดุจฤดี ศิริจรรยา

กฤษติกา คงสมพงษ์ มีลูกติด 2 คน
1. น.ต.ท.พิรพงศ์ คงสมพงษ์ หรือ น้องพลุ
2. น.ส.อมรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ น้องเพลิน

การศึกษา :
เติบโตที่กรุงเทพมหานคร พออายุได้ 10 ขวบก็ไปอยู่อเมริกา

เรียนไฮสคูล ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา,

ปริญญาตรี ด้านบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (Bachelor Degree In Business Administration) George Washington ประเทศสหรัฐอเมริกา และ

ปริญญาโท University Master In Business Administrations จาก สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ

ปริญญาเอก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การทำงาน :

ทำงานกับบริษัทฯ ด้านคอมพิวเตอร์ในอเมริกา และได้เข้าประกวดนางสาวไทยประจำปี 2532 (รุ่นยลดา รองหานาม) โดยมีคุณอาสุวรรณ ศิริจรรยา ซึ่งทำงานอยู่ที่แบงก์โลก เป็นผู้แนะนำให้มาประกวดโดยมีพี่เลี้ยง คือ สิริรัตน์ ทรงเผ่า เป็นคนคอยดูแล

เป็น กรรมการรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด และประชาสัมพันธ์ บริษัทสหการประมูลจำกัด, อาจารย์สอนพิเศษ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สมาชิกองค์กรผู้ประกอบธุรกิจระดับสากล (NAAA) National Auto Auction Association, กรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ 11 มิถุนายน 2545, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 กันยายน 2550

เป็น พิธีกรรายการ "กำจัดจุดอ่อน" ช่อง 3 (เกมโชว์วีคเกสท์ ลิงค์ กำจัดจุดอ่อน), พิธีกรรายการ " รวยรายวัน " ช่อง 3 (ควิชโชว์สั้น 5 นาที "รวยรายวัน" ของบางกอกการละคอน ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 22.20-22.25 น., พิธีกรรายการ "ลูกใครหว่า"
Read more ...

พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์

10 เม.ย. 2553

พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.)ในฐานะแกนนำ จปร.31 กล่าวว่าต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีภาพพจน์ของกองทัพบก ภายหลังที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรี โดยเฉพาะกรณีของ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ออกมากระทำการกล่าวจาบจ้วงดูหมิ่น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก 

"การเป็นทหารอาชีพควรจะมีสำนึก ไม่สมควรออกมาด่าผู้บังคับบัญชา ความเป็นประชาธิปไตยในหมู่ทหาร สามารถกระทำได้ แต่ไม่สมควรดูหมิ่นดูแคลนผู้บังคับบัญชา ผมอยากขอเรียกร้องให้ พี่แดง ลาออกจากราชการทหารไปเล่นการเมือง ไปใส่สูทผูกไท ลงเล่นการเมืองเต็มตัว อย่ามาหากินกับเครื่องแบบทหารอย่างนี้เลย เพราะพวกเราถือว่าเป็นเรื่องของเกียรติและศักดิ์ศรีในอาชีพทหาร อย่ามาทำให้กองทัพต้องเปอะเปื้อนเลย ถ้ายังรักความเป็นทหารอยู่ก็อย่านำกองทัพไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พวกเราทนไม่ได้และจะไม่ทนอีกต่อไป ถ้าพี่แดงยังมีพฤติกรรมเช่นนี้" พ.อ.อภิรัชต์ กล่าวเสียงเข้ม














Read more ...

พ.ต.อ. ชัยโรจน์ ชัยยะ (ชิโกะ)

7 เม.ย. 2553
กลุ่มเสื้อแดงถอนกำลังออกจากไทยคม ปทุมธานี แล้ว แม้จะมีการเผชิญหน้ากับฝ่ายทหารที่ตรึงกำลังอยู่ด้านหน้าก็ตาม...

เมื่อเวลา 23.30 น. 7 เม.ย. มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนกว่า 1,000 คนรวมตัวเดินทางไปยังสถานีไทยคม ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ต.บ่อเงิน อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี แต่ต้องพบกลับกำลังทหารที่ตั้งแถวปิดเส้นทางตั้งแต่ปากทางถนนสายปทุมธานี-วัดเจดีย์หอย สร้างความไม่พอใจให้กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นอย่างมาก

พ.ต.อ.ชัยโรจน์ ชัยยะ สังกัดกองปราบปราม แต่งเครื่องแบบเต็มยศ เข้ามาเจรจากับฝ่ายทหารให้เปิดทาง แต่การเจรจาไม่เป็นผล และพ.ต.อ.ชัยโรจน์ เกิดความไม่พอใจที่ถูกฝ่ายทหารถ่ายรูป จนเกิดการโต้เถียงกัน แต่เหตุการณ์ก็เป็นไปด้วยดี ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น

ต่อมาเวลา 00.30 น. หลังจากกลุ่มเสื้อแดงนับพันคนปักหลักประจันหน้ากับกองกำลังทหาร ที่ปิดเส้นทางเข้าออกบริเวณถนนสายปทุมธานี-วัดเจดีย์หอย เพื่อป้องกันสถานีถ่ายทอดภาคพื้นดินไทยคม โดยทางกลุ่มเสื้อแดงพยายามเจรจาให้ฝ่ายทหารเปิดทาง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนเกิดการผลัดดันกันขึ้น และทางกลุ่มเสื้อแดงได้ใช้ขวดน้ำขว้างปาใส่กลุ่มทหาร แต่เหตุการณ์ก็ยังอยู่ในความสงบ เพราะฝ่ายทหารไม่ตอบโต้

จนกระทั่งเวลา 01.00 น. นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ ส.ส.เขต 1 ปทุมธานี เดินทางมาเจรจากับฝ่ายทหาร เพื่อให้เปิดทาง โดยพยายามไล่ให้ทหารเปิดเส้นทางการจราจร โดยอ้างว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อน กระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารยอมเปิดเส้นทาง แต่กลุ่มคนเสื้อแดงกลับแจ้งว่าจะย้ายขบวนเดินทางไปสบทบกลับกลุ่มเสื้อแดงที่สถานีไทยคมแคราย และกลุ่มเสื้อแดงทั้งหมดได้สลายตัวไปอย่างสงบในเวลาต่อมา
Read more ...

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา วีรบุรุษผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

14 มี.ค. 2553

การเสียชีวิตของ "พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา" ผกก.นักสู้โจรใต้ เป็นความสูญเสีย ของครอบครัว และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องเสียตำรวจ ดีๆไป หลังตกเป็นเหยื่อสังเวยโจรใต้ลอบกดระเบิดที่ฝังไว้ใต้พื้นถนนถล่มรถพังยับ คร่าชีวิต ผกก.คนดังดับอนาถ

ผกก.นักสู้โจรใต้ ท่านนี้เคยสวมวิญญาณ หมูไม่กลัวน้ำร้อน ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม กรณีทำเรื่องขอย้ายออกนอกพื้นที่เพราะจะเกษียณราชการในปี 2553 แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา มีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ก.ตร. เมื่อวันที่ 5 มี.ค.เสนอให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรอง ผบก. แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการ ก็มาประสบเหตุเสียชีวิตจากการซุ่มโจมตีของกลุ่มโจรใต้เสียก่อน

"พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา"หรือ"จ่าเพียรมือปราบ"ฉายาที่ติดตัวมาตั้งแต่เป็นตำรวจชั้นประทวน เป็น นพต.รุ่นที่ 15 เริ่มรับราชการครั้งแรกหลังจบโรงเรียนตำรวจภูธรภาค 9 ยะลา เมื่อปี 2513 เป็น ผบ.หมู่ ป.สภ.บันนังสตา มาตลอด โดยเฉพาะช่วงที่พวก ขจก.หรือขบวนการโจรก่อการร้าย ได้ปะทุทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ ได้ติดตาม พ.ต.ท.สนิท เพียรทอง สวญ.สภ.บันนังสตา (ตำแหน่งในขณะนั้น)ออกปราบปราม ขจก.มาตลอด สามารถวิสามัญคนร้ายได้ร่วม 100 ศพ จนเป็นที่หวาดเกรงของพวกคนร้าย และราวปี 2519 จ.ส.ต.สมเพียร เอกสมญา ปะทะกับคนร้ายกลุ่มนายลาเต๊ะ เจาะบันตัง ในหมู่ 4 ต.บันนังสตา พลาดท่าไปเหยียบกับระเบิดคนร้ายจนขาซ้ายหวิดขาด

จากความเด็ดเดี่ยวและประสบความสำเร็จในการปราบปรามคนร้ายอย่างจริงจัง"จ่าเพียรมือปราบ" จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญมาลาเข็มกล้ากลางสมร (ร.ม.ก.) จนทางกรมตำรวจได้ให้เข้าศึกษาหลักสูตรนายตำรวจเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องสอบ หลังจากจบมาแล้วได้โอนไปสังกัด ตม.ประจำอยู่ในพื้นที่ จ.สงขลา ระยะหนึ่ง แต่ต้องขอย้ายกลับรับราชการวนเวียนอยู่ในภาคใต้ตอนล่างมาตลอด แต่ไม่วายถูกร้องเรียนจนต้องย้ายออกจากพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไประยะหนึ่ง

ต่อมาหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา ถูกเรียกตัวกลับมาปราบปรามพวกก่อความไม่สงบใน อ.บันนังสตา ในตำแหน่ง ผกก.สภ.บันนังสตา ปี 2550 โดยได้ใช้ประสบการณ์และความคุ้นเคยในพื้นที่แห่งนี้มาก่อน นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นจับกุมคนร้ายจนสามารถวิสามัญคนร้ายไปแล้วรวม 19 ราย แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามวางแผนลอบทำร้ายมาตลอด ทำให้ทางครอบครัวเกิดความวิตกพร้อมทั้งขอให้เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น"ภูวพงษ์ พิทักษ์" เพื่อเป็นศิริมงคล แต่ พ.ต.อ.สมเพียร ได้ขอกลับมาใช้นามสกุลเดิม ส่วนนามสกุลใหม่มีภรรยาและบุตรชายคนที่ 2-3 ใช้

จนกระทั่งวันที่ 18 ก.พ.2553 พวกคนร้ายได้ลอบวางระเบิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่วางแผนให้ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นำกำลังเดินทางเข้าไป จนถูกคนร้ายระเบิดรถยนต์ที่นั่งคันเดียวกันนี้ ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเล็กน้อย แต่ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า"ช้ำในมากกว่า เพราะขอย้ายแล้วไม่ได้ย้าย"จนเป็นข่าวครึกโครมในเวลาต่อมา กระทั่งนำกำลังไปถูกคนร้ายลอบวางระเบิดรถปิกอัพคันเดิมจนขาหักทั้งสองข้าม บาดเจ็บสาหัสและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลาในที่สุด

ในขณะที่เพื่อนร่วมอาชีพอย่าง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) ฝ่ายความมั่นคงและกิจการพิเศษ ซึ่งกำกับดูแลศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) กล่าวถึงการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.สมเพียร ว่า เป็นการสูญเสียที่สำคัญของตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ต.อ.สมเพียร คือลูกน้องที่รัก เป็นตำรวจนักรบเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เป็นตำรวจที่ไม่ท้อถอย แม้จะมาร้องเรียนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายออกนอกพื้นที่ ซึ่งยังไม่สมหวังก็ยังกลับไปปฏิบัติหน้าที่ สภ.บันนังสตา อย่างเต็มที่ สมเกียรติภูมิ และสำนึกต่อหน้าที่ การเสียชีวิตครั้งนี้สมศักดิ์ศรี ตำรวจอาชีพที่ตายในหน้าที่

ด้าน พล.ต.ท.ธานี ทวิชศรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจภาค 9 (อดีต ผบช.ภ.9) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา เปิดเผยว่า ในหมู่นักรบด้วยกัน ถือเป็นความสูญเสียที่บอกไม่ถูก ที่ผ่านมา พ.ต.อ.สมเพียร เป็นคนจริงจัง กล้าหาญมาก ทำงานในลักษณะไม่เสร็จไม่เลิก และแน่นอนว่าการที่ พ.ต.อ.สมเพียร เรียกร้องขอโยกย้ายตำแหน่งแต่ไม่รับการตอบสนองนั้น กระทบต่อขวัญและกำลังใจต่อคนที่ปฏิบัติหน้าในพื้นที่พอสมควร

พล.ต.ท.ธานี กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เคยหารือกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ว่าในเมื่อพื้นที่อยู่ในการควบคุมของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แล้ว ควรที่จะมีระเบียบออกมาเพื่อเอื้อให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นาน ได้รับการหมุนเวียนหรือค่าตอบแทนที่ดี แต่ก็ไม่มีความชัดเจนออกมา ส่วนปัญหาที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการพิจารณาโยกย้ายนั้น เพราะติดขัดกับกฎระเบียบการย้ายข้ามกองบัญชาการ แต่ละกองบัญชาการที่จะต้องยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ในความเป็นจริง กองบัญชาการภาค 9 นั้นมีเพียง 4 จังหวัดซึ่งรองรับกำลังพลไม่พอ ดังนั้นสมควรผ่องถ่ายให้ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้เคยเรียนผู้บังคับบัญชาไปแล้วแต่ไม่ได้มีการจัดการ

ถึงเวลาหรือยังที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะรื้อโครงสร้างอุบาทว์ในวงการตำรวจที่จ้องแสวงหาผลประโยชน์ เพื่อก่อเกิดตำรวจสายพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ใช่แค่ "ปลิงในชุดสีกากี"อีกต่อไป..!!!
Read more ...

ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ

24 ก.พ. 2553
เปิดตัวแม่ม่ายลูก 5 ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ สวยอย่างเพริศแพร้วพรรณราย

โดย ลัดดา

มีคำถามเข้ามาว่า ณ วันนี้ใครคือแม่ม่ายสาวลูกมาก สวยอย่างเพริศแพร้วพรรณรายแห่งสังคมประเทศไทย

คำตอบในมุมมองของลัดดาคือ

ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ มารดาจณิสตา, 
ชญาดา สุนุชดา แห่งสกุลลิ่วเฉลิมวงศ์ และ 
ชวิทย์ กับ ฐินุชดี แห่งสกุลเสรีวัฒโนภาส
ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ สวยตามประสาม่ายวัย 54 สวยตามประสาผ่านการสมรส 2 ครั้ง สวยตามประสาคนมีบุตร 5

สวยจนลัดดา อดใจไม่ไหวต้องนำชื่อมาประดับทำเนียบ "แม่ม่ายทรงเครื่อง" รุ่นกลางแห่งสังคมประเทศไทย ใน "ลึก (ไม่) ลับกับลัดดา" เมื่อต้นปีที่เพิ่งผ่านมา โปรดเชื่อเถิดและติดตามอ่านดู

ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ เป็นบุตรคนเล็กแห่ง พ.ต.ท.ม.จ.หัชชากร วรวรรณ กับ หม่อมสมหทัย สกุลเดิม "เสนีเศรษฐิ" 

พ.ต.ท.ม.จ.หัชชากร วรวรรณ เป็นโอรสองค์ที่ 24 ในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระโอรสในรัชกาลที่ 4

ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ ณ วันนี้มีอายุ 54 (เกิด 17 มกราคม 2491) เธอมีพี่ร่วมท้องรวม 6 คน
เป็นชาย 3 ชื่อ ม.ร.ว.ณัฏฐิธรรม วรวรรณ ม.ร.ว.ภูมรินทร์ วรวรรณ ม.ร.ว.จักรินทร์ วรวรรณ

เป็นหญิง 3 ล้วนสวยอย่างนางในวรรณคดีมี

ม.ร.ว.สดุดีภา วรวรรณ ปัจจุบันพำนักอยู่อเมริกา ม.ร.ว.ทัชวรรณ ภรรยา เชาวน์ สายเชื้อ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ม.ร.ว.จุฑาภา ภรรยานายแพทย์สมชาติ โลจายะ แพทย์โรคหัวใจแถวหน้าสุดของประเทศผู้ล่วงลับแล้ว

ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ เป็นศิษย์เก่าผดุงดรุณี เตรียมอุดมศึกษา รัฐศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมจุฬาฯ รุ่น 19 มหาบัณฑิต เกียรตินิยมบริหารรัฐกิจ "นิด้า"
ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ รักแรกพบและสมรักสมรส เมื่อปี 2513 กับอาคม ลิ่วเฉลิมวงศ์ วัย 58 (เกิด 17 มิถุนายน 2487)

อาคม ลิ่วเฉลิมวงศ์ บุตร นิยม-ชมบุญ ลิ่วเฉลิมวงศ์ นิยม ลิ่วเฉลิมวงศ์ เคยเป็นข้าราชการอเมริกันที่ปฏิบัติงาน USAID ยูเซดในลาว

อาคม ลิ่วเฉลิมวงศ์ เป็นสถาปนิกค่อนข้างใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร มีผลงานออกแบบโรงแรมเอราวัณให้คนกรุงเทพฯ เหลียวมอง

อาคม ลิ่วเฉลิมวงศ์ กับ ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ มีบุตรกัน 3 คน ล้วนเป็นหญิงชื่อ
จณิสตา (29) 
ชญาดา (26) 
สุนุชดา (23)
ทั้ง 3 สวยอย่างนางสาวไทย
จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ นิคเนม "แบม" เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อแห่งพรรคชาติไทย
ชญาดา ลิ่วเฉลิมวงศ์ นิคเนม "โบ" จบปริญญาโท ด้านออกแบบอุตสาหกรรม จากมหาวิทยาลัยลอนดอน เพิ่งจดทะเบียนสมรสกับ เกริกพล "ฟลุก" มัสยวาณิช
สุนุชดา ลิ่วเฉลิมวงศ์ นิคเนม "บีม" กำลังศึกษาปีสุดท้ายวิชาบริหารโรงแรมที่สถาบันไอทิม (ITIM)
ม.ร.ว.สิริมาดา หย่าร้างกับอาคม ลิ่วเฉลิมวงศ์ ปีพ.ศ. 2523 นับถึงวันนี้ แยกเตียงนอนกันนาน 21 ปีแล้ว
ต้องยอมรับว่า ม.ร.ว.สิริมาดา เป็นคนมีโชคทางความรัก เธอตกพุ่มม่ายไม่นานก็พบรักใหม่ หวานชื่นเย็นฉ่ำกับ เสรี เสรีวัฒโนภาส นักการธนาคาร ตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการธนาคารกรุงเทพ จำกัด
ม.ร.ว.สิริมาดา มี "น้องใหม่" กับ เสรี อีกสองเป็นชายอายุ 15 ชื่อ ชวิทย์ เป็นหญิงอายุ 13 ชื่อ ฐินุชดี ทั้งสองยังอยู่ระหว่างเล่าเรียนเขียนอ่าน

แล้วม.ร.ว.สิริมาดา ก็หวนกลับมารับบท "แม่ม่ายกระดังงาลนไฟดอกหอม" อีกหนจนได้ เธอแยกเตียงนอนเป็น "เพื่อนกันดีกว่า" กับ เสรี เสรีวัฒโนภาส นาน 3 ปีแล้ว

ณ วันนี้ ม.ร.ว.สิริมาดา วรวรรณ จึงเป็นม่ายสาวลูกมาก สวยอย่างเพริศแพร้วพรรณรายแห่งสังคมประเทศไทยโดยแท้
Read more ...

ส่วนนึงของ สนธิ ลิ้มทองกุล

29 ธ.ค. 2552
ภายหลังสำเร็จการศึกษา นายสนธิ เดินทางกลับไทยเมื่อปี 2516 นายสนธิ เข้าทำงานเป็นบรรณาธิการบริหารนสพ.ประชาธิปไตย เมื่ออายุได้เพียง 27 ปี จากนั้นร่วมกับ นายพอล สิทธิอำนวย ตั้งบริษัท Advance Media ในเครือพีเอสกรุ๊ป ออกนิตยสารดิฉัน แต่ประสบกับการขาดทุน จึงขายให้กับนายปิย์ มาลากุล ณ อยุธยา

นายสนธิกลับมาโดดเด่นอีกครั้งด้วยการตั้งบริษัทตะวันออกแมกกาซีน ออกจำหน่ายหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายเดือน เมื่อปี 2526 และผู้จัดการรายสัปดาห์ จากความสำเร็จในการเป็นหนังสือแนวธุรกิจชั้นนำของผู้จัดการรายเดือน และรายสัปดาห์ ทำให้นายสนธินำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2533

พร้อมกับออกหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
ต่อมานายสนธิ สามารถเข้าเทคโอเวอร์บริษัทลูกของปูนซีเมนต์ไทยได้คือ บริษัทเอสซีทีคอมพิวเตอร์ จำกัด,

บริษัทไมโครเนติก จำกัด และบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลเอ็นจิเนียริ่ง (ไออีซี) จำกัด ซึ่งต่อมาบริษัทไออีซี

ได้กลายเป็นบริษัทที่ทำกำไรให้กับนายสนธิอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัท ไออีซี (IEC) เป็นบริษัทผูกขาด การขายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย ระบบเซลลูล่า 900 แต่เพียงผู้เดียว

นายสนธิไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ในประเทศ โดยมีการขยายตัวไปลงทุนออกหนังสือพิมพ์ “เอเซียไทม์” ตั้งฐานผลิตที่ฮ่องกง พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัทแมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือเอ็มกรุ๊ป เมื่อ 22 พ.ย.2537เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารงานบริษัทในเครือจากนั้น

เริ่มขยายไปสู่วงการ โทรคมนาคมในต่างประเทศเข้าไปลงทุนในโครงการดาวเทียมลาวสตาร์

ชื่อบริษัท ABCN ที่เป็นบริษัทในเครือได้รับสัมปทานจากประเทศลาวพร้อมกับทำกิจการโรงแรมในลาว และร้านอาหารในจีน จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้เอง ทำให้นายสนธิ ถูกสื่อมวลชนตะวันตกเรียกว่า “มร.โกลบอลไลเซชั่น” หมายถึงผู้ที่สร้างตัวมาจากสื่อสิ่งพิมพ์
ก่อนที่จะขยายไปสู่โทรคมนาคม บรอดคาสติ้ง และมีเดีย

จากการขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง การพยากรณ์ธุรกิจอย่างผิดพลาด และความล้มเหลวในการบริหาร ประกอบกับสภาพธุรกิจที่ตกต่ำนับตั้งแต่ปลายปี 2539 ทำให้นายสนธิ ต้องขายธุรกิจในเครือเพื่อนำเงิน มาชำระหนี้ รวมทั้งโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ที่ขายให้กับกลุ่มยูคอม

แต่นายสนธิยังมีหนี้สินอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อ พ.ย.2542 ธนาคารนครหลวงไทย ได้ยื่นฟ้องนายสนธิ และบริษัท เอ็มกรุ๊ป ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะไม่สามารถชำระหนี้ให้กับธนาคารได้จำนวน 150 ล้านบาท จนกระทั่งศาลมีคำสั่งให้นายสนธิ และบริษัท เอ็ม กร๊ป เป็นบุคคลล้มละลาย

ปัจจุบันนายสนธิ ยังคงบริหารหนังสือพิมพ์ในเครือที่เหลือเพียง 3 ฉบับ คือผู้จัดการรายเดือน, รายสัปดาห์ และรายวัน ซึ่งนายสนธิ ถือว่าเป็นหัวใจหลักที่จะต้องคงไว้และดำเนินงานต่อไป

แต่นายสนธิไม่มีตำแหน่งใดๆ ใน นสพ.ผู้จัดการ เพียงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการบริหารงานเท่านั้น นายสนธิ มีความสนิทสนมกับบุคคลในกลุ่มนักธุรกิจและข้าราชการหลายคน คือ

-นายชัยยันต์ โปษยานนท์ อดีตรองอธิบดีกรมสรรพสามิต,
-นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย,
-นายทนง พิทยะ รมว.กค.,
-นายศิรินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และ
- นายเอกกมล คีรีวัฒน์ อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย,

ในส่วนของนักการเมือง เช่น

-พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นรม.,
-นายบุญชู โรจนเสถียร,
-นายบัญญัติ บรรทัดฐาน,
-นาย ธารินทร์ นิมมานเหมินท์,
-นายโภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา

ซึ่งเคยใช้บ้านพักพีเควิลล่าของนายสนธิ เป็นที่เจรจาจัดตั้งรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก, นายเนวิน ชิดชอบ, นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

นายสนธิ มีความสนิทสนมกับนายศิรินทร์ และนายธารินทร์ มาก โดยนายสนธิ จะได้รับความช่วยเหลือ ด้านเงินจากธนาคารกรุงไทย เพื่อมาพยุงฐานะธุรกิจของนายสนธิ ตลอดเวลา ในช่วงที่นายศิรินทร์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่

โดยเมื่อ พ.ย.2542 บริษัท Pricewaterhouse Coopersซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่ธนาคารกรุงไทยว่าจ้างมาปรับปรุงโครงการตรวจสอบภายในระบุว่า บจ.เอ็ม กรุ๊ป มีหนี้สินอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำนวน 2,123 ล้าน เป็นหนี้เสีย (NPL)เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นการปล่อยสินเชื่อโดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกรุงไทย

นายสนธิได้เขียนบทความ รวมทั้งออกหนังสือ ชื่อ “เปลือยธารินทร์” โจมตีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเรื่องส่วนตัวของนายธารินทร์ ตลอดมา ซึ่งน่าจะไม่พอใจที่นายธารินทร์ ไม่ยอมช่วยเหลือแก้ไขปัญหาทางธุรกิจให้นายสนธิ

นอกจากนี้นายสนธิ ยังสนิทสนมหรือสามารถ “สั่ง” นายทนง พิทยะ ในขณะดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทยได้เนื่องจากนายสนธิเป็นผู้มีบุญคุณกับนายทะนง โดยออกเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานและค่าสินสอดการแต่งงานครั้งที่ 2 ของนายทนง กับนางมธุรส รัตนปรารมย์ นายทนง จึงตอบแทนนายสนธิด้วยการปล่อยสินเชื่อเพื่อมาใช้ในธุรกิจของ นสพ.ผู้จัดการ ตลอดเวลาเช่นกัน

ขณะเดียวกันนายทนง ก็เป็นตัวกลางเชื่อมให้นายสนธิไปมีความสัมพันธ์อันดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เนื่องจากในขณะนั้นนายทนง ช่วยเหลืองานกับกลุ่มบริษัท ชินวัตร นายสนธิ ยังมีความสนิทสนมกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เนื่องจากนางจันทร์ทิพย์ เป็นญาติของนายบัญญัติ และนายสนธิ กับนายบัญญัติ เคยลงทุนทำธุรกิจโรงแรมด้วยกันที่ประเทศลาว  ปัจจุบันการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันเป็นประจำ

นอกจากนี้ นายสนธิ ยังเคยสนิทสนมกับ ร.ตอ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นอย่างมาก ซึ่งนายสนธิ ให้เงินสนับสนุน ร.ต.อ.เฉลิม ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.โดยเฉพาะการเลือกตั้งเมื่อ 22 มี.ค.35 ร.ต.อ.เฉลิม ได้ขอเงินสนับสนุนจากนายสนธิ จำนวน 10 ล้านบาท

แต่หลังจากการเลือกตั้งเมื่อ 17 พ.ย.39 บุคคลทั้งสองเกิดแตกแยกกัน จนถึงขั้นไม่เผาผีกัน เป็นลักษณะเดินทางใครทางมัน

จนเมื่อปี 2541 นายสนธิ เปิดคอลัมน์ของตัวเองใน น.ส.พ.ผู้จัดการรายวัน ชื่อ”แค้นสั่งฟ้า” ซึ่งมุ่งเน้นเจอะลึกทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยใช้นามปากกาว่า “พายัพ วณาสุวรรณ”

และเมื่อเดือน ก.ย.41 ได้เขียนโจมตี ร.ต.อ.เฉลิม เกี่ยวกับความประพฤติของบุตรชาย ทำให้เมื่อ 19 ก.ย.41 การลงโฆษณาใน นสพ.ไทยรัฐ และมติชนรายวัน ว่า งานฌาปนกิจศพนายโกคั้บ แซ่ลิ้ม หรือ โกคั้บ แซ่ลิ้ม

ณ เมรุวัดป่าบ้านเหนือ (เป็นวัดที่นายสนธิ นับถือและศรัทธาเจ้าอาวาสวัดนี้) จ.อุดรธานี ในวันที่ 20 กันยายน 2541 เวลา 15.00 น. เทศนาธรรมโดยหลวงตาเหลิม เวลา 16.30 น. สวดพระอภิธรรมถวายผ้าบังสุกุล เวลา 17.00 น. ประชุมเพลิง พร้อมกับระบุในตอนท้ายว่า “ผู้วายชนม์ขออโหสิกรรมสิ่งที่ได้กระทำต่อเจ้าหนี้ทั้งหลายได้โปรด อโหสิกรรมต่อผู้วายชนม์ด้วย”

http://www.thaioctober.com/forum/index.php?topic=476.10;wap2

http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=chaitarak&board=8&id=225&c=1&order=numtopic

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=spiral&date=17-02-2007&group=28&gblog=4
Read more ...

‘ครูยอดธง‘ รับมอบ ปริญญานอกรั้วมหาวิทยาลัย คนแรกของโลก

29 ธ.ค. 2552
จาก พัทยาเดลีนิวส์

ดร.ยอดธง ‘ครูตุ้ย‘ 1 ในปูชนียบุคคล ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ นอกรั้วมหาวิทยาลัย คนแรกของโลก ที่สร้างชื่อเสียงกับประเทศไทย และ ยังเป็นผู้นำชุมชน เจ้าของสะโรแกรน "ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม"

ครูตุ้ย - ยอดธง เสนานันท์ หรือ ยอดธง ศรีวราลักษณ์ อายุ 71 ปี ครูมวยชื่อดัง

 ถือเป็นบุคคล ที่ชาวบ้านและสังคมให้การเคารพเชิดชู ทั้งในด้านการสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมไทย ตลอดจนได้ตั้งปณิธานอันแน่วแน่ ด้วยการอุทิศตนช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และ การมีน้ำใจอันประเสริฐ ให้กับสังคมและชาวบ้านทั่วไป โดยยึดแบบปิดทองหลังพระ จนได้รับแต่งตั้งจากราชการ ให้เป็น " ผู้ทรงคุณวุฒิ ของ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และยังมีตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการ และ ที่ปรึกษา ของหน่วยงาน ภาครัฐ และ เอกชน อีกกว่า 30 ตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับมิได้พึงปรารถนาเพราะส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ก็ต้องรับไว้เพราะทุกฝ่ายวิงวอนเพื่อต้องการให้เป็นเกียรติประวัติของหน่วยงาน และเป็นบุคคลที่สามารถตัดสินปัญหาโดยเป็นธรรม

สำหรับประวัติ ครูยอดธง ศรีวราลักษณ์ หรือเสนานันท์ เกิดที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2480 ปีฉลู ชื่นชอบกีฬาชกมวยมาตั้งแต่เด็กรวมถึงกีฬาทุกประเภทที่เป็นการตู่สู้ไม่ว่าจะเป็นปลากัด ไก่ชน แต่ไม่เคยนำศิลปะมวยไทยมารังแกผู้ด้อยโอกาสกว่า ถ้าย้อนอดีต เมื่อจบ ป.4 ได้ย้ายมาอยู่กับพี่สาวที่นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในช่วงที่เป็นเด็กไม่ว่าจะมีการจัดแข่งขันชกมวยที่ไหน ก็จะตามไปดูทุกที่ จนคันไม้คันมืออยากจะขึ้นชกแต่ก็ชกไม่ได้เพราะยังเด็ก จนอายุ15 ปีก็ไปฝึกมวยกับ สิทธิเดช สมานฉันท์ ซึ่งถือว่าเป็นครูมวยคนแรก และตั้งมงคลนามในการชกมวยเป็นครั้งแรกว่า เอราวัณ เดชประสิทธิ์ ส่วนชื่อ ยอดธง เสนานันท์ ได้มาจากครูมวยคนที่ 5 สุวรรณ เสนานันท์ เป็นคนตั้งให้ และใช้ชื่อนี้เรื่อยมาตลอดการชกกว่า 50 ไฟล์ จนกระทั่งแขวนนวม

เวลาผ่านไป 25 ปี ยอดธง เสนานันท์ ตัดสินใจหนีกลิ่นสาบนวมไปเปิดร้านตัดผมที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ในที่สุดก็ไม่สามารถทนกลิ่นสาปนวมไม่ไหวจึงได้หวนกลับมาตั้งค่ายมวยขึ้นมาใช้ชื่อว่า "ค่ายมวยศิษย์ยอดธง"ที่มาบตาพุด ระยอง โดยเริ่มจากค่ายเล็กๆ มีแค่เสาแขวนกระสอบทรายอยู่เพียงเสาเดียว มีเด็กนักมวยในค่ายแค่ 4-5 คน จากนั้นเริ่มส่งนักมวยขึ้นชกตามงานต่างๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ค่าตัวก็ขึ้นชก เพราะความอยากชกของนักมวยเนื่องจากซ้อมมาอย่างเต็มที่ จากนั้นก็มีนักมวยในค่ายเพิ่มมากขึ้น และส่งชกตามเวทีต่างๆทั่วภาคตะวันออก จนทำให้ค่ายมวยศิษย์ยอดธงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วภาคตะวันออก และได้รับการติดต่อให้ไปชกต่างประเทศหลายครั้ง แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เกือบจบลง เพราะมีสาเหตุมาจากในวันหนึ่งที่ครูตุ๊ยพานักมวยออกไปชกต่างจังหวัด และในระหว่างทางที่กำลังจะเดินทางกลับ ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ซึ่งครูตุ๊ยเป็นคนขับทำให้นักมวยเสียชีวิตไป 1 คน ส่วนผู้ปกครองพิการ จนทำให้ครูตุ๊ยเสียใจมาก จนเกิดความท้อแท้ และเลิกค่ายมวยที่มาบตาพุด ส่วนนักมวยที่เหลืออยู่ก็นำไปฝากไว้กับค่ายอื่น

ครูตุ้ย เล่าให้ฟังว่า หลังจากถอดนวม วางมือ เหือดหายมาจากวงการมวยพอสมควร เพราะชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งนำโดย โอซามู โนกูจิ ได้พยายามที่จะให้ชาวโลกเข้าใจว่ากีฬามวยไทย จริงๆแล้วมีต้นกำเนิดมาจากกีฬาคิก บ๊อกซิ่ง ของญี่ปุ่น เมื่อเป็นดังนั้น ด้วยใจและสายเลือดรักมวยไทย เกิดความโกรธและปฏิญาณตนว่า "ข้า...จะเทิดทูนศิลปะมวยไทยด้วยจิต และวิญญาณของข้า เพราะมวยไทยเป็นวัฒนธรรมมรดกของชาติส่วนหนึ่ง และเป็นมรดกโลก ที่กอบกู้ใช้ชาติและแผ่นดินไทยเป็นเอกราชย์มาตราบถึงวันนี้" เรื่องนี้ข้าฯจะยอมไม่ได้ เพราะกีฬามวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ของชนชาติไทย ที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ต่อมา โอซามู โนกูจิ ยกทัพคิกบ็อกซิ่งมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อชกกับมวยไทยในแผ่นดินไทย เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2515 ครูตุ๊ยจึงอาสานำทัพมวยไทยออกสู้ศึกในครั้งนี้ และสามารถปราบนักมวย คิกบ็อกซิ่งลงได้อย่างราบคาบ หลังจากนั้นรัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้มีคำสั่งเนรเทศโอซามู โนกูจิ ออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง ในฐานะที่เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาของประเทศชาติ และหลังจากที่โอซามู กลับถึงญี่ปุ่น ทางการญี่ปุ่นก็มีคำสั่งห้ามโอซามู โนกูจิ ยุ่งเกี่ยวกับวงการมวยอีกต่อไป เนื่องจากสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่ประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเรียกได้ว่า หากวันนั้นไม่ตัดสินที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของความเป็นไทย ศิลปะมวยไทย ก็ไม่แน่ว่าในปัจจุบันกีฬามวยไทยอาจจะถูกครอบงำ หรือกลืนหายไปแล้วก็เป็นได้

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา "ครูตุ้ย" ถูกยอมรับให้เป็นปรมาจารย์มวยคู่บารมีศึกวันทรงชัย สร้างมวยชื่อดังหลายคน อาทิ ดาวธง ศิษย์ยอดธง, สามารถ พยัคฆ์อรุณ, ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ, และ ฉัตรชัย ไผ่สีทอง นอกจากนี้ยังมีนักมวยไทยที่ผันตัวเองไปต่อยมวยสากลจนได้แชมป์โลก คือ สามารถ พยัคฆ์อรุณ ที่คว้าแชมป์สภามวยโลก รุ่น 112 ปอนด์ ระยะหลังมี ยอดสนั่น สามเค แบตเตอรี่ ยอดดำรง สิงห์วังชา ปัจจุบันได้มอบบ้านให้เป็นมูลนิธิมวยไทย ทั้งนี้มี รามอน เด็คเกอร์ นักมวยไทยชาวต่างชาติ เจ้าของฉายาไอ้กังหันนรก นำลูกเมียมาเรียนมวยไทยด้วย นอกจากนี้ครูตุ้ย ยังได้รางวัลผู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยดีเด่น ได้รับรางวัล ครูมวยดีเด่น คนแรกของประเทศไทย และหนึ่งเดียวในโลก จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ 2534 และ ล่าสุดปี 2550 รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชามวยไทยศึกษา

ด้วยความเสียสละ และเป็นผู้ให้โดยไม่หวัง สิ่งตอบแทนทำให้บุญพา วาสนาส่ง ครูตุ้ย ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 และแจ๊กพอต งวดประจำวันที่ 1 พ.ย. 2548 ได้เงินรางวัลรวมกว่า 56 ล้านบาท แยกเป็นลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จำนวน 10 คู่ เป็นเงิน 40 ล้านบาท และแจ๊กพอตชุดที่ 52 เป็นเงิน 16 ล้านบาท โดยเงินที่ได้มา ครูตุ้ย เอ่ยว่า " เงินทองเป็นของนอกกาย ตายไปก็เอาไปไม่ได้ซักบาท เกิดมา ต้องตาย โลภไป ทำไม " จึงนำเงินแจกจ่ายให้กับลูกศิษย์ ครูมวยในค่ายที่อาศัยอยู่ด้วยกัน โดยจะแบ่งให้คนละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้จะนำเงินที่เหลือไปก่อตั้งมูลนิธิค่ายมวยศิษย์ยอดธงนานาชาติ และ ยังมอบเงินกว่า 20 ล้าน ให้กับหน่วยงานราชการ วัด และ ชาวบ้านที่ความยากจน อีกด้วย

ค่ายมวยศิษย์ยอดธง ตั้งอยู่เลขที่ 36/7 หมู่ 6 ตำบลหนอปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยปัจจุบัน "ครูตุ้ย" จัดตั้ง มูลนิธิค่ายมวยศิษย์ยอดธงนานาชาติ รับเลี้ยงเด็กนักมวย อายุตั้งแต่ 8 ขวบ เอามาฝึกมวยและเรียนหนังสือ มี รถรับส่ง กินอยู่ในค่ายมวยเสร็จ ใครอยากจะเป็นครูมวยก็จะฝึกให้ และ ปัจจุบัน มีพ่อแม่ ที่แบกภาระทางครอบครัวไม่ไหว ส่งลูกมาอยู่กับครูตุ้ย เพื่อ เรียนหนังสือ และ เรียกวิชามวย ในมูลนิธิค่ายมวยกว่า 50 ชีวิต และ นอกเหนือจากวงการแวดวงมวยไทย ด้านสังคม ครูตุ้ย ยังช่วยเหลืองานทุกระดับ ไม่ว่าเป็นชาวต่างชาติหรือคนไทย เมื่อมีปัญหาไม่ได้รับความสะดวก ก็จะดำเนินการให้ ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย อีกทั้ง "ครูตุ้ย" ยังลงพื้นที่ในแต่ละชุมชน เพื่อรู้ความเป็นอยู่ของประชาชน หากพื้นที่ใดลำบาก ก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จนเป็นที่รักของชาวบ้านทั่วไป อีกทั้งทางราชการจึงแต่งตั้งให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ของอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี

สำหรับการเป็นแบบอย่าง เพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ปฏิบัติตาม และ นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน "ครูตุ้ย" ซึ่ง มีคติประจำใจ คือ "เกิดมาต้องตาย โลภไปทำไม" ควบคู่กับ คุณธรรม "บุญคุณ ต้องทดแทน แค้นต้องอภัย" โดยครูตุ้ย ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา ติดดินทั่วไป โดยวางตัวอยู่ในทุกระดับชั้น ชอบช่วยเหลือองค์กรทุกโอกาส โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ พร้อมทั้งยังเป็น ผู้ให้คำปรึกษา ทุกเรื่อง กับผู้ตกทุกข์ โดยใช้ประสบการณ์จากชีวิตที่ผ่านมา เป็นแนวทางในการแก้ไข

สำหรับ ชาวบ้าน ในพื้นที่ อ.บางละมุง เมืองพัทยา และ ในพื้นที่ใกล้ ต่างยอมรับ และ ชื่นชม "ครูตุ้ย" เนื่องจาก เป็นบุคคล ซึ่งได้อุทิศตัวต่อสังคมอย่างแท้จริงมาโดยตลอด โดยเฉพาะได้จัดตั้ง มูลนิธิมวยไทย ทำให้ ลูก หลาน และ ผู้ด้อยโอกาส ได้เรียนรู้ และ มีการศึกษา พร้อมทั้งยัง สั่งสอนให้คนเป็นคนดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และการ ปลูกฝังให้ รักและสืบสวนในวัฒนธรรมของไทย โดยเฉพาะ วิชามวยไทย ซึ่งเป็นมรดกของไทยมาแต่ช้านาน ไม่ให้เลือนหายไปจาก ประเทศไทย

นอกจากนี้ ครูตุ้ย ยังสร้างความประทับใจ ให้กับ คนเมืองพัทยา โดยลั่นวาจาไว้ว่า ถ้าสิ้นลมหายใจเมื่อใดยังไม่ให้ฝังและเผาร่างของตัวเอง โดยให้บรรจุไว้ในสุสานซึ่งเป็นที่อยู่ปัจุบัน พร้อมกับลั่นว่าว่าก็จะมอบที่ดินประมาณ 2 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่ากว่า 20 ล้าน ให้เป็นสาธารณะประโยชน์ต่อแผ่นดินเกิด เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะมวยไทยให้อนุชนรุ่นหลังให้สืบทอดต่อไป เมื่อตัวเองสิ้นลมหาย

ในที่สุดแล้วสังคมได้ให้ขวัญและกำลังใจจากหลายองค์กรได้มอบปริญญานอกรั้วมหาวิทยาลัย "ปริญญาปรัญาดุษฏีบัณฑิตกิตติศักดิ์ สาขาวิชามวยไทยศึกษา คนแรกของประเทศ และคนแรกโลก" จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2551 ณ สวนอัมพร กทม. และยังได้รับรางวัลชีวิตอีกรางวัลหนึ่งจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้เสนอยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นครูมวยไทยดีเด่น ปี 2533 โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดเกล้าให้เข้าเฝ้ารับโล่พระราชทานครูมวยไทยดีเด่นแห่งชาติ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2534 ณ วังสวนจิตรลดา กทม. ซึ่งเป็นรางวัลที่ "ครูตุ้ย" ภาคภูมิใจมากสุดในชีวิต
Read more ...

ร.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ

19 พ.ย. 2552
โดยคมชัดลึก :

ในห้องทำงานเล็กๆ ด้านล่างตึกกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตำรวจชาย-หญิงกลุ่มหนึ่งก้มหน้าทำงานอย่างขะมักเขม้นตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเขาและเธอกำลังง่วนอยู่กับการตัดข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ

ก่อนจะจัดลงแฟ้มเอกสารแยกตามกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 (บก.น.1-9) บนโต๊ะทำงานและพื้นห้องเต็มไปด้วยเศษกระดาษที่ขาดกะรุ่งกะริ่ง กรรไกร และกาว มีตั้งแต่ข่าวที่เกี่ยวกับสีกากีโดยตรง เช่น ตั้งแต่ตำรวจทำดี ตำรวจนอกแถว เรื่องร้องเรียน ไปจนถึงเรื่องม็อบหลากสีและที่พาดพิงถึงตำรวจทุกกรณี

ข่าวเหล่านี้จะถูกนำเสนอเหมือนอาหารเช้าแก่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เพื่อพิจารณาสั่งการตามแต่จะเห็นสมควรว่าจะแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไร เพื่อส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของตำรวจเป็นดั่งที่พึ่งของประชาชน...ตลอดไป

นายตำรวจหนุ่มร่างเล็กผมสั้นในชุดสีกากีกระชับอย่างคนที่ผ่านการฝึกฝนและออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ในฐานะหัวหน้าแผนก บุคลิกแจ่มใส อัธยาศัยดี ตามแบบฉบับนักประชาสัมพันธ์องค์กร ร.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ เป็นหนึ่งในฟันเฟืองความสำเร็จของคลิปข่าวที่นำเสนอผู้บังคับบัญชาในแต่ละเช้า ตรงกันข้ามกับเบื้องหลังอันแสนยุ่งเหยิงและวุ่นวาย

ใช่แล้ว ! สบายๆ สไตล์สีกากีฉบับนี้จะพาไปพบกับตำรวจหนุ่มไฟแรง อดีตนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนตั้งแต่ประถมจนจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แถมปัจจุบันยังเป็นนักฟุตบอลสโมสรเพื่อนตำรวจ (สโมสรตำรวจ) มี พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เป็นประธาน

ตลอดสัปดาห์ทำงาน สว.ประชาสัมพันธ์ บช.น. จะแบ่งเวลาช่วงเย็นหลังเลิกงานและวันหยุดให้แก่การฝึกซ้อม และแข่งขันกีฬาลูกหนังสุดโปรดสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ด้วยความคุ้นเคยกับกีฬาชนิดนี้ บวกกับประสบการณ์จากการลงชิงชัยทั้ง "ยูลีก" การแข่งขันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่กีฬา 4 เหล่าทัพ จนสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ 3 สมัยซ้อน ยิ่งเมื่อได้มาเล่นฟุตบอลสโมสรเพื่อนตำรวจยิ่งทำให้ได้รู้จักผู้คนจากหลากสาขาอาชีพมากขึ้น ซึ่งเขาบอกว่าดีต่องานประชาสัมพันธ์ เพราะนอกจากจะใช้ความสามารถแล้ว ยังต้องอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบพิเศษ ชนิดที่ว่าเคยคั่วแข้งกันบนสนามหญ้าด้วยกัน (ฮา)

"ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เรารัก นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังได้พรรคพวกเยอะ คนที่ผมรู้จักและติดต่อประสานงานด้วย 60-70 เปอร์เซ็นต์ เกิดขึ้นจากการเล่นฟุตบอล" ร.ต.อ.เนติ บอกถึงคุณูปการของกีฬาสุดรัก

กีฬาฟุตบอลยังพานายตำรวจหนุ่มออกเดินทางไปประกาศศักดาแข้ง (ตำรวจ) ไทยในการแข่งขันฟุตบอลตำรวจอาเซียนที่ประเทศเวียดนาม จนคว้ารางวัลรองชนะเลิศมาครองด้วยความภาคภูมิใจ ท่ามกลางความกดดันที่ยากจะลืม ซึ่งไม่ได้เกิดจากเสียงเชียร์ของแฟนบอลเจ้าบ้าน แต่กลับเป็นกลัวตกเครื่องบินกลับเมืองไทยไม่ทัน (ฮา ฮา)

"ตอนไปแข่งฟุตบอลตำรวจอาเซียน ไม่คิดว่ารอบชิงจะเสมอกันกับเจ้าบ้าน พอเสมอปุ๊บก็ต้องต่อเวลา แต่เราจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เวลามันจำกัดมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจแข่งต่อ แทบจะเรียกว่าเตะกันโหดมาก กองเชียร์เวียดนามก็แน่นสนาม แต่เราไม่ได้กดดันตรงส่วนนี้นะ กลัวไปขึ้นเครื่องไม่ทันอย่างเดียว" ร.ต.อ.เนติ เล่าถึงความประทับใจแบบขำๆ

ในฐานะรุ่นพี่ชมรมฟุตบอลโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ร.ต.อ.เนติเลยอยากฝากไปถึงน้องๆ นักเรียนนายร้อยตำรวจทั้งหลายว่า การเล่นฟุตบอลจะนำมาสู่ความภาคภูมิใจ และความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ จึงอยากให้เข้าร่วมชมรมฟุตบอลกันเยอะๆ เมื่อเรียนจบออกมาทำงานแล้ว ยังสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกสโมสรเพื่อนตำรวจได้อีกด้วย

ก่อนจะมาเป็น สว.ประชาสัมพันธ์ บช.น. นายตำรวจหนุ่มผ่านมาแล้วทุกสายงาน ตั้งแต่ฝ่ายสอบสวน สืบสวน ป้องกันปราบปราม ยกเว้นอย่างเดียวคืองานจราจร กระทั่งมาดำรงตำแหน่ง สว.ประชาสัมพันธ์ บช.น. เขาบอกว่าสนุกกับงานส่วนนี้ แม้จะเป็นงานที่ไม่ใช่ตำรวจเนื้อแท้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่สืบสวนจับกุมคนร้ายและป้องกันปราบปรามอาชญากรรม แต่งานประชาสัมพันธ์ก็เป็นงานของตำรวจที่ขาดไม่ได้

"คุณทำดี แต่ประชาชนไม่รู้ว่าคุณทำอะไร มันก็ไม่เกิดประโยชน์ หรือว่าคนในองค์กรเราทำไม่ดี เราไม่แก้ภาพลักษณ์ ภาพลักษณ์ไม่ดีก็ยังคงอยู่ แต่ละองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่อยากให้คนส่วนน้อยที่ทำไม่ดีมากลบภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจทั้งองค์กร"

นอกเหนือจากงานด้านประชาสัมพันธ์และการเล่นกีฬาฟุตบอลสุดโปรดแล้ว นายตำรวจร่างเล็กผู้สวมเสื้อเบอร์ 25 ยังทุ่มเทให้แก่การท่องตำราเพื่อสอบเนติบัณฑิตอย่างคร่ำเคร่ง แม้จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แล้วก็ตาม เขาให้เหตุผลว่าเรียนไว้เพื่อทำหน้าที่ตำรวจอย่างมั่นใจ เป็นตำรวจต้องรู้กฎหมาย หากมีการเปลี่ยนแปลงชีวิตก็ยังมีทางเลือก อาจจะสอบเป็นอัยการ ผู้พิพากษา หรืออาจารย์สอนกฎหมายก็ได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาไม่มีงานอดิเรกอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว

ทั้งทำงาน เรียน และเล่นกีฬาไปพร้อมๆ กัน สร้างความเหน็ดเหนื่อยพอดู แต่ ร.ต.อ.เนติ ให้เหตุผลแก่ตัวเองและคนรอบข้างว่า เป็นช่วงที่กำลังสร้างตัวเอง หากเหน็ดเหนื่อยเมื่อใดก็จะนึกถึงคำสอนของแม่ที่มักจะบอกเสมอว่า ต้องอดทน อาชีพตำรวจก็เหมือนพยาบาล ถ้าใครแข็งแรงดีก็ไม่อยากมาหาพยาบาล เหมือนกับตำรวจตามโรงพัก ประชาชนมีความทุกข์ถึงมาหาเรา แม้เราจะให้เขาไม่ได้มากเท่าที่เขาต้องการ แค่พูดคุยทำให้เขาหันหลังกลับไปแล้วเขามีความสุขก็พอแล้ว

"แม่สอนให้แบ่งปันความสุขให้คนอื่น เป็นตำรวจต้องไม่เพิ่มเติมความทุกข์ให้เขา" ร.ต.อ.เนติ นึกถึงคำสอนของแม่ยามเกิดความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย รวมถึงหมั่นทำบุญสร้างกุศลอยู่เสมอ ด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน บริจาคโลงศพ ปล่อยสัตว์ ทำให้สารวัตรนักประชาสัมพันธ์มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ

"ปูที่ถูกมัดผมไม่กินนะ เหมือนตอนเราจับคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นบุญหรือบาปไม่รู้ ผมก็ปล่อยสัตว์แบบนี้แก้เคล็ด แล้วก็ทำบุญบริจาคโลงศพด้วย เมื่อโลงถูกนำไปใช้แล้วจะมีจดหมายแจ้งชื่อผู้ใช้โลงมาที่บ้าน ล่าสุดเป็นคนอายุ 67 ปี ก็ตื่นเต้นดี ทำบุญแล้วเห็นผลจริงๆ จากนั้นก็ไปถวายสังฆทานให้เขาอีก" ร.ต.อ.เนติ เล่าด้วยสีหน้าเบิกบาน ด้วยบุญกุศลส่งเสริมชีวิตแบบนี้นี่เอง !
Read more ...

ชัยวัฒน์ ศิริวัฒนกุล

19 พ.ย. 2552

Title: บทบาทการบังคับใช้กฎหมาย : ศึกษาเฉพาะกรณีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง

Other Titles: The role of law enforcement : a case study on the offence of adulteration of gasoline

Authors: ชัยวัฒน์ ศิริวัฒนกุล
Advisor: ชัยวัฒน์ ศิริวัฒนกุล

วีระพงษ์ บุญโญภาส
มงคล กมลบุตร

Advisor's Email: ไม่มีข้อมูลล

Subjects: น้ำมันเชื้อเพลิง -- กฎหมายและระเบียบข้อบังคับ
พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521

การปลอมปนแกสโซลีน

Issue Date:2543

Publisher: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract: วิทยานิพนธ์นี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเริ่มต้นจากการนำน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาต่างกันมาปลอมปนกันเอง สู่การปลอมปนโดยนำผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและสารละลายไฮโดรคาร์บอน Solvent มาปลอมปนในน้ำมันเชื้อเพลิง และในปัจจุบันได้พัฒนารูปแบบการกระทำความผิดที่มีเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องรู้เห็นเป็นใจ

จนกลายเป็นปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลเสียในหลายด้าน เช่น ความเสียหายต่อรัฐทางด้านภาษีเป็นจำนวนมาก หรือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่ทำให้ประชาชนบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่มีมาตรฐานก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์และมลพิษทางต่อสิ่งแวดล้อมที่ประเมินค่ามิได้ เมื่อศึกษาถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันพบว่าไม่ทันต่อสภาพการณ์ ก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติน้อยมากและไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำความผิดได้ เนื่องจากกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและสารละลายไฮโดรคาร์บอน Solvent เพียงบางตัวเท่านั้นมิได้ครอบคลุมทั้งหมด

ทำให้กลุ่มขบวนการหลีกเลี่ยงภาษีและการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงอาศัยช่องว่างของกฎหมายที่ควบคุมไปไม่ถึงเป็นโอกาสในการกระทำความผิด ดังนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้บ่งชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีและการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง จำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการป้องกันปราบปรามและประชาชน ตลอดจนนำมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่และแสวงหามาตรการทางกฎหมายใหม่ๆ ที่เหมาะสมที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้สัมฤทธิผลมากยิ่งขึ้น

Other Abstract:

This thesis confined itself to the analysis of the evolution of the adulteration of gasoline. It starts from the adulteration of gasoline of different prices to the mixing of petroleum products with hydrocarbon solvent. At present, the techniques and illegal practices of the adulteration gasoline have been developed so extensively with the involvement and the backing of corrupted government officials, thus causing the grave problem of national economic crime. Its damaging consequences are far and widespread, resulting in heavy losses in the government revenue and the disadvantages on the consumer in consuming the lower standard gasoline. In addition, the lower standard fuel consumption causes damages to the engine and the environment, the adverse effects of such are priceless. It is found that present law enforcement cannot catch up with the situation. This leads to very slight effect in implementation and cannot prevent the commitment of such a devastating offense because the law can control over some petroleum products and some hydrocarbon solvent only, not all of them. This allows that tax avoidance and gasoline adulteration groups to seek the non-controllable gap as a opportunity to commit the offense. Therefore, this thesis indicates that the tax avoidance and gasoline adulteration problem solving require close cooperation of all concerned authorities, government officials and the public in law enforcement. Moreover, upgrading all relevant laws and regulations are urgently needed in order to secure effective enforcement.

Description: วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543

Degree Name:นิติศาสตรมหาบัณฑิต

Degree Level: ปริญญาโท

URI: http://hdl.handle.net/123456789/4378

ISBN:9743468404
Read more ...

Osel Hita Torres

18 พ.ย. 2552





Osel

 

The person recognized as the incarnation of FPMT’s founder, Lama Thubten Yeshe, was in his early life known as Lama Osel. Today he prefers to be called simply “Osel”. Osel is completing a course of Western studies in Europe, at which he is doing extremely well. The following is a current message from Osel; 

June 2009

Dear Friends,

It is important to have a good experience of what life is. I have been really lucky to be able to experience both western and eastern cultures and I am so grateful to everyone who has helped me in both cultures. In combination, being in India and the West has been a rich experience that I’ve been privileged to absorb from both sides.

There were times in India when it was hard to accept the destiny. Being treated differently, and feeling apart. But that experience was really good and I so appreciate it.

However, certain media find ways to sensationalize and exaggerate an unusual story. So I hope that what appears in news print is not read and taken too literally. Don't believe everything that is written!

Experience shows that however hard one tries in interviews to sincerely and honestly convey key information, the printed result can tend towards sensationalism to get the most attention.

FPMT is doing a great job and Lama Zopa is an immensely special person - very inspiring and a great yogi.

Personally, my job is to find new ways in which to discover the true nature of our being. There is no separation between myself and FPMT - we are all working together in so many aspects and terrains. Humanity is our office. Besides, I don’t really qualify very much in Buddhist studies, because I didn’t finish them, so working together is the clue.

Photo by Matteo PassigatoSo I’m trying to find a different way for this future generation. One of the ways is through music, movies and audio-visual techniques. In a movie you can condense(ย่อ) so many different stories. You can put in music, you can put in different situations and messages. Even just the sunset can be enough to give you peace to find a moment of meditation(ตรึกตรอง) in yourself. There are so many different millions of possibilities in movies. 

And not just movies, but documentaries actually going somewhere and interviewing people who may have reached a level on their path where they are at peace with themselves, and so much more....!!!

That’s kind of what I’m planning to do. But it is one thing is to plan and another for things to actually happen. So we’re back to mental projections. But for now, that’s what I am hoping to do.

Big Love

Osel

 

 
Read more ...