แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนต้นแบบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนต้นแบบ แสดงบทความทั้งหมด

ไผ่ ดาวดิน หรือ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

9 พ.ค. 2562
10 พฤษภาคม 2562

ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา  

บัณฑิตย่างวัย 28 จากรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย เจ้าของรางวัลสิทธิมนุษยชนกวางจูปี 2560 (2017년 광주인권상 수상자/2017年 光州人權賞 受賞者) ผู้ถูกตัดสินจำคุกในฐานความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ได้รับการอภัยโทษและปล่อยตัวเช้าวันที่ 10 พ.ค.2562 จากทัณฑสถานพิเศษบำบัดจังหวัดขอนแก่น หรือก่อนกำหนดพ้นโทษจริงเพียง 39 วัน หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเกือบ 870 วัน

ภายหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ไผ่ต้องถูกคุกคามกับความไม่เป็นธรรมในนามของกฎหมายนับครั้งไม่ถ้วน เช่นการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มกับเพื่อนเพื่อปราศรัย ชูป้ายผ้า หรือเพียงแค่แจกเอกสาร ถูกดำเนินคดีในฐานะก่อความไม่สงบเรียบร้อย ยุยงปลุกปั่น เป็นภัยความมั่นคงของชาติ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 6 คดี

22 ธันวาคม 2559 คือวันที่ ไผ่ ดาวดิน ต้องสิ้นอิสรภาพ เพราะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากกรณีการแชร์บทความของสำนักข่าวบีบีซีไทยเกี่ยวกับพระราชประวัติรัชกาลที่ 10

ผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดี คือ" เสธ.พีท "พ.ท. พิทักษ์พล ชูศรี" หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ มณฑลทหารบกที่ 23 ซึ่งมีเรื่องอื้อฉาวกรณีแห่ขันหมากสู่ขอลูกสาวเศรษฐีค้าอาหาร ทะเลขอนแก่น ปิดถนนมิตรภาพเหลือ 1 เลน ทำรถติดนับสิบกิโลเมตร

ไผ่ถูกจับกุมตัวที่จังหวัดชัยภูมิเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2559 ขณะกำลังร่วมขบวนธรรมยาตรา กับพระไพศาล วิสาโล นักสิ่งแสดวดล้อม ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงหมายจับที่ออกโดยศาลจังหวัดขอนแก่น

แม้ว่า ข่าวชิ้นเดียวกันนี้จะมีคนแชร์มากว่า 2,400 แชร์ แสดงความเห็นกว่าพันรายก็ตาม แต่ระบอบอำนาจ คสช.กลับเลือกปฏิบัติ ดำเนินคดีเฉพาะนักกิจกรรมที่ต่อต้านรัฐบาล โดยมีไผ่เป็นรายแรกที่ถูกดำเนินคดี

นอกจากนี้ ไผ่ยังถูกเพิกถอนสิทธิในการประกันตัวจากการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ ซึ่งศาลมองว่าเขามีท่าที "เย้ยหยันอำนาจรัฐ"

ไผ่กล่าวหลังศาลมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกเขาเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจำเลยรับสารภาพ และได้ลดโทษครึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปี 6 เดือน ว่า “ผมสู้เต็มที่แล้ว ทั้งสู้กับตัวเอง สู้กับทุกอย่าง ก็สู้ได้แค่นี้"

ต้นปี 2560 มูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก (5·18기념재단/May 18 Memorial Foundation) ผู้ก่อตั้งรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ระลึกเหยื่อที่เสียสละเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองกวางจู เกาหลีใต้ ในปี 1980 ได้ติดตามผลงานและการสืบสานเจตนารมณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไผ่มาตลอด จึงตัดสินใจมอบรางวัลกวางจูให้แก่ไผ่ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของรางวัลที่อายุน้อยที่สุด และเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้รับเกียรติสำหรับรางวัลนี้ ต่อจากนักสิทธิมนุษยชนสตรีไทย"อังคณา นีละไพจิตร"ซึ่งเคยได้รับในปี 2006

(ภาพข่าว สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)

ที่มา Facebook Sa-nguan Khumrungroj
Read more ...

มณฑล ชาติสุวรรณ (ปลัดแรมโบ้)

12 เม.ย. 2562
เขียนเมื่อ 12 เม.ย.62 เวลา 11.00 น.
ช่วงนี้ผมโคตรเบื่อ เพราะต้องติดตามข่าวการเมือง
ตามข่าวก็เห็นมีแต่ข่าวคนเลวปกครองประเทศ พวกมันโกงกินประเทศชาติมาอย่างยาวนาน และไม่มีทีท่าว่าพวกมันจะหมดไป
มองหาคนไทยที่พอจะเป็นความหวังแม่งไม่มีเลย
พอดีวันนี้มีคนแชร์คลิปวีดีโอในกลุ่มไลน์
แกพูดถึงการเมืองประเทศไทยทุกวันนี้
ในมุมมองที่น่าสนใจ เพราะแกเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์และความรู้ที่ดี คนรุ่นหลังน่าศึกษาความคิดไว้
จึงตามไปดูหลาย ๆ คลิปของแก
ยอมรับเลยว่า แกเป็นคนจริง ซึ่งสังคมไทยขาดคนแบบนี้อย่างมาก
ความขาดแคลนคนจริงแบบนี้ มันทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนาแบบทุกวันนี้
ยังไงก็ฝากติดตามช่องยูทูปของผู้ใหญ่ท่านนี้ด้วยครับ
ผมขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน 
ทราบว่าท่านเคยเป็นอดีต สว.นครศรีธรรมราช ผู้คนลงคะแนนให้ 1.2 แสนคน
อดีตปลัดอำเภอ และฝ่ายปกครองในโซนจังหวัดภูเก็ตและภาคใต้
ฝากติดตามหาความรู้ ความคิดที่ดี นำไปพัฒนาบ้านเมือง ต่อสู้กับคนชั่วกันครับ
Read more ...

ครูโกมล คีมทอง

19 มิ.ย. 2553
ผุ้เรียบเรียง นิตยาภรณ์ และ รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

นายกโกมล คีมทอง เกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ที่จังหวัดสุโขทัย ในครอบครัวปะกอบไปด้วยพี่ชาย 1 คน และน้องชาย 3 คน เขาเป็นคนที่ 2 นายโกมลได้รับการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านกล้วย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนประจำอำเภอบ้านหมี่ และหลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นายโกมลได้เข้ามาเรียนต่อในระดับชั้นเตรียมอุดมศึกษา แผนกศิลปะที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และได้จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในปี พ.ศ. 2509

หลังจากที่สำเร็จการศึกษาในระดับเตรียมอุดมศึกษา นายโกมลได้สอบคัดเลือกเข้าศึกษาในคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย ในสาขามัธยมศึกษา วิชาเอกสังคมศึกษา วิชาโท ภาษาฝรั่งเศส และได้สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2512[1]

ในช่วงแห่งการเรียนรู้ในระดับมหาวิทยาลัยนั้น นายโกมลเป็นผู้ที่ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมค่ายอาสาสมัครของนักศึกษาภาคใต้มุสลิมในภาคใต้ อาจจะกล่าวได้ว่าการทำกิจกรรมดังกล่าวได้สร้างฐานทางความคิดทั้งทางด้านวิชาการ และประสบการณ์ที่นอกเหนือจากการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย[2] นับตั้งแต่การทำค่ายอาสาที่ภาคใต้เป็นต้นมา กล่าวได้ว่านายโกมลก็ได้กลายเป็นผู้นำในกิจกรรมค่ายอาสาสมัครและค่ายพัฒนาการศึกษา จนกระทั้งเขาได้เป็นประธานดำเนินงานค่ายพัฒนาการศึกษา สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้เป็นประธานชุมนุมสังคมศึกษาของคณะครุศาสตร์[3] อาจจะกล่าวได้ว่าความสนใจ ความมุ่งมั่นในการแสวงหาความรู้และการแสดงความคิดนั้นปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงที่เขาเรียนอยู่ในระดับชั้นปีที่ 3 และ 4 โดยเริ่มเห็นเค้าตั้งแต่ปีที่ 2 ดังปรากฏในงานเขียนในหนังสือโกมล คีมทอง: ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต ดังนี้

“ ...โกมลเริ่มให้ความสนใจในการศึกษามากขึ้น เขาอยากรู้ความเป็นไปของการศึกษาในบ้านเรือนเรา ว่าเขาทำอย่างไร อะไรคือจุดบกพร่องและจุดอ่อน สภาพความเป็นจริงกับสภาพที่เรียนๆ กันอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างไร เราเคยคิดที่จะตั้งชุมนุมทางวิชาการศึกษาขึ้นในคณะครุศาสตร์เพื่อร่วมสนทนากันในเรื่องของการศึกษา... ” [4]

นอกจากนี้แล้วเขายังได้ทำหนังสือ ประธานชมรมปริทัศน์เสวนา อาจจะกล่าวได้ว่าชมรมปริทัศน์เสวนามีส่วนอย่างสำคัญในการพัฒนาในเรื่องของด้านความคิด และบรรณกรหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา สำหรับนายโกมลแล้ว หนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับดังกล่าวได้เป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นรวมถึงการแกเปลี่ยนมุมมอง และการตั้งคำถามเกี่ยวกับการศึกษาได้เป็นอย่างดี และได้ผลิตบทความจำนวนหนึ่งออกมาโดยได้เขียนลงในครุศาสตร์รับน้อง และสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา เป็นต้น ในงานเขียนจำนวนหนึ่งที่นายโกมลเขียนนั้น งานชิ้นแรกคือ “จดหมายถึงพ่อ” ได้เขียนลงในหนังสือ น้อง 90 ในบทความดังกล่าวนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม กับหมู่คณะ [5]

เมื่อนายโกมลได้สำเร็จการศึกษาครุศาสตร์มหาบัณฑิต เขาได้รับการเชิญชวนจากนายอุดม เย็นฤดี และนายอารีย์ เอส. เบอริแกน เพื่อไปเป็นผู้ก่อตั้งและครูใหญ่โรงเรียนประชาบาลแบบประชาชนจัดตั้ง ที่เมืองห้วยในเขา ตำบลบ้านส้อง กิ่งอำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงเรียนดังกล่าวนี้เป็นโรงเรียนที่ได้รับกาอุปถัมภ์จากบริษัทวิสาหกิจแร่สยามอเมริกัน จำกัด และในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514 โรงเรียนเหมืองห้วยในเขา ประชาบาลแบบประชาชนจัดตั้งก็ได้ถูกตั้งขึ้นมาเป็นครั้งแรก มีนักเรียนโรงเรียนในปีแรกนี้จำนวน 24 คน[6] ทั้งนี้ นายโกมล มีจุดมุ่งหมายในการตั้งโรงเรียนดังกล่าวคือ

“ “ให้โรงเรียนเป็นศูนย์รวมทางประสบการณ์ของชาวบ้าน และลูกๆ ของชาวบ้าน สร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ต้องการให้ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าเขามีสิทธิเป็นเจ้าของโรงเรียน” ” [7]

นอกจากนี้แล้วนายโกมลยังได้สอดแทรกการดำเนินชีวิตตามแบบวิถีชาวพุทธที่ดี โรงเรียนดังกล่าวนี้ ได้มีคณะดำเนินงานซึ่งเป็นครู เช่น นายทะนง จันทรหล นายสมชาย เลขวิวัฒน์ นายเฉย ฉิมพลี เป็นต้น[8] นอกจากนี้แล้ว นายโกมลและเพื่อนครูทั้งหลายได้ทุ่มเทในการดำเนินงานที่โรงเรียนอย่างหนัก รวมถึงการจัดหลักสูตรการศึกษาในขั้นทักษะพื้นฐานให้แก่นักเรียน และมุ่งเน้นประสบการณ์ด้านการเกษตร อีกทั้งการจัดหลักสูตรทางการช่าง และศิลปะพื้นเมือง ในเวลาไม่นานผู้ปกครองของนักเรียนเริ่มสนใจจนก่อให้เกิดความผูกพันระหว่างครูในโรงเรียน กับชาวบ้าน อีกทั้งได้สร้างความเข้าใจในงานของโรงเรียน และได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้าน กิจกรรมประจำของคณะครูและนายโกมลคือการออกเยี่ยมเยือนชาวบ้าน เก็บนิทานชาวบ้าน[9] อย่างไรก็ตาม นายโกมลเองก็มิได้ละทิ้งการวิพากษ์วิจารณ์สังคม, การศึกษา, ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแต่อย่างใด เขาได้เขียนบทความลงในวารสารในปี พ.ศ. 2513 จำนวนมาก เช่น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา, วิทยาสารปริทัศน์, จารุสัมพันธ์, มิตรสัมพันธ์ เป็นต้น [10]

นายโกมลได้ทุมเทความสามารถแความพยายามกับการเป็นครูอย่างมาก ในเวลาต่อมาไม่นานนายโกมลก็ได้ถูกยิงและเสียชีวิตพร้อมกับ น.ส. รัตนา สกุลไทย ในระหว่างที่เขาเดินทางไปเยี่ยมเยือนชาวบ้าน และเก็บนิทานพื้นบ้าน อันถือเป็นกิจวัตรที่เขาและเพื่อครูทำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เขาได้ทำงานในอาชีพครูได้เพียง 9 เดือนเท่านั้น มีการคาดการณ์ว่าเขาถูกยิงจากข้างหลัง และเสียชีวิตทันทีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514[11]

การจบชีวิตลงของนายโกมลนั้นได้นำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุการณ์ตายต่างๆ นานา แต่คำอธิบายหนึ่งที่คนส่วนใหญ่อาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาคือ “... หลายคนเห็นว่าสมแล้ว คงจะไปมีอะไรแผลงๆ ขวางโลกให้คนอื่นเขาไม่พอใจเอาเป็นแน่ หรือมิฉะนั้นก็เห็นว่าอยากหัวรุนแรงดีนัก” [12] ในแง่นี้สะท้อนความเข้าใจบางอย่างของคนจำนวนหนึ่งที่คิดเห็นต่อเรื่องของโกมล

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวข้างต้นนั้นอาจจะกล่าวขึ้นมาโดยยุคสมัยทศวรรษ 2510 เป็นต้นมานั้น เหตุบ้านการเมืองก็มีส่วนที่จะทำให้นายโกมลตั้งคำถามกับสังคมที่เห็นและเป็นอยู่ โดยอาศัยการเขียนงานลงในวารสารบ้าง หรือแม้แต่การทำกิจกรรม รวมถึงการจัดตั้งโรงเรียนที่จังหวัดสุราษฎร์ธาณี นายโกมลมีอุดมการณ์ของตนเองในการที่จะพยายามพัฒนานักเรียนในโรงเรียนของเขาไม่ให้ไหลไปกับกระแสสังคม และรู้เท่าทันสังคมที่เป็นอยู่ ดังกับที่นายโกมลได้เขียนไว้เมื่อเขาเป็นนิสิตปีที่ 3 ว่า

“ ไม่รู้เลยว่ากำลังใฝ่หาอะไรอยู่ อะไรเล่าที่ควรจะได้ หากตอบยังไม่ได้แล้ว การดำรงชีวิตอยู่นี้ก็เปล่าโดยสิ้นเชิงอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้ ” [13]

อ้างอิง


1.↑ มูลนิธิโกมล คีมทอง, อ่านโกมล (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธ จำกัด,2515) , หน้า 1-2, พจน์ กริชไกรวรรณ (บรรณาธิการ), โกมล คีมทอง: ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต (กรุงเทพฯ: สำนกพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2540), หน้า 2-3

2.↑ มูลนิธิโกมล คีมทอง, อ่านโกมล (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธ จำกัด,2515) , หน้า 4, พจน์ กริชไกรวรรณ (บรรณาธิการ), โกมล คีมทอง: ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต (กรุงเทพฯ: สำนกพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2540), หน้า 3

3.↑ มูลนิธิโกมล คีมทอง, อ่านโกมล (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธ จำกัด,2515) , หน้า 5, พจน์ กริชไกรวรรณ (บรรณาธิการ), โกมล คีมทอง: ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต (กรุงเทพฯ: สำนกพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2540), หน้า 3-4

4.↑ พจน์ กริชไกรวรรณ (บรรณาธิการ), โกมล คีมทอง: ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต (กรุงเทพฯ: สำนกพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2540), หน้า 4

5.↑ พจน์ กริชไกรวรรณ (บรรณาธิการ), โกมล คีมทอง: ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต (กรุงเทพฯ: สำนกพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2540), หน้า 3, 5

6.↑ มูลนิธิโกมล คีมทอง, อ่านโกมล (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธ จำกัด,2515) , หน้า 9-10, พจน์ กริชไกรวรรณ (บรรณาธิการ), โกมล คีมทอง: ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต (กรุงเทพฯ: สำนกพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2540), หน้า

7.↑ มูลนิธิโกมล คีมทอง, อ่านโกมล (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธ จำกัด,2515) , หน้า 10

8.↑ มูลนิธิโกมล คีมทอง, อ่านโกมล (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธ จำกัด,2515) , หน้า 10

9.↑ มูลนิธิโกมล คีมทอง, อ่านโกมล (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธ จำกัด,2515) , หน้า 10

10.↑ มูลนิธิโกมล คีมทอง, อ่านโกมล (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธ จำกัด,2515) , หน้า 13-16

11.↑ มูลนิธิโกมล คีมทอง, อ่านโกมล (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธ จำกัด,2515) , หน้า 23

12.↑ พจน์ กริชไกรวรรณ (บรรณาธิการ), โกมล คีมทอง: ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต (กรุงเทพฯ: สำนกพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2540), หน้า 11

13.↑ พจน์ กริชไกรวรรณ (บรรณาธิการ), โกมล คีมทอง: ปรัชญาและปณิธานแห่งชีวิต (กรุงเทพฯ: สำนกพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2540), หน้า 12
Read more ...

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา วีรบุรุษผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

14 มี.ค. 2553

การเสียชีวิตของ "พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา" ผกก.นักสู้โจรใต้ เป็นความสูญเสีย ของครอบครัว และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องเสียตำรวจ ดีๆไป หลังตกเป็นเหยื่อสังเวยโจรใต้ลอบกดระเบิดที่ฝังไว้ใต้พื้นถนนถล่มรถพังยับ คร่าชีวิต ผกก.คนดังดับอนาถ

ผกก.นักสู้โจรใต้ ท่านนี้เคยสวมวิญญาณ หมูไม่กลัวน้ำร้อน ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม กรณีทำเรื่องขอย้ายออกนอกพื้นที่เพราะจะเกษียณราชการในปี 2553 แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา มีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ก.ตร. เมื่อวันที่ 5 มี.ค.เสนอให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรอง ผบก. แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการ ก็มาประสบเหตุเสียชีวิตจากการซุ่มโจมตีของกลุ่มโจรใต้เสียก่อน

"พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา"หรือ"จ่าเพียรมือปราบ"ฉายาที่ติดตัวมาตั้งแต่เป็นตำรวจชั้นประทวน เป็น นพต.รุ่นที่ 15 เริ่มรับราชการครั้งแรกหลังจบโรงเรียนตำรวจภูธรภาค 9 ยะลา เมื่อปี 2513 เป็น ผบ.หมู่ ป.สภ.บันนังสตา มาตลอด โดยเฉพาะช่วงที่พวก ขจก.หรือขบวนการโจรก่อการร้าย ได้ปะทุทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ ได้ติดตาม พ.ต.ท.สนิท เพียรทอง สวญ.สภ.บันนังสตา (ตำแหน่งในขณะนั้น)ออกปราบปราม ขจก.มาตลอด สามารถวิสามัญคนร้ายได้ร่วม 100 ศพ จนเป็นที่หวาดเกรงของพวกคนร้าย และราวปี 2519 จ.ส.ต.สมเพียร เอกสมญา ปะทะกับคนร้ายกลุ่มนายลาเต๊ะ เจาะบันตัง ในหมู่ 4 ต.บันนังสตา พลาดท่าไปเหยียบกับระเบิดคนร้ายจนขาซ้ายหวิดขาด

จากความเด็ดเดี่ยวและประสบความสำเร็จในการปราบปรามคนร้ายอย่างจริงจัง"จ่าเพียรมือปราบ" จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญมาลาเข็มกล้ากลางสมร (ร.ม.ก.) จนทางกรมตำรวจได้ให้เข้าศึกษาหลักสูตรนายตำรวจเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องสอบ หลังจากจบมาแล้วได้โอนไปสังกัด ตม.ประจำอยู่ในพื้นที่ จ.สงขลา ระยะหนึ่ง แต่ต้องขอย้ายกลับรับราชการวนเวียนอยู่ในภาคใต้ตอนล่างมาตลอด แต่ไม่วายถูกร้องเรียนจนต้องย้ายออกจากพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไประยะหนึ่ง

ต่อมาหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา ถูกเรียกตัวกลับมาปราบปรามพวกก่อความไม่สงบใน อ.บันนังสตา ในตำแหน่ง ผกก.สภ.บันนังสตา ปี 2550 โดยได้ใช้ประสบการณ์และความคุ้นเคยในพื้นที่แห่งนี้มาก่อน นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นจับกุมคนร้ายจนสามารถวิสามัญคนร้ายไปแล้วรวม 19 ราย แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามวางแผนลอบทำร้ายมาตลอด ทำให้ทางครอบครัวเกิดความวิตกพร้อมทั้งขอให้เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น"ภูวพงษ์ พิทักษ์" เพื่อเป็นศิริมงคล แต่ พ.ต.อ.สมเพียร ได้ขอกลับมาใช้นามสกุลเดิม ส่วนนามสกุลใหม่มีภรรยาและบุตรชายคนที่ 2-3 ใช้

จนกระทั่งวันที่ 18 ก.พ.2553 พวกคนร้ายได้ลอบวางระเบิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่วางแผนให้ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นำกำลังเดินทางเข้าไป จนถูกคนร้ายระเบิดรถยนต์ที่นั่งคันเดียวกันนี้ ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเล็กน้อย แต่ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า"ช้ำในมากกว่า เพราะขอย้ายแล้วไม่ได้ย้าย"จนเป็นข่าวครึกโครมในเวลาต่อมา กระทั่งนำกำลังไปถูกคนร้ายลอบวางระเบิดรถปิกอัพคันเดิมจนขาหักทั้งสองข้าม บาดเจ็บสาหัสและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลาในที่สุด

ในขณะที่เพื่อนร่วมอาชีพอย่าง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) ฝ่ายความมั่นคงและกิจการพิเศษ ซึ่งกำกับดูแลศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) กล่าวถึงการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.สมเพียร ว่า เป็นการสูญเสียที่สำคัญของตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ต.อ.สมเพียร คือลูกน้องที่รัก เป็นตำรวจนักรบเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เป็นตำรวจที่ไม่ท้อถอย แม้จะมาร้องเรียนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายออกนอกพื้นที่ ซึ่งยังไม่สมหวังก็ยังกลับไปปฏิบัติหน้าที่ สภ.บันนังสตา อย่างเต็มที่ สมเกียรติภูมิ และสำนึกต่อหน้าที่ การเสียชีวิตครั้งนี้สมศักดิ์ศรี ตำรวจอาชีพที่ตายในหน้าที่

ด้าน พล.ต.ท.ธานี ทวิชศรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจภาค 9 (อดีต ผบช.ภ.9) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา เปิดเผยว่า ในหมู่นักรบด้วยกัน ถือเป็นความสูญเสียที่บอกไม่ถูก ที่ผ่านมา พ.ต.อ.สมเพียร เป็นคนจริงจัง กล้าหาญมาก ทำงานในลักษณะไม่เสร็จไม่เลิก และแน่นอนว่าการที่ พ.ต.อ.สมเพียร เรียกร้องขอโยกย้ายตำแหน่งแต่ไม่รับการตอบสนองนั้น กระทบต่อขวัญและกำลังใจต่อคนที่ปฏิบัติหน้าในพื้นที่พอสมควร

พล.ต.ท.ธานี กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เคยหารือกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ว่าในเมื่อพื้นที่อยู่ในการควบคุมของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แล้ว ควรที่จะมีระเบียบออกมาเพื่อเอื้อให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นาน ได้รับการหมุนเวียนหรือค่าตอบแทนที่ดี แต่ก็ไม่มีความชัดเจนออกมา ส่วนปัญหาที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการพิจารณาโยกย้ายนั้น เพราะติดขัดกับกฎระเบียบการย้ายข้ามกองบัญชาการ แต่ละกองบัญชาการที่จะต้องยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ในความเป็นจริง กองบัญชาการภาค 9 นั้นมีเพียง 4 จังหวัดซึ่งรองรับกำลังพลไม่พอ ดังนั้นสมควรผ่องถ่ายให้ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้เคยเรียนผู้บังคับบัญชาไปแล้วแต่ไม่ได้มีการจัดการ

ถึงเวลาหรือยังที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะรื้อโครงสร้างอุบาทว์ในวงการตำรวจที่จ้องแสวงหาผลประโยชน์ เพื่อก่อเกิดตำรวจสายพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ใช่แค่ "ปลิงในชุดสีกากี"อีกต่อไป..!!!
Read more ...

หลุยส์ ปาสเตอร์

12 พ.ย. 2552
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur พ.ศ. 2365-2395) นักเคมีและนักจุลชีววิทยา เกิดที่เมืองโดล ประเทศฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบซากองและมหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่สตราบวร์ก ลิลล์ และมหาวิทยาลัยปารีส และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในปี พ.ศ. 2410

ปาสเตอร์เป็นผู้แถลงว่าการเน่าและการหมักเกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ ปาสเตอร์ได้ค้นพบปรากฏการณ์นี้ในระหว่างการศึกษาว่าเหตุใดเหล้าองุ่นจึงเสียรสขณะบ่ม แต่เมื่อนำเหล้าองุ่นไปอุ่นให้ร้อนแล้วจึงป้องกันไม่เหล้าองุ่นกลายเป็นน้ำส้มสายชูได้ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

การทดลองที่มีชื่อเสียงของปาสเตอร์เมื่อปี พ.ศ. 2424 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแกะและวัวที่ได้รับการฉีด “วัคซีน” ที่ทำจากเชื้อจุลินทรีย์บาซิลไล

ซึ่งเป็นเป็นสมติฐานของโรคแอนแทรคที่ถูกทำให้อ่อนจางลงของเขา สามารถต่อสู้กับโรคระบาดที่มีอันตรายของสัตว์คือโรคแอนแทรคดังกล่าวได้โดยไม่ติดโรค ในปี พ.ศ. 2431 สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีสเพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งปาสเตอร์ได้ทำงานประจำในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม

ปัจจุบัน
สถาบันปาสเตอร์ยังคงเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่ยังคงทำงานวิจัยงานด้านจุลชีววิทยาอยู่ รวมทั้งการค้นพบเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์

หลุยส์ ปาสเตอร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลก
Read more ...

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

1 พ.ย. 2552
 
ผศ.ดร.ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  อายุ 53 ปี แกนนำกลุ่มคนเดือนตุลาไม่เอาเผด็จการ

ผศ.ดร.สุธาชัย มีชื่อเรียกในหมู่คนเดือนตุลา และฝ่ายซ้ายว่า “สหายสมพร” หรือรู้จักในหมู่เพื่อนฝูงกลุ่มหนึ่งว่า “ยิ้ม” หรือ “เจตน์” ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้เข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นี้เองที่กลายเป็นรอยแผลที่บาดลึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์       
       
ต่อมาเขาออกมาจากป่ามาศึกษาต่อจนจบ ปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ จาก มศว.ประสานมิตร พ.ศ.2524 หลังจบปริญญาตรีเข้าทำงานเป็นฝ่ายข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์มาตุภูมิราย วัน ร่วมกับ 
สำราญ รอดเพชร 
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ 
สุนันท์ ศรีจันทรา 
ปาริชาติ ประคองจิตต์ 
วุฒิพงษ์ หลักคำ 
สุรวิชช์ วีรวรรณ ฯลฯ 
ซึ่งที่เอ่ยมาทั้งหมดนี้ปัจจุบันสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย       
       
หลังจากนั้น ผศ.ดร.สุธาชัย 

จบปริญญาโท อักษรศาสตรมหาบัณฑิต เอกประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2532 วิทยานิพนธ์ กระบวนการทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ครั้งที่ 2 (2490-2500) และ

จบปริญญาเอก ด้วยทุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอก Portuguese History จาก UNIVERSITY OF BRISTOL พ.ศ.2541 โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง The Portuguese Lancados in Asia       
       
ผลงานวิจัย/วิชาการ เช่น 

- 60 ปี ประชาธิปไตยไทย ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชน, 
- เหตุการณ์ 6 ตุลาเกิดขึ้นได้อย่างไร, 
- ประวัติศาสตร์จิตรกรรมและปฏิมากรรมไทย (ในโครงการสัตตศิลปะ ด้วยทุนสนับสนุนจาก บ.ปูนซิเมนต์ไทย)              

ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมรสกับภรรยาซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร 
Read more ...

พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ รับรางวัลพันท้ายนรสิงห์ ปี2550

30 ต.ค. 2552
โดย มติชน วัน ศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551 00:35 น.


เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พลตำรวจตรี นพดล เผือกโสมณ รองผู้บังคับการกองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 9 รักษาราชการแทน ผู้บังคับการกองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 9 เข้ารับรางวัลพันท้ายนรสิงห์ ปี 2550 จาก พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีและประธานมูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งเป็นประธานมอบรางวัล ในฐานะที่เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความกตัญญู กล้าหาญ และเสียสละเพื่อปกป้องสถาบันสำคัญของชาติเช่นเดียวกับพันท้ายนรสิงห์พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีและประธานมูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ กล่าวว่า มูลเหตุของการมอบรางวัลพันท้ายนรสิงห์ เนื่องจากคณะกรรมการมูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติพิจารณาเห็นว่า ในสภาพสังคมปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาก และมีการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูง แต่กลับไม่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสังคม

ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงเห็นสมควรจุดประกายวีรกรรมและคุณความดีของพันท้ายนรสิงห์ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมไทย โดยการสรรหาและคัดเลือกบุคคลที่มีแนวคิด อุดมการณ์ อันนำไปสู่พฤติกรรมที่แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่าเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความกตัญญู กล้าหาญ และเสียสละเพื่อปกป้องสถาบันสำคัญของชาติเช่นเดียวกับพันท้ายนรสิงห์ แล้วนำมายกย่องประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลชื่อว่า "รางวัลพันท้ายนรสิงห์”

เพื่อยกย่องสดุดีวีรกรรมของพันท้ายนรสิงห์ให้เป็นที่ประจักษ์ เผยแพร่คุณความดีของท่านให้แพร่หลายเพื่อเป็นแบบอย่างให้เยาวชนยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน และเพื่อสร้างความภาคภูมิใจและขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับรางวัลอันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ความดีอย่างต่อเนื่องต่อไป

ประธานมูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติกล่าวต่อไปว่า

การสรรหาและคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับรางวัลนี้เป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง เนื่องจากมีบุคคลและหน่วยงานต่างๆ คัดสรรบุคคลหลากหลายอาชีพเสนอมายังคณะกรรมการฯ จำนวนมากถึง 333 ราย ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีคุณงามความดีทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ และมีความสำคัญยิ่งคณะกรรมการฯ จึงได้ค้นหาข้อมูลทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมนอกเหนือจากเอกสารที่เสนอมา เพื่อให้บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติสมควรได้รับรางวัลนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง และเป็นที่ยอมรับของสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งหลังจากคณะกรรมการฯ ได้พิจารณากันอย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วนและเป็นธรรมแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ พลตำรวจตรี นพดล เผือกโสมณ รองผู้บังคับการกองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค ๙ รักษาาชการแทนผู้บังคับการกองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค ๙ เป็นผู้ที่สมควรได้รับรางวัลพันท้ายนรสิงห์ พ.ศ.2550

ประธานมูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ กล่าวตอนท้ายว่า

เหตุที่พลตำรวจตรี นพดล เผือกโสมณ ได้รับคัดเลือกเนื่องจากท่านเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตนซึ่งแสดงถึง

ความเป็นผู้มีคุณธรรม

จริยธรรม

มีความซื่อสัตย์สุจริต

เสียสละ

รักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด

มีความรับผิดชอบอย่างสูงยิ่งในหน้าที่

กล้าหาญไม่ย่นย่อท้อถอย

ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคหรือภยันตรายใดๆ

ยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตน

เพื่อปกป้องและเชิดชูสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมสถานการณ์ต่างๆ

โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยไม่หวั่นเกรงภยันตรายต่อชีวิตแต่อย่างใด แม้จะเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสถึง 2 ครั้ง

โดยครั้งแรกจากการเข้าไปช่วยตำรวจตระเวนชายแดน 2 นาย ซึ่งถูกชาวบ้านรุมทำร้ายจนเสียชีวิต เพราะเข้าใจว่าเป็นโจรนินจา ตัวท่านเองได้รับบาดเจ็บสาหัส โดนตีที่ศีรษะจนกระทบก้านสมอง ต้องทำกายภาพบำบัด และฝึกเดินนานเป็นปี เมื่อออกจากโรงพยาบาลได้กลับไปปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความทุ่มเท และเสียสละอีกเช่นเดิม จนได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2550

จากเหตุการณ์กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ลอบวางระเบิดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส รวม 9 จุด และ

ด้วยความที่ท่านเป็นตำรวจที่มีจิตสำนึกความเป็นผู้นำท่านจึงออกไปปฏิบัติงานในสนามร่วมเป็นร่วมตายกับผู้ใต้บังคับบัญชา ในครั้งนี้เองท่านเหยียบกับระเบิดจนทำให้ขาข้างซ้ายเหนือบริเวณ ข้อเท้าขาด มีบาด
แผลฉีกขาดบริเวณต้นขา กล้ามเนื้อขาดและตายเป็นบริเวณกว้าง มือด้านซ้ายบริเวณข้อมือขาดเกือบหมด กระดูกข้อมือแตกละเอียด กระดูกแข้งด้านขวาแตก และตาด้านซ้ายได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ต้องพักรักษาตัวอยู่นานแรมปีอีกเช่นกัน

แต่ทันทีที่ท่านรู้ว่าโดนระเบิด ท่านได้บอกกับตัวเองตลอดเวลาว่า

"จะยอมตายง่ายๆ ไม่ได้ เพราะเหยียบโดนระเบิดง่ายๆ แค่นี้ มันตายง่ายเกินไป ต้องไม่ตาย”

แม้ท่านจะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ไม่ได้ท้อถอยเลย

แต่กลับเป็นการกระตุ้นเตือนให้ท่านอยากรีบกลับไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินโดยเร็ว

เหตุที่ท่านบอกตัวเองว่าไม่อยากตายไม่ใช่ท่านกลัวตาย แต่ท่านอยากมีชีวิตอยู่เพื่อทำหน้าที่นี้เพื่อประเทศชาติให้มากยิ่งขึ้น พลตำรวจตรี นพดล เผือกโสมณ

นายตำรวจกล้าแห่งบางนราใจเพชรท่านนี้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์อย่างแท้จริง ด้วยความกล้าหาญ ทุ่มเท เสียสละ อดทน เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อแผ่นดินมาหลายครั้ง โดยไม่ย่อท้อ ท่านเป็นวีรบุรุษของชาติที่เป็นต้นแบบของคนดีที่กล้าหาญและเสียสละเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนทั่วไป
Read more ...

กาลิเลโอ

8 ต.ค. 2552
มนุษย์นอกศาสนา ผู้ค้นพบความลับของพระเจ้า

ครั้งหนึ่ง ในประเทศอิตาลีได้เกิดข่าวใหญ่ เป็นที่สั่นสะเทือนทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ และศาสนาอย่างมาก เพราะได้มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง จะแสดงการทดลองให้เห็นว่า คำสอนของอริสโตเติล ซึ่งทางศาสนาได้ยึดถือ เป็นคำสอนสืบมานั้นผิดโดยสิ้นเชิง ในวันนั้น ประชาชนมารวมกัน อยู่ที่ลานหน้าหอเอนแห่งเมืองปิซา อย่างมืดฟ้ามัวดิน เพื่อคอยดูว่า ผู้ใดที่บังอาจจะท้าทาย กับความตายอย่างน่ากลัวเช่นนั้น เพราะในสมัยนั้นไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าแสดงความเห็นขัดแย้ง กับคำสอนของศาสนาแล้ว จะต้องถูกจับเผาไฟทั้งเป็น ผู้ที่กล้าท้าทายความตาย อันน่าหวาดเสียวนี้ ก็ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอิตาลี เขาคือ กาลิเลโอ (Galileo)

กาลิเลโอ กาลิเลอี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญาเมธีชาวอิตาเลียนผู้นี้ เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1564 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับ วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare) จินตกวีของอังกฤษ บิดาของเขาชื่อ วินเซนซิโอ กาลิเลอี (Vincenzio Galilei) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวผู้ดีสมัยเก่า แต่ไม่ค่อยจะมีเงินทองมากนัก บิดาของกาลิเลโอเป็นนักคณิตศาสตร์ นักดนตรี และนักเขียนที่มีชื่อเสียงเหมือนกัน ทั้งยังเป็นพ่อค้าขนสัตว์อีกด้วย บิดาของเขาเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) แต่ตัวกาลิเลโอเกิดที่เมืองปิซา ขณะที่อยู่ในวัยเด็กได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่บ้าน ต่อมาจึงได้ไปศึกษาอยู่กับวัด สมัยที่ยังเยาว์วัย กาลิเลโอมีความสามารถเป็นพิเศษในทางดนตรี สนใจในด้านศิลปะภาพเขียน และคณิตศาสตร์ แต่บิดาของเขาไม่สนับสนุนในเรื่องนี้ บิดาของเขาตั้งใจจะให้เขาศึกษาแพทย์ เพราะการเป็นแพทย์ในสมัยนั้นหาเงินได้ง่าย และเป็นที่ยกย่องของคนทั่วๆ ไป ด้วยเหตุนี้เองบิดาจึงได้ส่งเขา ไปเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเมืองปิซา พยายามให้ศึกษาในวิชาการด้านนี้ และให้หลีกห่างจากวิชาคณิตศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะต่อมาไม่นาน เมื่อกาลิเลโอได้ไปฟังการสอนเรขาคณิต ในมหาวิทยาลัยก็เกิดติดใจ จึงหันไปเรียนคณิตศาสตร์ ควบคู่ไปกับวิชาวิทยาศาสตร์

เมื่อ ค.ศ.1584 กาลิเลโออายุได้ 20 ปี และเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเมืองปิซา วันหนึ่ง เมื่อเขานั่งสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ เขาได้สังเกตเห็นว่า โคมไฟที่แขวนไว้บนเพดานโบสถ์แกว่งไปมา เขารู้สึกว่าการแกว่งไปมาของโคมไฟนั้น กินเวลาเท่ากัน แต่เนื่องจากเขาเป็นคนที่ชอบทดลองค้นคว้า ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ ดังนั้น เขาจึงหาทางทดลองให้ทราบว่า ระยะเวลาของการแกว่งไปมาของโคมไฟนั้น ไม่ว่าจะมีช่วงสั้นหรือยาวก็ตาม จะต้องกินเวลาเท่ากัน ขณะนั้นเขาไม่ทราบว่า จะไปเอานาฬิกาที่ไหนมาจับเวลาได้ แต่เขาทราบความจริงว่า ชีพจรของคนเรานั้น เต้นแต่ละครั้งกินเวลาเท่ากัน ดังนั้น เขาจึงทดลองจับชีพจรดู ในขณะที่โคมไฟแกว่งไปมา หลังจากทำการทดลองอยู่หลายครั้ง เขาจึงแน่ใจว่า การแกว่งของโคมไฟ เป็นไปตามความคิดของเขา ต่อมาเขาได้กลับไปทดลองเกี่ยวกับเรื่อง การแกว่งของลูกตุ้มนี้ที่บ้านอีก ก็ได้พบความจริงเช่นเดียวกัน และได้อาศัยหลักอันนี้เอง กาลิเลโอได้สร้างเครื่องมือวัดการเต้นของชีพจร โดยอาศัยตุ้มน้ำหนักแขวนกับเชือก เป็นเครื่องมือจับเวลา ต่อมาคริสเตียน เฮอย์เกนส์ (Christian Huygens) ได้คิดสร้างนาฬิกาขึ้น โดยอาศัยหลักตุ้มแกว่งเป็นผู้ควบคุมเวลา จึงนับได้ว่ากาลิเลโอ เป็นต้นคิดและผู้ออกแบบตุ้มของนาฬิกา เป็นคนแรก

ในปี ค.ศ.1585 กาลิเลโอ เกิดขัดสนในเรื่องเงินทอง ไม่สามารถจะศึกษาต่อไปได้ จึงได้เดินทางกลับไปอยู่ที่ฟลอเรนทีน อาคาเดมี (Florentine Academy) ในเมืองฟลอเรนซ์ และศึกษาด้วยตนเอง ณ ที่นี้เอง กาลิเลโอได้วิจารณ์ Law of Motion ของ Aristotle เป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1586 กาลิเลโอก็ได้พิมพ์ผลงานของเขา เกี่ยวกับเรื่องตาชั่ง ที่เรียกว่า Hydrostatic Balance ทำให้ประชาชนรู้จักเขามากขึ้น ต่อมา Marchese Guidubaldo Del Monte แห่ง Pesaro ซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณแก่เขา ได้ขอร้องให้เขาเขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับจุดศูนย์ถ่วงของของแข็ง (Centre of Gravity of Solid) หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่ทำให้ชื่อเสียงของกาลิเลโอโด่งดังยิ่งขึ้น และในปี ค.ศ.1588 กาลิเลโอได้รับเชิญ ให้ดำรงต่ำแหน่งศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเมืองปิซา ซึ่งขณะนั้น กาลิเลโอเพิ่งจะมีอายุได้ 24 ปี ยังไม่มีปริญญา และชื่อเสียงก็ยังไม่ได้โด่งดัง เท่ากับศาสตราจารย์อื่นๆ และออกจะหนุ่มเกินไป ยังไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือเท่าไรนัก

ในขณะที่เขาอยู่ในมหาวิทยาลัยปิซา ในระหว่าง ค.ศ.1589 ถึง 1591 เขาได้นำเอาทฤษฎีของอริสโตเติล ที่กล่าวว่า ของเบาจะตกถึงพื้นดินช้ากว่าของหนัก เช่น ใบไม้จะตกถึงพื้นดินช้ากว่าก้อนหิน กาลิเลโอไม่ยอมเชื่อในความคิดอันนี้ เขาให้เหตุผลว่า ความคิดของอริสโตเติล ไม่ถูกต้อง การที่ก้อนหินกับใบไม้ตกถึงพื้นไม่พร้อมกัน และใบไม้ตกช้ากว่า ก็เพราะว่าอากาศช่วยต้านทานไว้ ถ้าไม่มีอากาศแล้ว ก้อนหินและใบไม้ก็ย่อมจะตกถึงพื้นดินพร้อมกัน เมื่อเขาได้นำเอาความคิดของเขา ไปแถลงในมหาวิทยาลัย ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และพวกที่ไม่เห็นด้วย พวกที่ไม่เห็นด้วย ได้แก่ พวกหัวเก่า ซึ่งเชื่อในคำสอนของศาสนา เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความคิดของพวกเขาเป็นความจริง กาลิเลโอจึงได้ประกาศว่า จะทำการทดลองให้ดูที่หอเอน แห่งเมืองปิซา

ครั้นเมื่อถึงเวลาทดลอง กาลิเลโอก็ขึ้นไปบนหอเอนแห่งเมืองปิซา นำเอาก้อนตะกั่วกลมหนัก 20 ปอนด์ และ 10 ปอนด์ สองก้อนติดตัวขึ้นไปด้วย เมื่อถึงยอดหอเอน เขาก็โยนก้อนตะกั่วทั้งสองก้อนลงมาข้างล่าง ปรากฏว่าตะกั่วทั้งสองก้อนตกลงถึงพื้นดินพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาของนักศึกษา ศาสตราจารย์ และประชาชนอีกมากมาย ฝ่ายที่เป็นพวกกาลิเลโอ ก็พากันโห่ร้องด้วยความยินดี แต่ฝ่ายตรงกันข้ามมองด้วยความแค้นเคือง การทดลองครั้งนี้ แม้ว่ากาลิเลโอจะประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นการก่อศัรูขึ้นอีกหลายคน ด้วยเหตุผลนี้เองในที่สุด กาลิเลโอก็ทนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้ เขาจึงลาออกเมื่อปี ค.ศ.1591

ต่อมากาลิเลโอ ไปได้งานใหม่เป็นศาสตราจารย์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยปาดัว (University of Padua) และอยู่ที่นี้เป็นเวลา 18 ปี ในระหว่างนี้เขาได้ทำการทดลอง หาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อีกหลายอย่าง โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพล ของศาสนาคริสต์ในขณะนั้น ในเรื่องของตกจากที่สูง เขาไม่ได้ทดลองแต่เพียงว่าของสองสิ่ง ซึ่งเบาและหนักตกจากที่สูง ถึงพื้นดินพร้อมกันเท่านั้น แต่เขายังได้ทดลองต่อไปอีก จนในที่สุดก็พบความจริงว่า วัตถุตกลงถึงพื้นดินนั้น จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นทุกๆ วินาที และความจริงอันนี้เองได้เป็นแนวทาง ให้แก่นิวตัน (Newton) ค้นพบเรื่องความเร่งและได้บันทึกไว้ในหนังสือ Principia ของเขา

ต่อมากาลิเลโอ ได้ทดลองและค้นพบความจริง เกี่ยวกับเรื่องของระยะการยิงปืนใหญ่ เขาทดลองพบว่าลูกปืนใหญ่ ที่ยิงออกจากปากกระบอกไปแล้ว ความเร็วจะค่อยๆ เปลี่ยนไป แล้วจะค่อยๆ ตกลงสู่พื้นดิน และพบความจริงอีกว่า วิถีกระสุนของปืนใหญ่จะเป็นวิถีโค้ง ด้วยความจริงอันนี้เอง ทางทหารได้นำไปใช้ในการคำนวณ กะระยะที่ลูกปืนใหญ่ตก

ดังนั้น จึงนับได้ว่ากาลิเลโอ เป็นผู้ที่ทำการทดลองทำให้เกิดหลักเกณฑ์ ในทางวิชาพลศาสตร์ (Dynamic) ซึ่งเป็นวิชากลศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่ว่าด้วยวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่

ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้น กาลิเลโอเชื่อตามทฤษฎีของคอเพอร์นิคัส (Copernicus) แต่ก็ไม่สามารถจะทดลองให้เห็นจริงได้ เพราะขาดเครื่องมือ ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1609 ขณะที่กาลิเลโออยู่ที่เมื่องเวนิช ก็ได้ยินข่าวเลื่องลือกันว่า ที่ประเทศฮอลแลนด์ ได้มีผู้สร้างกล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ขึ้นได้แล้ว เขาเองก็กำลังมีความสนใจเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นในเดือนมกราคม ค.ศ.1610 เขาจึงสร้างกล้องโทรทรรศน์ขึ้นเป็นครั้งแรก มีกำลังขยายเพียง 3 เท่า ต่อมาเขาพยายามปรับปรุงทำจนกระทั่ง มีกำลังขยายได้ถึง 32 เท่า ใช้ส่องดูดาวบนท้องฟ้า เขาได้พบความจริงหลายอย่าง เช่น ผิวของดวงจันทร์ไม่เรียบอย่างที่เห็นด้วยตาเปล่า ผิวของดวงจันทร์ขรุขระ เช่นเดียวกับผิวของโลก มีภูเขาและหุบเขา เขาได้ค้นพบว่าดาวเคราะห์ ต่างกับดาวฤกษ์ พวกดาวเคราะห์มีลักษณะเหมือนดวงจันทร์ ส่วนดาวฤกษ์นั้น มีแสงสว่างพุ่งออกมา

เกี่ยวกับทางช้างเผือก Milky Way กาลิเลโอก็พบว่าประกอบด้วยดาวเล็กๆ เป็นจำนวนมากมาย เมื่อ ค.ศ.1610 กาลิเลโอก็ได้พบว่าดาวพฤหัสบดี (Jupiter) มีดวงจันทร์เป็นบริวารถึง 4 ดวง ต่อมาเขาได้พบว่าดาวเสาร์ (Saturn) มีวงแหวน มีสีต่างกันถึง 3 แถบ และดาวศุกร์ (Venus) เว้าแหว่งคล้ายกับดวงจันทร์ และได้พบจุดดำ (Sun Spot) ในดวงอาทิตย์

การค้นพบปรากฏการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้าด้วยกล้องดูดาว ของกาลิเลโอนี้เอง ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดัง มาจนกระทั่งทางเมืองเวนิส ได้ส่งคนมาเชิญเขาไปบรรยาย เกี่ยวกับการค้นพบ และการสร้างกล้องโทรทรรศน์ของเขาด้วย กาลิเลโอจึงได้เดินทางไปยังเมืองเวนิส และนำเอากล้องโทรทรรศน์ของเขาไปด้วย เขาได้ทำการทดลองให้เจ้าเมือง และบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ดู โดยเอากล้องไปตั้งไว้บนหอคอยของโบสถ์ กลางเมืองเวนิส แล้วส่องให้ดูเรือต่างๆ ที่แล่นเข้ามาในปากอ่าว ปรากฏว่าเห็นได้ชัดเจนดี ยังความตื่นเต้นให้แก่เจ้าเมือง และขุนนางเหล่านั้นอย่างใหญ่หลวง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ถูกพวกที่เชื่อถือในทฤษฎี ของอริสโตเติลต่อต้านอย่างมาก พวกนี้พยายามยุแหย่ และทำให้เขวไปในทางต่างๆ แต่พวกนี้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้

ต่อมาใน ค.ศ.1610 กาลิเลโอได้ออกจากเมืองปาดัว (Padua) ไปอยู่ยังเมืองฟลอเรนซ์ โดยเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักของ Grand Duke

ณ ที่นี้เองเขาจึงได้มีเวลา ที่จะทำการค้นคว้าทดลอง และวิจัยเกี่ยวกับทางดาราศาสตร์ และกล้องโทรทัศน์ของเขา นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสแสดงปาฐกถาในที่ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ แต่เมืองนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของกรุงโรม และศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นพวกที่เชื่อถือ ตามความคิดของคริสโตเติลด้วย เหตุนี้เองบรรดาพวกศาสตราจารย์ต่างๆ และพวกที่ยังเชื่อถือ ในความคิดของคริสโตเติล ได้ทำตัวเป็นศัตรูกับกาลิเลโอ ได้พยายามยุยงและปลุกปั่นต่างๆ นานา ไปยังกรุงโรม โดยหาว่ากาลิเลโอดูหมิ่นศาสนา ในที่สุดกาลิเลโอก็ถูกควบคุมตัว ไปแถลงความมุ่งหมายในการสอนคนทั่วไป เกี่ยวกับจักรวาลต่อหน้าโป๊บ กาลิเลโอได้แถลงความจริงใจของเขาต่อหน้าโป๊บ แสดงถึงเจตนาที่แท้จริงของเขาว่า ต้องการให้ประชาชนเข้าใจความจริง ไม่ได้มุ่งหมายจะขัดขวาง หรือยุยงให้ผู้คนไม่เชื่อถือในศาสนา ในครั้งแรกโป๊บก็เห็นใจเขา และเข้าใจเขาทุกอย่าง แต่เมื่อถูกยุยงมากๆ เข้า โป๊บก็คล้อยตามไปในฝ่ายตรงกันข้ามกับกาลิเลโอ จึงได้สั่งห้ามไม่ให้กาลิเลโอ ทำการสอนวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แก่ประชาชนอีก ถ้าไม่เชื่อก็จะถูกลงโทษทรมาน โดยการเผาไฟทั้งเป็น ในที่สุดเมื่อไม่มีทางใดจะหลีกเลี่ยงได้ กาลิเลโอจึงต้องยอมสัญญาว่าเขาจะไม่สอนใครๆ อีก เขาจึงถูกปล่อยตัวกลับเมืองฟลอเรนซ์

ใน ค.ศ.1661 เมื่อเขาถูกเรียกตัว ไปแก้ข้อหาเรื่องหมิ่นศาสนานั้น เขาได้นำเอากล้องโทรทัศน์ของเขาติดตัวไปด้วย และได้นำไปแสดงให้แก่ประชาชน ในกรุงโรมดูด้วย นอกจากนั้นเขายังได้เขียนหนังสือ เกี่ยวกับจุดดำในดวงอาทิตย์ ในหนังสือ Letters on The Solar Spots ซึ่งอธิบายทัศนะเก่า และทัศนะใหม่เกี่ยวกับระบบสุริยะ และเขาเชื่อในระบบสุริยะ ของโคเปอร์นิคัสซึ่งเชื่อว่า โลกและดาวเคราะห์ หมุนรอบดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ของระบบสุริยะ ความจริงเรื่องนี้ กาลิเลโอไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นศาสนาคริสต์เลย

การกลับมายังเมืองฟลอเรนซ์คราวนี้ กาลิเลโอต้องระมัดระวังตัว ทั้งด้านการพูดจา การสอน และการเขียนหนังสือ เพื่อที่จะไม่ให้ขัดกับคำสอนของศาสนา เขาได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบเป็นเวลา 7 ปี ในระหว่างนี้เขาได้ทำการศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับดาวหาง และได้แสดงให้เห็น ว่าความเข้าใจที่ว่า ดาวหางเกิดจากแสงอาทิตย์ เช่นเดียวกับรุ้งกินน้ำนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ต่อมาในปี ค.ศ.1632 เขาได้เขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Dialogo Dei Due massimi Sistemi Del Mondo การที่เขากล้าเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น ก็เพราะว่าโป๊ปองค์เก่าได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เขาจึงคิดว่าจะหาทางที่จะทำความเข้าใจ กับโป๊ปองค์ใหม่ได้ หนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้นตามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส และได้พิสูจน์ทฤษฎีต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน แต่ว่าข้อความส่วนมาก ตรงกันข้ามกับคำสอนของศาสนา หนังสือเล่มนี้ ประชาชนกระหายจะอ่านมาก แต่ฝ่ายศัตรูของกาลิเลโอ ก็พยายามยุยงโป๊ปองค์ใหม่ต่างๆ นานา จนในที่สุดหนังสือเล่มนี้ ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้นำเขาไปขายในอิตาลีอย่างเด็ดขาด นอกจากนั้น เขายังถูกเรียกตัวไปแก้คดีต่อหน้าโป๊ป ที่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง และถูกขู่ว่าถ้ายังขืนทำอย่างที่แล้วๆ มาอีก จะต้องถูกทรมานอย่างแน่นอน เขาถูกปล่อยให้เป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้สาบานว่า จะไม่ทำอะไรเป็นที่ขัดกับคำสอนของพระเจ้า ถึงแม้เขาจะได้รับอิสระภาพแล้วก็ตาม แต่เขายังต้องตกอยู่ในความควบคุม ดูแลของบาทหลวงแอสคานิโอ พิคโคโลมินิ (Ascanio Piccolomini)

ต่อมาในปี ค.ศ.1636 เขาได้เขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับการค้นคว้าและทดลองต่างๆ ในวิชากลศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ขึ้นจำหน่าย ในปี ค.ศ.1638 ที่เมืองเบย์เดน (Beyden) หนังสือเล่มนี้ เป็นที่สนใจกันมากกว่า หนังสือเล่มเก่าของเขาเสียอีก ในเรื่องเกี่ยวกับกลศาสตร์นี้ กาลิเลโอเป็นคนแรกที่ได้แถลงถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับแรงงาน และเรื่องของการเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นหลักที่จะนำทางให้กับนิวตัน เขายังได้นำวิชาคณิตศาสตร์ ไปใช้ในวิชากลศาสตร์ เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับของตกจากที่สูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้แถลงเกี่ยวกับกฎการสมดุล การเคลื่อนที่บนพื้นระนาบ เรื่องราวของ Momentum เรื่องของ Hydrostatic เช่นเดียวกับกาลักน้ำ เป็นต้น

ในด้านดาราศาสตร์ เขาได้พบการโคจรของดวงจันทร์ และดาวพฤหัสบดี และใช้ความรู้ ทางดาราศาสตร์ วัดเส้นแวงบนพื้นดินและทะเล และพบจุดดำบนดวงอาทิตย์ และยังได้พบอีกว่า ดวงจันทร์หมุนรอบโลกในเวลา 1 เดือน เมื่อ ค.ศ.1639 และต่อจากนั้นอีกราว 2 - 3 เดือน กาลิเลโอก็ตาบอดหลังจากนั้นกาลิเลโอ ก็ใช้เวลาในบั้บปลายของชีวิต ถ่ายทอดวิชาความรู้ ให้แก่ศิษย์คนโปรดของเขาคือ ทอริเซลลิ (Torricelli) และวิเวียนนิ (Viviani) ในระยะนี้กาลิเลโอก็ล้มป่วยออดๆ แอดๆ เรื่อยมา และถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ.1642 ทิ้งความคิดอ่านใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ไว้ให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังๆ ค้นคว้ากันต่อไป ศพของเขาได้นำไปฝังไว้ที่สุสาน ณ โบสถ์ Church of Santa Croce ในกรุงฟลอเรนซ์ และหลังจากนั้นอีก 50 ปีต่อมา ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของเขาขึ้น ไว้เป็นเกียรติยศแก่เขาที่โบสถ์แห่งนั้น
Read more ...