James Randi นักจับผิดกลลวงโลก

15 ธ.ค. 2554
James Randi อดีตนักมายากล ล่วงรู้กลโกง การหลอกลวง ตบตาคนทุกรูปแบบ

ปัจจุบัน James Randi เลิกเล่นมายากลมาหลายสิบแล้ว

เขานำความรู้ ความสามารถที่มีใช้ในการแต่แผ่ เปิดโปงเรื่องลวงโลกมาหลายร้อยครั้ง หนึ่งในนั้นคือ นักงอช้อน Uri Geller

ปัจจุบันเขาตั้งมูลนิธิ James Randi Educational Foundation

ให้ความรู้เกี่ยวกับการอวดอ้างคุณภาพเกิน จริงของสินค้าและความสามารถเกินมนุษย์ของพวกหลอกลวงทั้งหลายแหล่

เขาตั้ง เงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ให้กับสินค้าอวดอ้างคุณภาพเกินจริงและผู้ที่อ้างว่ามีพลังเหนือ ธรรมชาติถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีความสามารถตามคำอวดอ้างจริง

ไม่เคยมีใคร สามารถพิชิตเงินรางวัลนี้เลยแม้แต่คนเดียว

 .........................................................................................

โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2553
ท้า 1 ล้านดอลลาร์พิสูจน์ GT200

นักแฉกลลวงและเรื่องลี้ลับ ท้าทางการไทย พิสูจน์ประสิทธิภาพGT200 ถ้าได้ผลตามที่จนท.ระดับสูงไทยอ้าง เตรียมควัก 33 ล้านบาทเดิมพัน

การพิสูจน์อุปกรณ์ตรวจจับระเบิด และวัตถุต้องสงสัย GT200 โดยกลุ่มผู้สื่อข่าวพลเมือง บนอินเทอร์เน็ตบ้านเรายังมีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าการสาธิตการใช้อุปกรณ์โดยเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา จะมีการระบุผลว่าใช้การได้ แต่เนื่องจากกลุ่มผู้ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่าการทดสอบไม่ได้เป็นไปตามหลัก วิทยาศาสตร์ จึงมีการติดต่อผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ เพื่อพิสูจน์ และ นาย เจมส์ แรนดี้ ก็เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่มีการติดต่อเข้าไปเพื่อขอคำชี้แนะ

เจมส์ แรนดี้ เป็นอดีตนักมายากลที่มีชื่อเสียง ชาวแคนนาดา 

และเมื่อเขาอำลาวงการเมื่อ 21 ปีที่แล้ว เขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษา" เจมส์ แรนดี้" ขึ้นเพื่อเปิดโปงกลลวง และปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ ที่มักจะมีผู้กล่าวอ้างเพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆ โดยในที่สุดก็เกิดโครงการท้าพิสูจน์ที่มีเงินเป็นเดิมพัน ซึ่งปัจจุบันเงินเดิมพันสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 33 ล้านบาทแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาการท้าพิสูจน์เกิดขึ้นหลายหลายครั้ง แต่ยังไม่มีใครคว้าเงินเดิมพันนี้ไปได้เลย ที่สำคัญยังไม่มีใครผ่านการทดสอบเบื้องต้นไปได้เลยด้วยซ้ำ

บนเว็บไซต์ของแรนดี้ กระทู้ล่าสุดที่ถูกโพสต์ไว้ เป็นการสนทนากับนักศึกษาชาวไทย ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยไอโอวา ที่สหรัฐฯ ซึ่งติดตามข่าวการทดสอบ GT200 ที่เมืองไทย ซึ่งจากข่าวระบุว่า แพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันผลสำเร็จของการใช้อุปกรณ์ GT200 ซึ่งนาย แรนดี้ ตอบในกระทู้ว่า เขาขอท้าให้แพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ พิสูจน์ผลสำเร็จ GT200 ซึ่งหากตกลง เขายินดีที่จะเดินทางมาประเทศไทย เพื่อจัดการทดสอบขึ้นทันทีโดยมีเงินเดิมพัน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามกติกาที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกันเขาก็ตอบนักศึกษาไทยคนนี้ที่ตั้งข้อสังเกตุว่าแม้แต่รองนายก รัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังยืนยันว่าใช้การได้จริงว่า นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าทางการไทยควรติดต่อเขา เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม นายแรนดี้ระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ไทยที่ยืนยันผลสำเร็จของ GT200 ติดต่อมาเพื่อยืนยันรับคำท้าพิสูจน์เลย

เจมส์ แรนดี้ เคยท้าพิสูจน์การเดาว์ซิ่งมาแล้วหลายครั้ง โดยไม่มีครั้งใดที่ประสบความสำเร็จ ขณะที่หลังจากมีการจับกุม เจมส์ แม็คคอร์มิค เจ้าของบริษัทผู้ผลิต ADE 651 เจมส์ แรนดี้ ก็ออกมาย้ำว่า อุปกรณ์ตรวจจับวัตถุต้องสงสัยที่ใช้หลักการเดาว์ซิ่งล้วนแต่เป็นกลแหกตา ที่แลกกับชีวิตคน ซึ่งผู้ลวงโลกควรได้รับโทษตามกฎหมายถึงที่สุด
Read more ...

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน

10 ธ.ค. 2554
โดยวิกิพีเดีย

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) (เกิดวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1743 - วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1826) เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 3 (ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1801 - วันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1809) และผู้ประพันธ์ "คำประกาศอิสรภาพ" (Declaration of Independence) ของสหรัฐอเมริกา เขาคือหนึ่งในบุคคลที่น่ายกย่องที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ความสนใจของเขาไม่มีขอบเขตและการประสบความสำเร็จของเขายิ่งใหญ่และหลากหลาย เขาคือนักปราชญ์ นักการศึกษา นักธรรมชาตินิยม นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก ช่างประดิษฐ์ ผู้บุกเบิกในกสิกรรม วิทยาศาสตร์ นักดนตรี นักเขียน และเขาคือโฆษกชั้นแนวหน้าในการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในยุคของเขา

ในฐานะประธานาธิบดี เจฟเฟอร์สันทำให้อำนาจของรัฐบาลเข้มแข็ง เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง และใช้อำนาจผ่านพรรคการเมืองในการควบคุมรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา

ทอมัส เจฟเฟอร์สันเป็น 1 ใน 4 ประธานาธิบดีสหรัฐที่รูปใบหน้าได้รับการสลักไว้ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมานต์รัชมอร์ (Mount Rushmore) ใบหน้าของเขาปรากฏบนธนบัตรราคา 2 ดอลลาร์สหรัฐ และเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์)

เจฟเฟอร์สันอายุเกือบ 58 ปีแล้วเมื่อเขาเป็นประธานาธิบดี เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ 2 วาระ

เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกซึ่งได้รับการแนะนำในวอชิงตัน ดี.ซี เขาศรัทธาใน

ประชาชนและนับถือความปรารถนาของพวกเขา เขาลดภาษีต่างๆ ยกเลิกสำนักงาน

ซึ่งเขาคิดว่าไม่จำเป็นและพยายามจะปล่อยให้ทุกคนมีเสรีภาพเท่าที่จะเป็นไปได้

เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกซึ่งเป็นผู้นำพรรคการเมือง เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง

สำหรับการจดจำการเป็นประธานาธิบดีของเจฟเฟอร์สันคือการที่เขาซื้อเขตแดน

หลุยเซียน่าจากฝรั่งเศสในปี 1803 ทำให้อเมริกามีขนาดเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เจฟเฟอร์สัน

เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นผู้เขียนคำประกาศเอกราชและเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3

ของอเมริกา เขายังเป็นนักการทูต สถาปนิก นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ และ

นักประดิษฐ์ เป็นทนาย ผู้บุกเบิกโรงเรียนของรัฐ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียในปี 1819 และเป็นผู้อุปถัมภ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องการเรียนรู้และอักษรศาสตร์ เขามีชื่อเสียงมากในฐานะผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและประชาธิปไตยในยุคของเขา และมี

ชื่อเสียงมากขึ้นในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดผู้นำเผด็จการมากมายหลายคนในโลก

Read more ...

ศ.เออร์วิน คอร์รี่ย์ ผู้เฒ่าคนดังวัย 97 ปี ขายหนังสือพิมพ์ตามท้องถนนเพื่อเด็กยากจน

6 ธ.ค. 2554
โดยกระปุก เมื่อ 18 ต.ค.2554

ภาพของชายชราธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่เดินขายหนังสือพิมพ์และแม็กกาซีนตามสี่แยกบนถนนที่มีการจราจรที่แสนวุ่นวายใจกลางมหานครนิวยอร์ก เป็นภาพที่คนทั่ว ๆ ไปในนิวยอร์กจะเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง หลายคนเดินผ่านไปเฉย ๆ ไม่สนใจ หลายคนซื้อหนังสือพิมพ์จากเขา

แถมหลาย ๆ คนยังมองเขาว่าเป็นขอทานธรรมดา ๆ ที่รู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพเท่านั้นด้วยซ้ำไป แต่จริง ๆ แล้วชายชราคนนี้ไม่ได้เป็นแค่ชายธรรมดา ๆ อย่างที่คิด แต่เป็นชายที่มีดีกรีเป็นถึงศาสตราจารย์เลยทีเดียว

ชายชราคนนี้ ถือเป็นบุคคลสำคัญของสหรัฐอเมริกาเลยก็ว่าได้ เพราะเขาคือ

ศาสตราจารย์ เออร์วิน คอร์รี่ย์ (Professor Irwin Corey) 

ซึ่งมีอาชีพเป็นนักแสดงตลกและผู้นิยมการเมืองฝ่ายซ้ายจัดของสหรัฐฯ ที่แม้ว่าชีวิตจริง ๆ ของเขาไม่จำเป็นต้องออกมาขายหนังสือพิมพ์กลางถนนแบบนี้ ก็อยู่ได้สบาย ๆ แบบมีกินมีใช้ไปตลอดแล้ว แต่เขากลับเลือกทำด้วยจุดหมายอันยิ่งใหญ่คือการนำเงินทั้งหมดเท่าที่จะหามาได้กับช่วงชีวิตที่เหลือ นำไปบริจาคให้การกุศลในคิวบาทั้งหมด

ศาสตราจารย์คอร์รี่ย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทม์ ที่ได้ไปตามติดชีวิตของเขาเอาไว้ว่า สิ่งที่ทำให้ชายวัย 97 ปี คนนี้เลือกที่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันแบบนี้เพื่อการกุศล เป็นผลมาจากการที่ภรรยาของเขาได้จากโลกนี้ไปเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งนั่นนำมาซึ่งความเหงา โดดเดี่ยว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศาสตราจารย์คอร์รี่ย์ จึงคิดได้หากตัวเขาเองมามัวเหงาซึมไปวัน ๆ แบบนี้ เห็นทีจะมีแต่เรื่องแย่ ๆ เลยตัดสินใจหากิจกรรมทำในแต่ละวัน ก่อนจะมาปิ๊งกับไอเดียการขายหนังสือพิมพ์นี้ ซึ่งตัวเขาเองมองว่านี่แหละคือวิธีที่จะช่วยให้เขาเอาชนะความเหงา โดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้ไอเดียที่ว่าเป็นแค่การทำให้ผ่านไปวัน ๆ เขาเลยตั้งจุดประสงค์เอาไว้ด้วยว่า จะนำเงินที่ได้ทั้งหมดไปบริจาคให้กับ

การซื้อและสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรักษาเด็ก ๆ ที่ป่วยแล้วไม่มีเงินในการรักษาตัวในประเทศคิวบา 

ที่แม้บางวันเขาจะหาเงินมาได้ถึง 250 เหรียญสหรัฐอเมริกา เขาก็จะเก็บเงินทั้งหมดนั้นไว้ เพื่อการบริจาคตามความตั้งใจนั้นอย่างมั่นคงและแน่วแน่
ตามประวัติของ ศาสตราจารย์คอร์รี่ย์ แล้ว ในตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขา ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ด้วยการเป็นดาวตลกที่มีผลงานทางโทรทัศน์มากมาย ทั้งการร่วมงานกับอดีตดาวตลก 

“แจ็คกี้ กลีสัน” (Jackie Gleason) 

และ

ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้มากฝีมือและประสบการณ์อย่าง 

“วู้ดดี้ อัลเลน” (Woody Allen) 


ขณะที่ในปี 1940 เขาได้รับการยกย่องให้เป็นศาสตราจารย์ของวงการตลก ด้วยมุขตลกกับการเล่นปริศนาคำทาย ตามมาด้วยการแต่งกายของเขาด้วยชายเสื้อสีดำ เนคไทลายทาง รองเท้าผ้าใบแบบหุ้มข้อ และทรงผมแบบกระเซอะกระเซิง ที่ในที่สุดก็กลายเอกป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาไปโดนปริยาย

ด้านเอเยนต์ส่วนตัวของเขาซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนซี้เลยก็ว่าได้ ได้พูดถึงสิ่งที่ ศาสตราจารย์คอร์รี่ย์ ทำไว้ว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่เขาทำไม่ใช่เพราะต้องการเงินจำนวนมาก ๆ แต่อย่างใด หากเป็นเพียงแค่การทำในสิ่งที่ใจเขาต้องการ ทำในสิ่งที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้แค่นั้น แม้ ณ ตอนนี้ภายนอกของเขาจะดูเหมือนคนไร้บ้าน ยากจน สกปรก ๆ แต่หารู้ไม่ว่าเขานี่แหละคือ "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง" ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทม์ได้ถามในเชิงสรุปเอาไว้ว่า ทั้งหมดที่ทำไปนั้น ทำไปเพื่ออะไร? ศาสตราจารย์เออร์วิน คอร์รี่ย์ ก็ตอบทิ้งท้ายคำถามเอาไว้อย่างสั้น ๆ และได้ใจความแบบง่าย ๆ เลยว่า"แค่ต้องการช่วยเหลือผู้คนเท่านั้น"
Read more ...

พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์

1 ธ.ค. 2554
โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ นักข่าวเนชั่น เมื่อ 1 ธ.ค.2554

ชื่อ "พ.ต.ต. เสงี่ยม สำราญรัตน์" มาเป็นที่รู้จักอีกครั้งหลังจากได้นำชาวบ้านมาเปิด

ประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ 
ถึงสองครั้งสองคราจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวและเป็นคดีความ กับ กทม. ร้อนไปถึง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ. ศปภ. ต้องลงไปเคลียร์ด้วยตัวเอง

การนำมวลชนไปเปิดครั้งแรก กทม. ระบุว่า "เสงี่ยม" แอบอ้างหนังสือ ศปภ. ลงไปเปิดประประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ แต่การเปิดครั้งที่สองนั้น "เสงี่ยม" ไม่ได้อ้างหนังสืออะไรอีกแล้ว และพามวลชนไปเปิดด้วยตัวเองโดยระบุว่าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เนื่องจาก กทม. ไม่เคยปฏิบัติตามคำสั่ง ศปภ. และยังยืนยันว่าจะทำต่อไปแม้ กทม. จะไปแจ้งความดำเนินคดี

แม้ 

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และ ศปภ. 

จะออกมายืนยันว่า "เสงี่ยม" นั้น ไม่ใช่คนของ ศปภ.

แต่ตำแหน่งในของ"เสงี่ยม" ในวันนี้นั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลเพราะเขาเป็นถึงข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 10

เและการที่ "เสงี่ยม" หาญกล้าไปเปิดประตูน้ำพระยาสุเรนทร์นั้น เพราะเขาเห็นหนังสือสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่สั่งให้เปิดแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้ประกาศออกอย่างเป็นทางการเท่านั้น

อย่างไรก็ตามใช่ว่าก่อนหน้านี้เขาจะโลว์โพรไฟล์ หากแต่เป็นคนดังและคนสำคัญคนหนึ่งในวงการนักเคลื่อนไหว

"เสงี่ยม"เป็นคน จ.เพชรบุรีและได้เป็นตำรวจจนมีตำแหน่งถึงและมาเติบโตที่จ.ชุมพร จนมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานสมาคมประมง จ.ชุมพร
เป็นที่รู้กันว่า เขาเป็นมือปฏิบัติการใต้ดินชั้นดี และเคยถูกเรียกใช้ทางการเมืองมาหลาย

ต่อมาเขาก็ได้ร่วมเคลื่อนไหวร่วมกับนปช.ตั้งแต่ระดับจังหวัดชุมพรพร้อมตั้งเวทและเลื่อนขึ้นมาเป็นลำดับ จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ดูแลการออกบัตร นปช.

การเคลื่อนไหวของ "เสงี่ยม" นั้น ถูกจัดอยู่ในกลุ่มฮาร์ดคอร์ เพราะเคลื่อนไหวและมีความใกล้ชิดกับ 

"อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง" 

"สุภรณ์ อัตถาวงศ์"

ซึ่งเขานั้นเข้ามาทางสายของ 

"อารี ไกรนรา" หัวหน้าการ์ด นปช. 

ที่มีความใกล้ชิดกับ 

"ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์"

เขาเคยร่วมการชุมนุมเมื่อครั้งปี 2552 ในปฏิบัติการปิดเมือง และก็ตกเป็นหนึ่งในผู้ต้องหา

และ ปี 2553 เขาก็ไม่พลาด เมื่อร่วมกับ "อริสมันต์" บุกสภาเมื่อวันที่ 7 เม.ย. จนเป็นที่มาของการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้งแต่นั้น เขาก็เป็นที่ต้องการตัวรายต้นๆ และติด 1 ใน 200 บัญชีดำของคนเสื้อแดง

มาวันนี้คดีของ "เสงี่ยม" ยังไม่จบสิ้นแต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เขาก็มาได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งทางการเมือง และกลับมาสร้างชื่ออีกครั้งในการเปิดประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ และ กทม. กำลังจะแจ้งความจับในข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ
Read more ...

นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม

18 พ.ย. 2554
โดยไทยรัฐ เมื่อ 19 พ.ย.2554

เป็นข่าวอึกกระทึกครึกโครมเมื่อ 6 โจรสวมไอ้โม่งวางแผนเป็นอย่างดีในการบุกปล้นบ้าน"สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" ปลัดกระทรวงคมนาคม เมื่อคืนวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา กวาดเงินสดทรัพย์สินไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งที่ผ่ามมา"สุพจน์ "ไปแจ้งความไว้ว่าเงินสดตัวเองถูกปล้นไปประมาณ 5 ล้านบาท

และเพียงไม่กี่วันตำรวจสามารถแกะรอยจับตัวคนร้ายได้ 2 คน พร้อมกับคำสารภาพว่าได้เอาเงินสดทรัพย์สินไปประมาณ 200 ล้าน และยังให้การว่าพบเงินสดจำนวน 700-1,000 ล้านบาทภายในบ้านปลัดกระทรวงคมนาคมอีกด้วย สร้างความตะลึงให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลายเป็นข่าวใหญ่โตกว่าเมื่อคนระดับปลัดกระทรวงเงินเดือนประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน ยังไม่นับเบี้ยเลี้ยงจะมีเงินมากถึง 1,000 ล้านบาท จนป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีที่ถูกสงสัยว่าอาจเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ ทั้งมีการอายัดทรัพย์สินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และล่าสุด"ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งให้"สุพจน์" มาช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี งานนี้ท่านปลัดก็ต้องออกมาชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวเป็นการป้ายสีเพื่อผลักดันให้หลุดจากตำแหน่ง สร้างความเสียหายและเป็นการดิสเครดิต อีกทั้งเงินที่ถูกปล้นไปเป็นเงินช่วยเหลืองานแต่งลูกสาวซึ่งมีไม่ถึง 200 ล้านบาท และพร้อมให้ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดว่า ไม่ได้รวยสมกันนามสกุล"ทรัพย์ล้อม"อย่างที่คนร้ายให้การ

ชื่อ-นามสกุล : สุพจน์ ทรัพย์ล้อม

วันที่เกิด : 27 ก.พ. 2496

การศึกษา :

-โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา
- โรงเรียนเซนต์จอห์น
- ปริญญาตรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (วศบ.โยธา)
- หลักสูตร นับริหารระดับสูง นบส.1 รุ่น 36 (ก.พ.)
- หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณราจักร วปอ.รุ่น 45
- หลักสูตรผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง รุ่นที่ 16

การทำงาน/หน้าที่ :
- เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย 3 กรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นนายช่างโยธา 3 กองควบคุมการก่อสร้าง โครงการย่อม กรมชลประทาน
- ไปกระทรวงคมนาคม เป็น วิศวกรออกแบบทาง กรมทางหลวง ระดับ 3-8 กองสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง
- ผู้อำนวยการกองฝึกอบรม กรมทางหลวง
- ผู้ช่วยปลัดกระทรวงคมนาคม
- รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท
- ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม
- อธิบดีกรมทางหลวงชนบท
- อธิบดีกรมทางหลวง
1 ต.ค. 2552 ปลัดกระทรวงคมนาคม
Read more ...

เคนเนท แอล.เลย์

7 พ.ย. 2554
โดย รุ่งมณี เมฆโสภณ
นิตยสารผู้จัดการ เมื่อ มีนาคม 2545

เคนเนท แอล.เลย์ ผู้เห็นเอนรอนมาตั้งแต่เกิดจนดับ!

นับว่าสะเทือนเลื่อนลั่น...

สำหรับการล้มละลายของเอนรอนคอร์ป (Enron Corp.) ยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงานและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอเมริกา แม้เอนรอนจะประกาศล้มละลายไปตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว แต่เรื่องก็ใช่ว่าจะจบ อีกทั้งทำท่าว่าจะยุ่งเหยิงยิ่งขึ้นทุกขณะ

หลายคนเริ่มเรียกกรณีนี้ว่า "เอนรอนเกต" เลียนแบบคดี "วอเตอร์เกต" ที่เคยอื้อฉาวและสั่นบัลลังก์ผู้นำสหรัฐฯในอดีตมาแล้ว

บุคคลที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดในกรณีนี้เห็นจะหนีไม่พ้น...

เคนเนท แอล. เลย์ (Kenneth L. Lay)

เมื่อเอนรอนประกาศล้มละลายในวันที่ 2 ธันวาคม 2544 เลย์เป็นทั้ง Chairman และ CEO ของเอนรอน ก่อนที่จะลาออกไปในที่สุดเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา

เลย์ไม่เพียงแต่มีส่วนสำคัญในการสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของเอนรอนเท่านั้น แต่เขายังเป็นข้อโซ่ที่สำคัญของเอนรอน ในการเกาะเกี่ยวกับบรรดาผู้ทรงอำนาจทั้งหลายในสหรัฐฯ อีกด้วย

เลย์เป็นผู้บริจาครายใหญ่ของประธานาธิบดีบุช...ทั้งพ่อและลูก

ในช่วง 8 ปีหลังมานี้ ทั้งเลย์และผู้บริหารคนอื่น ๆ ของเอนรอนได้บริจาคเงินให้กับนักการเมืองตระกูลบุชถึงเกือบ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 88 ล้านบาท

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) จะแต่งตั้งให้เลย์เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของคณะทำงานถ่ายโอนอำนาจหลังการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานข่าวว่า เลย์และเจ้าหน้าที่ของเอนรอนได้ช่วยรองประธานาธิบดีดิก เชนีย์ (Dick Cheney) วางนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันด้วย

ขณะที่เวนดี แกรมม์ (Wendy Gramm) ภริยาของฟิลิป แกรมม์ (Philip Gramm) วุฒิสมาชิกรัฐเทกซัส พรรครีพับลิกัน ก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของเอนรอน และเพียงเดือนเดียวหลังจากพ้นตำแหน่ง ทั้งเจมส์ เบเกอร์ (James Baker) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และโรเบิร์ต มอสส์แบชเชอร์ (Robert Mossbacher) อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ ก็ได้รับเงินเดือนประจำจากเอนรอน นอกเหนือจากนั้น เลย์ยังเล่นกอล์ฟกับอดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน (Bill Clinton)

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในสายสัมพันธ์ของเลย์เท่านั้น

******

เกิดที่มิสซูรีแต่มายิ่งใหญ่ที่เทกซัส...

เคนเนท เลย์ เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2485 ที่รัฐมิสซูรี

เลย์จบจาก University of Missouri ก่อนที่จะมาได้ปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Houston และเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมด้านพลังงานในปี 2508 ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ โดยให้เหตุผลว่า เพราะอุตสาหกรรมนี้มีเสน่ห์ชวนให้หลงใหลมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น

เลย์เคยทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ให้กับ Exxon ก่อนที่จะไปรับราชการที่กองทัพเรือและย้ายไปทำงานที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังจากนั้น เขาก็ไปทำงานกับคณะกรรมาธิการวางกฎระเบียบการใช้พลังงาน (Federal Energy Regulatory Commission - FERC) และกระทรวงมหาดไทย (Department of Interior) โดยในระหว่างนั้น ก็ได้สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ George Washington University

ท้ายที่สุด เลย์ก็ไปอยู่กับ Houston Natural Gas

กลางปี 2528 Houston Natural Gas ได้ควบรวมกิจการกับ InterNorth กลายเป็นเอนรอน โดยเลย์ได้ดำรงตำแหน่งเป็น CEO คนแรก ตอนนั้นเอนรอนยังคงทำเพียงธุรกิจท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ก่อนที่จะเริ่มค้าโภคภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติในปี 2532 และตามด้วยการขยายงานด้านการไฟฟ้าในปี 2537 ต่อมา ในเดือนพฤศจิกายน 2542 เอนรอนออนไลน์ (EnronOnline) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และนับเป็นเว็บไซต์ที่ทำการค้าสินค้าโภคภัณฑ์รายแรกของโลก

ในทัศนะของเลย์ ทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอ!

นี่กระมังที่ทำให้เอนรอนขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีอัตราเสี่ยงสูงขึ้น...

เอนรอนไม่ใช่เพิ่งมีปัญหาทางการเงิน แต่ด้วยการตกแต่งบัญชีอย่างแยบยล ทำให้เอนรอนยังคงอยู่ในสภาพ "ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง" มาได้เป็นเวลานานสองนาน

กุมภาพันธ์ 2544 เจฟฟรีย์ สกิลลิง (Jeffrey Skilling) ขึ้นเป็น CEO ของเอนรอน โดยที่เลย์ยังคงดำรงตำแหน่ง Chairman และต่อมา เมื่อสกิลลิงลาออกไปในวันที่ 14 ตุลาคม เลย์ก็ได้กลับมารั้งตำแหน่ง CEO อีกครั้งหนึ่ง

แม้จุดแข็งของเลย์คือเป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์...

แต่จุดอ่อนของเขาก็คือมีความคาดหวังที่สูงเกินไป!

นอกจากงานแล้ว เลย์ทุ่มเทหัวใจให้กับครอบครัว เขาสมรสครั้งที่ 2 กับลินดา (Linda) เลย์มีบุตร 5 คน จากการสมรสครั้งแรก โดย 2 คนทำงานกับเอนรอน

เลย์มักพักผ่อนด้วยการไปเล่นสกีที่ Aspen เนื่องจากมีบ้านอยู่ที่นั่น และล่องเรือตกปลาไปรอบอ่าว Galveston เลย์มักจะพูดอยู่เสมอว่า เขามี ""ของเล่น"" และสถานที่ที่จะไปมากมาย แต่ก็ไม่มีเวลาพอ...

นับแต่นี้ไป เลย์น่าจะมีเวลามากขึ้น!

******

ขณะที่เขียนต้นฉบับชิ้นนี้ เคนเนท เลย์ ยังไม่ยอมออกมาพูด...

มีแต่ลินดา เลย์ ภรรยาของเขา ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับลิซา ไมเออส์ (Lisa Myers) ในรายการ "Today" ของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี (NBC) เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มกราคม

ลินดา เลย์กล่าวว่า การล้มละลายของเอนรอน ทำให้ครอบครัวของเธอต้องเผชิญกับมรสุมทางการเงินอย่างหนัก ไม่ต่างไปจากพนักงานและผู้ถือหุ้นเอนรอนคนอื่น ๆ และเพื่อไม่ให้มีปัญหาสภาพคล่องและเพื่อไม่ให้ต้องล้มละลาย เธอจะต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมด เว้นไว้แต่บ้านซึ่งครอบครัวอาศัยอยู่ที่ฮูสตันเท่านั้น

ภรรยาอดีตผู้บริหารสูงสุดของเอนรอนมองว่า สามีของเธอตกเป็น ""เหยื่อ"" การโกงของผู้บริหารเอนรอนคนอื่น ๆ ในสายตาของลินดา เลย์ แล้ว สามีของเธอเป็นคนที่ซื่อสัตย์ มีเกียรติ และมีคุณธรรม และเธอเชื่อมั่นว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในเอนรอน แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นที่นั่น

กรณีของเอนรอนอยู่ในระหว่างการสอบสวนหาข้อเท็จจริงอยู่

ก่อนที่เอนรอนจะล้มไม่กี่วัน เคนเนท เลย์บอกกับภรรยาว่า เขาได้พยายามทุกวิถีทางแล้ว แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้...

ลินดา เลย์ เคยเป็นเลขานุการิณีของสามีมาก่อน ปัจจุบัน เธอเป็นเจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในฮูสตัน และทำงานให้กับองค์กรการกุศล

เธอเล่าให้ลิซา ไมเออส์ฟังด้วยว่า ครอบครัวเลย์สนิทสนมเป็นพิเศษกับอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช (George Bush) บิดาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน และเมื่อเอนรอนล้มละลาย บุชผู้พ่อก็ได้มาแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อครอบครัวของเธอเป็นการส่วนตัว

การออกมาให้สัมภาษณ์ของลินดา เลย์ครั้งนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งแง่บวกและแง่ลบ...

คนส่วนหนึ่งออกจะเห็นอกเห็นใจ

ขณะที่ คนอีกส่วนหนึ่งยังคงคลางแคลงใจ

กลุ่มหลังนี้ไม่เชื่อว่า ครอบครัวเลย์จะลำบากจริง!

ขณะเดียวกัน หลายคนก็มองว่าการเกิดและการดับของเอนรอนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นเด่นชัดถึงสัจธรรมของระบบทุนนิยม

คุณล่ะคะ คิดอย่างไร!
Read more ...

"อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" เจ้าของข้าวเกรียบมโนราห์ 2

14 ต.ค. 2554
โดยนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เมื่อ ธ.ค.2553

ข้าวเกรียบ 500 ล้าน ของ "อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" ยืดอกรับ "มโนห์รา" แพงที่สุดในโลก

สัมภาษณ์พิเศษ โดยสุทธิทัต

ข้าวเกรียบ 500 ล้าน ของ "อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" ยืดอกรับ "มโนห์รา" แพงที่สุดในโลก

"ทุก ครั้งที่รถไฟออกจากหาดใหญ่ พี่สาวจะเอาข้าวเกรียบใส่กล่องวางเปลือยในตู้รถไฟติดกับห้องน้ำ ส่งวันพฤหัสบดีถึงหัวลำโพงเย็นวันศุกร์ ตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์ ใช้วิธีฝากขาย ขายหมดค่อยเก็บเงิน เหลือเปลี่ยนได้ ตั้งโต๊ะหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 กะละมัง ตะโกนเรียกลูกค้า ทอดโชว์และแจกฟรี ขายซองละ 1 บาท ถุงใหญ่ขาย 10 บาท"

เกือบ 50 ปี บนถนนแห่งการทำธุรกิจ ถ้าเปรียบช่วงอายุคน นับว่าเป็นวัยที่ก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ อาจเริ่มมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน เกิดความอ่อนแอไปตามกาลเวลา แต่หากเป็นต้นไม้จัดเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นได้เนิ่นนาน ทั้งยังสามารถแผ่กิ่งก้านสาขาไม่รู้จบสิ้น และเมื่อใช้กับธุรกิจ แน่นอน ย่อมหมายถึงความแข็งแรงของรากฐานการบริหารจัดการ การตลาด ของธุรกิจนั้น

ความ น่าสนใจอยู่ที่ 50 ปีของการเติบโต ขนมขบเคี้ยวบรรจุถุงที่คนส่วนใหญ่ใส่ร้ายว่าเป็น "ขนมขยะ" อย่าง "ข้าวเกรียบมโนห์รา" กลับสร้างมูลค่าส่งออกตลาดโลกได้มากถึงปีละเกือบ 500 ล้านบาท และยังยืดอกรับว่าเป็นข้าวเกรียบที่ขายราคาแพงที่สุดในโลก โดยไม่หวั่นกระแส

สิ่งเหล่านี้ได้รับคำยืนยันจาก คุณอภิวัฒน์ วังวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มโนห์ราอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด ผู้ผลิตข้าวเกรียบกุ้ง-ปู-ปลา-ฟักทอง-เผือก และขนมขบเคี้ยวชนิดต่างๆ ภายใต้แบรนด์ "มโนห์รา"

น่าตกใจเมื่อการนัดหมายกับคุณอภิวัฒน์ เป็นไปอย่างง่าย ไม่มีพิธีรีตรอง ทั้งการสนทนายังถึงพริกถึงขิง ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างหมดเปลือกด้วยท่วงทีเป็นกันเองอย่างเหลือเฟือ จนไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้า คือ เจ้าของธุรกิจหลายร้อยล้าน และยืนหยัดในธุรกิจมานานเกือบ 50 ปี

ทุกท่วงทำนองของการ "เล่าให้ฟัง" ชวนกระตุกต่อมความอึดฮึดสู้ในเส้นทางการดำเนินชีวิตได้ไม่น้อย...

ไดเร็กต์เซลส์ถึงที่เปิดเครดิตร้านชำ

"ผม เริ่มค้าขายตั้งแต่อายุ 13 ปี แม่เสียชีวิต พ่อมีแม่ใหม่ อยู่กับพี่สาว ครอบครัวยากจน ข้าวสารกรอกหม้อแทบจะไม่มี ต้องหาเงินใช้เองด้วยการขายของ ใช้เครดิตพ่อของเพื่อนเอาของมาขาย ผมมีเงินแสนในกระเป๋าตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่เป็นเงินเครดิต เงินหมุน ผมชอบค้าขายมาตั้งแต่เด็ก เพราะเห็นเงินสดทุกวัน ได้นับเงินสดทุกวัน ระหว่างการขายของกินกับของใช้ และ ขายแรงงาน ผมว่า ขายของกินของใช้ได้เงินเร็วกว่า"

คุณอภิวัฒน์ บรรยายถึงภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองในอดีต ในเมืองสงขลา เขาจดจำได้ดีถึงการต่อสู้ดิ้นรนกว่าจะมานั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท ยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าการส่งออกของสินค้าจำนวนครึ่งหนึ่งของการผลิต และการต่อสู้ในทุกๆ ขั้นตอน เป็นที่มาของข้าวเกรียบแบรนด์ "มโนห์รา"

ใน การพูดคุยจับใจความได้ว่า คุณอภิวัฒน์ต้องหาเงินใช้ด้วยตนเองตั้งแต่อายุ 13 ปี โชคดีที่มีพี่สาวทำขนมเก่ง รสชาติดี ทุกเสาร์อาทิตย์จึงหิ้วขนมผนวกกับน้ำชงใส่ถุงเดินเข้าออกตามบ่อนการพนัน อู่ซ่อมรถ ร้านกาแฟ แวะเวียนในทุกที่ที่มีกลุ่มคน ในการขายทุกครั้งใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง สินค้าในมือหมดทุกอย่าง คุณอภิวัฒน์เดินกลับบ้านด้วยเงินสดในมือ เงินจำนวนนี้ให้กับพี่สาว และแบ่งส่วนหนึ่งไว้ใช้จ่ายสำหรับการเรียน

ชีวิตที่ก้าวเข้าสู่วัย รุ่นของคุณอภิวัฒน์เต็มไปด้วยความคิด "ขายให้ได้เงิน" การเดินเข้าถึงลูกค้าเขารู้ด้วยตัวเองว่า เป็นการเสิร์ฟให้ถึงมือในราคาปกติ ขายตรง หรือไดเร็กต์เซลส์

ม.ศ.5 ของชีวิตนักเรียน อีกด้านหนึ่งคุณอภิวัฒน์เป็นเจ้าของร้านขายของชำ ด้วยการขอเครดิตสินค้าจากพ่อของเพื่อนที่มีร้านขายของชำไปขายให้กับครู อาจารย์ ข้าราชการ หิ้วสินค้าทุกอย่างตามแต่ลูกค้าต้องการ โดยใช้วิธีการจดบันทึกก่อนมานำสินค้าไปให้ตามเวลาที่ตกลง หลังลูกค้าจ่ายเงินสด คุณอภิวัฒน์นำเงินสดไปซื้อรองเท้า ถุงเท้า และสินค้าอื่นที่ร้านพ่อของเพื่อนไม่มี ทำให้ได้กำไรจากตรงนั้น

"ชีวิต ผมไม่เคยมีโอกาสเที่ยว ผมเก็บเงินเก่ง สมถะ เรียบง่าย รู้ความเหน็ดเหนื่อยของการได้เงิน รู้คุณค่าของเงิน วิธีการออมของเราใช้วิธีเก็บเอง จากขอเครดิตพ่อของเพื่อน ระยะหลังเปิดร้านเองให้พี่สาวเฝ้าร้านช่วงไปโรงเรียน ส่วนเวลาอื่นขายเอง และยังไดเร็กต์เซลส์เหมือนเดิม"

ช่วงเวลาของการมีร้านขายของชำเป็น ของตนเอง คุณอภิวัฒน์ให้พี่สาวทำข้าวเกรียบทอดขาย ยกเลิกการทำขนมอย่างอื่นทั้งหมด เพราะเห็นว่า "ยุ่งยาก" ส่วนข้าวเกรียบเป็นการทำที่ใช้ขั้นตอนน้อย และที่สำคัญ คุณอภิวัฒน์ บอกว่า "ข้าวเกรียบขายอากาศ"

ตั้งต้นท้องสนามหลวง  อยากรวย ขายอากาศ
"ที่ หันมาขายข้าวเกรียบเพราะข้าวเกรียบทอดแล้วจากชิ้นเล็กเป็นชิ้นใหญ่ ฟู ใส่ไม่กี่ชิ้นก็เต็มซอง เช่นเดียวกับขายปาท่องโก๋ แป้งชิ้นนิดเดียวพอทอดแล้วใหญ่ขึ้น รวยตรงลม ถ้าคิดว่าขายอากาศจะรวยทุกคน"

ข้อ สงสัยในความคิดขายข้าวเกรียบเกิดขึ้น คุณอภิวัฒน์ แจงว่า สงขลาเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องของข้าวเกรียบ มีหลายร้านในตัวเมืองที่เปิดขายข้าวเกรียบ 2 แห่ง แต่ความคิดขายข้าวเกรียบของคุณอภิวัฒน์เป็นการทำการตลาดที่แตกต่าง เพราะทุกร้านขายอยู่กับที่ ส่วนข้าวเกรียบของคุณอภิวัฒน์นอกเหนือจากขายที่ร้านของชำเป็นปกติแล้ว เขายังจ้างคนเดินเร่ขายตามชายทะเล

"ระยะแรกเดินขายเอง ต่อมาจ้างคนเดินขาย ซองละ 1 บาท ใส่ถุงพลาสติค ใช้เทียนไขปิดผนึก ใช้ลวดร้อย ตอนนั้นข้าวเกรียบกุ้งแผ่นใหญ่ ราคา 1 บาท มีข้าวเกรียบ 4-5 แผ่น ใส่ซองกลับไปกลับมาให้ดูเยอะ จ้างไม่นานก็มีคนมาขอซื้อราคาส่งไปเดินขาย"

กิจการเร่ขายข้าวเกรียบ และร้านขายของชำต้องล้มเลิกไป เมื่อคุณอภิวัฒน์หันเหชีวิตตัวเองเข้าสู่กรุงเทพฯ เพราะช่วงจบ ม.ศ.5 เพื่อสอบเข้าเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยในเมืองกรุงเป็นที่ใฝ่ฝัน แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเว้นช่วงการเรียนไป เหตุเพราะ "ข้าวเกรียบ" ที่เดิมเป็นเพียงการขายปลีกส่งมูลค่าไม่สูง เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางเข้าสู่ขั้น "ธุรกิจ"

วัดมหาธาตุเป็นที่ พักพิง เมื่อหอบเสื้อผ้าเข้าสู่เมืองหลวง เพื่อหวังเข้าศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยของรัฐ ด้วยเงินที่มีติดตัวเพียง 150 บาท แต่เพราะเป็นคนไม่อยู่นิ่ง จึงติดต่อขอเช่าพื้นที่ริมท้องสนามหลวง 3 แผ่นอิฐปูพื้น ตั้งกะละมังข้าวเกรียบขายเรียง เป็นกะละมังข้าวเกรียบยังไม่ทอด เตาทอด และกะละมังข้าวเกรียบทอดแล้ว

"ทุก ครั้งที่รถไฟออกจากหาดใหญ่ พี่สาวจะเอาข้าวเกรียบใส่กล่องวางเปลือยในตู้รถไฟติดกับห้องน้ำ ส่งวันพฤหัสบดีถึงหัวลำโพงเย็นวันศุกร์ ตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์ ใช้วิธีฝากขาย ขายหมดค่อยเก็บเงิน เหลือเปลี่ยนได้ ตั้งโต๊ะหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 กะละมัง ตะโกนเรียกลูกค้า ทอดโชว์และแจกฟรี ขายซองละ 1 บาท ถุงใหญ่ขาย 10 บาท"

คุณอภิวัฒน์จัด ระเบียบการตลาด โดยการออกตระเวนหาลูกค้าในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ วันละ 10 ราย นำข้าวเกรียบไปส่งและเยี่ยมลูกค้าในวันอังคารและวันพฤหัสบดี ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์ขายท้องสนามหลวง

เมื่อธุรกิจเริ่มเดิน เวลาสำหรับการอ่านหนังสือสอบหมดไป คุณอภิวัฒน์จึงพลาดหวังจากการสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี และตัดใจจากการศึกษาหันหน้าเข้าสู่ภาคธุรกิจเต็มตัว หวังขายข้าวเกรียบเป็นอาชีพ

"เงินเดือนเรามากกว่าข้าราชการชั้นเอกสมัยนั้น ผมเลยคิดว่าขายของได้มากกว่าแล้วจะเรียนไปทำไม เพราะเราเป็นคนดีของสังคมได้เหมือนกัน"

ยึดหลัก ต้นทุนต่ำ รุกขยายตลาดต่างประเทศ

ยุค ที่ข้าวเกรียบเป็นที่รู้จัก คุณอภิวัฒน์ บอกว่า สมัยนั้นมีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้วางขายของรอบท้องสนามหลวง เช่นเขาหลายคน อาทิ คุณวินัย เสริมศิริมงคล นายห้างพาต้า ในสมัยนั้นขายรองเท้า คุณสมศักดิ์ วัฒนาพร เจ้าของพันท้ายนรสิงห์ คุณประจวบ จำปาทอง เจ้าของครีมไข่มุกกวนอิม

ส่วนข้าวเกรียบของคุณอภิวัฒน์ ยังเป็นข้าวเกรียบไม่มีแบรนด์ แต่วางขายมากว่า 10 ปี ตั้งแต่อิฐปูพื้นเพียง 3 ล็อค ขยายถึง 10 ล็อค

ยุค นั้นข้าวเกรียบถูกรู้จักในนามของข้าวเกรียบสงขลา ใครๆ มาต้องซื้อที่สนามหลวง เมื่อตลาดสนามหลวงถูกย้ายมาเป็นตลาดนัดจตุจักร ข้าวเกรียบยังมีตั้งขายต่ออีกราว 3 ปี บริเวณด้านหน้ากรมการขนส่งทางบก ถนนพหลโยธิน และปล่อยเซ้งต่อมือไปในราคากว่า 2 ล้านบาท

สาเหตุที่ เลิก คุณอภิวัฒน์เล่าว่า สาเหตุหลักคือ ธุรกิจเริ่มโต มีคนติดต่อขอซื้อขายส่งจำนวนมาก จึงเริ่มก่อตั้งโรงงาน เริ่มติดต่อซื้อเครื่องจักรอุตสาหกรรม และจดทะเบียนแบรนด์สินค้า "มโนห์รา" ในที่สุด

คุณอภิวัฒน์ เหมือนเช่นนักธุรกิจทั่วไปที่ต้องกู้เงินธนาคารเพิ่มเริ่มต้นทำธุรกิจ สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร วางระบบการผลิต โดยเริ่มก่อตั้งโรงงานแห่งแรกย่านบางขุนนนท์ ไม่นานนักเริ่มขยับขยายโรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร โดยให้โรงงานแห่งแรกเป็นบริษัทสำหรับติดต่องานด้านเอกสารทั้งในและนอกประเทศ จากทุนจดทะเบียนเพียง 5 ล้านบาท ปัจจุบันเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 200 ล้านบาท

"นักธุรกิจอย่างผม บริหารงานโดยใช้หลักครอบครัวผสมผสานกับหลักสากล ในการค้าขายจะไม่ใช้ทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ต้องใช้ทฤษฎีควบคู่ประสบการณ์ เพราะโอกาสตัดสินใจเร็วขึ้น มโนห์ราเป็นเรือเล็กที่กลับลำในแม่น้ำลำคลองได้สะดวกคล่องแคล่วและชำนาญด้าน อิเล็กทรอนิกส์"

กลยุทธ์หลักของการบริหาร คุณอภิวัฒน์ บอกว่า กลยุทธ์การแข่งขันของมโนห์ราเป็นเลิศ ใช้หลักการบริหารงานตาม "ไมเคิล อี พอร์ตเตอร์" ความโดดเด่นที่สุด คือ ต้นทุนต่ำ

การก่อตั้งโรงงานใน นิคมอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในหลักการบริหาร โดยเล็งเห็นว่าเป็นจุดศูนย์กลางในการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบ ลดค่าโลจิสติกส์ คุณอภิวัฒน์ยอมรับว่า มโนห์ราเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นค่อนข้างต่ำ บริษัทจึงพยายามปรับตัวเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง อาทิ รถทุกคันของบริษัทใช้ก๊าซเอ็นจีวี เปลี่ยนเชื้อเพลงที่เดิมใช้น้ำมันเตาเป็นการใช้ชีวมวลแทนเชื้อเพลิง แม้กระทั่งเครื่องจักรเสียการซื้ออะไหล่หรือผลิตอะไหล่ขึ้นเอง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เครื่องจักรทำงานได้ตามปกติเร็วขึ้น มากกว่าการรออะไหล่จากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการลดต้นทุนอีกวิธีหนึ่ง

ข้าว เกรียบมโนห์รา เป็นสินค้าหลักที่บริษัทผลิต แต่เพราะทำเลที่ตั้งของโรงงานผลิตอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ทำให้ผลิตสินค้าหลายชนิดได้ในราคาถูก คุณอภิวัฒน์จึงรับซื้อวัตถุดิบจากแหล่งใกล้เคียง ในราคากลางจากเกษตรกร นำมาผลิตสินค้าส่งออกประเภทน้ำผลไม้กระป๋อง ในนามของ "อินเตอร์ ดริ๊งค์" อีกทางหนึ่ง

ถึงปัจจุบัน มโนห์รา เป็นข้าวเกรียบที่ได้รับความนิยมในประเทศ และมีปริมาณการส่งออกปัจจุบันอยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าทางการตลาดประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี มีตลาดต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง บังกลาเทศ อังกฤษ อินเดีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

และ แม้วินาทีนี้ มโนห์รา จะเป็นข้าวเกรียบที่เติบโตในตลาดต่างประเทศ และมีราคาแพงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีตลาดข้าวเกรียบส่งออก อาทิ จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่มโนห์ราก็มียอดขายที่เติบโตในตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีหลัง ที่มีมือบริหารด้านการตลาดรุกหนัก ทำให้ยอดส่งออกพุ่งจากเดิม 25 เปอร์เซ็นต์ เป็น 50 เปอร์เซ็นต์

ท้าย ที่สุดของการสนทนา คุณอภิวัฒน์ ทิ้งท้ายให้เป็นตัวอย่างการทำงานในหน้าที่ "นักธุรกิจ" ควรเสมอต้นเสมอปลายกับลูกค้า ใช้ทฤษฎีประกอบประสบการณ์ในการบริหารจัดการ และการขยายสินค้าของคนอื่น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำมากที่สุด

คิดนอกกรอบแบบ "มโนห์รา"

"คิด อะไรก็ตาม คิดนอกกรอบ ในทางคณิตศาสตร์ 1+1 = 2 แต่ในทางธุรกิจอาจไม่ใช่ 2 ก็ได้ ขึ้นกับการบริหารจัดการ การทำธุรกิจที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการที่ดี ผมใช้ประสบการณ์ ไม่ใช่นักวิชาการ"

"หลัก เศรษฐศาสตร์ มี P ทั้งหมด 4 ตัว ต้องทำ P ตัวแรกให้ได้ก่อน คือ ทำให้ไม่เหมือนคนอื่น มีความต่าง ถ้าทำสินค้ามาขายรสชาติเหมือนคนอื่น ราคาเหมือนคนอื่น เราเจ๊ง"

"ดอกเบี้ย คือ ต้นทุนการผลิต หากจะทำธุรกิจการเงินธนาคารกับอภิวัฒน์ อันดับแรกที่ถาม คือ ดอกเบี้ยเท่าไหร่ ถ้าดอกเบี้ยสูงอย่ามาคุยกัน เพราะต้องมีต้นทุนเวลา"

"เครื่อง เสีย 1-2 ชั่วโมง ผมซ่อมเสร็จ เครื่องจักรจากต่างประเทศอะไหล่ไม่เหมือนบ้านเรา หาซื้อไม่ได้ ถ้าต้องรอสั่งจากต่างประเทศหลายวันเราตาย ใช้วิธีดัดแปลง ให้โรงกลึงกลึงอะไหล่ที่ต้องการให้นำมาเปลี่ยน จำเป็นต้องควบคุมคอสลีดเดอร์ชิพให้ได้"

"ผมเป็นคนทะเยอทะยาน สร้างความฝันในอากาศ ลูกสาวเรียกผมว่าจอมโปรเจ็คต์ แต่ทุกสิ่งในโลกนี้เป็นไปได้ และ เราทำได้"
Read more ...

"อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" เจ้าของข้าวเกรียบมโนราห์

14 ต.ค. 2554
โดยเส้นทางเศรษฐี เมื่อ 1 ต.ค.2554

คิดอย่างนักบริหาร

โดยสาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

ขยัน อดทน ซื่อสัตย์

กล่าวได้ว่าความสำเร็จของเถ้าแก่ เศรษฐี หรือ มหาเศรษฐี มักจะมาจากรากที่ซ่อนอยู่ ยิ่งเฉพาะรากที่ต้องเกี่ยวข้องกับความขยัน อดทน และซื่อสัตย์ ด้วยแล้ว

นับเป็นรากแก้วที่สำคัญ!

สังเกตดูจากบรรดามหาเศรษฐีชั้นนำของโลก เอเชีย หรือ ในประเทศไทย น้อยคนนักที่จะลงมือทำธุรกิจแล้วจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

โดยไม่เคยล้มเหลวมาก่อน!

ล้มแล้วลุก จึงเป็นปรัชญาที่ทุกคนชอบนำมาปฏิบัติ

ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะนำไปปฏิบัติอย่างไร บางคนอาจใช้คอนเน็กชั่นทางธุรกิจ เพื่อแผ้วถางทาง ขณะที่บางคนใช้เส้นสนกลในทางการเมือง เพื่อให้ธุรกิจของตัวเองเสียภาษีน้อยที่สุด

ขณะที่บางคนใช้คำว่า "ขยัน อดทน และซื่อสัตย์" เป็นเครื่องนำทางชีวิต

"อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" ประธานกรรมการ บริษัท มโนราห์อุตสาหกรรม จำกัด ก็เช่นกัน เขาไม่มีคอนเน็กชั่นทางธุรกิจ ไม่มีเส้นสนกลในทางการเมือง มีแต่คำว่า...ขยัน อดทน และซื่อสัตย์

"ที่บ้านผมทอดข้าวเกรียบกุ้งขายมาก่อน ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ จนมาถึงรุ่นพี่สาว พี่สาวเป็นคนขยัน ผมเองก็ช่วยพี่สาวทำงานมาตลอด จนตอนหลังที่บ้านเกิดปัญหา ผมจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยพี่สาวทำงาน"

"วันๆ ผมช่วยพี่สาวขายข้าวเกรียบตลอด จนวันหนึ่งเริ่มถามตัวเองว่าจะอยู่แค่นี้หรือ เพราะมองไม่เห็นอนาคต ก็พบคำตอบว่า ผมจะต้องมีอนาคตมากกว่านี้ แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร"

กรุงเทพมหานคร จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คนหนุ่ม-สาวใฝ่ฝัน

"อภิวัฒน์" เองก็คิดอย่างนี้เช่นกัน

เพียงแต่คนหนุ่ม-สาวที่เดินทางมาจากสงขลา หรือจากปักษ์ใต้ ส่วนใหญ่มักจะมีธงนำว่าจะต้องมาเรียนธรรมศาสตร์ เรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือรามคำแหง...เพื่อกลับไปเป็นเจ้าคนนายคน

แต่สำหรับ "อภิวัฒน์" เขาจบเพียงชั้น ม.ศ.3 เท่านั้น

ดังนั้น ความหวังที่อยากจะเรียนมหา"ลัยเหมือนอย่างคนหนุ่ม-สาวปักษ์ใต้ทั่วไป จึงค่อนข้างเลือนราง ที่สุดเขาจึงขอไปตายเอาดาบหน้า...ด้วยการขึ้นรถไฟมาพร้อมกับข้าวเกรียบกุ้งดิบเพียงไม่กี่ถุง

เพื่อแลกกับใครก็ได้ที่ให้เขาซุกหัวนอน

เขาเลือกวัดมหาธาตุฯ ตรงท่าพระจันทร์เป็นที่ซุกหัวนอนในคืนแรกๆ และคืนต่อๆ มา จนเห็นว่าข้าวก้นบาตรพอที่จะประทังชีวิตได้บ้างแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณด้วยการทอดข้าวเกรียบให้รับประทาน เพราะเขาตั้งใจแต่แรกแล้วว่า หากใครให้ที่ซุกหัวนอน เขาจะต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการทอดข้าวเกรียบให้รับประทาน

ปรากฏว่าคนที่ "อภิวัฒน์" ตอบแทนบุญคุณกลับไม่ใช่ฆราวาส แต่เป็นหลวงตารูปหนึ่ง เขาจึงจัดแจงทอดข้าวเกรียบให้หลวงตาฉันเพลในวันหนึ่ง

ปรากฏว่าหลวงตาชอบมากๆ บอกว่าอร่อย...เอ็งลองเอาไปทอดขายตรงท่าพระจันทร์นะ รับรองขายได้...หลวงตาบอกกับ "อภิวัฒน์" อย่างนั้น

นั่นจึงเป็นจุดพลิกผัน ที่ทำให้ "อภิวัฒน์" ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจขายข้าวเกรียบกุ้ง โดยไม่รู้มาก่อนว่าข้าวเกรียบกุ้งที่ทอดขายทุกวันๆ จะทำให้กลายมาเป็นข้าวเกรียบมโนห์ราในวันนี้

"ผมขายอยู่ทุกวัน ขายดีขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงส่งจดหมายไปบอกพี่สาวให้ช่วยส่งข้าวเกรียบดิบมาให้ และจากขายจันทร์ถึงศุกร์แถวท่าพระจันทร์ พอเสาร์-อาทิตย์ ผมก็ข้ามไปขายที่สนามหลวง ตอนนั้นผมไม่สนใจเรื่องเรียนแล้ว คิดแต่จะขายของอย่างเดียว"

"ผมยังจำภาพของคุณประจวบ จำปาทอง ได้ จำภาพของคุณบุญกิจ ลีเลิศพันธุ์ เจ้าของยาสีฟันดอกบัวคู่ ได้ และจำภาพของนายห้างพาต้า ซึ่งเมื่อก่อนขายไม้แคะหู และลูกเหม็นได้ คนเหล่านี้แก่กว่าผม แต่ท่านขายของเก่งมาก ผมไปยืนดูเขา และใช้เป็นแบบอย่างในการขายของ"

จนเกิดเหตุการณ์วันมหาวิปโยค "อภิวัฒน์" จึงเลิกขายของไปโดยปริยาย

แต่กระนั้น เขาเริ่มมีเงินมากพอที่จะออกไปเช่าห้องอยู่ลำพัง โดยไม่ต้องพึ่งข้าวก้นบาตรอีกต่อไป พร้อมกันนั้นเขาก็มองหาช่องทางอื่นๆ เพื่อขายข้าวเกรียบกุ้งต่อไป

จากขายอยู่คนเดียว ก็เริ่มนำข้าวเกรียบกุ้งไปวางตามร้านขายของชำต่างๆ และไม่ใช่เพียงร้านสองร้านเท่านั้น เขาวางขายไปทั่วกรุงเทพมหานคร

และขยายออกสู่ชานเมือง

จนเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ "อภิวัฒน์" จึงกลับมาขายที่สนามหลวงอีกครั้ง และคราวนี้ไม่เพียงเขาจะโชคดีที่ชาวอังกฤษมาลองชิมข้าวเกรียบกุ้ง จนสั่งออร์เดอร์ไปเมืองนอก ที่เริ่มจาก 5 กิโลกรัมก่อน

จากนั้นจึงเป็น 10 กิโลกรัม และ 100 กิโลกรัมในที่สุด

ตอนนั้นเขามีรายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น แต่กระนั้น ชื่อของมโนห์รายังไม่ปรากฏ จนเมื่อเขาไปเที่ยวงานของกรมส่งเสริมการส่งออก...สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

"อภิวัฒน์" ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมว่า ต้องการสร้างแบรนด์ข้าวเกรียบกุ้งเป็นของตัวเอง เขาก็ถามว่าข้าวเกรียบกุ้งคุณมาจากไหน

มาจากสงขลา...อภิวัฒน์ตอบ

แล้วต้องการแบรนด์เป็นรูปอะไร...เจ้าหน้าที่ถาม

ต้องการรูปมโนห์ราครับ...เพราะผมเป็นคนปักษ์ใต้

จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมก็ลงมือวาดรูป โดยมี "อภิวัฒน์" ยืนบอกไอเดียอยู่ข้างๆ จนกระทั่งข้าวเกรียบกุ้งแบรนด์มโนห์ราเสร็จเรียบร้อย

"ผมรู้สึกภูมิใจมาก ที่ต่อแต่นี้ข้าวเกรียบกุ้งของผมจะได้มีแบรนด์เป็นของตัวเองสักที จำได้ว่าตอนนั้นผมขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมคนนั้นมากๆ แต่เขาบอกไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยเถ้าแก่ใหม่อยู่แล้ว"

ใครจะเชื่อล่ะว่า ข้าวเกรียบกุ้งแบรนด์มโนห์รา จะมาจากไอเดียของ "อภิวัฒน์" ล้วนๆ มิหนำซ้ำยังไม่ต้องเสียสตางค์สักสลึง

เมื่อมีแบรนด์ของตัวเองแล้ว เขาจึงสร้างแบรนด์ไปขายในท้องตลาด ประกอบกับชาวอังกฤษคนนั้น สนใจที่จะสั่งข้าวเกรียบกุ้งไปขายในต่างประเทศอีก เพียงแต่คราวนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่ 100 กิโลกรัมแล้ว หากเป็นตู้คอนเทนเนอร์เลย

"อภิวัฒน์" เริ่มรู้แล้วว่า เส้นทางการค้าของเขาเริ่มสดใส เขาจึงวางแผนทางการตลาด ด้วยการเปิดเกมรุกตลาดในประเทศอย่างเป็นจริงเป็นจัง

พร้อมกันนั้น เขาก็หอบแบรนด์มโนห์ราออกไปโรดโชว์ในต่างประเทศ ซึ่งใครจะเชื่อล่ะว่า หลังจากโรดโชว์ไปในประเทศต่างๆ ปรากฏมียอดออร์เดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย

"ระยะแรกมโนห์ราออกไปอวดโฉมทุกที่ แต่ตอนหลังเริ่มค้นพบคำตอบว่า ทุกครั้งที่แบรนด์มโนห์ราออกไปในตลาดเอเชีย สินค้าของผมเหมือนกับพญาอินทรี แต่ถ้าไปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา สินค้าของผมเปรียบเสมือนนกกระจอก"

นกกระจอกที่ถูกกีดกันทางการค้า

นั่นจึงเป็นอีกเหตุผล ที่ทำให้แบรนด์มโนห์รา ไม่มีแต่เฉพาะข้าวเกรียบกุ้งเท่านั้น หากยังมีข้าวเกรียบปู ข้าวเกรียบปลา และข้าวเกรียบชนิดอื่นๆ วางขายเกลื่อนกลาดในตลาดเอเชีย

เพราะตลาดในประเทศเขาไม่ห่วงแล้ว แต่สำหรับตลาดต่างประเทศเขาหวังว่าสักวันหนึ่งพญาอินทรีในตลาดเอเชีย อาจจะไปผงาดเป็นพญาอินทรีในตลาดยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาได้

วันนี้ "อภิวัฒน์" ทำได้ระดับหนึ่งแล้ว

วันนี้ผู้คนเริ่มรู้จักแบรนด์มโนห์ราแล้ว

แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์มโนห์ราคือ "อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์" ผู้ซึ่งเรียนจบเพียงชั้น ม.ศ.3 เท่านั้น

แต่กลับใช้คำว่า...ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ เป็นเข็มทิศนำทาง จนประสบความสำเร็จทุกวันนี้?
Read more ...

ระวิ โหลทอง

10 ต.ค. 2554
เกิดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2485 เริ่มทำงานในวงการหนังสือพิมพ์ครั้งแรก เมื่อปีพ.ศ.2505 ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์หลักเมือง ก่อนย้ายมาเป็นนักข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในปลายปี พ.ศ.2506 โดยขณะนั้นมีสุนทร สกุลวัฒนา นักข่าวอาวุโสเป็นหัวหน้าข่าวกีฬา

จากนั้นในปีพ.ศ.2511 ระวิ โหลทอง ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าข่าวกีฬาของไทยรัฐ และเป็นผู้บุกเบิกดันข่าวกีฬาเป็นข่าวในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์รายวันไทย ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2509

ในปีพ.ศ.2515 ระวิ โหลทองพลิกผันชีวิตการทำงานไปทำหนังสือพิมพ์สยาม จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ปิดลงเมื่อปี พ.ศ.2516 จึงไปร่วมงานกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 8 เดือนก็กลับไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าข่าวหน้า 1 ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2518

ในปีพ.ศ.2528 ระวิ โหลทอง ออกมาก่อตั้ง

หนังสือพิมพ์สยามกีฬา 

ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่รายงานข่าวเฉพาะกีฬาเป็นฉบับแรกของเมืองไทย

ระวิ โหลทอง เคยเป็นผู้สนับสนุนฟุตบอลไทยลีก "จีเอสเอ็มไทยลีก" ด้วยเหตุผลที่ต้องการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานสากล ปัจจุบันเป็นประธานสโมสรฟุตบอลเมืองทอง-หนองจอก ยูไนเต็ด
Read more ...

สตีฟ จ็อบส์

9 ต.ค. 2554
โดยวิกิพีเดีย เมื่อ 6 ต.ค.2554

สตีเฟน พอล "สตีฟ" จ็อบส์ 

(อังกฤษ: Steve Jobs, 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 - 5 ตุลาคม ค.ศ. 2011)

เป็นผู้นำธุรกิจและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน อดีตประธานกรรมการบริหารของแอปเปิลคอมพิวเตอร์ และยังเคยเป็นประธานกรรมการบริหารพิกซาร์แอนิเมชันสตูดิโอส์ และเป็นคณะกรรมการบริหารบริษัทเดอะวอลต์ดิสนีย์ใน ค.ศ. 2006 หลังดิสนีย์ซื้อกิจการพิกซาร์

เขาร่วมก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์กับสตีฟ วอซเนียก ใน ค.ศ. 1976 เป็นผู้มีส่วนช่วยทำให้แนวความคิดเรื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยมขึ้นมา ด้วยเครื่อง Apple II

ต่อมา เขาเป็นผู้แรกที่มองเห็นศักยภาพทางการค้าของส่วนประสานงานผู้ใช้แบบกราฟิกส์และเม้าส์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นในศูนย์วิจัยซีร็อกซ์พาร์ค ของบริษัทซีร็อกซ์ และได้มีการผนวกเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไว้ในเครื่องแมคอินทอช หลังพ่ายแพ้ในการแย่งชิงอำนาจกับคณะกรรมการบริหารใน ค.ศ. 1984 

จอบส์ลาออกจากแอปเปิลและก่อตั้งเน็กซ์ บริษัทพัฒนาแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในการศึกษาขั้นอุดมศึกษาและตลาดธุรกิจ 

การซื้อกิจการเน็กซ์ของแอปเปิลใน ค.ศ. 1996 ทำให้จอบส์กลับเข้าทำงานในบริษัทแอปเปิลที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นนั้น และเขารับหน้าที่ CEO ตั้งแต่ ค.ศ. 1997 ถึง 2011 จอบส์ยังเป็นประธานกรรมการบริหาร และผู้บริหารระดับสูงของพิกซาร์แอนิเมชันสตูดิโอส์ ผู้นำด้านการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ 

ทั้งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ 50.1% กระทั่งบริษัทวอลต์ดิสนีย์ซื้อกิจการไปใน ค.ศ. 2006 จอบส์เป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดของดิสนีย์ที่ 7% และเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารของดิสนีย์

หลังจาก สตีฟ จอบส์ ประกาศแก่พนักงานแอปเปิลคอมพิวเตอร์ว่าตรวจพบมะเร็งตับอ่อนตั้งแต่กลางปี ค.ศ. 2004 จอบส์ ก็มีปัญหาทางสุขภาพเรื่อยมา 

จนตัดสินใจลาออกจากการเป็นประธานกรรมการบริหารของแอปเปิล เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2011 และ เสียชีวิตในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2011 หลังจากที่แอปเปิล ประกาศเปิดตัว ไอโฟน 4เอส ได้เพียงแค่วันเดียว

Read more ...

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์

4 ต.ค. 2554
โดยเว็บไซต์ รร.จิระศาสตร์วิทยา จ.พระนครศรีอยุธยา http://school.obec.go.th/jirasartwittaya/oldstudent3.html

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้รับการศึกษาในชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนหอวัง เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว ได้ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และปีที่ 5 และได้สอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ขณะที่ศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 

จากนั้นได้สอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาใน พ.ศ.2530 โดยเลือกคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอันดับหนึ่งและอันดับเดียว

ในขณะที่ศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้รับรางวัลเรียนดีในฐานะนักศึกษาที่ได้คะแนนสูงสุดของชั้นปีในทุกปีการศึกษา และได้เข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย โดยเคยเป็นรองประธานสภานักศึกษาเมื่อ พ.ศ.2531 

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ สำเร็จการศึกษาเป็นนิติศาสตรบัณฑิตในปีการศึกษา 2533 และได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมพลในฐานะบัณฑิตที่สอบได้คะแนนสูงสุดของคณะนิติศาสตร์ในปีการศึกษานั้น

หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เข้าทำงานเป็นนิติกร ที่สำนักงานกฎหมาย บริษัทปูนซิเมนต์ไทย และได้สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ต่อมาใน พ.ศ.2535

ได้รับพระราชทุนมูลนิธิอานันทมหิดลให้ไปศึกษาวิชานิติศาสตร์ เน้นหนักทางด้านกฎหมายมหาชน ณ ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในระดับชั้นปริญญาโทและปริญญาเอก ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เลือกศึกษาที่คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัย Goettingen ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสำเร็จการศึกษานิติศาสตรมหาบัณฑิต (Magister Iuris) ด้วยคะแนนดีมาก (sehr gut) ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดตามหลักสูตร Magister Iuris ของมหาวิทยาลัย โดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง “หลักกฎหมาย clausula rebus sic stantibus ในสัญญาทางปกครอง”

หลังจากนั้นได้กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเวลาหกเดือน และ ได้กลับไปศึกษาต่อในชั้นปริญญาเอก สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอกทางกฎหมายเป็น “Doktor der Rechte” ได้รับคะแนนระดับ “summa cum laude” ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดสำหรับการศึกษาในระดับปริญญาเอกทางกฎหมายในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีโดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง

“วิวัฒนาการทางทฤษฎีของสัญญาทางปกครองในระบบกฎหมายเยอรมัน” 

วิทยานิพนธ์เล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ Dunker & Humblot (Berlin)

หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอกใน พ.ศ.๒๕๔๒ แล้ว ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้กลับมารับราชการที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ โดยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชนและภาควิชานิติศึกษาทางสังคม ประวัติศาสตร์และปรัชญา

นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมิพลในฐานะบัณฑิตที่ได้คะแนนสูงสุดของคณะนิติศาสตร์ประจำปีการศึกษา 2533

เป็นเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลให้ไปศึกษาวิชานิติศาสตร์ เน้นหนักกฎหมายมหาชน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย Goettingen

สำเร็จการศึกษานิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัย Goettingen ด้วยคะแนนดีมาก (sehr gut) ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดในชั้นปริญญาโทตามหลักสูตร Magister iuris ของมหาวิทยาลัยโดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง “หลักกฎหมายclausula rebus sic stantibus ในสัญญาทางปกครอง” 

และสำเร็จการศึกษานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Doktor der Rechte – Doktor Jur) จากมหาวิทยาลัยเดียวกันด้วยคะแนนดีเยี่ยม (summa cum laude) ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดในชั้นปริญญาเอก โดยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง 

“วิวัฒนาการทางทฤษฎีของสัญญาทางปกครองในระบบกฎหมายเยอรมัน” (วิทยานิพนธ์ภาษาเยอรมันฉบับนี้ได้รับการพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ Duncker & Humblot -Berlin)

ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน และภาควิชานิติศึกษาทางสังคม ประวัติศาสตร์ และปรัชญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

19 กันยายน 2553 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเวบไซต์ นิติราษฎร์ http://www.enlightened-jurists.com/
Read more ...

รองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ นิด้า

4 ต.ค. 2554
ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ

คณบดี คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คตส. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 

ปัจจุบันเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

คุณวุฒิ

- ปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี พ.ศ. 2527,
- เนติบัณฑิตไทย,
- ปริญญาโทด้านกฎหมายมหาชน จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
หลังจากนั้น
- ได้ทุนของ รัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ไปศึกษาปริญญาโท (Magister Lugum) และ
- สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2538 จากมหาวิทยาลัย Bochum และ
- สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Doktor der Rechte-Dr.jur) ในปี พ.ศ. 2541 จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

บทความวิชาการ

"วิเคราะห์ปัญหาการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของไทยโดยอาศัยพื้นฐานทางทฤษฎีของเยอรมัน" ,วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 กันยายน 2541 , หน้า 479-492

"วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไทยเปรียบเทียบกับศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน" ,วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 (พ.ค.- ส.ค. 2541) หน้า 76-99

"วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไทยเปรียบเทียบกับศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน" ,ศาลรัฐธรรมนูญไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต , สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, กรุงเทพฯ 2543 ,หน้า 33-65

"วิเคราะห์ปัญหาเรื่องขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" , วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 17 ตอน 1 (เมษายน 2541) หน้า 157-166

"หลักประกันสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ,วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 17 ตอน 2 (สิงหาคม 2542) หน้า 30-65

บรรเจิด สิงคะเนติ ,และ สมศักดิ์ นวตระกูลพิสุทธิ์ , "หลักความได้สัดส่วนตามหลักกฎหมายของเยอรมันและฝรั่งเศส" ,วารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ 1 เล่ม 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2542) หน้า 40-70

"เงื่อนไขการพิจารณาคดีปกครองเยอรมัน" ,วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน 2542) หน้า 277-299

บรรเจิด สิงคะเนติ ,และ สมศักดิ์ นวตระกูลพิสุทธิ์ , "ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540" ,วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 19 ตอน 1 (เมษายน 2543) หน้า 1-10

"ข้อพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของหน่วยงานของรัฐในการฟ้องโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร" วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 19 ตอน 1 (เมษายน 2543) หน้า 11-19

"กระบวนการรับฟ้องความคิดเห็นสาธารณะหรือกระบวนการกำหนดแผนงาน(das Plafeststellungsverfahren) ตามกฎหมายเยอรมัน" , รพี 43 ,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ,หน้า 86-96

"หลักการพื้นฐานของสิทธิและเสรีภาพ" ,นิติสยามปริทัศน์'43 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ,หน้า 60-82

สมคิด เลิศไพฑูรย์ ,บรรเจิด สิงคะเนติ ,เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไทยตามมาตรา 264 และมาตรา 266 ,ศาลรัฐธรรมนูญไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต , สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, กรุงเทพฯ 2543

"ข้อพิจารณาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาลปกครองกับองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ" www.pub-law.net วันที่ 16 เมษายน 2544 14. "บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่อง เขตอำนาจศาลระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกครอง" www.pub-law.net วันที่ 28 พฤษภาคม 2544 และ วันที่ 11 มิถุนายน 2544

"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์ของเยอรมัน : ศึกษากรณีการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย" วารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ 3 เล่ม 7 (มกราคม-เมษายน 2544)

ปัญหาเรื่องการพิจารณาอุทธรณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น www.pub-law.net , 1 มีนาคม 2545

บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ : ศึกษากรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตอำนาจศาลระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกครอง รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ , 2545

การควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมบทความกฎหมายมหาชนจากเว็บไซต์ www.pub-law.net : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ , 2545

ข้อพิจารณาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาลปกครองกับองค์กรตามรัฐธรรรมนูญ - www.pub-law.net , 16 เมษายน 2544

วิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลปกครองกรณียกฟ้อง 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (253/2545) - www.pub-law.net , 6 พฤษภาคม 2545

เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 264 และมาตรา 266 (แต่งร่วมกับ รศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ) -

รวมบทความทางวิชาการของศาลรัฐธรรมนูญ ชุดที่ 1 : ศาลรัฐธรรมนูญไทย

สิทธิขั้นพื้นฐานทางสังคม วารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปีที่ 3 เล่ม 9 (กันยายน-ธันวาคม ,2544)

ปัญหาขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ - วารสารวิชาการศาลปกครอง ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (ก.ย. – ธ.ค. ) ,2544.

หลักการแสวงหาความจริงโดยศาล (Untersuchungsgrundsatz)ของรัฐธรรมนูญเยอรมัน วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน) 2545.

การฟ้องโต้แย้งคำสั่งทางปกครองตามกฎหมายเยอรมัน - อาจาริยบูชา รวมบทความทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ , สมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย , 2545.

วิเคราะห์ คำวินิจฉัยของศาลปกครอง เรื่อง ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการตัดสายเชื่อมโยงข่ายโทรคมนาคม (คำสั่งที่ 645/2545) - www.pub-law.net เผยแพร่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545.

ข้อสังเกตจากคำชี้แจงของศาลปกครองสูงสุดและแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ : กรณีที่มีปัญหาอำนาจหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งกับศาลปกครอง - www.pub-law.net เผยแพร่วันที่ 21 ตุลาคม 2545.

กระบวนการพิจารณาโครงการ (Planfestellungsnerfahren) ตามกฎหมายของเยอรมัน. วารสารกฎหมายปกครอง เล่ม 20 ตอน 1, 2544.

ข้อพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. www.pub-law.net. เผยแพร่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 และ 17 กุมภาพันธ์ 2546.

ทำไมพระราชกำหนดในการแปรสัญญาโทรคมนาคมจึงไม่เป็นไปตามมาตรา 218 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ,www.pub-law.net , 31 มีนาคม 2546.

หลักการแสวงหาความจริงโดยศาลในคดีปกครองของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี , วารสารวิชาการศาลปกครอง ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2545.
Read more ...

พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฒิ

27 ก.ย. 2554
เมื่อ 27 ก.ย.2554

อดีตรอง ผบ.ตร.

ปัจจุบัน ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ

- เมื่อ 26 พ.ค.2548 ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่า มีความผิด ลงโทษจำคุก 2 ปี แต่จากตำแหน่งหน้าที่ โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี จากกรณีถูกกล่าวหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.(ประธานกรรมการ)รวม 9 คน กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีขึ้นค่าตอบแทนให้ตนเอง

- เมื่อ 20 พ.ค.2552 ศาล ยกฟ้องชั้นไต่สวนคดี กรณีฟ้อง “คุณหญิงจารุวรรณ ผู้ว่าฯ สตง.-พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าฯ” กรณีมีหนังสือถึงผู้บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2551 เพื่อสอบถามข้อมูลการแต่งตั้ง พล.ต.อ.วุฑฒิชัย เป็นกรรมการบริษัท การบินไทย และกรรมการตรวจสอบการบินไทย และให้แก้ไขทบทวนการแต่งตั้งดังกล่าว โดยกล่าวหาว่า พล.ต.อ.วุฑฒิชัย เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีทุจริตออกระเบียบ ป.ป.ช.ขึ้นเงินเดือนตัวเอง ศาลชี้ คตง.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ตรวจเงินแผ่นดิน ปี 42-พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ปี 18 คดีจึงไม่มีมูล

- เมื่อ 7 ม.ค.2554 ได้รับเลือกตั้งจาก ผกก.ขึ้นไป จำนวน 1,250 คะแนน(มากเป็นอันดับ 2 รองจาก พล.ต.อ.อชิรวิทย์ อันดับ 1 จำนวน 1,600 คะแนน) เป็น ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ(กลุ่มอดีตข้าราชการตำรวจ)

โดยผู้มีสิทธิลงคะแนน 3,450 คน ส่งใบลงคะแนนคืนมาทั้งสิ้น 2,936 ใบ ไม่ใช้สิทธิ 514 ใบ คิดเป็นผู้ใช้สิทธิ์ 85.10% บัตรเสีย 59 ใบ
Read more ...

"น้องกอล์ฟ" วุฒิชัย สุขศาลา

23 ก.ย. 2554
โดยไทยรัฐ เมื่อ 10 ก.ย.2554

ในต่างประเทศ คงไม่แปลกนักที่เรามักจะเห็นนักกีฬาหุ่นสูงชะลูดเกินคนปกติธรรมดา อย่างเช่น เหยา หมิง อดีตนักบาสเกตบอลชื่อดังชาวจีน ที่มีความสูงถึง 229 ซม. หรือแม้กระทั่ง ปีเตอร์ เคราช์ นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ที่มีส่วนสูง 201 เซนติเมตร แต่สำหรับคนไทย ต้องยอมรับว่า ความสูงขนาดนั้น ถือเป็นเรื่องแปลกและฮือฮาไม่น้อยสำหรับวงการกีฬาในบ้านเรา

"ทีมข่าวไทยรัฐกีฬาออนไลน์" มีโอกาสพบน้องนักกีฬาวอลเลย์บอลชาย ซึ่งมีอายุเพียง 16 ปี แต่ตอนนี้ ความสูงของเขา พุ่งทะยานไปถึง 210 ซม. แล้ว และว่ากันว่า ในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ จะกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยในอนาคตอีกด้วย ทั้งๆที่เมื่อสองปีก่อน จากเด็กที่เคยถูกล้อ ถูกมองว่า แปลกแยก ผิดปกติจากคนอื่น จนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งมาแล้ว

แต่มาในวันนี้ "น้องกอล์ฟ" วุฒิชัย สุขศาลา กำลังจะพิสูจน์ว่า "ความสูง" ของเขาไม่ใช่ "ปมด้อย" อีกต่อไป

ชีวิตพลิกผันสู่นักตบวอลเลย์
เสมือนพ่อคนที่สอง อ.สมบูรณ์ สุคนธพงศ์ (ขวา)

ต้องบอกว่า คงไม่มีน้องกอล์ฟวันนี้ หากไม่มี อ.สมบูรณ์ สุคนธพงศ์ อาจารย์ประจำโรงเรียนขามทะเลสอวิทยา จ.นครราชสีมา เป็นผู้ชักนำเด็กชายที่ชอบเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ภายในบ้าน เพราะอายกับความสูงของตัวเอง ให้ออกมาเผชิญโลกกว้างด้วยการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล โดย อ.สมบูรณ์ เล่าถึงที่ไปที่มาว่า "ตอนแรก มีพรรคพวกโทรศัพท์มาบอก ซึ่งอาจทราบมาจากสื่อ จากนั้น ครูเดินทางไปพบน้องก็อบ ที่จ.สุรินทร์ บ้านเกิดของเขา เพื่อชักชวนมาอยู่ทีมกีฬาด้วยกัน พอเขามาดูที่โรงเรียนขามทะเลสอวิทยา เขาก็ชอบ และตัดสินใจมาอยู่ รวมถึงชวนน้องชายที่สูงเหมือนกันมาอยู่ด้วย"

เนื้อหอมฉุย แม้กระทั่งคณะตลก

"ตอนนั้นมีหลายคนให้ความสนใจเขาแล้ว ทั้งทีมกีฬา หรือแม้กระทั่งคนทั่วไป ซึ่งได้ข่าวว่ามีกรุงเทพคริสเตียนด้วย ซึ่งครูยอมรับว่า ข้อมูลของตนเอง สูงสถาบันการศึกษาอื่นๆไม่ได้ แต่ด้วยความจริงใจในการที่จะบอกความจริงกับเขา ซึ่งตรงกับพื้นฐานสังคมของกอล์ฟ คือ ไม่กล้าออกสังคม เพราะคิดว่าความสูงเป็นอุปสรรค เป็นปมด้อยของตัวเอง บางคนจะเอาเขาไปแสดงตลก แต่ครูว่ามันไม่ใช่ โอเค รูปร่างอาจจะโดดเด่นเป็นที่สนใจ แต่เขาไม่ได้ชอบแบบนั้น ตรงข้าม พอมีคนหัวเราะเขา เขาก็ยิ่งไม่ชอบใจ ตรงกันข้าม เขามีความรู้สึกว่าอยากหลุดออกจากจุดที่เป็นปมด้อยของตัวเอง"

สูงเพราะดีเอ็นเอ ไม่ใช่โรค
ตัวสูงสุดในบรรดาเพื่อนร่วมทีม ร.ร.ขามทะเลสอวิทยา
เห็นตัวสูงปรี๊ดแบบนี้ หลายคนต่างก็อดสงสัยไม่ได้ว่า น้องกอล์ฟ น่าจะมีความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือที่เรารู้จักกันดีว่า "โกรทฮอร์โมน" ซึ่งทำให้ร่างกายเจริญเติบโตเร็วกว่าปกติ และสุขภาพไม่แข็งแรง จึงไม่แปลกที่น้องจะเคยถูกสังคมล้อว่า "โยกเยก" และมันกลายเป็นจุดไตตำดอที่ทำให้ น้องกอล์ฟ รู้สึกมีปมด้อย แต่ อ.สมบูรณ์ ยืนยันว่า ความสูงของ น้องกอล์ฟ เป็นผลมาจากพันธุกรรม โดยระบุว่า "เขาไม่ใช่คนผิดปกติ เพราะพ่อแม่เขาก็ตัวใหญ่ น้องชาย น้องสาวของเขา ก็สูงกว่าเด็กปกติทั่วไป กอล์ฟเป็นคนที่สมบูรณ์ ไม่ใช่คนเชื่องช้า อย่างใครๆมอง แต่ตอนที่เข้ามาใหม่ๆ ไม่ค่อยแข็งแรง นั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้รับการฝึกให้เข้มแข็งรองรับกับโครงสร้างของเขาเอง แต่พอตอนหลัง เริ่มแข็งแรงขึ้น เขาก็เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว"

เปลี่ยนปมด้อย ให้เป็นปมเด่น
แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะฉุดเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ออกมาจากวังวนที่ว่า ความสูงคือปมด้อย แต่มาวันนี้ อ.สมบูรณ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการตบลูกยาง มากว่า 30 ปี และปลุกปั้นนักกีฬารับใช้ชาติมาหลายรายแล้ว กำลังจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสูงของ น้องกอล์ฟ จะเป็นทรัพยากรอันล้ำค่าของกีฬาวอลเลย์บอลไทยในอนาคตแน่นอน "แม้แต่ คุณหมอท่านหนึ่ง เห็นหน้าเขาปั๊บ โดยที่ไม่ได้ตรวจ ก็พิพากษาทันทีว่า น้องกอล์ฟเป็นโรคแน่นอน แต่ครูว่ามันไม่ใช่ วันที่ 18 ธ.ค.นี้ ก็จะครบ สองปี ที่น้องกอล์ฟเริ่มเล่นวอลเลย์บอล จากที่ไม่มีพื้นฐานเลย ตอนนี้ เขาพัฒนาขึ้นไม่น่าเชื่อ เราพัฒนาร่างกายของเขาให้แข็งแกร่ง พ่อแม่ของเขาก็สนุนสนุนเต็มที่"

"ไม่ใช่แค่กีฬาวอลเลย์ แต่เขายังทำได้ทุกอย่าง แถมยังดีกว่าคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้น การทำกีฬาของครู ไม่ได้แค่พัฒนาด้านกีฬาอย่างเดียว แต่เราต้องการพัฒนาเรื่องบุคลิกภาพและสุขภาพจิตของเขา ให้เขาภูมิใจในตัวเอง ซึ่งครูพยายามใช้หลักจิตวิทยา และธรรมชาติบำบัด ช่วยให้บุคลิกภาพของเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ตอนนี้ เขารับความรู้สึกว่า สิ่งที่เขามีอยู่เป็นเรื่องดีเด่นที่สุดแล้ว ไปไหนมาไหนมีคนขอถ่ายรูปแบบภาคภูมิใจ ไม่ได้แบบใช่เอาไปเป็นตัวตลก"
ยืดแข้งยืดขาได้อย่างสบายๆ เหมือนคนทั่วไป

ส่วนขนาดไซต์ของร่างกายที่เคยเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีอย่าง บริษัท โชคยืนยงอุตสาหกรรม จำกัด บริษัทผลิตแป้งมันส่งออกที่ขามทะเลสอ โดยคุณปรินทร ยืนยง และ คุณธวัชชัย ยืนยง ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมอยู่แล้ว ได้เข้ามาอุปการะดูแลเรื่องในเรื่องของเสื้อผ้า รองเท้า ของน้องกอล์ฟ โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไร โดยเฉพาะรองเท้า เบอร์ 53 ซึ่งหาซื้อไม่ได้ทั่วไปตามท้องตลาด ทำให้ต้องไปสั่งตัดที่จีน สนนรองเท้าคู่หนึ่ง ก็ประมาณหนึ่งหมื่นกว่าบาทเลยทีเดียว

ทีมชาติไม่ไกลเกินเอื้อม

ปัจจุบัน น้องกอล์ฟ เป็นส่วนหนึ่งของทีมวอลเลย์บอลนครราชสีมา ในการแข่งขันลีกอาชีพของประเทศไทย ซึ่งก้าวต่อไป อ.สมบูรณ์ มั่นใจว่า อีกไม่นาน น้องกอล์ฟ จะกลายเป็นหนึ่งในนักวอลเลย์ชายที่ดีที่สุดของประเทศไทย และสามารถก้าวขึ้นไปเล่นในลีกต่างประเทศได้อย่างแน่นอน โดยให้เหตุผลว่า "ใครจะมองว่าช้า แต่ไม่ใช่เลย เขาเป็นคนที่เร็วมากๆ หัวก็เร็ว มือก็เร็ว ใจก็เร็ว ปฏิพาณไหวพริบก็ดี แต่เนื่องจากโครงสร้างเขาสูงมาก ครูเลยต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะบางทักษะ อาจกระทบต่อโครงสร้าง, ระบบในร่างกายของเขา อย่างเช่น ข้อต่อ ทำให้เอาใช้เวลาอีกสักนิด แต่ครูเชื่อว่า ไม่เกินสามปี เขาจะเล่นลีกต่างประเทศได้"

"เมื่อสองปีที่แล้ว เขามองว่าอนาคตของเขามันมืดดำไปหมด แต่ตอนนี้ น้องกอล์ฟ เป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์ มีคุณค่า กับประเทศชาติมาก แต่ยังมีบางจุดที่เราต้องพยายามปรับปรุงทั้งเรื่องบุคลิกภาพ กิริยามารยาท ความคิด และการอยู่ในสังคม ให้พร้อมสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่อีกไม่นาน เขาจะหลุดออกจากความรู้สึกนี้ได้ เพราะกีฬาและชื่อเสียงด้านกีฬา รวมถึงการปฏิบัติชีวิตประจำวัน ที่สื่อออกมาว่า สังคมไม่ต้องมาดูแล สิ่งเหล่านี้ มันจะเป็นตัวพิสูจน์เขาเอง"

หน่วยก้านทะมัดทะแมง สมส่วนกับความสูง 210 ซม.

ผมไม่ใช่ 'โยกเยก'

ด้าน น้องกอล์ฟ ซึ่งปัจจุบัน ศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขามทะเลสอวิทยา เปิดเผยว่า ตัวเองเป็นคนชอบกีฬาอยู่แล้ว โดยเล่นฟุตซอลมาก่อนหน้านี้ แต่พอหลังจากที่กลายเป็นข่าวดัง จนมีหลายคนมาทาบทาบ เจ้าตัวตัดสินใจเลือกที่จะเล่นกีฬาวอลเลย์บอล เพราะมองว่า เหมาะสมกับความสูงของตัวเอง อีกทั้ง อุบัติเหตุยังน้อยกว่า การเล่นกีฬาชนิดอื่น อย่างเช่น บาสเกตบอล และกลายเป็นจุดเริ่มต้น ได้มาร่วมทีม โรงเรียนขามทะเลสอวิทยา ในที่สุด โดยมีอ.สมบูรณ์ ช่วยดูแลทุกอย่าง ตั้งแต่ย้ายจากจ.สุรินทร์ มาที่ โคราช

พร้อมกันนี้ น้องกอล์ฟ จะยืนยันว่า ตัวเขาไม่ใช่คนที่มีความผิดปกติอย่างที่หลายคนเข้าใจโดยให้ข้อมูลเพิ่มว่า พ่อของเขา ซึ่งมีอาชีพเป็นช่าง สูงถึง 190 ซม. ส่วน แม่ ที่มีอาชีพเสริมสวย สูงถึง 170 ซม. และไม่ได้มีปัญหาด้านสุขภาพแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า สมัยก่อน รู้สึกอายกับความสูง และโดนคนล้อ แต่หลังจากมาเล่นวอลเลย์บอล ความคิดเริ่มเปลี่ยนไป โดยไม่อาย และรู้สึกเฉยๆไปแล้ว ขณะที่ ครอบครัว ก็รู้สึกภูมิใจด้วย

เปลี่ยนความกลัวเป็นแรงผลักดัน
สำหรับ น้องกอล์ฟ เล่นในตำแหน่ง บอลเร็ว บอลกลาง เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ต้องอาศัยคนตัวสูง ในการบล็อก และตบหน้าเนต ซึ่ง หลังจากเล่นมาเกือบๆ 2 ปี เคยเจอคู่แข่งที่ตัวสูงพอๆกับตนเอง เพียงครั้งเดียว ในการพบกับ นักวอลเลย์จากออสเตรเลีย นอกจากนี้ น้องกอล์ฟ ยังมุ่งมั่นตั้งใจว่า จะขอเล่นวอลเลย์ไปจนกว่าจะเล่นไม่ได้ พร้อมตั้งความหวังก้าวขึ้นไปติดทีมชาติไทย โดยมีฮีโร่ ในดวงใจคือ วันชัย ทัพวิเศษ นักวอลเลย์ชายคนดัง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของเขาเอง อย่างไรก็ดี เพื่อนร่วมทีมก็แอบกระซิบมาว่า นอกจากพรสวรรค์และพรแสวงในเกมตบลูกยางแล้ว น้องกอล์ฟ ยังมีฝีมือในการวาดภาพอีกด้วย
กระโดดตบหน้าเนตสบายๆ

ต้องถือว่าจากกรณีของน้องกอล์ฟ น่าจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะสูง ต่ำ ดำ เตี้ย หรือ ปกติ พิการ เพียงเพราะ ความแปลกแยก และแตกต่าง ที่สังคมตีกรอบขึ้นมา กำลังเป็นการลดถอนคุณค่าของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศชาติของเราในอนาคต ซึ่ง "ทีมข่าวกีฬาไทยออนไลน์" เชื่อว่า พวกเขาขอเพียงโอกาส ที่จะได้พิสูจน์ตัวตน และความสามารถของตัวเองสักครั้ง

แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ เชิญจัดเต็มไปเลยคุณน้อง...!
Read more ...

พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง

12 ก.ค. 2554
โดยสหบาท เมื่อ 12 ก.ค.2554

บรรดา นายตำรวจมือปราบ ของกรมตำรวจ

ต้องมีชื่อ พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ติดทำเนียบอยู่ด้วย

“เดอะไก่” ของพี่น้องผองเพื่อน เป็นตำรวจท่ีมีอัธยาศัยและมิตรไมตรีเอื้อเฟื้ออารีต่อทุกคน “ยกเว้น” มือปืน ผู้มีอิทธิพล โจรร้าย สารพัดรูปแบบ

เรียนจบ นรต.31 ลงเป็นรอง สวส.สน.พลับพลาไชย 2 กระทั่งขึ้นเป็นหัวหน้าสายสืบโรงพัก เจ้าตัวเคยเล่าให้ฟังอย่างติดตลกว่า เห็นรุ่นพี่ทำวิสามัญฆาตกรรมกันแล้วอยากทำเป็นบ้าง แต่ไม่กล้าถามเลยลองผิดลองถูก

วันหนึ่งไปเฝ้าคนร้ายคดีทุบหัวชิงทรัพย์คนแก่ที่ไปออกกำลังกายตอนเช้ามืดบริเวณวงเวียน 22 กรกฎา และจับได้คาหนังคาเขา ผู้กองฉัตรกนกฉวยจังหวะปลอดคนเบือนหน้าไม่รีรอชักปืนยิงคนร้ายโป้งเดียวลงไปนอนแน่นิ่ง ก่อนแจ้งผู้บังคับบัญชารุดมาที่เกิดเหตุด้วยความภาคภูมิใจ

ที่ไหนได้ “คนร้ายไม่ตาย” แถมร้องโอดครวญต่อหน้าผู้ใหญ่และนักข่าวว่า “ผู้กองยิงผมทำไม”

เล่นเอาหัวหน้าสายสืบมือใหม่ถูกด่าเละ กว่าจะสู้คดีจนผู้ต้องหาติดคุกเกือบแทบหน้ามืด

นับตั้งแต่นั้นมา พล.ต.ต.ฉัตรกนก กลายเป็นลูกศิษย์ของนักสืบมือปราบชั้นครูอย่าง พล.ต.ท.โสภณ วาราชนนท์ พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์ และ พล.ต.ท.เทพรัตน์ รัตนวานิช สั่งสมประสบการณ์เป็นตำรวจมือบู๊อยู่ในทีมปราบปรามมือปืนรับจ้างของ พล.ต.อ.ชาญ รัตนธรรม รอง อ.ตร. ไล่ล่าจับตายนักฆ่าไปหลายศพ

เป็น สว.สส.สน.ลุมพินี โชว์ฝีมือจับ “ซิตี๋” มือขวาแคล้ว ธนิกุล เจ้าพ่อเมืองหลวงสมัยนั้น ข้อหาจ้างวานฆ่า นายชัยวัฒน์ พลังวัฒนกิจ หรือ “โหงว ห้าพลัง” แล้วขยับเป็น สว.สส.สน.บางรัก เป็นรอง ผกก.สส.น.เหนือ ถูกมรสุมเด้งไปนั่งรอง ผกก.หน.สน.นิมิตรใหม่ ก่อนกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งตำแหน่ง ผกก.สส.บก.น.4

ตอนนั้นต้องยืมเงินแม่หมดไปหลายแสนเพื่อเอามาทำงานสืบสวนใช้จ่ายเลี้ยงลูกน้อง

สร้างผลงานปิดคดีฆ่าชิงทรัพย์ นายบุญเลี้ยง อดุลยฤทธิกุล เจ้าพ่อคาเฟ่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน จากนั้นย้ายไปเป็น ผกก.กองปราบปราม เป็น รอง ผบก.ปม. และกลับมาเป็นรอง ผบก.ป. จนขึ้นเป็น ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา

ผู้การฉัตรกนกบอกว่า ตัดสินใจวางปืนเลิกบู๊หันมาทำงานบริหารเต็มตัว เพราะได้ไม่คุ้มเสี่ยง พร้อมเดินสายธรรมะยอมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรดาเจ้ากรรมนายเวรที่ล่วงเกินไป

วันนี้ พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง เหลือเพียงตำนานมือปราบที่เคยกำราบโจรผู้ร้าย

น่าเสียดายที่เขาต้องจากไปก่อนวัยอันควร !!!

ร่างเขาจะพระราชทานเพลิงที่วัดตรีทศเทพ วันที่ 14 ก.ค.นี้ 16.00 น.
Read more ...

นายบิน ลาเดน

3 พ.ค. 2554
โดยไทยรัฐ เมื่อ 3 พ.ค.2554

กลายเป็นข่าวฮอต!!! ช็อคโลกไปเลย...เมื่อสื่อต่างประเทศรายงานข่าวการเสียชีวิตของ "โอซามา บิน ลาเดน" หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายอัล-เคดา ที่ทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สหรัฐฯ" ต้องการตัวมากที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข่าวนี้จะถูกนำเสนออกไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็เกิดข้อกังหาต่างๆ มากมาย โดยหลายฝ่ายต่างตั้งข้อสงสัยว่า เสียชีวิตได้อย่างไร เป็นฝีมือของใคร รวมถึงจริงหรือไม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับผิดภาพใบหน้าของเขา ในขณะที่เสียชีวิตและใบหน้าจริง เพราะแอคหน้าเหมือนรูปหลายปีก่อน

แม้ว่า "บารัค โอบามา" ผู้นำชาติมหาอำนาจ จะแถลงอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว เมื่อเวลา 23.30 น. ของวันที่ 1 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 10.30 น. ของวันที่ 2 พ.ค. ตามเวลาประเทศไทยแล้วก็ตาม ล่าสุดสหรัฐฯ ได้ทำจัดการฝังศพนาย บิน ลาเดน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอ้างต้องฝังศพรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงตามหลักศาสนาอิสลาม ส่วนพื้นที่ต้องเป็นทะเล หวั่นเกิดพื้นที่ไว้อาลัยหัวโจกก่อการร้าย

ชื่อ-นามสกุล : นาย บิน ลาดิน

นามแฝง : โอซามา บิน ลาเดน

ประวัติครอบครัว :

นายบิน ลาดิน หรือ โอซามา บิน ลาเดน เกิดเมื่อปี 2500 ที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นบุตรของภรรยาคนที่ 11 และบุตรคนที่ 17 ของวงศ์ตระกูล ในจำนวน 53 คน ของนายมูฮัมหมัด อาวาด บิน ลาดิน เศรษฐีพันล้าน ชาวซาอุดีอาระเบีย ที่อพยพครอบครัวจากประเทศเยเมน มาตั้งหลักปักฐานทำกิจการก่อสร้างในประเทศซาอุดีอาระเบีย

ต่อมาเขาได้ถูกรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ถอนสัญชาติและถูกบิดารวมทั้งตระกูลประกาศตัดขาดจากญาติ จากนั้นเขาได้เลือกใช้นามสกุล บิน ลา เดน ซึ่งสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Bin Laden เพื่อให้แตกต่างจากชื่อครอบครัวที่ใช้ว่า นายบิน ลาดิน หรือ Bin Ladin

นายบิน ลาดิน หรือ โอซามา บิน ลาเดน ผ่านการสมรส 3 ครั้ง ภรรยาคนแรกชื่อนางนัจวา

เรียนจบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์และการจัดการจากมหาวิทยาลัยริยาร์ด เจดดาห์และจบปริญญาตรี วิศวกรรมโยธาที่มหาวิทยาลัย King Abdul Aziz เมื่อปี 2522 ก่อนเริ่มทำงานในบริษัทของครอบครัว โดยเป็นวิศวกรให้กับบริษัทก่อสร้างของครอบครัวในเมืองเจดดาห์ ในเวลาต่อมาเขาได้เข้าร่วมใน "สงครามศักดิ์สิทธิ์" หรือ "จีฮัด" กับสหภาพโซเวียต หลังจากที่สหภาพโซเวียต

โอซามา บิน ลาเดน บุกเข้ายึดประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อปี 2522 จากนั้นเขาจึงหันมาสนใจปัญหาการเมืองในอัฟกานิสถาน ได้ก่อตั้งเครือข่าย "อัล เควดา" (Al Qaeda) ซึ่งแปลว่า "ฐานที่มั่นทางทหาร" เมื่อปี 2532 และตั้งตัวเป็นผู้นำขบวนการก่อการร้าย "อัล เควดา" ขณะเดียวกันก็ให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบียและเยเมน ทำให้เขาโดนรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย สั่งยึดหนังสือเดินทางเป็นเวลา 2 ปี พร้อมกับถอนสัญชาติซาอุดีอาระเบีย ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของเขาในประเทศ และโดนขับไล่ออกนอกประเทศในปี 2537 

จากนั้นเขาได้ย้ายฐานปฏิบัติการก่อการร้ายเข้าไปอยู่ในซูดาน พร้อมกับประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขับไล่ผู้รุกรานรายใหม่ออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม ต่อมาได้ไปอาศัยอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน และเป็นอาคันตุกะของรัฐบาลทหารกลุ่มทาลีบัน ซึ่งมีเครือข่ายโยงใยในหลายประเทศ ทั้งในประเทศอัฟกานิสถาน, ซูดาน, เยเมน และส่วนอื่นๆ ของตะวันออกกลาง รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หัวหน้าเครือข่ายก่อการร้ายอัล เคดา ได้บงการให้ลูกน้องพลีชีพ ก่อวินาศกรรมด้วยการจี้เครื่องบินพุงชนตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก และตึกเพนตากอน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544

นอกจากนี้ยังทำฟาร์มนกกระจอกเทศในประเทศเคนยา, ทำป่าไม้ในตุรกี, ทำการค้าเพชรในแอฟริกา, การเพาะพันธุ์อูฐในซูดานและการเกษตร

บันทึกอื่น ๆ
นายบิน ลาดิน มีรูปร่างผอมสูง มีความสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว น้ำหนัก 160 ปอนด์ เป็นคนถนัดซ้าย และมีไม้เท้าหรือท่อนไม้ ช่วยในการเดินติดมืออยู่เสมอ ชอบขับรถยนต์ความเร็วสูง (รถสปอร์ต) และเคยซื้อเรือมาขับด้วย ขี่ม้าเก่ง พูดภาษาอังกฤษได้ยอดเยี่ยม และเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์

ติดต่อบินลาเดน ได้ที่ Facebook ของเขาที่นี่ครับ

Read more ...

รศ.นพ.ชัยชน โลว์เจริญกูล

30 มี.ค. 2554
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล

Read more ...

หนึ่งเทพ อีมิเน้นท์แอร์

29 มี.ค. 2554
เมื่อ 29 มี.ค.2554

หนึ่งเทพ อิมิเน้นท์แอร์

เป็นนักชกจาก ราชบุรี ฝีมือเชิงชกจัดจ้าน เหลี่ยมมวยเหลือร้าย ลูกเข่าแหลม หนักหน่วง

ประวัติการชก 

เมื่อ 11 ก.ค.2553 ชนะน็อค ยก 3 กิ่งซาง มาโนโปรวิต ที่เวทีมวยช่อง 7 (แทงเข่าซ้ายเข้าชายโครงขวา)

เมื่อ 5 ธ.ค.2553 ชนะคะแนนพนมรุ้งเล็ก เกียรติหมู่ 9 ที่เวทีมวยลุมพินี

เมื่อ 23 ม.ค.2554 ชนะคะแนน วีระชัย ว.วิวัฒนานนท์ ที่เวทีมวยช่อง 7

เมื่อ 15 ก.พ.2554 แพ้คะแนน เพชรพนมรุ้ง ส.ธรรมรังสี ที่เวทีมวยลุมพินี

เมื่อ 29 มี.ค.2554 ชนะคะแนน พนมรุ้งเล็ก เกีียรติหมู่ 9 ที่เวทีลุมพินี
Read more ...

สมคิด ลวางกูร

12 มี.ค. 2554
เฟซบุ๊ก --- https://www.facebook.com/SomkidFanPage

เพซบุ๊ก --- https://www.facebook.com/ChanChanIDOL

เว็บไซต์ --- http://www.chanchannkid.com

เกิดที่กรุงเทพฯ โรงพยาบาลหญิง แต่ไปโตที่สุพรรณบุรีมีน้อง 2 คน พ่อตาย ฐานะทางบ้าน ยากจนมาก แม่ เป็นพนักงานโรงงานทอผ้า หาได้ ไม่พอให้ลูกกิน

ผมเลยต้องไปอยู่วัด อาศัยพระกิน ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ น้อง 2 คน ไปอยู่กับยายที่สุพรรณ วัดบ้านนอก อาหารการกิน ไม่สมบูรณ์ พระต้องฉันครึ่งท้อง เหลือไว้ให้เด็กวัด ครึ่งท้อง น้อยมื้อ น้อยวัน ที่ได้กินข้าวอิ่มครบ 3 มื้อ

เรื่องขนม นมเนย หรืออาหารรสชาติพิเศษไม่ต้องพูดถึง ไม่มีโอกาสตกถึงลำไส้มีสิทธิ์แค่ ยืนมองเขากิน แล้วทำท่า น้ำลายไหล บางครั้งทนอยากไม่ไหว เก็บลูกชิ้นที่เขาทำตกพื้นเอามือปัดเศษดินออก แล้วแอบกิน

ผมชอบยืนมองเครื่องบิน ไม่ใช่หมาเห็นเครื่องบินแต่เป็นเด็กวัดเห็นเครื่องบินใฝ่ฝัน อยากเป็นสจ๊วต อยากเป็นนักบินอยากทำงานบนเครื่องบิน อยากพูดภาษาอังกฤษได้อยากไปเที่ยวต่างประเทศ

สุดท้าย มานั่งคิดว่าถ้ายังขืนวิ่งเล่น สนุกสนานอย่างนี้ต่อไปอนาคตคงต้อง เลี้ยงควายแน่เลยตัดสินใจว่า จะบวชเณร แล้วเรียนทางธรรม

กำลังเตรียมตัวจะบวช พอดี เจ้าอาวาสอีกวัดหนึ่ง มาเจอเข้าถามว่า อยากเรียนต่อไหมที่วัดของท่าน เพิ่งเปิดชั้น ป.5 ปีนี้เป็นปีแรก นักเรียนมีน้อยผมบอกว่า ไม่มีตังค์ท่านบอกว่า จะส่งให้เรียนเองผมตอบแบบไม่ต้องคิด ไป

เป็นเด็กต่างถิ่น ข้ามถิ่นมาคนเดียวถูกเจ้าถิ่นรังแก พาพวกมาชกกันแทบทุกวันปากแตก หน้าตาบวมปูดแรก ๆ กลัว ชกบ่อย ๆ เข้า หายกลัวแรก ๆ เจ็บ ชกบ่อย ๆ เข้า กลายเป็นมันช่วงหลังรู้สึกสนุกที่ได้ชกหน้าคน

ช่วงนั้น ต้องรับจ้างเขาตักน้ำเลี้ยงหมูได้วันละ 50 สตางค์เป็นกระเป๋าสองแถว ช่วยขนของแบกของในวันเสาร์ – อาทิตย์ ได้วันละ 2 บาท

พอขึ้น ป.7ตัดสินใจ เป็นนักมวย ขึ้นชกมวย ได้ครั้งละ 20 บาทส่งเงินให้แม่ เพื่อส่งให้น้องเรียนชกมวยอยู่ 4 ปี ไม่บอกให้แม่รู้แม่สงสัยว่า ไปเอาเงินมาจากไหนบอกว่า รับจ้างเป็นกระเป๋ารถสองแถว

3 ปีหลัง ต้องไปเรียนในตัวอำเภอซ้อมมวยเสร็จ ไม่มีรถกลับต้องวิ่งกลับวัด วันละ 6 กิโล ทุกวัน

ซ้อมมวยเสร็จ 6 โมงครึ่ง กลับถึงวัดเกือบ 2 ทุ่มข้าวเพื่อนเก็บไว้ให้ บูด เน่า หมดแล้วต้องเอาไปล้างน้ำ เอายางเหนียว ๆ ออกสรงให้แห้ง เอาน้ำปลาราดแกง เลือกเฉพาะเนื้อ และผัก ล้างน้ำ เอามาคลุกข้าวกิน ด้วยความอร่อยบางวัน มีแต่ข้าว ไม่มีแกงต้องไปเก็บผักบุ้งในนา มาจิ้มน้ำปลากิน

ตอนลำบากสุด ๆ บอกกับเพื่อนว่า มึงจำคำพูดของกูไว้กูจะมีเงินล้านให้ได้ ก่อนอายุ 25 ปี เพื่อนหัวเราะ เยี่ยวแตกเยี่ยวแตนข้าว ยังไม่มีจะกิน ฝัน จะมีเงินล้าน เออ มึงจำคำพูดกูไว้ ก็แล้วกัน

ออกจากวัด เมื่ออายุ 17 ปี จบ มศ.3 รวมอยู่วัดทั้งสิ้น 15 ปีเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตั้งใจว่าจะไปสมัครเข้าค่ายมวย พรทวี ตอนนั้น วิชาญน้อย พรทวี กำลังดังมาก

แต่วันหนึ่ง ก่อนเข้ากรุงเทพฯ ไปชกมวยงานสงกรานต์ที่เวทีชั่วคราว ข้างบ้าน น้องชายมาเห็นเข้า ไปตามแม่มาดู แม่เอาไม้มาไล่ตีผมกำลังชกอยู่บนเวที ก็ชกด้วย วิ่งหนีไปด้วยแม่ตีผมไม่ได้ ก็ไล่ตีครูมวย พี่เลี้ยงพอลงจากเวที แม่ขอร้องให้เลิกชกแม่บอกว่า แม่เลี้ยงลูกของแม่มาถนอมเหมือนไข่ในหิน ยุงสักตัว แม่ก็ไม่ให้กัดนี่มาเห็นคนอื่น เขาชก เขาต่อย เห็นเขาทำร้ายลูกของแม่แล้วแม่ใจจะขาด แม่ทนดูไม่ได้ ขอร้องให้ผมเลิก

มวย เป็นกีฬาที่ผมรักที่สุดในชีวิตตั้งความหวังว่า จะไปให้ถึง แชมป์โลกเป็นวิธีเดียว ที่จะทำให้คนจน รวยได้ โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนแต่ ผมกลัวแม่เสียใจ เลยเลิกชกมวยตั้งแต่วันนั้น

ไปสมัครงาน เป็นพนักงานเสิร์ฟ ตามสวนอาหารขอทำงานเฉพาะกลางคืน กลางวันจะเรียนไม่มีใครเขารับ ต้องขอว่า ไม่รับเงินเดือนขอกินอาหารฟรี และขอทิปที่แขกให้เท่านั้นพอ ถึงได้งานทำแล้วจึงไปสมัครเรียนหนังสือ

ต้องขยันสุด ๆ ถึงจะได้ทิปวันละ 25 – 30 บาทบางวันฟลุก ก็ได้ถึง 50 บาท 70 บาทค่าเช่าบ้าน ค่ารถ ค่ากิน ค่าเทอม ไม่พอต้องกลับไปวัด ไปของเงินหลวงพ่อ มาจ่ายค่าเทอมอีกไม่มีเงินส่งน้องเรียนช่วงที่ยากจนสุด ๆ เคยแย่งอาหารจากหมากิน

เปลี่ยนงาน ไปเสิร์ฟในอาบอบนวด ได้เงินมากกว่าเหมือนเดิม คือ ขอทำงานเฉพาะกลางคืน ไม่เอาเงินเดือนขยันเต็มที่ ได้ทิปวันละ 200 – 300 บาทศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ ได้ 500 บาทได้เงินส่งให้แม่ เป็นกอบเป็นกำซ่อมแซมบ้านใหม่ สร้างห้องน้ำใหม่ซื้อของใช้จำเป็น ซื้อเสื้อผ้าให้น้อง ชีวิตเริ่มดีขึ้นดีได้ไม่นาน สังคมตรงนั้น มีแต่อบายมุขภูมิต้านทานจากการอยู่วัด 15 ปี ต้านทานอยู่ได้แค่ 2 ปี

หลังจากนั้นผมติดเหล้า ติดการพนัน เที่ยวกลางคืน ผู้หญิงเพียบคบเพื่อนนักเลง อยู่ในดงนักเลง กินเหล้าวันละกลม ทุกเย็นบ่าย 3 โมง ไม่ได้กินเหล้า มือสั่น ความเลวทุกชนิด ทดลองหมด

เช้าไปเรียน บ่ายซ้อมกีฬาเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อของโรงเรียน ได้รองแชมป์ กทม.เย็นทำงาน 5 ทุ่มเมา เที่ยวจนถึงตี 3นอน ไม่เคยเป็นที่ แล้วแต่วันไหนใครจะลากไปไหนเช้าตื่น 6 โมงเช้า ไปเรียนหนังสือ

ช่วงหนึ่งแม่ทนเห็นสภาพอย่างนี้ไม่ได้โทรตามให้ไปคุยด้วย ผมไปพบแม่ทุกครั้งที่โทรมาแต่ทุกครั้งที่ไปหาแม่ ตลอด 3 ปีเต็ม ๆไม่เคยคุยกับแม่รู้เรื่อง เพราะเมา ยืนไม่อยู่แม่เห็นสภาพ ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดเห็นน้ำตาแม่ แล้วสงสารและเสียใจ ที่ทำให้แม่ต้องร้องไห้ตั้งใจเลิกทุกอย่าง กลับมาเป็นคนดี

แต่เลิกได้ไม่เกิน 1 อาทิตย์ เพื่อนมาลากเข้าวงอีกจนได้ใช้เวลาเลิกอยู่ 3 ปี ไม่สำเร็จสุดท้าย ตัดสินใจ สมัครเป็นทหารเกณฑ์อยู่ในกรมทหาร 3 เดือน ช่วงเป็นทหารใหม่ออกไปไหนไม่ได้ คงเลิกอบายมุขทั้งหมดได้เขาส่งไปประจำที่ ม.พัน 4 รอ เกียกกายเพราะมาอยู่ที่นี่ จึงทำให้รู้จักพ.อ. มนูญ รูปขจร ผู้บังคับกองพัน ได้ดีนับถือน้ำใจของ นายทหารม้าคนนี้และเข้าใจ ว่าทำไมลูกน้องถึงรักทุกคนขนาดไม่คุมอำนาจแล้ว ลูกน้องยังยกกำลัง ไปช่วยปฏิวัติ

ฝึกเสร็จ 3 เดือน พอดีช่วงนั้น เขมรแตกผู้บังคับกองร้อย เรียกไปเซ็นพินัยกรรมถามว่า ถ้าเราตาย มรดกที่มีทั้งหมดมอบให้ใครถูกส่งไปอยู่ชายแดน สระแก้วกลางคืน มีเสียงปืนกล่อมนอนตลอดคืน

นั่งคิดว่า เรานี่ ทำไมมาตายตั้งแต่ยังหนุ่มแต่ก็มาด้วยความยินดี และเต็มใจนะเพราะ ได้รับการปลุกใจว่า เรามาตาย เพื่อชาติตายอย่างวีรบุรุษ ตายอย่างผู้กล้าเราตาย เพื่อให้พี่น้องของเรา อยู่อย่างมีสุขชายชาติทหาร ตายเสียดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้รู้สึกมีเกียรติ ชีวิตมีค่า

ผมยังจำได้แม่นยำ จนถึงบัดนี้คนที่ปลุกให้พวกเราฮึกเหิมยอมตาย และเต็มใจมาตายเพื่อชาติได้ คือ ร.ท. อุเทน ทับโพธิ์ สุดยอดจริง ๆ

อยู่ชายแดนได้ไม่ถึงเดือนผมถูกเรียกตัวกลับมากรุงเทพฯ อยู่สาย 4 ส่งกำลังบำรุงคอยทำหน้าที่ส่งอาวุธ และอาหาร ให้หน่วยที่อยู่ชายแดนเจ้านายรักมาก เข้าใจคน ทำงานดี รวดเร็วทำเรื่องขอบรรจุ และแต่งตั้งยศให้

ช่วงนั้น แม่ ไปทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กและทำครัวให้เลขาผู้อำนวยการใหญ่ ของการบินไทยเจ้านายมาถามแม่ว่า
ลูกชายเรียนจบหรือยัง
จบแล้วค่ะ
เข้าการบินไทยไหม เขากำลังเปิดรับสมัคร
แม่ไม่ถามผมสักคำ ตอบตกลงทันที

ผมไปสอบที่การบินไทยเขาเห็นว่าผมมีประสบการณ์ด้านอาหารมาเกือบ 10 ปีเลยส่งไปอยู่แผนก ครัวการบิน

เลยต้องระงับเรื่องการขอแต่งตั้งยศและอำลาชีวิตทหาร ซึ่งผมรักมากมาอยู่กับ เจ้าจำปี การบินไทย

ตอนนั้น โก้มากพนักงานการบินไทยน่าจะมีประมาณแค่ 4 – 5 พันคน คน 60 ล้าน เราเป็น 1 ใน 5 พันคน พอมีจำปีติดหน้าอก อะไรก็ดูดีไปหมด สาว ก็ไม่ต้องจีบ มาจีบเราเองไปไหน คนก็ให้เกียรติ ยินดีต้อนรับน้องสาว น้องชายทั้ง 2 คน พอเรียนจบ ก็เข้าการบินไทย ตามไปตกลง ลูกคนรับใช้ ยากจน ได้ทำงานการบินไทย ทั้ง 3 คนนี่แหละ บารมีแม่ มือที่แม่ปั้น

ผมทำที่การบินไทยได้ 2 ปี สแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงให้การบินไทยอยู่ 20 ปี ตั้งแต่ตอนที่เปิดสายการบินใหม่ หมดสัญญากับการบินไทยพอดี ประกาศรับทีมงาน ไปบริหารสนามบิน ที่เปิดใหม่ ทั่วโลก

ตอนนั้น สแกนดิเนเวียน ได้ชื่อว่า เป็นบริษัทที่บริหารสายการบิน และโรงแรมที่เก่งที่สุดในโลก มีระบบที่ดีที่สุดในโลกขณะที่เป็นพี่เลี้ยงการบินไทย2 ปีที่ผมอยู่ การบินไทยติด 1 ใน 3 ของโลกทั้ง 2 ปีเป็นแอร์ไลน์ที่ดีที่สุด 1 ใน 3 ของโลก

ผมอยากรู้ อยากได้ประสบการณ์การบริหารแบบมืออาชีพว่าเขาทำกันยังไง ถึงดีที่สุดในโลก เก่งที่สุดในโลกอยากเป็นนักบริหารมืออาชีพ อยากเป็นคนเก่งกับเขาบ้างเลยลาออกจากการบินไทยไปอยู่กับ SAS ประจำอยู่ต่างประเทศ 6 ปีได้ประสบการณ์เพียบเข้าไปวางแผนและบริหารสนามบินใหม่ใหญ่ที่สุดในโลก 2 สนามบิน ได้รับคำยกย่องชมเชย มากมายเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนบ่อยมากจนต้องขอร้องให้หยุด เพราะมีปัญหาเรื่องภาษา

ตลอด 6 ปี ใช้เงินน้อยมาก เพราะบริษัทมีสวัสดิการ ดีมากเสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย อาหารการกินท่องเที่ยว พักผ่อน จ่ายให้หมด เลยไม่ต้องใช้เงินแม่ ส่งน้ำพริกเผาไปให้ตลอดให้น้องสาว ฝากเครื่องบินไปให้พออายุ 25 ปี มีเงินสดในธนาคารครบ 1 ล้านบาทพอดีกับบ้าน 1 หลัง รถยนต์ 1 คันทนคิดถึงบ้านไม่ไหวประกอบกับ อยากมีครอบครัว จึงลาออก

สรุปว่า ที่ตั้งเป้าชีวิตไว้ 4 อย่าง คืออยากเป็นสจ๊วต กัปตัน ทำงานบนเครื่องบินไม่ได้เป็น แต่ได้ทำงานสายการบิน ทำงานอยู่กับเครื่องบิน

อยากพูดภาษาอังกฤษได้ก็พอพูดรู้เรื่อง ไปหากินต่างประเทศได้

อยากไปเที่ยวต่างประเทศได้ไป 4 – 5 ประเทศ ในขณะทำงานสายการบิน

อยากมีเงิน 1 ล้านบาท ก่อนอายุ 25 ปีได้ครบ ตามที่ตั้งเป้าไว้

ตอนที่หนีออกมาจากอาบอบนวด ปฏิญานกับตนเองไว้ว่าจะไม่ถูกต้องตัวผู้หญิง และเหล้าเลย 4 ปี ปรากฏว่า เลยกำหนดที่ปฏิญานไว้ 4 ปี นี่ 8 ปีแล้ว ไม่เคยผ่านมือหญิงใดอีกเลยเจ้าหน้าที่สายการบิน แอร์โฮสเตส มาทอดสะพานให้เยอะแต่ใจแข็ง ไม่อยากให้แม่เสียใจจนถึงขณะนี้ เหล้า บุหรี่ การพนัน เที่ยวเตร่หยุดหมด

กลับมาถึงกรุงเทพฯ เบื่อสังคมเข้าไปอยู่ป่า เงียบ ๆ ที่หลังเขาเมืองกาญจน์ 3 ปีจากนั้น จึงมารับจ้างบริหาร วางระบบและแก้ปัญหาให้กับบริษัทหรือองค์กรที่มีปัญหา

ในช่วง 10 ปีหลัง เป็น GM ให้กับหลายบริษัทวางระบบ ทำแผน และบริหารเพิ่มยอดขาย จากปีละ 25 ล้าน เป็น 100 กว่าล้านจากเดือนละ 13 ล้าน เป็นเดือนละ 75 ล้านเอาประสบการณ์จาก SAS มาประยุกต์ใช้ประสบความสำเร็จ สูงมากรับเงินเดือน เดือนละค่อนแสน ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวเรือชามละ 2 บาทเมื่อตอนอายุ 30 ต้น ๆ ปี 2532ทำให้แม่ภาคภูมิใจ และมีความสุขมากคุยไปทั่วจังหวัดสุพรรณบุรี

แต่การตั้งเป้าที่สูงมาก ถึงแม้จะเป็นความท้าทายแต่ผลเสียก็มีตามมา คือ ผมต้องทำงานหนักมากเช้า ประชุมตามงานให้เป็นไปตามแผนบ่าย ประชุมกับหน่วยงานภายนอก เย็น เซ็นเอกสาร กลางคืน ปรึกษางานกับเจ้าของบริษัท กลับถึงบ้าน 5 ทุ่ม อาบน้ำเสร็จ เอาแผนมานั่งดูวางแผน เขียนแผน ปรับแผน จนถึงตี 2 ตี 3 จึงเข้านอนเป็นอย่างนี้ทุกวัน

แล้วที่สำคัญ เดินทางเยอะมากต้องเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ได้หยุดได้หย่อน จนเห็นเครื่องบินแล้วอยากจะอ้วกมีความรู้สึกว่า ตัวเองใช้ชีวิต ทารุณเกินไป
ขืนทำงานอย่างนี้ คงอยู่ได้อีกไม่เกิน 10 ปีจึงตัดสินใจ หยุดออกมาทำธุรกิจของตัวเอง เอาแค่พอกิน ไม่อดตายแต่ชีวิตมีความสุข พอแล้ว

ออกมาเปิดบริษัท ทำเทปเพลงอยู่ระยะหนึ่งแล้วเปลี่ยนไปทำทอล์กโชว์สร้างนักพูด จนโด่งดังหลายคนเช่น พ.อ.นพ. พงศักดิ์ ตั้งคณา นพ. สุกมล วิภาวีพลกุล 2 ทนายซ่าส์ ทนายวันชัย สอนศิริ ทนายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช

ตอนนี้ อยากเกษียณตัวเอง เลยมานั่งเขียนหนังสือ ตอนเย็นก็เล่นกีฬา แบดมินตัน มีความสุขดีอนาคต จะเป็นตัวกำหนด ถ้าเขียนหนังสือ แล้วไม่อดตาย จะทนเขียนต่อไป

นี่คือประวัติ แบบย่อที่สุดในชีวิต
Read more ...

ท่านวิสเคาน์ ฟรองซัว เรอเน่ เดอ ชาโตบริออง (Vicomte François René de Chateaubriand)

8 มี.ค. 2554
โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เอาภาพมาสุสานริมมหาสมุทรแอตแลนติคมาให้ผ่อนคลาย
นี่คือสุสานของคนที่เคยคลั่งเจ้าชอบเอาสถาบันมาอ้างเพื่อทำร้ายคนอื่น ด้วยตรรกะที่วิบัติมาตลอดในวัยหนุ่มของชีวิต เขามีชื่อว่า


ท่านวิสเคาน์ ฟรองซัว เรอเน่ เดอ ชาโตบริออง (Vicomte François René de Chateaubriand)

ถือว่าเป็นอำมาตย์ตัวพ่อของฝรั่งเศส ต่อต้านแนวคิดก้าวหน้ามาตลอด และยังชอบเผด็จการทหารแบบนโปเลียนด้วย แต่สุดท้าย เขาตาสว่างในยุคที่มีการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส ในปี คศ1815-1830 หลังจากนั้นมา ชีวิตเขามีแต่ความระทมทุกข์มาตอลดที่นิยมเผด็จการ และ การคลั่งเจ้า เอาสถาบันไปทำร้ายผู้อื่น

เขาไม่มีความภูมิใจในการกระทำของตนเองในอดีตมาตลอดเลย จนชาโตบริยองเสียชีวิตในปี คศ 1848 ที่ปารีส และเขาขอให้ญาตินำศพไปฝังที่เมือง แซงต์ มาโลที่บ้านเกิดของเขา และให้สลักบทประพันธ์ที่มีชื่อว่า ความทรงจำแห่งหลุมฝังศพอันไกลโพ้น(Mémoires d’outre-tombe ) บนหลุมศพของเขา

หากใครไปเที่ยว จะเห็นคำสารภาพบาปที่เขาได้เคยคลั่งเจ้า คลั่งเผด็จการทหาร จนทำให้ประเทศฝรั่งเศส วอดวายไม่ก้าวหน้าเป็นครึ่งศตวรรษ

หลังจากมีการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 ชาโตบริอองไม่เคยภูมิใจในการกระทำของตน ได้แต่เสียใจจนต้องแต่งกลอนออกมาบนหลุมศพของเขา โดยถ้อยคำที่เตือนสติคนรุ่นหลังว่า อย่าคลั่งสถาบันจนเอาสถาบันมาทำร้ายผู้อื่น และอย่าคลั่งเผด็จการ พร้อมชี้ให้เห็นโทษของเผด็จการแก่ผู้ที่ผ่านไปอ่านกลอนบนหลุมศพของเขานี้

"หลุมศพของชาโตบริอองในภาพ อยู่ที่เมือง แซงต์ มาโล(Saint Malo) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ในแคว้น เบรอตาญ หรือ บริทานี บนหมู่เกาะ กรองด์ เบ ริมชายหาดอันสวยงามของมหาสมุทร แอตแลนติค
Read more ...