วันดี กุญชรยาคง สตรีโซลาร์ฟาร์ม

13 ธ.ค. 2557
โดยข่าวทะลุคน นสพ.ข่าวสด เมื่อ 13 ธ.ค.2557

วันดี กุญชรยาคง เป็นหญิงไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก

องค์การสหประ ชาชาติ (ยูเอ็น) คัดเลือกสตรีที่ประสบความสำเร็จในการทำงานที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยน แปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ

ปีนี้ มอบรางวัล Leading a Woman Powered Solar energy Transformation ให้กับ วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

ในฐานะผู้นำบุกเบิกโซลาร์ฟาร์มสำเร็จ

สร้างพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นคนแรกของไทย

ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่มนุษยชาติ

วัย 55 ปี สมรสกับสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผวจ.ชัยนาท

จบบัญชีจากกรุงเทพการบัญชี แล้วไปเรียนต่อด้านกฎหมาย ปริญญาโทวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพลังงานทดแทนจากมหาวิทยาลัยนเรศวร

มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

เคยทำงานขายแผงโซลาร์เซลล์ให้ กฟผ.

เชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบันเป็นประธานบริหารธุรกิจพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม, ธุรกิจบริการรับเหมาโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร

IFC ยกให้ติด 1 ใน 6 บุคคลของโลกในปี 2011

สร้างชื่อให้ประเทศไทยอีกครั้ง
Read more ...

Vasyl Lomachenko

23 พ.ย. 2557



โดยวิกิพีเดีย เมื่อ 23 พ.ย.2557

นักมวยสากลอาชีพ ชาวยูเครน

ฉายา ไฮเทค

มีพ่อเป็นโค้ช ตั้งแต่เด็ก ๆ

ใช้วิธีการฝึกซ้อมที่ชาญฉลาด จึงเป็นที่มาของฉายา

ปัจจุบันเป็น แชมป์โลกรุ่น เฟเธอร์เวท WBO

เคยเป็นแชมป์โอลิมปิคปี 2008(รุ่นเฟเธอร์เวท) และ ปี 2012(รุ่นไลต์เวท)

สถิติการชกมวยสากลสมัครเล่น  396-1(แพ้ครั้งเดียว)

เทิร์นโปร ชกเพียง 3 ครั้ง ก็คว้าแชมป์โลก รุ่น เฟเธอร์เวท WBO มาครอบครองได้

โดยเขาเกือบจะทำลายสถิติของแสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ในการชกอาชีพเพียง 2 ครั้ง แล้วคว้าแชมป์โลกได้

แต่เขาทำพลาดไป เนื่องจาก การชกครั้งที่ 2 เขาแพ้คะแนนให้กับ Orlando Salido ทำให้ชวดแชมป์

แต่อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์โลกได้เร็วที่สุด 3 ครั้ง เทียบเท่ากับแสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ที่ทำสถิติไว้เมื่อ  15 ก.ค. 2518

โดยการชกครั้งที่ 3 เขาเอาชนะคะแนน Gary Russell, Jr. นักมวยชาวอเมริกัน เมื่อ 21 มิ.ย.2557 ที่ StubHub Center, Carson, California

และป้องกันแชมป์ครั้งแรก ชนะคะแนน ชลธาร อ.พิริยะภิญโญ นักมวยชาวไทย ไปขาดลอย เมื่อ 23 พ.ย.2557 ที่มาเก๊า




Read more ...

พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์

22 พ.ย. 2557
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เมื่อ 23 พ.ย.2557

พลตำรวจโท พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2499 ที่ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรของประวัตและยุพิน ฉายาพันธุ์

จบการศึกษา

- ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ, 
- ระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย, 
- โรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 (ตท.15), 
- โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 (ร่วมรุ่นกับ พลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ, พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน), 
- ปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

นอกจากนั้นแล้วยังได้ผ่านการอบรมต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ จบหลักสูตรผู้บริหารชั้นสูงของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรผู้บริหารงานระดับกลางของตำรวจ (สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ), หลักสูตรสืบสวนของหน่วยสืบราชการลับ จากวิทยาลัยหน่วยสืบราชการลับสหรัฐอเมริกา, หลักสูตรด้านการบริหารตำรวจ จากวิทยาลัยตำรวจแคนาดา เป็นต้น

ประวัติการทำงาน เคยเป็น

- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลท่าพระ, 
- สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา, 
- รองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางขุนนนท์ ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม, 
- ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม, 
- ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม, 
- รองผู้บังคับการกองปราบปราม รักษาราชการแทนผู้การกองปราบปราม, 
- ผู้บังคับการกองปราบปราม  
- รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง 
- ปัจจุบัน ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งเดิมตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 610/2557

ได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจมือปราบและมือสอบสวนคนหนึ่งที่มีผลงานต่าง ๆ มากมาย ทั้งคดียาเสพติดและคดีการฉ้อโกงข้ามชาติ และในขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม ได้จัดตั้ง "หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์" โดยการนำหลักวิชาการมาใช้ในการสืบสวน เพื่อรองรับเทคนิคการสืบสวนสมัยใหม่ ซึ่งจะทำให้การสืบสวนเที่ยงตรง แม่นยำขึ้นและสามารถค้นหาความจริงในคดีต่าง ๆ ได้มาก ซึ่งเป็นหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ที่ตั้งขึ้นในวงการตำรวจแห่งแรกของทวีปเอเชีย

ปี 2539 พันตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ขณะยังเป็น รอง ผกก.หน.สน.บางขุนนท์ ได้ริเริ่มนำ "ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" ตามทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชน (Community Policing) ซึ่งเป็นทฤษฎี/หลักการทำงานของตำรวจที่ใช้ได้ผลจริงในสหรัฐอเมริกาในการลดปัญหาอาชญากรรมในชุมชน มาทดลองใช้อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในประเทศไทย

ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553
ภายหลังรับตำแหน่ง ผบช.ก. โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนได้แพร่หลายอีกครั้งหนึ่งแก่ตำรวจในสังกัดอย่างมากมาย เช่น ชุมชนทัพพระยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี , ชุมชนบ้านหัวทาง ตำบลพิมาน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ชุมชนบ้านคลองบอน คลองดง ตำบลคอนสาร อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ตามโครงการคืนชุมชนสีขาวให้สังคมโดยตำรวจทางหลวง (ส.ทล.6 กก.6 บก.ทล. (ชัยภูมิ))  เป็นต้น

และได้ริเริ่มโครงการต่างๆ มากมายเพื่อพัฒนาบุคลากรและองค์กร เช่น บช.ก.โกอินเตอร์ ,ร.ร.ตำรวจนอกเวลา , 5 ทฤษฎี 1 หลักการ ลดหวาดระแวงของประชาชน , MOUทางการศึกษากับนิด้า   เป็นต้น

สื่อมวลชนตั้งชื่อเล่นว่า "เดอะกิ๊ก"

นอกจากการรับราชการตำรวจแล้ว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ยังถือว่าเป็นนักวิชาการในศาสตร์ด้านอาชญาวิทยาและนิติศาสตร์ด้วย ด้วยการเป็นอาจารย์บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 

อีกทั้งยังเคยเขียนหนังสือทางวิชาการตำรวจแผนใหม่อีกหลายเล่ม อาทิ ความรู้เบื้องต้นการเฝ้าสังเกตการณ์ และการสะกดรอยติดตาม พ.ศ. 2536, ความรู้เบื้องต้นการสืบสวนอาชญากรรม พ.ศ. 2537, วิธีปฏิบัติภาคสนามสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อรับแจ้งเหตุอาชญากรรม พ.ศ. 2539 เป็นต้น 
Read more ...

แดนอรัญ แสงทอง โลกนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่น

3 พ.ย. 2557
โดย ดอกฝน

นสพ.มติชนรายวัน เมื่อ 3 พ.ย.2557

"ไม่ได้คาดหวัง เพราะเดาไม่ถูก คาดหมายไม่ได้"

คือคำพูด

เสน่ห์ สังข์สุข เจ้าของนาม "แดนอรัญ แสงทอง" 

ที่เพิ่งคว้าชัยในเวทีวรรณกรรมซีไรต์จากรวมเรื่องสั้น "อสรพิษและเรื่องอื่นๆ"

ที่ ผ่านมาชื่อแดนอรัญมาพร้อมภาพความเป็นนักเขียนขบถ ครั้งหนึ่งผลงานมาสเตอร์พีซ "เงาสีขาว" ของเขาหลุดจากเข้ารอบสุดท้ายของรางวัลนี้ เพราะมีกรรมการบางท่านรับไม่ได้ มองว่าเป็นเนื้อหาที่ก่อกวนศีลธรรม

สุดท้ายก็เหลือแต่นิยายที่มองว่ามีเนื้อหาจรรโลงใจเหมาะแก่สังคมเข้ารอบไป

เพราะงั้นจะแปลกอะไร ถ้าเขาจะมองว่ารางวัลที่ได้รับในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับอมยิ้มที่ใช้ล่อหลอกเด็กและอวดชาวบ้าน

"ความ จริงก็คือเท่านั้น ผมไม่พยายามหลอกตัวเอง โนเบลเองก็เป็นอมยิ้มประเภทหนึ่ง แต่ซีไรต์เป็นอมยิ้มที่ทำให้ฟันผุมากๆ" เขากล่าวด้วยเสียงหัวเราะ

ผลงานของแดนอรัญ ไม่ว่าจะเป็น "เงาสีขาว" "เจ้าการะเกด" "มาตานุสติ" "เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง" ฯลฯ ไม่ได้ติดอันดับขายดี

ดังนั้น ถ้าไม่ใช่นักอ่านฮาร์ดคอร์ คงไม่ค่อยได้ยินชื่อเขาสักเท่าไหร่

แต่ นิยายเรื่องแรก "เงาสีขาว" กลับได้รับการคัดเลือกจากหนังสือ The 20 Best Novels of Thailand ของ Marcel Barang ให้เป็น 1 ใน 20 นวนิยายที่ดีที่สุดของไทย และยังได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส, สเปน และอังกฤษ อีกทั้งเรื่องสั้น "อสรพิษ" และ "เจ้าการะเกด" ต่างได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาอื่นๆ โดยยอดขายอยู่ที่หลักแสนเล่ม และนักวิจารณ์ชาวยุโรปยกย่องให้เป็นนักเขียนไทยร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคน หนึ่ง

ในปี 2551 รัฐบาลฝรั่งเศสยังได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ในลำดับชั้น Chevalier du Arts et Lettre ให้เขา ในฐานะนักเขียนชาวไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของที่นั่น

กับผลงานที่ผ่านมา แดนอรัญว่าเขาทุมเทให้ "เงาสีขาว" มากที่สุด ใช้ชีวิตกับนิยายเล่มนี้เป็นสิบๆ ปี และตั้งใจที่จะให้มีภาคต่อไป

แต่สำหรับเราแล้ว "เจ้าการะเกด" และรวมเรื่องสั้น "อสรพิษและเรื่องอื่นๆ" ก็งดงามไม่แพ้กัน

"อสรพิษ และเรื่องอื่นๆ" เป็นการรวมงานตั้งแต่ปี 2554-2557 ของเขาไว้ด้วยกัน ซึ่งความที่่ช่วงเวลาห่างกันมาก จึงทำให้เห็นถึงความสนใจที่หลากหลาย พัฒนาการทางความคิดและความเชื่อของเขาที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ อย่างยิ่ง และยังยั่วล้อกับสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งตำนาน ความเชื่อ เรื่องพาฝัน หรือแม้แต่เรื่องผี

"แน่นอนอยู่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นอะไรที่ชัดเจน อย่างเรื่อง "ทุ่งร้าง" ผมเขียนสมัยที่ยังเป็นหนุ่มน้อย ยังไม่กล้าจะยืนหยัดอยู่เพียงเดียวดาย สังคมเขาคิดอะไร เราก็คิดตาม มีคนในสังคมกลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่ดี เราก็ทำ เพราะผมยังไม่เป็นอิสระเต็มตัว แต่พออายุมากขึ้น ก็ปีกกล้าขาแข็งขึ้น เติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น ก็เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

"ส่วนเรื่องยั่วล้อ ผมอาจจะเป็นคนมีอารมณ์ขันอยู่บ้าง เรื่องไหนถมึงทึงผมก็พยายามไปให้สุด เรื่องไหนแจ่มใส ก็พยายามเขียนให้ร่าเริง"

หนังสือ เล่มนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการเติบโตทางวิธีคิดของเขา และแม้ว่าแดนอรัญจะมีผลงานแปลมากมาย ศึกษาวรรณกรรมตะวันตกจนแตกฉาน แต่นี่คือประจักษ์พยานที่ยืนยันว่า เอกลักษณ์หนึ่งในผลงานของเขา คือความอหังการ์ในความเป็นท้องถิ่นนิยม

"ก็เรารู้เรื่องของเราดีที่ สุดนะ ก็เขียนเรื่องที่เรารู้ ผมไม่ได้มีปมด้อย อันที่จริงนี่คือปมเขื่อง ผมชอบทุ่งนา ป่าละเมาะ ฝูงวัว ก็จะวนๆ อยู่แถวนั้น แล้วก็จะทำให้มันดีด้วย"

แม้จะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมาแล้ว แต่ทุกวันนี้แดนอรัญบอกว่าเขายังคงต้องศึกษาเรียนรู้การเขียนอย่างสม่ำเสมอ

"ผมต้องการเขียนร้อยแก้วที่ดีในภาษาไทยอยู่นะ มันจึงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ถ้อยคำจะต้องมีเสียงสูงต่ำ ภาษาไทยมีเสียงสามัญ 5 ระดับเสียง ยังมีคำเป็นคำตาย ในมุมของความหมายถ้อยคำของภาษาไทยก็มีความสมบูรณ์อย่างยิ่ง ผมก็ต้องศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอ"

ท่ามกลางความชื่นชมก็ย่อมมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ บ่อยครั้งที่ผลงานของเขาโดนตั้งคำถามถึงความนิยมส่วนตัว ที่ชอบนำเรื่องเก่ามาสร้างใหม่ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรใหม่ นอกจากการล่อหลอกด้วยถ้อยคำหรือภาษา

"ละครเชคสเปียร์น่ะ ก็เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ทั้งนั้น" เขาตอบ

ก่อนขยายความว่า "ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้

"ถึง ใหม่ขึ้นมาไม่มีประโยชน์อะไร ได้แค่ใหม่ หวือๆ หวาๆ เราไม่จำเป็นต้องใหม่เพียงเพื่อจะใหม่เท่านั้น เรื่องเก่าก็ได้ ไม่ใช่ว่ามันปราศจากการสร้างสรรค์ เอามาบอกกล่าวคนรุ่นหลัง คนรุ่นหลังอะไรก็ยังไม่รู้ เรื่องอะไรก็ตามที่เขายังไม่รู้ก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา"

เขายัง ว่า "งานเขียนที่ดีคืองานเขียนเชิงโลกียะ เรื่องง่ายๆ ผมก็ยังทำงานเชิงโลกียะอยู่ งานเขียนที่ดีคืองานเขียนด้วยเลือด แล้วงานเขียนด้วยเลือดอ่าน 3 ประโยค 7 ประโยคก็รู้แล้วไอ้หมอนี่เขียนด้วยเลือดจริงหรือเปล่า ผมนับถือนักเขียนที่เขียนด้วยเลือดเท่านั้น ถ้าใครไม่ได้เขียนด้วยเลือดก็อย่ามาสะเออะ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย การเขียนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ตราบใดคุณเขียนมันด้วยเลือด ตราบใดที่ผมเขียนมันด้วยเลือด ผมก็พอใจ ผมรู้มันเองอยู่คนเดียวผมก็พอใจ

"ใคร จะไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่สนใจ เพราะผมเป็นผู้ใหญ่มากพอ โตมากพอ หรือหนังหนาสันดานหยาบมากพอ ก็จะดูด้วยความรู้ความสามารถทางวรรณกรรมที่ผมมี

"แล้ว ผมก็รู้ด้วยว่าผมทำงานอะไรไม่ดีอยู่บ้าง แล้วก็จะไม่อ่อนข้อให้กับตัวเอง ผมเป็นบรรณาธิการที่เข้มงวดกับตัวเองมาก ในฐานะที่ผมเป็นผู้อ่านคนแรกของงานของผมเอง ผมว่านักเขียนที่ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง ก็ทำอย่างนี้ มี

นักเขียนเก่งๆ ที่เขาซุ่มทำงานกันอยู่ทั่วโลก ทำงานแบบเอาชีวิตเข้าแลก ทำงานหนักซึ่งนิสัยทำงานหนักเป็นนิสัยที่คนไทยยังไม่มี การทุ่มเท เพียรพยายามอย่างสุดขีด"

เขายังย้ำด้วยว่า โลกใบนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่น

"ไม่มีที่ว่างสำหรับมือสมัครเล่นแน่ๆ สมมุติอยากเป็นนางแบบ คิดว่านางแบบคือการแด๊ะๆ แด๋ๆ ก็เป็นนางแบบงานวัดไป นางแบบระดับโลกก็อีกอย่าง นักเขียนก็เช่นเดียวกัน"

แดนอรัญบอกด้วยว่า ซีไรต์นี่ดีสำหรับเขาอยู่อย่าง เพราะทำให้มีเงินใช้ อันจะมีส่วนทำให้เขาเขียนหนังสือได้แบบสบายใจ

"เขียนหนังสือนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ผมต้องกินอิ่ม นอนหลับ และต้องมีสตางค์ใช้ ผมไม่ใช่คนที่มาคอยแบมือขอเงินใคร"

บอกอีกว่าตอนนี้ "ผมมีนวนิยายที่จะอยากเขียน ทั้งภาคต่อของเงาสีขาว ทั้งนวนิยายของชีวิตของพระป่าหลายๆ รูป"

แต่..

"คุณไม่ต้องรออ่านหรอกนะ ผมแค่จะเขียน"
Read more ...

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์

1 พ.ย. 2557

เมื่อ 2 พ.ย.2557

ผู้อำนวยการวิจัย, ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ

https://www.facebook.com/deunden.nikomborirak

Read more ...

รู้จักหมอเทวดาปากีฯ แรงบันดาลใจรักษาทุกคนไข้

23 ต.ค. 2557
โดยข่าวสด เมื่อ 23 ต.ค.2557

ท่ามกลางระบบสาธารณสุขของปากีสถานที่ เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น การบริหารจัดการที่ผิดพลาด และขาดแคลนทรัพยากร แต่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในนครการาจีกลับให้บริการประชาชนหลายล้านคนได้โดย ไม่คิดค่ารักษาพยาบาล

บีบีซีรายงานว่า สถานพยาบาลแห่งนี้คือ สถาบัน ศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะและการปลูกถ่ายสินธ์ (ไอเอสยูที) บริหารโดย อาดิบ ริซวี นายแพทย์ชาวอินเดียซึ่งได้รับการเคารพยกย่องจากหัวใจที่เมตตาต่อผู้ป่วยผู้ ยากไร้ในปากีสถาน

แม้จะเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหนึ่งใน โรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่หมอริซวีปฏิบัติต่อคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิม และที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างเป็นกันเอง ด้วยความฝันว่าจะมีระบบบริการสุขภาพแห่งชาติแบบสหราชอาณาจักร หรือเอ็นเอชเอส

ผู้คนทั้งหลายมองหมอริซวีว่าเป็นเพื่อน เป็นคนที่พวกเขาไว้ใจ ไม่ใช่คนที่จะมาหลอกเอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดของพวกเขาไป

ไอเอสยูทีตั้งอยู่ในย่านชุมชน เป็นส่วนต่อขยายจากโรงพยาบาลพลเรือนการาจี

ก่อตั้งเมื่อ 40 ปีก่อน แรกเริ่มเป็นแค่อาคารเล็กๆ มีเตียงผู้ป่วยเพียง 8 เตียง ก่อนจะขยายจนกลายเป็นศูนย์รักษาโรคไตระดับโลก มีอาคารสูง 2 หลัง มี 800 เตียง ทำสถิติผ่าตัดปลูกถ่ายไต ฟอกไตและรักษานิ่วในไตสำเร็จมากกว่าโรงพยาบาลไหนๆ ในโลก

ย้อน ไปในวัยหนุ่มของหมอริซวี ช่วงอายุ 17 ปี เกิดจลาจลระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม ผลักดันให้ต้องอพยพไปปากีสถานและเพราะต้องอยู่ตัวคนเดียว จึงทุ่มเทให้กับการเรียน

"ผมเที่ยวสำรวจโรงพยาบาลต่างๆ ได้เห็นผู้คนถูกปฏิบัติไม่ดีเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา เห็นยายคนหนึ่งถอดตุ้มหูจ่ายเป็นค่ายา ดูเหมือนผู้ป่วยต้องทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อขอรับบริการ ทั้งที่ผมคิดว่ามันควรเป็นสิทธิข้อแรกของพวกเขาในฐานะพลเมือง" หมอริซวีกล่าว

หลังจบปริญญาการแพทย์ในนครการาจี เขาไปต่อเฉพาะทางด้านการผ่าตัดที่อังกฤษ และทำงานอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่งร่วม 10 ปี

"ระบบเอ็นเอชเอส เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ พวกเขาทำให้ผมเห็นว่าการรักษาผู้ป่วยฟรีมันเป็นไปได้" หมอริซวีกล่าว

แต่ เมื่อกลับมาปากีสถานในปี 2514 และทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตรา จารย์ด้านระบบปัสสาวะในโรงพยาบาลพลเรือนการาจี ทุกคนรอบตัวกลับบอกว่าเขาเพ้อเจ้อ เพราะทั้งขาดงบ ยา หรือกระทั่งความกระตือ รือร้นของเพื่อนร่วมงาน แต่หมอริซวีไม่เคยยอมแพ้

ความฝันที่ยิ่งใหญ่เริ่มเป็นรูปร่างเมื่อคนจำนวนหนึ่งบริจาคเงินเพื่อช่วยสนับสนุนแผนการนี้

บรรดานักศึกษาและแพทย์เริ่มมารวมตัวกันเพื่อจะหาทางขยายการบริการให้กว้างขวางขึ้น พอเวลาผ่านไปมีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือมากขึ้น

โรงพยาบาลแห่งนี้จึงช่วยเหลือคนไข้โรคไตกว่าร้อยชีวิต และขยายการรักษาปลูกถ่ายอวัยวะซึ่งไม่เคยมีสถาบันการแพทย์ใดในปากีสถานเคยทำ มาก่อน แม้จะมีคนบั่นทอนกำลังใจหมอริซวีและทีมงานซ้ำเป็นครั้งที่สองว่า "ไม่มีทางสำเร็จ"

นายแพทย์ใหญ่กลับไปอังกฤษเพื่อทบทวนความ รู้ที่จำเป็นต้องใช้ ก่อนกลับมาในปี 2524 พัฒนาทีมเจ้าหน้าที่แพทย์ ฝึกให้ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ กระทั่งความพยายามเป็นผลสำเร็จ

หลังจากนั้น หมอริซวีและทีมศัลยแพทย์ ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะมนุษย์ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกในปากีสถาน จนได้รับฉายาว่า "หมอเทวดา"
Read more ...

พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์

1 ก.ย. 2557
 
 
โดย กิตติ ไกรฤกษ์ มติชนออนไลน์ เมื่อ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:04:39 น.

ห้วงนี้มีโอกาสแวะเวียนมาที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)หน่วยหลักรับผิดชอบคดีด้านความมั่นคงบ่อยครั้งเลยได้แวะเวียนทักทายสอดส่องหาข่าวตามกองกำกับการต่างๆจนคุ้นชิน

วันนี้ได้จังหวะเหมาะ เลยถือโอกาส "ถอดเครื่องแบบ" ผู้กำกับการ 1 บก.ป.

พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ หรือผู้กำกับอั้ม ผู้กำกับหนุ่มโสด วัย 41 ปี นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 49 เตรียมทหารรุ่น 33 

พลันที่แง้มห้องทำงานของผู้กำกับอั้ม สามารถรับรู้ได้ว่าเป็นผู้ชายเรียบง่าย ในห้องทำงานไม่ตกแต่งอะไรมาก มีเพียงโต๊ะรับแขกและโต๊ะทำงาน ก่อนเหลือบไปเห็นนิตยสารพระเครื่องวางซ้อนกันอยู่ตั้งหนึ่ง ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้กำกับหนุ่มคนนี้ น่าจะเป็นนักสะสมพระเครื่องตัวยง

"ผมชอบสะสมพระหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง เป็นพระที่นับถือ ปัจจุบันแขวนขุนแผนผงพรายกุมารของหลวงปู่ทิมขึ้นคอเป็นประจำ" ผู้กำกับอั้มเล่าปนยิ้ม พร้อมกับเดินไปข้างโต๊ะทำงาน ชี้ให้ดูผ้ายันต์พัดโบกของหลวงปู่ทิมที่ใส่กรอบวางไว้บนโต๊ะ ที่เจ้าตัวบอกอย่างภาคภูมิใจว่าหายากมาก

จังหวะบรรยากาศการสนทนาเริ่มมีสีสัน ได้โอกาสล้วงลึกถึงการครองความโสด เจ้าตัวยิ้มพร้อมบอกว่า "ไม่ได้หวงความโสด พอดีแต่ละวันทำงานไม่เป็นเวลา และไม่ค่อยมีเวลา กลัวจะดูแลผู้หญิงไม่ดี ตอนนี้เลยเอาเวลามาดูแลคุณพ่อยงยุทธ หลิมรัตน์ วัย 72 ปี และคุณแม่จันทร์เพ็ญ หลิมรัตน์ วัย 69 ปี ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หากไม่มีภารกิจจะพาท่านไปกินข้าวนอกบ้าน ผมจะไม่เน้นร้านอาหารประจำ แต่จะไปกินร้านทั่วไป เป็นอาหารพื้นบ้าน เหมือนกับเวลาอยู่บ้านจะมีแม่บ้านคอยทำอาหารง่ายๆ ให้กิน หรือบางสัปดาห์คุณพ่อคุณแม่ กลับบ้านที่ จ.สุพรรณบุรี ที่ปลูกสร้างไว้พักผ่อนและดูแลพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้รับประทานเอง หากงามพอกินได้แล้วจะเก็บมาแจกเพื่อนบ้าน หรือบางสัปดาห์จะพากันไปผ่อนคลายรับลมตามชายทะเล

"หากไปไหนมาไหนคนเดียว ผมจะชอบกินอาหารที่แตกต่างคุณพ่อและคุณแม่ และ น.ส.โชติกร หลิมรัตน์ หรือแอ๋ม น้องสาว รับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่สถานทูตไทยประจำประเทศคาซักสถาน ผมมักจะขับรถไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านโปรด มีร้านที่

ชอบแถวๆ ท่าน้ำสาธุประดิษฐ์และราชวัตร ยิ่งเนื้อเปื่อยยิ่งชอบมาก" ผู้กำกับอั้มเล่า ทำเอาคู่สนทนาแอบน้ำลายสอ

อีกกิจกรรมวันว่างที่ผู้กำกับอั้มทำเป็นประจำคือการเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ "จะมีกลุ่มเพื่อนๆ นัดแนะกันไปทำบุญ ส่วนตัวชอบเข้าวัดทำบุญอยู่แล้ว เพราะสมัยเด็กบ้านอยู่หน้าวัดปริวาส ถนนพระราม 3 เลยเข้าวัดเป็นประจำ นอกจากนี้ มักจะไปเลี้ยงอาหารเด็กพิการซ้ำซ้อนและเด็กกำพร้า แต่ระยะหลังไม่ได้ไปเอง จะนำเงินไปร่วมทำบุญมากกว่า เพราะเวลาเข้าร่วมกิจกรรม เห็นเด็กๆ แล้วรู้สึกสงสาร"

นอกจากนี้ กลุ่มเพื่อนสนิทจะรู้กันว่า มีอีกกิจกรรมที่ผู้กำกับอั้มชื่นชอบ จัดว่าเข้าขั้นมีพรสวรรค์ก็ว่าได้คือการเล่นหมากรุก ที่เคยคว้ารางวัลมาแล้ว

"ผมชอบเล่นหมากรุกเพราะได้ลับสมอง ตั้งแต่สมัยเด็ก อายุประมาณ 10 ขวบเศษ เห็นเพื่อนบ้านเล่นกัน เลยทดลองเล่นก็รู้สึกชื่นชอบ เพราะเป็นเกมใช้สมอง ใช้ไหวพริบ เป็นลักษณะการวางแผน จนกระทั่งเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน เคยแข่งขันได้รางวัลเหรียญทอง แต่ปัจจุบันแทบไม่ได้เล่นแล้ว เพราะไม่ค่อยมีเวลา เนื่องจากหมากรุกกว่าจะจบเกมต้องใช้เวลาเยอะ"

ส่วนช่วงเวลาชิลชิล ไม่มีโปรแกรมไปไหน ผู้กำกับอั้มจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่ที่คอนโดมิเนียม อ่านหนังสือจำพวกนิตยสารและประวัติศาสตร์ทั่วไป พอตกเย็นจะเดินออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย ที่เจ้าตัวพูดติดตลกตบท้ายว่าถนัดกว่าการวิ่งจ๊อกกิ้ง
Read more ...

“กลุ่ม โบโก ฮาราม”

13 พ.ค. 2557
โฉมหน้า อาบูบาการ์ เชเกา หัวหน้ากลุ่มโบโก ฮาราม

โดยไทยรัฐ เมื่อ 9 พ.ค.2557

พ่อแม่และญาติของนร.หญิงที่ถูกลักพาตัวไปมาชุมนุมให้ทางการเร่งติดตามหาลูกๆของพวกตน

“ทุกๆวัน เมื่อผมตื่นขึ้นมา ผมคิดถึงเกี่ยวกับเด็กนักเรียนหญิงในไนจีเรีย หรือเด็กๆที่ถูกจับตัวไปในความขัดแย้งทึ่ซีเรีย เมื่อยังมีเวลาเหลืออยู่ ผมต้องการช่วยชีวิตเด็กๆเหล่านั้น ผมคิดถึงวิธีการต่างๆและอำนาจที่เรามีเท่าที่จะทำได้ทุกช่วงขณะ ”

เป็นคำกล่าวของประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐฯ เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ 7 พ.ค. เกี่ยวกับเหตุรุนแรงที่เกิดกับเด็กนักเรียนหญิงชาวไนจีเรีย กว่า 200 คน ในเมืองชีบ็อก รัฐบอร์โน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกกลุ่มมุสลิมติดอาวุธ ‘โบกา ฮาราม’ลักพาตัวไปอย่างอุกอาจ ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ที่ผ่านมา

จะว่าไป ถ้าไม่มีผู้นำหลายประเทศ และประชาชนทั่วโลกออกมาเรียกร้องให้ช่วยกันติดตามค้นหาและ แสดงความห่วงใยชะตากรรมของเด็กนักเรียนหญิงที่เริ่มเป็นสาวแล้วเหล่านี้ รัฐบาลไนจีเรีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีกู๊ดลัก โจนาธาน อาจ ยังไม่ใส่ใจที่จะตามหาเด็กนักเรียน276 คนสักเท่าไหร่...

เพราะทั้งที่เหตุการณ์ลักพาตัวผ่านมาแล้วหลายวัน แต่ทางการไนจีเรีย ก็ยังเฉยๆอยู่.. กระทั่งหัวหน้ากลุ่มโบโก ฮาราม ต้องออกมากระพือข่าว..ประมาณเล่นเอง ชงเอง... หวังสร้างความสนใจให้กับเหตุการณ์ที่พวกตนลงมือไปมากขึ้น

ทั้งออกมาประกาศยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่ลักพาตัวเด็กไนจีเรีย จากนั้น ยังขู่จะขายเด็กนักเรียนเหล่านี้ไปเป็น ทาส หรือ เป็น ‘เมีย’แก่ผู้ที่จ่ายเงินซื้อ...

นับว่าได้ผล เพราะไม่นานต่อมา ได้เกิดกระแสเรียกร้องมากมายผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ วิงวอนให้นานาประเทศช่วยกันติดตามหาเด็กนักเรียนหญิงไนจีเรียเหล่านี้อย่างจริงจัง

ขณะที่ รัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะ สหรัฐฯ,อังกฤษ และจีน ยังเสนอให้ความช่วยเหลือทางการไนจีเรียช่วยตามหาเด็กอย่างเต็มที่ จนทำให้เหตุการณ์ลักพาตัวเด็กนักเรียนชาวไนจีเรีย ประเทศในแอฟริกาตะวันตก ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกมากขึ้นอย่างมาก..

ชาวไนจีเรียออกมาประท้วงให้เร่งติดตามหาเด็กนักเรียนหญิงกว่า 200 คน

ที่สำคัญ ได้ส่งผลให้รัฐบาลไนจีเรีย ‘เพิ่งตื่น ’มาลงมือตามหาเด็กอย่างจริงจัง หลังโดนชาวไนจีเรียชุมนุมประท้วงไม่ได้ไห้ความสำคัญ สนใจกับเรื่องนี้เอาเสียเลย

‘กลุ่มโบโก ฮาราม’ เป็นใครมาจากไหน?? ถึงได้เหี้ยมโหดป่าเถื่อนผิดมนุษย์มนา ขนาดนี้ !! เป็นเรื่องที่ใครๆย่อมอยากรู้...

กลุ่มโบโก ฮาราม เป็นกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง มีฐานอยู่ทางภาคเหนือของไนจีเรีย โดยชื่อโบโก ฮาราม เป็นภาษาฮัวซา ชนเผ่าหนึ่งของไนจีเรีย หมายถึง “การศึกษาตะวันตกเป็นสิ่งต้องห้าม” โดยเป้าหมายของกลุ่มนี้ คือ การจัดตั้งรัฐอิสลาม และใช้กฏหมายชาเรียเต็มรูปแบบในรัฐทางภาคเหนือ

สำหรับกฏหมายชาเรีย หรือชะรีอะฮ์ (Sharia Shari’ah) คือประมวลข้อปฏิบัติต่างๆของกฏหมายศาสนาอิสลาม ครอบคลุมวิธีการดำเนินชีวิตประจำวันในแทบทุกด้าน

กลุ่มโบโก ฮาราม ก่อตั้งโดยโมฮัมหมัด ยูซุฟ อิหม่ามที่ได้รับความศรัทธามีผู้ให้ความเคารพมากมาย ในรัฐบอร์โน เมื่อ 12 ปีก่อน โดยยูซุฟ ได้ปลูกฝังความต้องการก่อตั้งรัฐอิสลามทางภาคเหนือ โดยใช้สันติวิธี จนได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆจากชาวบ้านที่ยากจน ในรัฐบอร์โนและรัฐเพื่อนบ้าน ทั้งชาดและแคเมอรูน แต่ความมีชื่อเสียงของยูซุฟ ทำให้เขาถูกทางการไนจีเรียจับกุมและส้ินชีพในที่สุด

หลังจากนั้น อิหม่าม อาบูบาการ์ เชเกา ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ากลุ่มโบโก ฮาราม คนใหม่ ซึ่งชายผู้นี้ถือเป็นคนที่มีความลึกลับ และเต็มไปด้วยปริศนา ขนาดแม้แต่อายุอานามที่แท้จริงยังไม่มีใครรู้แน่ชัด มีแต่กะประมาณราวๆ 35-44 ปี ที่สำคัญ ยังไม่แน่ใจว่า ตอนนี้ เชเกา ยังมีชีวิตอยู่ หรือว่าดับดิ้นสิ้นใจตายไปแล้ว??

แต่ไม่ว่า เชเกา ‘จะอยู่หรือตาย’ เขากลับนำกลุ่มโบโก ฮาราม เดินทางผิด... เลือกใช้วิธีรุนแรงเหี้ยมโหดอุกอาจผิดมนุษย์มนา ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเริ่มจากพาตัวและสังหารชาวตะวันตก จากนั้นได้ยกระดับความรรุนแรงเป็นการวางระเบิดโจมตีโบสถ์คริสต์ มัสยิด และอาคารที่ทำการรัฐ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 1,500 ราย ไร้ที่อยู่หลายแสนคน รวมถึง โรงเรียนและอาคารที่ทำการรัฐถูกทำลายวายวอดไปเป็นจำนวนมาก

เมื่อปี 2556 รัฐบาลสหรัฐฯเพิ่งหมายหัวให้ กลุ่มโบโก ฮาราม เป็กลุ่มก่อการร้ายเครือข่ายข้ามชาติ เพราะเชื่อว่ามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอัลเควด้าในคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศเยเมน และกลุ่มอัลซาบับ ในประเทศโซมาเลีย

ขณะเดียวกัน ทางการสหรัฐฯยังตั้งรางวัลค่าหัวบอกเบาะแสนำจับ เชเกา หัวหน้ากลุ่มโบโก ฮาราม ไว้สูงถึง 7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 224 ล้านบาท เลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ทำเนียบขาวจึงพร้อมจะให้ความสนับสนุนทั้งด้านเทคนิคและการเงินแก่ทางการไนจีเรียอย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับกลุ่มโบโก ฮาราม เพื่อหวังจะปราบปรามขุดรากถอนโคนกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ อีกทั้ง สหรัฐฯยังมองไนจีเรียว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยน้ำมัน ขณะที่จีน จัดไนจีเรียเป็นคู่ค้าที่สำคัญ เนื่องจากมีประชากรถึง 175 ล้านคน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในทวีปแอฟริกา และยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแอฟริกาอีกด้วย

ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.นี้ รัฐบาลไนจีเรีย ยังรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ เวิลดิ์ อิคอนอมิก ฟอรัม ที่กรุงอาบูจา เพียงแต่ต้องมาเกิดเหตุรุนแรงในประเทศ ทำลายบรรยากาศการประชุมขึ้นเสียก่อนโดยน้ำมือของกลุ่มโบกา ฮาราม

ด้วยสายสัมพันธ์อันดีของรัฐบาลสหรัฐฯ และจีนที่มีต่อทางการไนจีเรีย จึงทำให้ชาติยักษ์ใหญ่ทั้งสองประเทศ รวมถึงอังกฤษ ยื่นมือมาช่วยเหลือในการติดตามค้นหาเด็กนักเรียนนหญิงที่ถูกจับตัวไปกว่า 200 คนอย่างเต็มที่

จัดส่งทั้งกำลังทหาร และความช่วยเหลือด้านต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านหน่วยข่าวกรอง และทีมเจรจามาต่อรองเพื่อให้กลุ่มโบโกฮารามยอมปล่อยเด็กๆ

ท่ามกลางความพยายามในการติดตามหาเด็กนักเรียนจากเมืองชีบ็อก กลุ่มโบโก ฮาราม ก็สำแดงฤทธิ์เดช ด้วยการส่งสมาชิกบุกไปโจมตีหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลา สังหารชาวบ้านอย่างน่าสยดสยอง ดับอนาถไปอีกราว 150-300 ศพ เหมือนเป็นการตอบโต้ที่รัฐบาลไนจีเรียยอมรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลต่างชาติ...

เพียงแต่ ถึงบัดนี้ ยังไม่มีใครรู้เบาะแสว่ากลุ่มโบโก ฮาราม พาเด็กนักเรียนหญิงกว่า 200 คนไปหลบซ่อนไว้ที่ไหน??

“Bring Back Our Girls” มิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในคนดังที่ร่วมส่งข้อความผ่านทวีตเตอร์และรณรงค์เรียกร้องให้ช่วยกันนำเด็กหญิงชาวไนจีเรียกลับคืนมาอย่างปลอดภัย

เช่นเดียวกับประชาชนทั่วทุกมุมโลกที่ช่วยกันส่งข้อความ “Bring Back Our Girls”กันอย่างทุ่มเทหมดใจ...
Read more ...

กลุ่มก่อการร้ายโบโกฮาราม(boko haram)

13 พ.ค. 2557
 
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 8 พ.ค.2557

กลุ่มก่อการร้ายโบโกฮารามซึ่งได้ลักพาตัวนักเรียนหญิงชาวไนจีเรีย 276 ชีวิต เมื่อวันที่ 15เมษายนที่ผ่านมา ได้เปิดศึกโจมตีหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลาทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรียซึ่งกองทัพได้้เป็นฐานสำหรับการไล่ล่าค้นหาเด็กนักเรียนหญิงที่ถูกลักพาตัวไปเพื่อเป็นการประกาศศึกท้าทายต่อการที่ประธานาธิบดีกู๊ดลักโจนาธานได้ตอบรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษและจีนในการติดตามค้นหาเด็กนักเรียนหญิง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมากลุ่มก่อการร้ายโบโก ฮารามเป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ต้องการให้ประเทศไนจีเรียปกครองโดยกฎหมายชาริอาห์ตามศาสนาอิสลาม โดยกลุ่มโบโกฮารามได้อาศัยความได้เปรียบจากอากาศที่หนาวเย็นและเงียบสงัดในเวลา 1.30 น.ของหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลา ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลทรายเปิดฉากยิงร้านค้าและเจ้าของร้านในบริเวณตลาด หลักจากนั้นก็ใช้เวลาถึง 12ชั่วโมงเต็ม ในการจุดไฟเผาบ้านเรือนและยิงประชาชนที่พยายามหลบหนีซึ่งการโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน ตำรวจเสียชีวิต 4 นายในจำนวนนี้มีประชาชนที่ถูกเผาทั้งเป็น และร้านค้าในบริเวณตลาดกลางเมืองยังถูกเผาวายวอด

ประเทศไนจีเรียเป็นประเทศที่มีประชากรกว่า 170 ล้านคนและเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างภูมิภาคทางตอนเหนือของประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามกับทางตอนใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ โดย "โบโก ฮาราม"เป็นเครือข่ายก่อการร้ายที่ก่อตั้งมาประมาณ 5 ปีโดยมีฐานที่มั่นในบริเวณตอนเหนือของประเทศไนจีเรียซึ่งได้รับความสนับสนุนจากเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะ และเครือข่ายก่อการร้ายอื่นๆ ในแอฟริกาตะวันตก นักรบโบโก ฮามามักถูกฝึกฝนในฐานที่มั่นทางตอนใต้ของประเทศโซมาเลีย

โบโก ฮารามเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ออกมาประกาศว่าการเสียชีวิตของชาวมุสลิมและชาวคริสต์กว่า1,500 คนในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นฝีมือของตน โดยชื่อ "โบโก ฮาราม" มีความหมายว่า"การศึกษาแบบตะวันตกเป็นสิ่งที่บาป" ดังนั้นแล้ว เป้าหมายในการโจมตีของกลุ่มจึงได้แก่โรงเรียน,โบสถ์, มัสยิด และสถานที่ราชการต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง กลุ่มโบโกฮารามได้ขยายเป้าหมายออกไป จนประทั่งประชาชนธรรมดาและตลาดก็เป็นเป้าหมายในการโจมตีไปด้วย

ภายหลังจากการลักพาตัวเด็กนักเรียนหญิงกว่า276 ชีวิตในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางกลุ่มโบโกฮารามได้ออกประกาศว่าจะขายเด็กหญิงเหล่านี้ไปเป็นทาสก่อให้เกิดการประท้วงของประชาชนชาวไนจีเรียต่อรัฐบาลเนื่องจากปฏิบัติการค้นหาเด็กหญิงที่เป็นไปอย่างล่าช้าและรัฐบาลยังปกปิดเรื่องดังกล่าวจากนานาชาติกว่าที่เรื่องจะแดงขึ้นมาเวลาก็ผ่านไปแล้วถึง 3 สัปดาห์

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไนจีเรียจึงต้องยอมรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษและจีนในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา และเมื่อวันพุธที่ 7รัฐบาลยังได้ตั้งรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อทางการในการตามหาเด็กหญิงถึง310,000 ดอลลาห์สหรัฐ และรัฐบาลสหรัฐยังตั้งค่าหัวหัวหน้ากลุ่มโบโกฮารามถึง 7บ้านดอลลาห์สหรัฐ ดังนั้น การโจมตีหมู่บ้านกัมโบรู เอ็นกาลาจึงถูกมองว่าเป็นการที่กลุ่มก่อการร้ายพยายามท้้าทายรัฐบาลไนจีเรียและนานาชาตินั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีความพยายามของบรรดาชาวเน็ต ที่จะรณรงค์ให้นานาชาติเข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาเด็กหญิงและประณามการกระทำของกลุ่มก่อการร้าย โดยการติด #BringBackOurGirlsในทวีตเตอร์และเฟซบุค และนอกจากนี้ คนดังและทนายความอีกกว่า 450,000คนยังร่วมลงชื่อในเว็บไซต์ change.org ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไนจีเรีย ทำวิถีทางเพื่อนำตัวเด็กหญิงกลับมาอย่างปลอดภัยด้วย
Read more ...

นายอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร

28 เม.ย. 2557
29 เม.ย.2557

เกิดที่ อำเภอพล จังหวัด ขอนแก่น เมื่อ 20 กันยายน 2488 ปัจจุบันอายุ 60 ปี

ที่อยู่ 44/13 ถนนคอนแวนต์ สีลม บางรัก กทม.10500 E-mail :apisit.r@pttplc.com

การศึกษา

เริ่มต้น เรียนชั้นประถมที่บ้านเกิด รร.ซู่เอ็ง มาต่อชั้นมัธยมที่ รร.ดอนบอสโก อุดรธานี และ รร. สารสิทธิ์ พิทยาลัย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ชั้นเตรียมฯที่ รร.เตรียมอุดมศึกษา พญาไท

สำเร็จการศึกษา วิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อ มีนาคม 2512 เรียนต่อโท เอก ที่ Lamar University, Beaumont, Texas USA.

ทำงานอยู่กรมทางหลวง เกือบ5ปี ไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา3ปี กลับมาเข้าทำงานกับ องค์การก๊าซธรรมชาติฯ ปี2521 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และ บจม.ปตท.

หน้าที่ความรับผิดชอบเริ่มจากเป็นวิศวกร, หัวหน้าหน่วยจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน, หัวหน้าหน่วยก่อสร้าง, ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษา, ฝ่ายวิศวกรรมบริการ, ผู้ช่วยผู้ว่าการดูแลงานบริหาร, ผู้จัดการใหญ่บริษัทปิโตรเอเซีย, รองผู้จัดการใหญ่โรงกลั่นสตาร์รีไฟนิ่ง,กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัททรานส์ไทย-มาเลเซีย,

ตำแหน่งก่อนเกษียณ คือตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าระหว่างระเทศ
นอกจากงานประจำแล้ว ชอบการลงทุนไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์ หรือหลักทรัพย์จดทะเบีนน ชอบปลูกต้นไม้ใหญ่ประเภท ดอกสวย ดอกหอม และไม้หายาก (ตอนนี้มีแล้วร้อยกว่าต้น) ชอบท่องเที่ยว ชิมอาหารอร่อย ชอบอ่านหนังสือโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ โบราณคดี สารคดีฯลฯ

การออกกำลังกายขณะนี้คือ จ๊อกกิ้งในวันระหว่างสัปดาห์ ส่วนวันสุดสัปดาห์และวันนักขัตฤกษ์ จะเล่นกอล์ฟ ออกลีลาศบ้างเป็นครั้งคราว

หลังเกษียณอายุ 30 กันยายน 2548 แล้ว จะทำงานประจำน้อยลง แต่สิ่งที่คิดทำเพิ่มคือ การเรียนภาษาจีนกลาง และภาษาสเปญ อีกทั้งจะทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น

( ประธานกรรมการ - บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ GLOBAL

7 มีนาคม 2557 เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการและรองประธานของบริษัท พร้อมถือหุ้นบริษัทในสัดส่วน จำนวน 10 ล้านหุ้นบริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE ผู้นำเข้าและจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) 

ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีออยล์ หรือ SEAOIL 

อดีต ประธานกรรมการบริษัท พีเออี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PAE )
Read more ...

ดร.เพียงดิน รักไทย

28 เม.ย. 2557
เมื่อ 28 เม.ย.2557

ดร.เสน่ห์ ถิ่นแสน หรือ ดร.เพียงดิน รักไทย อดีตอาจารย์ มช.
ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา กลับประเทศไทยไม่ได้
จัดรายการให้ความรู้แก่ประชาชนทาง

เว็บไซต์
http://tahr-global.org/
http://thinsan.org

ช่องยูทูป
https://www.youtube.com/user/4everpiangdin/videos
https://www.youtube.com/user/ThaiPRUD/videos
Read more ...

โจเซ่ มูริญโญ่ : ทุกสิ่งต้องดีกว่าเดิม

12 มี.ค. 2557
โดยM2F เมื่อ 12 มี.ค.2557

ทุกครั้งก่อนเริ่มงานคุมทีมกับสโมสรแห่งใหม่ โจเซ่ มูริญโญ่ จะส่งจดหมายถึงว่าที่ลูกทีมใหม่ของเขา ครั้งแรกคือจดหมายแท้ ๆ บนแผ่นกระดาษเมื่อครั้งร่วมงานกับปอร์โต ในปี 2002 และครั้งสุดท้ยเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อข้อความของนายใหญ่ชาวโปรตุกีส ร่อนเข้าสู่กล่องอินบอกซ์ให้นักเตะเชลซีอ่านทางมือถือ
มันคือข้อตกลงสำหรับการทำงานร่วมกันในอนาคตระหว่างกุนซืออีโก้สูงกับนักบอลอีโก้สูงไม่แพ้กันว่า พวกเขาจะต้องยึดมั่นในระบบการทำงานของเขา และเขาจะอุทิศทุกมันสมองที่มีทำให้นักบอลเป็นนักบอลที่ดีที่สุด

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กล่าวว่า มูริญโญ่ ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นราชสีห์ ขณะที่เวสลีย์ สไนเดอร์ บอกว่า ผมพร้อมที่จะฆ่าคนหรือยอมตายเพื่อเขาได้เลย

“เขาทำงานหนักกว่าคนอื่นเป็น 2 เท่า มีชีวิตและลมหายใจอยู่ในโลกฟุตบอลทุกวัน ทั้งวันทั้งคืน ผมไม่เคยเจอผู้จัดการทีมคนไหนรู้เรื่องฝ่ายตรงข้ามได้มากขนาดนี้ เขารู้ทุกอย่าง แม้กระทั่งขนาดร้องเท้าของผู้รักษาประตูสำรองอันดับ 3 “ อิบราฮิโมวิช กล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง
“เปล่า ผมไม่ได้หมกหมุ่น เพียงแต่คิดว่า รายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันสร้างผู้เล่นที่ดียิ่งขึ้น สร้างทีมที่ดียิ่งขึ้น และทำให้ทีมชนะ”

ในการสัมภาษณ์กับนิตยสารเอสไควร์ ฉบับเม.ย.2557 มูริญโญ่เผยว่า แฟรงก์ แลมพาร์ด และจอห์น เทอร์รี่ คือตัวอย่างของนักบอลที่คลั่งไคล้ชัยชนะ ไม่เหมือนเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นเซ็นสัญญาฉบับแรกก็หวังจะได้เงินมหาศาล และยังหลงตัวเองไม่น้อยไปกว่ากัน

“หลายครั้งที่เรอัล มาดริด นักเตะจ่อคิวส่องกระจกก่อนเริ่มเกม ผู้ตัดสินก็ยืนรออยู่ในอุโมงค์”
ความเอาจริงเอาจังของมูริญโญ่ โดนสื่อในประเทศไทยเรียกว่า เฮียเครียด
แต่เขาปฏิเสธว่าไม่เคยเครียดเรื่องฟุตบอลเลย

“ ไม่เลยครับ จริงอยู่บางครั้งชีวิตมันก็เครียดบ้าง แต่ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ ผมนอนวันละ 7-8 ชม.ทุกคืน งานของผมเปรียบเทียบกับหมอผ่าตัดหัวใจไม่ได้เลย ผมมีผู้คนนับล้านรับรู้ผลงานของผม แต่คนที่รับรู้ผลงานของหมอผ่าตัดหัวใจมีเพียงครอบครัวกับคนไข้เท่านั้น แต่เขากลับต้องแบกความรับผิดชอบมากมายยิ่งกว่าผมมหาศาล บางครั้งผมยังรู้สึกว่า พวกเราได้เงินมากเกินไปเมื่อกับคนที่ทำงานมากกว่าเราเพื่อผลประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ”
Read more ...

ไพบูลย์ นิติตะวัน กลุ่ม 40 ส.ว.

27 ธ.ค. 2556
ชื่อ-สกุล : นาย ไพบูลย์ นิติตะวัน

วันที่เกิด : 15 มกราคม 2497

ประวัติครอบครัว :

ภรรยาชื่อ นางวินา นิติตะวัน มีธิดา 2 คน

ชื่อธิดา

1. พิชญา นิติตะวัน (ต้นสน)
2. วศินา นิติตะวัน (ต้นข้าว)

การศึกษา :

- ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 5 สถาบันพระปกเกล้า
- นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตำแหน่งปัจจุบัน :

18 กันยายน 2555 สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคอื่น

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ :

- นักธุรกิจ
- สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

6 กุมภาพันธ์ 2550 กรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

ตำแหน่งอื่นๆ :

19 กุมภาพันธ์ 2551 สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาครัฐ
2 พฤษภาคม 2551 กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน
2 พฤษภาคม 2551 กรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ
18 กันยายน 2555 สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคอื่น
- นายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
Read more ...

อีลอน มัสค์

3 ธ.ค. 2556
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 29 พ.ย.2556

หากพูดถึงนักธุรกิจชื่อดังของโลก หลายคนอาจนึกถึงวอร์เรน บัฟเฟตต์ บิล เกตส์ หรือ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก แต่ล่าสุด นิตยสารฟอร์จูนของสหรัฐฯ ประกาศให้ อีลอน มัสค์ ผู้บริหารสเปซเอ็กซ์ และเทสลา มอเตอร์ เป็นนักธุรกิจยอดเยี่ยมแห่งปี อีลอน มัสค์ เป็นใคร และมีความสามารถพิเศษอย่างไร

ฟอร์จูน นิตยสารธุรกิจชื่อดังของโลก ประกาศให้

นายอีลอน มัสค์ ซีอีโอวัย 42 ปี 

ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ และเทสลา มอเตอร์ เป็นนักธุรกิจยอดเยี่ยมแห่งปี 2013 จากผลงานการนำความคิด และวิสัยทัศน์ของตนเอง มาปรับใช้ให้เป็นรูปธรรม แถมยังได้รับการยอมรับจากนักลงทุน และลูกค้าเป็นอย่างดี

อีลอน มัสค์ เป็นลูกครึ่งแคนาดา-แอฟริกาใต้ เกิดที่กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปี 2514 เขาเริ่มฉายแววอัจฉริยะด้วยการฝึกเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง หลังจากมีคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในวัยเพียง 10 ปี

ในอีก 2 ปีต่อมา มัสค์สามารถขายซอฟต์แวร์เกมส์ที่ตนเองเขียนขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายจากแอฟริกาใต้ ไปแคนาดา ในช่วงที่เขามีอายุได้ 17 ปี

ปี 2535 อีลอน มัสค์ ย้ายจากแคนาดา ไปเรียนต่อในคณะบริหารธุรกิจของวอร์ตัน สคูล ที่มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐเพนซิลเวเนีย ในสหรัฐฯ ก่อนเรียนจบปริญญาตรี 2 ใบ ในสาขาเศรษฐศาสตร์ และฟิสิกส์

จากนั้น มัสค์ได้ย้ายข้ามฟากของสหรัฐฯ ไปสมัครเรียนต่อในสาขาฟิสิกส์ประยุกต์ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ตัดสินใจลาออกหลังเข้าเรียนได้เพียง 2 วัน เนื่องจากไม่ต้องการเสียเวลาในการเริ่มต้นบุกเบิกธุรกิจของตนเอง

การย้ายมาแคลิฟอร์เนีย ของอีลอน มัสค์ ถือเป็นการอยู่ถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากเป็นช่วงที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตกำลังบูม โดยมัสค์ เปิดบริษัทแรกในแคลิฟอร์เนียร่วมกับน้องชาย โดยใช้ชื่อว่า Zip2 ก่อนที่บริษัท Compaq Computer จะขอซื้อบริษัทซอฟต์แวร์แห่งนี้ของเขาไปด้วยมูลค่ากว่า 340 ล้านดอลลาร์

จากนั้นในปี 2542 อีลอน มัสค์ เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจากการร่วมก่อตั้ง PayPal บริษัทการเงินบนโลกออนไลน์ ก่อนที่เขาจะขายกิจการต่อให้กับ eBay ไปในปี 2545 และหันมาทุ่มเทเวลากับการบริหารธุรกิจอวกาศอย่าง สเปซเอ็กซ์ และบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า เทสลา มอเตอร์

ด้วยวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่นของอีลอน มัสค์ ทำให้สเปซเอ็กซ์ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกที่ส่งยานอวกาศเดินทางไปสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ ท่ามกลางความพยายามในการเข้าไปบริหารจัดการระบบขนส่งอวกาศแทนที่องค์การนาซา ซึ่งประสบปัญหาด้านงบประมาณ

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เทสลา มอเตอร์ ที่มัสค์ดูแล ยังมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นกว่า 12 เท่า และอาจทำยอดขายปีนี้ได้สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เทสลา กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นที่สุดของโลกในปัจจุบัน

นิตยสารฟอร์จูน ระบุว่า ความสามารถอันโดดเด่นของอีลอน มัสค์ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจ คือ การผสมผสานระหว่างการมีวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น ตลอดจนรสนิยมที่ดีในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และตัดลดต้นทุนการผลิต ทำให้บริษัทที่เขาดูแลสามารถเข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้าง

นอกจากนี้ นิตยสารฟอร์จูน ยังเปรียบเทียบอีลอน มัสค์ ว่าเป็นสตีฟ จ็อบส์ คนต่อไป เนื่องจากภูมิหลัง และความสามารถที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะความพยายามอันไม่หยุดยั้งในการปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆของโลก หลังจากเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มัสค์เพิ่งประกาศเปิดตัวแผนก่อสร้าง Hyperloop รถไฟอัลตร้าไฮ-สปีด ระหว่างนครซานฟรานซิสโก กับลอสแองเจลิส ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำความเร็วได้มากกว่า 1,100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Read more ...

คุณยายอัดรายการข่าวทางทีวีนาน 35 ปี Internet Archive เตรียมแปลงเป็นดิจิทัลเพื่อให้คนรุ่นหลังศึกษา

25 พ.ย. 2556
โดยบล็อกนัน เมือ 25 พ.ย.2556

คุณยาย Marion Stokes จากเมืองฟิลาเดเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มอัดวิดีโอเทปรายการทีวีตั้งแต่ปี 1977 ซึ่งตอนแรกเธอก็ทำเป็นงานอดิเรก แต่นานไปเธอก็หลงใหลการอัดเทป จึงต้องอัดเทปทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากเธอต้องไปทานอาหารที่ภัตตาคารเมื่อไร เธอจะทานอาหารให้เร็วเพื่อรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนม้วนเทป และเมื่อคุณยาย Stokes ได้แก่ตัวลงจนไม่สามารถอัดวิดีโอได้อีก เธอก็ได้สอนผู้ช่วยให้ใช้เครื่องอัดวิดีโอ

รายการข่าวที่คุณยาย Stokes อัดมีแทบทุกสถานี เช่น CNN, CNBC, Fox News, MSNBC, CSPAN และสถานีข่าวท้องถิ่นอื่น ๆ ซึ่งเหตุการณ์ข่าวที่คุณยายอัดไว้ก็มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตการณ์จับตัวประกันของอิหร่าน จนไปเฮอริเคนแคทรีนา

คุณยาย Stokes ได้เสียชีวิตลงในปี 2012 ด้วยอายุ 83 ปี ซึ่งรวมแล้ว เธอได้อัดวิดีโอรายการทีวีมาเป็นเวลา 35 ปี นับเป็นจำนวนเทปได้กว่า 140,000 ม้วน

สำหรับวิดีโอเทปมหาศาลที่คุณยาย Stokes ได้อัดไว้นั้นนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก และตอนนี้ Internet Archive ได้เตรียมแปลงวิดีโอเทปที่คุณยาย Stokes บันทึกไว้เป็นดิจิทัลเพื่อเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากันต่อไป

http://www.fastcompany.com/3022022/the-incredible-story-of-marion-stokes-who-single-handedly-taped-35-years-of-tv-news
Read more ...

นายบรรเจิด สิงคะเนติ

22 พ.ย. 2556
นายบรรเจิด สิงคะเนติ เป็นนักกฎหมายมหาชน สายเยอรมัน ในวงการกิจกรรมรู้กันดีว่า"ดร.บรรเจิด" คือ นักกิจกรรมตัวยงคนหนึ่ง  สมัยทำงานกิจกรรมนักศึกษา อ.บรรเจิด คือ ผู้หนึ่งที่ออกค่ายอาสา เดินทางร่วมอยู่กับเพื่อนพ้องคนทุกข์ยาก ทำคดีความช่วยเหลือพี่น้องสลัม

จบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี พ.ศ. 2527,เนติบัณฑิตไทย,ปริญญาโทด้านกฎหมายมหาชน จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นได้ทุนของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันไปศึกษาปริญญาโท (Magister Lugum) และสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2538 จากมหาวิทยาลัย Bochum และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Doktor der Rechte-Dr.jur) ในปี พ.ศ. 2541 จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

ผลงานของ ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ เคยอดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน หรือ คตส. ตามประกาศคณะปฏิรูปในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ฉบับที่ 30 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 ปัจจุบันเป็นคณบดี คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ว่ากันว่า หากวันนี้ "อาจารย์บรรเจิด" ยังคงอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ "อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์" โดยตรงอย่างหนักหน่วง เพราะเมื่อ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่ง ก็จะทราบกันดีว่า นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน และนายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์มธ. อยู่ในฝ่ายที่สนับสนุน  ทีโดยมีกลุ่มศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ รุ่น 2511 นำโดย นายสายัณห์ สุธรรมสมัย ศิษย์เก่า มธ.รุ่น 2511 ที่เป็นผู้อ่านแถลงการณ์โจมตีนายสุรพล นิติไกรพจน์ เพราะเห็นว่ากลุ่มนี้สนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549

ทำให้กลุ่มแนวคิดเดียวกันทั้ง "สุรพล-สมคิด-บรรเจิด" เกาะกันแน่น ชนิดที่ว่าขายกันเป็นแพ็ก เพราะเมื่อรัฐประหารเฟื่องฟู เราก็ได้เห็น ผู้ยิ่งใหญ่แห่งธรรมศาสตร์เข้าไปทำงานกันอย่างคึกคัก

รวมทั้งแนวคิดนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ที่ อาจารย์สุรพล เป็นผู้จุดพลุ แล้วมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สมัยเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เป็นผู้ออกมารับลูก ผลักดันอย่างเต็มที่ จนในที่สุดเมื่อเจอคำตอบในท้ายที่สุด ทำให้ทุกฝ่ายต้องกลับหัวหันแทบไม่ทัน ในคราวนั้นก็พบว่า แนวคิดเดียวกันที่กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการด้านนี้ ผู้มีใจรักประชาธิปไตยเต็มที่ แต่ไม่ต้องการนายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องทำตัวเงียบหายไปพักใหญ่ทีเดียว

นอกจากนี้ กับบทบาทสำคัญของ "อาจารย์บรรเจิด" ในฐานะ คตส.  ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำคดีตรวจสอบทุจริตในโครงการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา "รัฐบาลทักษิณ" ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานโครงการ รวมทั้งมีชื่อของนักการเมืองรอบจัดอย่าง "เนวิน ชิดชอบ" รวมอยู่ด้วย แม้มีการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ในท้ายที่สุดท้ายคดีนี้ 44 ผู้ถูกกล่าวหา "รอดยกพวง"

นอกจากนี้ "อาจารย์บรรเจิด" ยังมีบทบาทโดดเด่นในช่วงการเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ จนถึงการช่วยงานฝ่ายก่อรัฐประหาร โดยเขาหวังทำให้เกิดสังคมยึดถือ เรื่อง "ความถูกต้อง" เป็นสำคัญ จึงเดินตามแนวคิดของตัวเอง

และการกลับมา ยืนกันสุดขั้วความคิดกับ "กลุ่มนิติราษฎร์" จึงเป็นการประกาศสงครามความคิดกันอีกยก ซึ่งคงต้องสู้กันยาวแน่นอน

1 ส.ค.56 2556 เมื่อนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ลาออกจากตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายบรรเจิดก็สมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก
Read more ...

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน(ชุดที่ตัดสินคดีแก้รัฐธรรมนูญที่มาสว. ขัด ม. 68 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง)

22 พ.ย. 2556
เมื่อ 20 พ.ย.2556

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เข้าดำรงเมื่อวันที่ 28 พ.ค.51 มีวาระการดำรงตำแหน่งรวม 9 ปี

1. นายจรัญ ภักดีธนากุล
เกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเนติบัณฑิตไทย (สอบได้อันดับที่ 1 ของสมัยที่ 25) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยม สาขาวิชากฎหมาย (B.A. in Law Cantab) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษและเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษจากสำนักเกรส์อิน (Gray's Inn) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

นายจรัญเริ่มรับราชการเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ เลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ (ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2535) ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2540) กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ และเลขาธิการประธานศาลฎีกา (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2545) ตามลำดับ โดยระหว่างดำรงตำแหน่งเลขาธิการประธานศาลฎีกา นายจรัญมีบทบาทในการแถลงข่าวแทนฝ่ายตุลาการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์การเมือง ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนเมษายน 2549 และการมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและผู้พิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับให้เข้ามาแก้ไขวิกฤติการณ์ดังกล่าว

ต่อมา นายจรัญได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ โดยวาระการดำรงตำแหน่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 แต่ก่อนจะเริ่มดำรงตำแหน่ง ก็ได้ขอโอนย้ายจากราชการตุลาการไปยังราชการพลเรือน โดยไปเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ปีนั้น นอกจากนี้ ในช่วงปีดังกล่าวซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญถาวรฉบับใหม่ นายจรัญยังได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กับทั้งยังอยู่ในฝ่ายสนับสนุนรับร่างด้วย

ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 นายจรัญได้รับเลือกจากวุฒิสภาให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขานิติศาสตร์อย่างแท้จริงตามมาตรา 206 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม ปีนั้นเอง

2. นายจรูญ อินทจาร
เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมพ.ศ. 2487 สำเร็จการการศึกษา คณะนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแหน่งเนติบัณฑิตยสภา, ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ประวัติการทำงาน เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพิษณุโลก เมื่อปี 2531,รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค1,ผู้พิพากษาศาลฎีกา, ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดสมุทรปราการ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และล่าสุดปี 2549 ดำรงตำแหน่ง ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

3. นายเฉลิมพล เอกอุรุ
เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมพ.ศ.2488 นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จบการศึกษาประกาศนียบัตรชั้นสูงทางรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ Diploma in international Relations Institute of Socical Studies The Hague Master of arts (M.A.) International Law and Relations Columbis University Newyork ประเทศสหรัฐอเมริกา

ประวัติการทำงาน อดีตรองปลัดกระทรวงต่างประเทศ, อดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และเอกอัครราชทูตไทย ประจำสาธารณรัฐฮังการี โครเอเชีย บอสเนีย เฮอร์เซโกวีนา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

4. นายชัช ชลวร 
เกิดเมื่อ 7 กันยายนพ.ศ. 2491 
นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ อดีตประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา

5. นายนุรักษ์ มาประณีต 
เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2492 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
ประวัติ

นุรักษ์ มาประณีต เคยรับราชการโดยเป็น อัยการผู้ช่วย, ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดไชยา, ศาลจังหวัดภูเก็ต, รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 6, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 8, ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ภาค 7

หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนุรักษ์ให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญคณะที่ทำการตัดสินคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 อันสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ซึ่งคำพิพากษาส่วนบุคคลของนายนุรักษ์นั้นได้ตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี และให้ยกคำร้องพรรคประชาธิปัตย์

ต่อมานายนุรักษ์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ คำพิพากษาส่วนบุคคลของนายนุรักษ์ให้ยกคำร้องพรรคประชาธิปัตย์

6. นายบุญส่ง กุลบุปผา 
เกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2493 สำเร็จการการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแหน่งเนติบัณฑิตยสภา
ประวัติการทำงาน

เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทลุง,ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี,ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดจันทบุรี ,ผู้พิพากษาศาลแพ่ง,ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่ง,ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์,รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8,ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ,ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ,รองประธานศาลอุทธรณ์ ,ผู้พิพากษาศาลฎีกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

7. นายสุพจน์ ไข่มุกด์ 
เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2488 สำเร็จการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทูต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,ประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาการทูต, Institut International d' Administration Publique (IIAP) ประเทศฝรั่งเศส ปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ, Universite des Sciences Sociales de Toulouse ประเทศฝรั่งเศส

ประวัติการทำงาน เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ วันที่ 18 ตุลาคม 2546
เอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543

8. นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี 
เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2491 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด (เคยย้ายไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่แต่งตั้งจากตุลาการศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 28 เมษายน 2549) และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550
การศึกษา

นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย, 

ประวัติการทำงาน ผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง 
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด (3 มีนาคม พ.ศ. 2549)
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (28 เมษายน พ.ศ. 2549 - 19 ตุลาคม 2549)
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด (ปัจจุบัน)

9. นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ
ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อายุ 60 ปี แกนนำกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์

นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) และนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาอาญา) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย, Master of Law (LL.M., University of Pennsylvania) ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงทางกฎหมายอาญา (D.E.A. de sciences criminelles) และปริญญาเอกเกียรตินิยมทางกฎหมายอาญา (Doctorat en droit pe′nal mention tre′s honorable, I′Universite de Nancy II)
Read more ...

บทเรียนแห่งความเพียงพอ ของ"โฮเซ มูฮิกา" ประธานาธิบดี"ยากจนที่สุดในโลก"

14 พ.ย. 2556
 
 โดยมติชน เมื่อ 17 พ.ย.2555

เป็นเรื่องธรรมดาที่ไลฟ์สไตล์ของนักการเมืองส่วนใหญ่ มักจะแตกต่างจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นชาวบ้านธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่ที่อุรุกวัย เพราะที่นี่ นักการเมืองที่มีอำนาจที่สุดของประเทศ อาศัยอยู่ในกระท่อมปลายไร่ที่ยังไงก็ดูไม่สมกับตำแหน่ง

ราวตากผ้านอกบ้านน้ำที่ใช้ดื่มกินก็มาจากบ่อน้ำนอกบ้านสนามหน้าบ้านเต็มไปด้วยวัชพืชมีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจ2นาย และมานูเอลลา สุนัขพิการ 3 ขา ทำหน้าที่ดูแลบ้าน ซึ่งจริงๆควรจะเป็นทำเนียบประธานาธิบดี

เราอาจกล่าวได้ว่า ที่นี่คือบ้านพักประธานาธานาธิบดีแห่งอุรุกวัย นายโฮเซ มูฮิกา ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากผู้นำรายอื่นของโลกอย่างชัดเจน

ปธน.มูฮิกา ได้ปิดบ้านพักหรูประจำตำแหน่งที่รัฐมอบให้ในกรุงมอนเตวิเดโอ และเลือกที่จะอาศัยอยู่กับภรรยาที่บ้านหลังเล็กๆสุดถนนลูกรัง ในฟาร์มย่านชานเมืองหลวง ทั้งสองทำการเกษตรกรรมเท่าที่พอจะอำนวยด้วยตนเอง ด้วยการปลูกพืชไม้ดอก

ชีวิตที่แสนเรียบง่ายและความจริงที่ว่านายมูฮิกาบริจาคเงินเดือนซึ่งตกเดือนละ12,000ดอลลาร์สหรัฐกว่าร้อยละ 90 เพื่อมอบให้การกุศล ซึ่งนี่เองที่ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้นำประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

นายมูฮิกาเปิดเผยว่า เขาใช้ชีวิตเช่นนี้มานานแล้ว นั่งพักผ่อนบนเก้าอี้เก่าๆในสวน หรือไม่ก็นั่งบนโซฟาที่เจ้ามานูเอลลาโปรดปราน

"ผมพอใจในสิ่งที่ผมมี"

เงินที่เขาบริจาค ซึ่งมอบให้แก่คนยากจนและผู้ประกอบการขนาดเล็ก ทำให้เขามีชีวิตอยู่ด้วยรายได้ที่เทียบกับค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อเดือนของชาวอุรุกวัย ที่ราว 755 ดอลลาร์ (23,405 บาท)

ในปี 2010การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินประจำปีของคณะรัฐบาลอุรุกวัยพบว่านายมูฮิกามีทรัพย์สินมูลค่า1,800ดอลลาร์ (ราว 55,800 บาท)ซึ่งก็คือราคาของรถเต่าโฟล์กสวาเกนของเขา ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 1987

ส่วนในปีนี้ เขาบวกทรัพย์สินของภรรยาไปด้วย ซึ่งประกอบด้วยที่ดิน รถแทรกเตอร์ และบ้าน รวมแล้ว เขามีทรัพย์สินอยู่ที่ 215,000 ดอลลาร์ (ราว 6,665,000 บาท) อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2 ใน 3 ของทรัพย์สินทั้งหมดของรองประธานาธิบดีดานิลโล แอสโทรี และคิดเป็น 1 ใน 3 ของทรัพย์สินของอดีตประธานาธิบดีทาบาเร วาสเกส

นายมูฮิกา ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2009 เขาใช้เวลาในยุค 1960 และ 1970 ในฐานะสมาชิกกลุ่มกองโจรทูปามารอส กองกำลังติดอาวุธฝ่ายซ้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติในคิวบา เขาเคยถูกยิง 6 ครั้ง และถูกจำคุก 14 ปี สภาพในระหว่างการถูกคุมขังเต็มไปด้วยความยากลำบากและโดดเดี่ยว กระทั่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 1985 เมื่ออุรุกวัยกลับสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย

นายมูฮิกา เผยว่าในช่วงหลายปีระหว่างการถูกคุมขัง ช่วยทำให้มุมมองต่อชีวิตของเขาได้รับการขัดเกลา

เขากล่าวว่า การได้รับฉายาว่าประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก ไมทำให้เขารู้สึกว่าตนเองจน คนจนคือคนที่ต้องทำงานหนักเพื่อตอบสนองรสนิยมอันหรูหราของตน และมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด

สำหรับเขา "สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ คือการได้มีอิสระเสรี เพราะหากคุณไม่ได้ครอบครองสิ่งใดมากมาย คุณก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มแรงกายแรงใจเยี่ยงกรรมกรเพื่อหามันมาครอบครอง และยิ่งไปกว่านั้น คุณยังมีเวลาเป็นของตนเองด้วย"

"ผมอาจเป็นคนแก่ที่ดูประหลาด แต่นี่เป็นวิถีที่เป็นอิสระ"

ผู้นำอุรุกวัย กล่าวถึงในประเด็นเดียวกันนี้ ในการกล่าว ณ ที่ประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม ริโอ+20 เมื่อเดือนมิถุนายน ว่าหลายประเทศต่างพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน

"แต่เรากำลังคิดอะไรอยู่? เราต้องการรูปแบบการพัฒนาและการบริโภคของประเทศร่ำรวยเช่นนั้นหรือ? ผมขอถามคุณว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ หากชาวอินเดียมีสัดส่วนการครอบครองรถต่อครัวเรือนเท่าเยอรมนี? แล้วเราจะเหลืออ็อกซิเจนไว้หายใจอีกเท่าไหร่?"

"โลกใบนี้มีทรัพยากรเพียงพอ เพื่อที่จะตอบสนองให้คน 7 หรือ 8 พันล้านคน มีระดับการบริโภคและการสร้างขยะที่เท่าเทียมกับประเทศร่ำรวยหรือไม่? และนี่เป็นระดับการบริโภคที่เกินจำเป็นที่กำลังทำร้ายโลกของเรา

นายมูฮิกา กล่าวตำหนิผู้นำของโลกส่วนใหญ่ ที่มีความเชื่อที่ผิดๆว่า การสร้างการเติบโต คือการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งในทางตรงกันข้าม จะนำไปสู่จุดจบของโลก

อิกนาซิโอ ซูอาสนาบาร์ สำรวจประชามติชาวอุรุกวัย เปิดเผยว่า หลายคนแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อประธานาธิบดีมูฮิกา เนื่องจากวิถีชีวิตที่เขาเลือกเดิน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้การถูกวิพากษ์วิจารณ์ในตัวเขายุติลง โดยเฉพาะในสิ่งที่รัฐบาลกำลังกระทำ ฝ่ายค้านอุรุกวัยกล่าวว่า ตัวเลขความมั่งคั่งล่าสุดของอุรุกวัย ไม่ได้ก่อให้เกิดการบริการสาธารณะ อาทิ สาธารณสุขและการศึกษาดีขึ้น และนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 ที่คะแนนนิยมในตัวเขาตกลงต่ำว่า 50%

ปีนี้ยังเป็นปีที่เขาต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนักจากนโยบาย2ประการเมื่อเร็วๆนี้รัฐสภาอุรุกวัยได้ผ่านร่างกฎหมายที่อนุญาตให้สตรีทำแท้งได้กระทั่งมีอายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ และนายมูฮิกาไม่ได้ใช้อำนาจในการยับยั้ง ซึ่งต่างกับผู้นำคนก่อน

นอกจากนั้น เขายังสนับสนุนให้มีการอภิปรายเพื่อให้การบริโภคกัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ที่จะทำให้รัฐบาลมีสิทธิผูกขาดในการค้าแต่เพียงผู้เดียว โดยเขาแสดงความคิดเห็นว่า การบริโภคกัญชาไม่ใช่เรื่องน่ากังวลที่สุด การรับมือกับกาค้ายาเสพติดคือปัญหาที่แท้จริง

แต่ถึงกระนั้น ปัญหาเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลต่อคะแนนนิยมมากนัก เพราะตามกฎหมายอุรุกวัย เขาจะไม่สามารถเข้าชิงชัยในการเลือกตั้งในปี 2014 ได้อีก อีกทั้งขณะนี้ เขามีอายุถึง 77 ปีแล้ว และมีแนวโน้มที่จะอำลาวงการการเมือง

และเมื่อถึงเวลานั้น เขาจะดำเนินชีวิตโดยอาศัยสวัสดิการจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว และที่แตกต่างจากอดีตผู้นำประเทศคนอื่น เขาอาจจะไม่ลำบากนัก ในการปรับตัวให้ชินกับชีวิตที่รายได้ลดลง
Read more ...

José Mujica โฮเซ มูจีกา ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก

14 พ.ย. 2556
โดยกระปุกดอทคอม

หากจะพูดถึงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว คนเกือบทุกคนบนโลกใบนี้คงจะคิดถึงผู้นำประเทศที่มีหน้ามีตาในสังคม มีบ้านพักหรูโอ่อ่าสมกับตำแหน่ง และไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนขับรถอารักขากันเป็นขบวน แต่หากใครได้เห็นวิถีชีวิตของประธานาธิบดีอุรุกวัยคนนี้แล้ว รับรองว่าต้องอึ้ง เพราะแม้ว่าตำแหน่งของเขาจะใหญ่โตที่สุดในประเทศ แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบชาวไร่ชาวนา อยู่ในบ้านหลังซอมซ่อ พอมีพอกินเฉกเช่นเกษตรกรคนหนึ่ง
       
และนี่คือภาพวิถีชีวิตของ

โฮเซ มูจีกา ประธานาธิบดีแห่งอุรุกวัยวัย 77 ปี 

ที่ได้รับการขนานนามว่า "ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก" จากการที่เขามีแนวคิดการใช้ชีวิตที่แปลก แตกต่างจากนักการเมืองคนอื่น ๆ นั่นคือ

ปฏิเสธบ้านพักหรูที่ทางการจัดให้ ปฏิเสธการใช้ชีวิตหรูหรา แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตกับภรรยาอย่างสมถะอยู่ในบ้านเก่า ๆ หลังหนึ่งในชนบทนอกเมืองมอนเตวิเดโอ

อยู่อย่างพอเพียง ทำสวน สูบน้ำขึ้นมาใช้เอง โดยมีสุนัขพิการ 3 ขา เป็นคู่หู คอยติดสอยห้อยตามเขาไปด้วยเสมอ

มูจีกา ใช้ชีวิตเฉกเช่นชาวไร่ชาวนาคนหนึ่ง เขาลงมือทำสวน ปลูกผักไว้กินกับภรรยา น้ำที่ใช้ในแต่ละวันก็สูบขึ้นมาจากบ่อ มีรถไถไว้ใช้ทำสวนทำไร่ และรถเต่าเก่า ๆ อีก 1 คันไว้ขับไปไหนมาไหน

ส่วนเงินเดือนที่ได้รับกว่า 360,000 บาทในแต่ละเดือนนั้น เขาก็เก็บไว้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ส่วนอีก 90 เปอร์เซ็นต์ มูจีกาก็นำไปบริจาคช่วยเหลือคนยากจน หรือโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งนั่นทำให้เขามีเงินใช้เดือนละประมาณ 23,000 บาทเท่านั้น และกลายเป็นประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก
       
สำหรับแนวคิดที่ทำให้มูจีกาเลือกใช้ชีวิตอย่างทีเป็นเช่นนี้ มูจีกาได้เปิดเผยว่า "แม้ว่าผมจะได้รับฉายาว่า ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก แต่ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองจนเลยนะ คนจนสำหรับผมน่ะ คือคนที่เอาแต่ทำงานงก ๆ เพื่อยกระดับชีวิตตัวเองให้ร่ำรวย และมีความต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่ผมเป็นนี่แหละคืออิสรภาพอย่างแท้จริง ถ้าหากคนเราไม่มีความต้องการอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานเยี่ยงทาสเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการเหล่านั้น และเราก็จะมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ผมอาจดูเป็นคนแก่ที่แปลกนะ แต่นี่คืออิสรภาพสำหรับผม"
       
ทั้งนี้ กว่าที่มูจีกาจะมีความคิดพอเพียงเช่นนี้ ชีวิตของเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เขาเคยถูกยิง 6 ครั้ง ขณะเป็นสมาชิกกลุ่มกองโจรทูปามารอส  กองกำลังติดอาวุธฝ่ายซ้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติในคิวบา และเคยถูกจำคุก 14 ปี ซึ่งระหว่างจำคุกนี้เองทำให้เขาตกผลึกความคิดบางอย่าง และมีมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากนั้น

อย่างไรก็ดี มูจีกาเปิดเผยว่า ด้วยวัยที่มาก และเป็นผู้สูงอายุแล้ว เขาคงจะครองตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยสุดท้าย ก่อนที่จะไปใช้ชีวิตเฉกเช่นผู้สูงอายุคนหนึ่งที่อาศัยสวัสดิการจากรัฐเท่านั้น ซึ่งเขาไม่มีปัญหากับรายได้ที่น้อยลงแต่อย่างใด เพราะเขาใช้ชีวิตด้วยรายได้จำนวนน้อย ๆ แบบนี้มาทั้งชีวิตแล้ว 
Read more ...

ปิดตำนาน"หมอเทวดา"นพ.สมหมายเสียชีวิตแล้ว

11 ต.ค. 2556
 
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 11 ต.ค.2556

วันที่ 11 ตุลาคม 2556 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายอัศวิน ทองประเสริฐ บุตรบุญธรรมนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ว่านายแพทย์สมหมายได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยอาการสงบที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน

นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2464 เป็นชาวสิงห์บุรี จบการศึกษา เภสัชศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี และสาธารณะสุขจังหวัดสิงห์บุรี เริ่มสนใจการใช้สนสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งมาตั้งแต่ พ.ศ.2508 จนปี พ.ศ.2512 ได้พบคนไข้เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่หมอให้กลับบ้านเพื่อรอเวลามาพบคุณหมอจนหมอสมหมายใช้สมุนไพรรักษาหายรักษาหาย จากนั้นหมอสมหมายจึงใช้สมุนไพรรักษาคนไข้เรื่อยมา จนปี พ.ศ.2521 หมอสมหมายได้ลาออกจากราชการมาเปิดคลีนิครักษาอย่างจริงจังจนได้รับฉายาว่า “หมอเทวดา “ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เข้ารักษาตัวที่รงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2556 ด้วยอาการอ่อนเพลีย จนเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556 เวลา 07.40 น. นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน อายุ 93 ปี

สำหรับศพของนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ จะมีการนำศพจากโรงพยาบาลศิริราชมารดน้ำศพและตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดสังฆราชาวาส อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ในวันที่ 12 ตุลาคม 2556 เวลา 16.00 น. และมีกำหนดการพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 19 ตุลาคม 2556 เวลา 16.00 น.

คลีนิคนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ที่ตั้งอยู่เลขที่ 152/17 ต.บางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นคลีนิคที่หมอสมหมายเปิดรักษาอยู่นั้นนายอัศวิน ทองประเสริฐ เปิดเผยว่าหลังจากงานนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐแล้ว จะมีนายแพทย์นิกร ไวประดับ ซึ่งเป็นหลานหมอสมหมายจะเข้ามาดูแล และรักษาคนไข้ต่อไป
Read more ...