James Jesus Angleton

13 มิ.ย. 2552


ชีวิตถูกนำมาสร้างหนัง เป็นผู้ที่ร่วมกันก่อตั้ง ซีไอเอ
เดิมเป็น โอเอสเอส เพื่อทำงานในสงครามโลก
ต่อมาเห็นประโยชน์ จึงตั้งขึ้นเป็น ซีไอเอ ในปัจจุบัน
Read more ...

แรมโบ้อีสาน

12 มิ.ย. 2552


นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ( แรมโบ้อีสาน )

วันเดือนปีเกิด 8 เมษายน พ.ศ. 2507

การศึกษา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

อาชีพก่อนเข้าการเมือง พนักงานบริษัท

ประสบการณ์
ผู้ช่วยผู้ดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา)

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคไทยรักไทย

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
---------------------------------------
เคยถูกลอบยิงที่โคราช เมื่อปี 50

ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ถูกยิงเข้าที่หัวไหล่ และแขนซ้าย 2 นัด ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลครบุรี
เมื่อ 15 ม.ค.51

มี ด.ต.ดำเนิน เมสูงเนิน ผบ.หมู่งานสายสืบ สภ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา

ซึ่งสนิทกับนักการเมืองในพื้นที่

ประเด็นน่าจะมาจากการผลักดันตั้งโรงงานเอทานอล ทำให้ขัดแย้งกับโรงงานแป้งมันในพื้นที่ อ.เสิงสาง

1. นายสนิท ศอกจะบก อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 489 หมู่ 9 ต.บ้านใหม่ อ.ครบุรี และ

2. นายวิรัตน์ บำรุงโลก อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/3 หมู่ 1 ต.สัมพันธ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

เป็นผู้ต้องหาและเข้ามอบตัวแล้ว

นายสนิทเป็นคนขับรถของ นายวีระศักดิ์ เจ้าของโรงงานแป้งมันเอี่ยมเฮง และ

อดีตเคยเป็นคนขับรถของ นายสุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.เหยื่อกระสุนปืนอีกด้วย

นอกจากนี้เมื่อ 10 ปีก่อนยังเคยเป็นทหารพรานประจำกองร้อย 26 อ.ครบุรี

ก่อนออกมาทำงานให้กับเจ้าของโรงงานแป้งมันดังกล่าว

ส่วน

นายวิรัตน์ ผู้ต้องหาอีกคน เป็นอดีตคนขับรถของ นายสมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล น้องชายนายวีระศักดิ์ และเป็นอดีต ส.ว.นครราชสีมา

มีนาคม 52 รถชนขณะจะไปปราศรัยที่ลำปาง แต่ไม่เป็นอะไรมาก
-------------------------------

16 เมษายน 2552 มอบตัวคดีที่ถูกกล่าวหา ไล่ทุบรถนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และทำร้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จนได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552
-------------------------

25มีนาคม53 นปช. 400 คน โกนหัว ปลุกฝังสันติวิธี นำโดยสุพรฯ เด็ก 8 ขวบ และคุณยายก็เอาด้วย
พี่กีร์ โกนหัวให้
Read more ...

Ben Relles

11 มิ.ย. 2552


มิวสิควิดีโอสุดเซ็กซี่ I Got a Crush on Obama

เกิดในช่วง โอบาม่า หาเสียง โดยมี โอบาม่า เกิร์ล เป็นตัวชูโรง

Obama girl

ปี 2007 ที่ผ่านมา โอบามา เกิร์ล ได้กลายเป็นเป็น Top 10 Influential Women of 2007

ฝีมือการแต่งเพลงของ Leah Kauffman นักร้องสาววัย 21 ปี เธอเรียนจบจาก Temple University ในฟิลาเดเฟีย นอกจากแต่งเพลง แล้วยังเป็นผู้ร้องอีกด้วย

ทำงานร่วมกับเพื่อน Ben Relles คนทำโฆษณา วัย 32 ปี

มีสาวสวยนักแสดง/นางแบบ Amber Lee Ettinger หรือ Obama girl ทำหน้าที่ ลิปซิงค์ในเพลง

มิวสิควิดีโอนี้ถ่ายทำโดยนักทำหนังที่ประกาศรับมาจากเว็บ Craigslist หมาดๆ ใหม่มากๆ คือรับสมัครได้มาได้เพียง 2 ชั่วโมงก็ถ่ายกันเลย โดยมี นิวยอร์ก ซิตี เป็นฉากหลัง

ถ่ายกันแบบดีไอวายด้วย DV camera อันเรียบง่าย

“เราเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 ดอลลาร์” เป็นการเปิดเผยจาก Ben Relles บัณฑิตจาก Wharton School of Business ที่พูดปาวๆ ว่า ไม่ได้ทำเพื่อเงิน แต่เขาขาย

- เสื้อ ทีเชิ้ต Obamagirl และ

- อัลบั้ม I Got a Crush on Obama บนเว็บไซต์อย่างมโหฬาร

Ben Relles เล่าถึงไอเดียการสร้าง I Got a Crush on Obama ว่า Kauffman นักร้องสาวที่เรียนมาทางสื่อสารมวลชน ได้แรงบันดาลใจมาจากรายการ Saturday Night Live ที่ล้อเลียนแบบวง บอย แบนด์ “เราแค่ทำอะไรขำๆ นะคะ” และ “ที่ใดก็ตามที่มีพื้นที่ เราจะทำมัน”

โอบามา เกิร์ล เป็นกรณีศึกษาทำให้เห็นว่า เว็บวิดีโอแชริ่ง มีบทบาทอย่างมาก เป็นเสรีภาพของคนเลือกที่ทำอะไรก็ได้กับผู้ลงแข่งขัน แม้กระทั่งเอาเป็นสินค้า

โดยทีมหาเสียงของโอบามา ประกาศว่า ไม่เกี่ยวกับโอบามาเลย คงเป็นเพราะสื่ออย่างยูทูบ และเวบไซต์ประเภทเดียวกันควบคุมไม่ได้อีกต่อไป

ส่วน Ben Relles บอกว่า เขาไม่เคยติดต่อกับแคมเปญโอบามาเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างไร เขาหวังว่า มันจะช่วยโอบามา

แต่ของแท้แน่นอนคือ ทั้ง Ben และ Leah สองคนเป็นแฟนเหนียวแน่นของโอบามา เลยทำให้ทั้งสองคิดถูกว่า มันจะต้องเซอร์ไพรส์สังคม และช่วยผู้สมัครที่พวกเขาเชียร์อย่างแน่นอน

ตัวโอบามาเองกลับไม่ปลื้มวีดีโอชุดนี้เท่าไหร่นัก เพราะลูกสาวของเขาไม่ชอบเอามากๆ จึงฝากทางผู้จัดทำมาว่า “ทำอะไรก็ให้คิดถึงครอบครัวและผมบ้าง”

นี่คือราคาที่เขาต้องจ่าย เมื่อโอบามา กลายเป็นแบรนด์ และเป็นสินค้า ที่ต้นตอก่อเกิดสินค้าไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ
Read more ...

nick vujicic

10 มิ.ย. 2552













http://video.mthai.com/player.php?id=2M1242368005M0

Nick Vujicic เป็นชาว ออสเตรเลีย เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2525 จากพ่อแม่ชาวเซอร์เบียซึ่งอุทิศตนให้คริสต์ศาสนา — เขาเกิดมาไม่มีแขนทั้งสองข้าง มีขาสั้นๆ ข้างเดียวที่มีนิ้วโป้งสองนิ้วเท่านั้น

แทนที่จะมัวหมกมุ่นสงสารตัวเอง หรือโกรธเกรี้ยวผู้คนรอบข้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานาของ “ความไม่ยุติธรรม” (Why me?) เขากลับบอกพ่อแม่ว่าเขาอยากใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องการให้ใครมาดูแล หรือปฏิบัติต่อเขาอย่างพิเศษ — แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติ ไปโรงเรียนสามัญเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีร่างกายสมบูรณ์ ผู้คนต่างมองเขาอย่างประหลาดใจ โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าสิ่งที่พวกเขาคิดกับความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องเลย เขาเรียนจบทางบัญชี และปัจจุบันเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่เดินรอบโลก เพื่อพูดกับเด็ก-วัยรุ่นที่มีความคับข้องใจ ไม่พอใจ เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต แสดงให้เห็นว่าที่แต่ละคนมีนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะทุกข์ร้อนอะไรนักหนา

"No arms, No legs, No worries"
An amazing story of faith in adversity. If Nick's story doesn't convince us about God's love & His power & what faith can do, then nothing else will.
เรื่องเล่าอันน่าอัศจรรย์ใจเกี่ยวกับความเชื่อในภาวะ อันยากลำบาก ถ้าเรื่องของนิคไม่ทำให้เราเชื่อเรื่องความรักของพระเจ้าและพลังของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่ความเชื่อนั้นทำให้เกิดขึ้นได้ ก็คงไม่มีเรื่องไหนที่จะทำให้เราเชื่อได้อีกแล้ว

My name is Nick Vujicic and I give God the Glory for how He has used my testimony to touch thousands of hearts around the world!
ผมชื่อ นิค วูจิซิค และผมขอมอบสิ่งดีต่าง ๆ ให้เป็นของพระเจ้าสำหรับโอกาสการเป็นพยานของผมที่จับต้องหัวใจของคนนับแสนทั่วโลก!

I was born without limbs and doctors have no medical explanation for this birth "defect". As you can imagine, I was faced with many challenges and obstacles.
ผมเกิดมาโดยที่ไม่มี แขนขาและหมอก็หาคำอธิบายทางการแพทย์ไม่ได้สำหรับ "ข้อบกพร่อง" จากการกำเนิดนี้ อย่างที่คุณน่าจะจินตนาการได้ว่าผมต้องเจอกับความท้าทายและอุปสรรคมากมาย

"Consider it pure joy, my Brothers, whenever you face trials of many kinds."
"คิดซะว่ามันเป็นความรู้สึกเป็นสุขอันบริสุทธิ์เถิดพี่น้อง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องเจอกับการทดลองในหลายรูปแบบ"

....To count our hurt, pain and struggle as nothing but pure joy? As my parents were Christians, and my Dad even a Pastor of our church, they knew that verse very well.
...ให้ถือ ว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการต่อสู้ดิ้นรนของเราเป็นความรู้สึกอันเป็นสุขงั้นเหรอ? ด้วยความที่พ่อแม่ของผมเป็นคริสเตียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของผมที่เป็นนักเทศน์ในโบสถ์ พวกเค้ารู้ซื้งในคำพูดนั้นเป็นอย่างดี

However, on the morning of the 4th of December 1982 in Melbourne (Australia), the last two words on the minds of my parents was "Praise God!".
อย่าง ไรก็ตาม เช้าวันหนึ่งของวันที่ 4 ธันวาคม ปี 1982 ที่เมืองเมลเบิร์น (ประเทศออกเตรเลีย) สองคำสุดท้ายที่อยู่ในใจของพ่อแม่ผมก็คือ "สรรเสริญพระเจ้า!"

Their firstborn son had been born without limbs! There were no warnings or time to prepare themselves for it. The doctors we shocked and had no answers at all! There is still no medical reason why this had happened and Nick now has a Brother and Sister who were born just like any other baby.
ลูก ชายคนแรกของพวกเขาเกิดมาไม่มีแขนขา! ไม่มีคำเตือนใด ๆ หรือแม้แต่เวลาให้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ หมอก็ตกใจและไม่มีคำตอบใด ๆ เลย! ยังคงไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ใด ๆ ที่จะอธิบายได้ว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น และตอนนี้นิคมีทั้งน้องชายและน้องสาวที่เกิดมาเหมือนกับเดกปกติคนอื่น ๆ

The whole church mourned over my birth and my parents were absolutely devastated. Everyone asked, "if God is a God of Love, then why would God let something this bad happen to not just anyone, but dedicated Christians?" My Dad thought I wouldn't survive for very long, but tests proved that I was a healthy baby boy just with a few limbs missing.
คน ทั้งโบสถ์เศร้าโศกกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับการเกิดมาของผม และพ่อแม่ผมก็รู้สึกไปกับเรื่องเหล่านั้น ทุกคนถามว่า "ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ถ้างั้นทำไมพระองค์ถึงยอมให้สิ่งเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่กับใครคนอื่น แต่กับคริสเตียนที่ทุ่มเทแบบนี้" พ่อผมไม่คิดว่าผมจะมีชิวิตอยู่ได้นานนัก แต่ผลการทดสอบกลับบอกว่าผมเป็นเด็กผู้ชายแข็งแรง เพียงแค่แขนขาหายไปเท่านั้นเอง

Understandably, my parents had strong concern and evident fears of what kind of life I'd be able to lead. God provided them strength, wisdom and courage through those early years and soon after that I was old enough to go to school.
พ่อแม่ผมมีความกังวลอย่างมากและแสดงให้ เห็นถึงความกลัวว่าชีวิตแบบไหนกันนะที่ผมจะเติบโตขึ้นมา ซึ่งมันก็เข้าใจได้อยู่หรอก แต่ว่าพระเจ้าก็ให้ความเข้มแข็ง สติปัญญา และความกล้าแก่พวกท่านในการที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ในช่วงปีแรก ๆ และไม่นานหลังจากนั้นผมก็โตพอที่จะไปโรงเรียนได้

The law in Australia didn't allow me to be integrated into a main-stream school because of my physical disability. God did miracles and gave my Mom the strength to fight for the law to be changed. I was one of the first disabled students to be integrated into a main-stream school.
กฎหมาย ในประเทศไม่อนุญาตให้ผมได้เข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดเนื่องจากสภาพความบกพร่อง ทางร่างกายของผม แต่พระเจ้าก็ทำเรื่องมหัศจรรย์และให้พลังแก่แม่ผมในการที่จะต่อสู้กับกฎหมาย เพื่อให้มันเปลี่ยนไป ผมเป็นคนหนึ่งในนักเรียนที่พิการรุ่นแรกที่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนในระดับ หน้า

I liked going to school, and just try to live life like everyone else, but it was in my early years of school where I encountered uncomfortable times of feeling rejected, weird and bullied because of my physical difference. It was very hard for me to get used to, but with the support of my parents, I started to develop attitudes and values which helped me overcome these challenging times.
ผม ชอบไปโรงเรียนและพยายามที่จะมีชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ผมก็ได้รับรู้ในปีแรก ๆ ของการไปโรงเรียนถึงเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจอันเกิดจากการถูกปฎิเสธ รู้สึกแปลกแยกและถูกล้อเลียนจากความแตกต่างทางร่างกายของผม เป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะชินกับความรู้สึกนั้น แต่ด้วยการสนับสนุนของพ่อแม่ ผมเริ่มที่จะพัฒนาทัศนคติที่ดีและคุณค่าที่ช่วยให้ผมก้าวผ่านเวลาแห่งความ ท้าทายนั้น

I knew that I was different but on the inside I was just like everyone else. There were many times when I felt so low that I wouldn't go to school just so I didn't have to face all the negative attention. I was encouraged by my parents to ignore them and to try start making friends by just talking with some kids. Soon the students realized that I was just like them, and starting there God kept on blessing me with new friends.
ผมรู้ ว่าภายนอกผมต่างจากคนอื่นแต่ข้างในนั้นผมก็เหมือนกับทุกคนแหละ มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกแย่มาก ๆ จนไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อที่จะไม่ต้องไปเจอเรื่องแย่ ๆ พวกนั้น แต่ผมก็ได้รับการชูใจจากพ่อแม่ในการที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น และให้เริ่มหาเพื่อนโดยการไปพูดคุยกับเด็กบางคน ไม่นานนักเด็กนักเรียนเหล่านั้นก็รู้ว่าผมก็เหมือนพวกเขานั้นแหละ และจากตรงนั้น พระเจ้าก็อวยพรผมในการพบเพื่อนใหม่

There were times when I felt depressed and angry because I couldn't change the way I was, or blame anyone for that matter. I went to Sunday School and learnt that God loves us all and that He cares for you. I understood that love to a point as a child, but I didn't understand that if God loved me why did He make me like this? Is it because I did something wrong? I thought I must have because out of all the kids at school, I'm the only weird one. I felt like I was a burden to those around me and the sooner I go, the better it'd be for everyone. I wanted to end my pain and end my life at a young age, but I am thankful once again, for my parents and family who were always there to comfort me and give me strength.
มีบางเวลาที่ผมรู้สึก หดหู่และโกรธเกรี้ยวเพราะผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ผม หรือไม่สามารถโทษใครได้สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไปโรงเรียนสอนศาสนาวันอาทิตย์และได้เรียนรู้ว่าพระเจ้ารักเราทุกคนและ พระองค์ทรงห่วงใยเรา ผมก็เข้าใจความรักในแบบเด็ก ๆ แต่ผมไม่เข้าใจว่า ถ้าพระเจ้ารักผม ทำไมพระองค์ถึงทำให้ผมเป็นแบบนี้? เป็นเพราะว่าผมทำอะไรผิดหรือเปล่า? ผมคิดว่าผมต้องทำอะไรผิดแน่เลยเพราะจากเด็กทุกคนในโรงเรียน มีผมคนเดียวที่ประหลาด ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมเป็นภาระของคนรอบ ๆ ตัวผม และถ้าผมยิ่งตายเร็วเท่าไหร่ ทุกคนก็คงสบายขึ้นเท่านั้น ผมต้องการที่จะจบความเจ็บปวดและจบชีวิตนี้ด้วยอายุเพียงน้อยนิด แต่ผมก็ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง สำหรับพ่อแม่และครอบครัวที่อยู่ตรงนั้นเพื่อผมตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้ผม รู้สึกดีและเข้มแข็ง

Due to my emotional struggles I had experienced with bullying, self esteem and loneliness, God has implanted a passion of sharing my story and experiences to help others cope with whatever challenge they have in their life and let God turn it into a blessing.
เนื่องจากการต้องดิ้นรนใน ด้านอารมณ์ของผม ผมต้องเจอกับการกลั่นแกล้ง การเคารพตัวเอง และความโดดเดี่ยว พระเจ้าได้ปลูกฝังความหลงไหลในการแบ่งปันเรื่องราวและประสบกาณ์ของผมเพื่อ ช่วยเหลือคนอื่นในการรับมือกับความท้าทายใด ๆ ก็ตามที่พวกเขาต้องเจอในชีวิตและยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนเรื่องเหล่านั้นเป็น พระพร

To encourage and inspire others to live to their fullest potential and not let anything get in the way of accomplishing their hopes and dreams.
One of the first lessons that I have learnt was not to take things for granted.
เพื่อหนุนใจและดลใจให้ผู้อื่นใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ และไม่ยอมให้สิ่งใดเข้ามาขวางความหวังและฝันของพวกเข้าได้

บทเรียนหนึ่งในเรื่องแรก ๆ ที่ผมได้เรียนรู้ก็คือการที่จะไม่ทึกทักเอาเอง

"And we know that in all things God works for the best for those who love Him."
That verse spoke to my heart and convicted me to the point where that I know that there is no such thing as luck, chance or coincidence that these "bad" things happen in our life.
"และเรารู้ ว่าพระเจ้ากระทำดีที่สุดในทุกสิ่งเพื่อคนที่รักพระองค์" คำพูดนั้นโดนใจผมมากและพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า โชค หรือความบังเอิญที่ทำให้สิ่ง "เลวร้าย" นี้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา

I had complete peace knowing that God won't let anything happen to us in our life unless He has a good purpose for it all. I completely gave my life to Christ at the age of fifteen after reading John 9.

Jesus said that the reason the man was born blind was "so that the works of God may be revealed through Him." I truly believed that God would heal me so I could be a great testimony of His Awesome Power. Later on I was given the wisdom to understand that if we pray for something, if it's God's will, it'll happen in His time. If it's not God's will for it to happen, then I know that He has something better. I now see that Glory revealed as He is using me just the way I am and in ways others can't be used.
ผมได้พบกับความสงบอย่างสมบูรณ์ในการได้ รู้ว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับเราถ้าพระองค์ไม่มีจุดหมายที่ ดีสำหรับเราทุกคน ผมอุทิศทั้งชีวิตของผมให้กับพระเจ้าเมื่อผมอายุ 15 หลังจากได้อ่าน ยอห์น บทที่ 9

พระเยซูกล่าวว่าเหตุผลที่คนตาบอดเกิด มาตาบอดก็เพราะ "เพื่อว่างานของพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญผ่านทางคนนั้น" ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าพระเจ้าจะรักษาผมเพื่อที่ผมจะได้เป็นพยานอันยิ่งใหญ่ ให้กับฤทธิ์อำนาจของพระองค์ หลังจากนั้นผมก็ได้รับสติปัญญาที่จะเข้าใจว่าถ้าเราอธิษฐานเพื่อสิ่งใด ถ้าสิ่งนั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในเวลาของพระองค์ ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้เกิดขึ้น ผมก็รู้ว่าพระองค์มีสิ่งที่ดีกว่าให้กับผม ตอนนี้ผมได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในการใช้ผมในสิ่งที่ผมเป็นและเป็น สิ่งที่คนอื่นไม่มี

I am now twenty-three years old and have completed a Bachelor of Commerce majoring in Financial Planning and Accounting. I am also a motivational speaker and love to go out and share my story and testimony wherever opportunities become available. I have developed talks to relate to and encourage students through topics that challenge today's teenagers. I am also a speaker in the corporate sector.
ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีและสำเร็จปริญญาตรีด้านการค้า เอกการวางแผนด้านการเงินและบัญชี ผมยังเป็นนักพูดให้กำลังใจและรักที่จะออกไปข้างนอกและแบ่งปันเรื่องราวของผม และเป็นพยาน ณ ที่ใดก็ตามที่โอกาสเป็นใจ ผมได้พัฒนาการพูดเพื่อให้เกี่ยวโยงกับการให้กำลังใจนักเรียนผ่านทางหัวข้อ ที่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กวัยรุ่นในสมัยนี้ นอกจากนั้นผมยังเป็นนักพูดในภาคธุรกิจอีกด้วย

I have a passion for reaching out to youth and keep myself available for whatever God wants me to do, and wherever He leads, I follow.
ผมมี ความรักในการยื่นมือออกไปช่วยเยาวชน และการทำตัวเองให้ว่างเพื่อสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าอยากให้ผมทำ และที่ใดก็ตามที่พระองค์ทรงนำ ผมตาม

I have many dreams and goals that I have set to achieve in my life. I want to become the best witness I can be of God's Love and Hope, to become an international inspirational speaker and be used as a vessel in both Christian and non-Christian venues. I want to become financially independent by the age of 25, through real estate investments, to modify a car for me to drive and to be interviewed and share my story on the "Oprah Winfrey Show"!
Writing several best-selling books has been one of my dreams and I hope to finish writing my first by the end of the year. It will be called "No Arms, No Legs, No Worries!"
ผม มีความฝันและเป้าหมายมากมายที่ผมตั้งไว้เพื่อที่จะทำให้สำเร็จในชีวิตนี้ ผมอยากจะเป็นพยานที่ดีที่สุดที่ผมจะเป็นได้สำหรับความรักและความหวังของพระ เจ้า อยากเป็นนักพูดให้กำลังใจในระดับสากล และเพื่อถูกใช้เป็นภาชนะทั้งในเรื่องของคริสเตียนและเรื่องอื่น ๆ ผมอยากมีอิสระทางการเงินเมื่ออายุ 25 ผ่านทางการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อออกแบบรถสำหรับผมที่จะขับได้และอยากได้รับการสัมภาษณ์และแบ่งปันเรื่อง ราวของผมผ่านทางรายการ "โอปราห์ วินฟรี โชว์"!
การได้เขียนหนังสือหลาย เล่มที่ติดอันดับขายดีที่สุดก็เป็นหนึ่งในความฝันของผม และผมหวังว่าจะเขียนหนังสือเล่มแรกให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ หนังสือเล่มนี้จะมีชื่อว่า "ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีกังวล!"

I believe that if you have the desire and passion to do something, and if it's God's will, you will achieve it in good time. As humans, we continually put limits on ourselves for no reason at all! What's worse is putting limits on God who can do all things. We put God in a "box".
The awesome thing about the Power of God, is that if we want to do something for God, instead of focusing on our capability, concentrate on our availability for we know that it is God through us and we can't do anything without Him. Once we make ourselves available for God's work, guess whose capabilities we rely on? God's!
ผม เชื่อว่าถ้าคุณมีความปรารถนาและความหลงไหลที่จะทำสิ่งใด และถ้าสิ่งนั้นเป็นประสงค์ของพระเจ้า คุณก็จะทำสำเร็จในเวลาที่เหมาะสม จากการเป็นมนุษย์นี้เอง ทำให้เรามักจะจำกัดตัวเองโดยไร้เหตุผล! สิ่งที่แย่กว่านั้นก็คือการจำกัดความสามารถของพระเจ้าในการกระทำทุกสิ่ง เราจำกัดพระเจ้าลงใน "กล่อง"
สิ่งที่ดีเกี่ยวกับพลังของพระเจ้าก็คือ การที่ถ้าเราต้องการที่จะทำสิ่งใดก็ตามเพื่อพระองค์ แทนที่จะสนใจความสามารถของเรา ให้เพ่งความสนใจไปที่เวลาที่เรามีที่จะให้พระองค์ เพราะเรารู้ดีว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทำผ่านเรา และเราไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยหากปราศจากพระองค์ แต่เมื่อเราทำตัวให้ว่างเพื่องานของพระเจ้าแล้ว ลองเดาดูซิว่าความสามารถของใครที่เราจะพึ่งพา? ของพระเจ้าไง!
Read more ...

Stephen Chow โจวซิงฉือ

10 มิ.ย. 2552

โจวซิงฉือ เกิดเมื่อ 22 มิถุนายน ปี 1962 เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว มีพี่สาวหนึ่งคน และน้องสาวสองคน ถึงแม้ว่าเค้าจะเกิดที่ฮ่องกง แต่พื้นแพครอบครัวเป็นคนเซี่ยงไฮ้ หลังจากจบมัถยมในปี 1982 โจวซิงฉือสมัครเข้าทำงานในบริษัท TVB แต่ถูกปฏิเสธ แต่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้โจวซิงฉือไปสมัครเข้าเป็นนักเรียนการแสดงของ TVB ที่กำลังประกาศรับสมัครขณะนั้นแทน

หลังจากผ่านไปหนึ่งปี โจวซิงฉือได้เซ็นสัญญากับบริษัทและเริ่มต้นงานแสดง ในรายการทีวีสำหรับเด็กชื่อ "430 Space Shuttle" ที่เค้าได้เป็นพิธีกรถึง 4 ปีคู่กับ เหลียงเฉาเหว่ย รายการประสบความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้กับโจวซิงฉือเป็นอย่างมาก และถือเป็นการกรุยทางสู้เส้นทางการแสดงของเค้า

ในปี 1987 โจวซิงฉือได้เล่นหนังทีวีเป็นครั้งแรกในเรื่อง The Price Of Growing Up ในบทตัวประกอบของว่านจื่อเหลียง

ในปีเดียวกันนี้ โจวซิงฉือได้แสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในหนังที่แสดงนำและกำกับโดย หลี่ซิวเสียน Final Justice โจวซิงฉือได้รับรางวัลม้าทองคำดาราสมทบยอดเยี่ยมจากบทในเรื่องนี้ ส่วนรางวัลที่ฮ่องกงได้เสนอชื่อเข้าชิงสาขาดาราหน้าใหม่ และดาราสมทบชาย

ปีถัดมาโจวซิงฉือได้รับงานแสดงที่หลากหลายขึ้น สำหรับหนังใหญ่ ก็ได้แก่ Just Heroes หนังที่กำกับโดยจอห์น วู เป็นงานที่ทำออกมาเพื่อคารวะจางเชอะ, Unmatchable match, Thunder cops 2 และ Dragon Fight นอกจากนั้นยังมีโอกาศได้เล่นบทตลกเป็นครั้งแรก ในหนังเรื่อง Faithfully Yours ร่วมกับจางเซียะโหย่ว ส่วนหนังทีวี โจวซิงฉือได้รับบทนำในหนังกำลังภายในเรื่อง Final Combat ซึ่งมีอู๋จวินอวี้ร่วมแสดง รวมถึงได้ร่วมงานกับอู๋ม่งต๊ะเป็นครั้งแรกด้วย

จนกระทั่ง ในปี 1990 โจวซิงฉือจึงได้ก้าวเป็นซุปเปอร์สตาร์อย่างแท้จริงกับ หนังพนันที่ทำออกมาล้อเลียนคนตัดคน ในชื่อว่า คนตัดเซียน(All for the Winner) นอกจากนั้น โจวซิงฉือยังมีงานหนังออกมาถึงอีก 7 เรื่องในปีนี้ ได้แก่ My Hero, Look Out, Officer!, Legend Of The Dragon, When Fortune Smiles, Love Is Love และหนังตลกตำรวจคู่หูกับจางเซียะโหย่ว Curry & Pepper

ปี 1991 โจวซิงฉือยังคงโกยเงินต่อไปใน Fight Back To School (คนเล็กนักเรียนโต) หนังเกี่ยวกับ ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นนักเรียน เข้าไปสืบคดี หนังทำลายสถิติทำเงินสูงสุดในฮ่องกงขณะนั้นไปได้ หนังยังมีภาคต่อตามมาอีกสองภาคในปี 1993

นอกจากนั้นในปี 1991 โจวซิงฉือยังมีหนังกังฟูออกมาเป็นครั้งแรก Fist of Fury '91 ที่ตั้งชื่อตามหนังคลาสสิคของ บรูซ ลี และเนื่องจากช่วงปี 92 - 94 หนังกำลังภายใน กังฟู มาแรงสุดๆ จากความดังของหลี่เหลียงเจี๋ยทำให ้โจวซิงฉือต้องเล่นหนังแนวหลายเรื่อง ด้วยเช่นกัน แต่หนังกังฟูของโจวซิงฉือ ก็มีเอกลักษณ์อยู่ที่ความตลกตามสไตล์ ช่วยสร้างให้หนังของเค้าแตกต่างไปจากหนังแนวเดียวกันนี้ของคนอื่น หนังกังฟูเรื่องอื่นๆ ของ โจวซิงฉือ ก็เช่น Justice my foot(คนเล็กไม่แกรงใจนรก), King of Beggars(ยาจกซู ไม้เท้ากยาสิทธิ์), Royal Tramp(อุ้ยเสี้ยวป้อ กระบี่ไม่มีคำตอบ)

ในปี 1993 โจวซิงฉือได้ร่วมงานกับตู้ฉีฟงเป็นครั้งที่สองหลังจาก Justice my foot ในหนังเรื่อง The Mad Monk ทั้งคู่เกิดขัดแย้งกันเมื่อโจวซืงฉือ สั่งให้มีการตัดแปลง บทโดยพลาการ ถึงหนังจะออกมาใช้ได้แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จทางรายได้เลย

ปี 1994 โจวซิงฉือก็กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเมื่อหนังทั้งสองเรื่องของเค้า Love On A Dilivery และ From Beijing With Love(พยัคฆ์ไม่ร้ายคังคังฉิก) ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเรื่องหลังเป็นการเริ่มงานผู้กำกับของเค้าด้วย

ในปี 1995 โจวซิงฉือก็มาถึงจุดสูงสุดในอาชีพด้วยงาน อีพีคยิ่งใหญ่ Chinese Odyssey 95(ไซอิ๋ว 95 เดี๋ยวคนเดี๋ยวลิง) ทั้ง 2 ภาค ที่เป็นการเล่าเรื่องไซอิ๋วแบบใหม่ แทรกธรรมะเข้ากับสไตล์ตลกหยุดโลกของเค้า หนังได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกมากๆ แต่ผลงานอีกสองเรื่องในปี นี้อย่าง Sixty Million Dollar Man(คนไม่ธรรดายืดได้หดได้), Out of the Dark(กึ้ยเฉพาะชั้น 9 ) กลับได้รับความสำเร็จในระดับกลางๆ เท่านั้น

ในช่วงปี 1996 - 1999 โจวซิงฉือเริ่มมีงานแสดงน้อยลง ไม่ใช้เพราะเสื่อมความนิยม แต่เค้าเริ่มพยายมจะสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหามากขึ้น หนังในช่วงนี้ เริ่มมีการทดลองอะไรใหม่ๆ บางเรื่อง ความตลกขบขัน ลดน้อยลงอย่างได้ชัด งานในช่วงนี้ก็ได้แก่ Forbidden City Cop(สายลับคังคังโป๊ย) , God of Cookery(คนเล็กกุ๊กเทวดา) , King of Comedy(คนเล็กอยากใหญ่)

2001 โจวซิงฉือหายไป 2 ปี บางคนบอกอาจจะหมดยุคของเค้าแล้ว แต่พอกลับมาเรื่องนกเสียงกาเงียบลง เมื่อง Shaolin Soccer(นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่) ถล่มบ็อกออฟฟิส ไม่ใช่เฉพาะของฮ่องกง แต่ทั่วทั้งเอเซีย หนังผสมทั้งความตลกแบบโจวซิงฉือ และเนื้อหาสาระแบบโจวซิงฉือ ยุคใหม่ สร้างเป็นมาสเตอร์พีชของเค้า หนังสามารถคว้า 7 รางวัลตุ๊กทองทั้ง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ส่วนตัวเค้าได้ ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงนำยอดเยี่ยม มาครอง หลังจากที่โดนเมินมานาน

2004 ไม่ว่า The Kung Fu Hustle จะออกมาเป็นอย่างไง ชื่อของโจวซิงฉือ ก็ไม่ต้องการพิสูจน์อีกต่อไปแล้ว บางคนบอกว่าเค้าคือ ชาลี แลปปลิน แห่งเอเชีย แต่ผมไม่ใช่หรอกเพราะ เค้าคือ โจวซือฉือ ราชาหนังตลก ที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร

ผลงานเด่นๆ ของโจวซิงฉือ

Chow Sing-Chi : โจวซิงฉือ (1988 - 1990)
Final Justice - สารวัตใหญ่ใจเพชร (1988)
Curry and Pepper - อ๋องอ๋า เทวดาฝากมากวน (1990)
When Fortune Smiles - คนตัดดวง (1990)
All For The Winner - คนตัดเซียน (1990)

Chow Sing-Chi : โจวซิงฉือ (1991 - 1993)
Legend of the Dragon - กลมแต่ไม่เกลี้ยง (1991)
Fist of Fury 1991 - คนเล็กหมัดเทวดา (1991)
King Of Beggars - ยาจกซู ไม้เท้าประกาศิต (1992)
Royal Tramp - อุ้ยเสี้ยวป้อ จอมยุทธเย้ยยุทธจักร (1992)
Flirting Scholar - 007 ถังไป่หู่ ใหญ่ไม่ต้องประกาศ (1993)
The Mad Monk - จี้กง ใหญ่อย่างข้าไม่มี (1993)

Chow Sing-Chi : โจวซิงฉือ (1994 - 1995)
From Beijing with Love - พยัคไม่ร้าย คังคังฉิก (1994)
Hail the Judge - เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว (1994)
Sixty Million Dollar Man - คนไม่ธรรมดายีดได้หดได้ (1995)
Chinese Odyssey - ไซอิ๋ว 95 เดี๋ยวคนเดี๋ยวลิง (1995)
Out of the Dark - กึ้ยเฉพาะชั้น 9 (1995)

Chow Sing-Chi : โจวซิงฉือ (1996 - 2002)
Fobiden City Cop - สาย(ไม่)ลับ คังคังโป้ย(1996)
God of Cookery - คนเล็กกุ๊กเทวดา (1996)
The Lucky Guy - คนเล็กใหญ่เก๊กโลก (1998)
King of Comedy - คนเล็กไม่เกรงใจนรก (1999)
Shaolin Soccer - นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ (2001) 
Read more ...

ยอดคนขี้แพ้ โจวซิงฉือ

10 มิ.ย. 2552


ชอบดูหนังของโจวซิงฉือกันหรือเปล่า

ผมชอบครับ-ชอบมากเสียด้วย ยิ่งเรื่องไหนจับคู่กับอู๋เมิ่งต๊ะ ด้วยแล้ว รับประกันว่าฮาขี้แตกขี้แตน

ผมเพิ่งไปค้นเรื่องของเขาบนเน็ต เอาข้อมูลเก่าๆมาตีลังการวมกับข้อมูลใหม่ แล้วเขียนไปลงหนังสือทำมือของตัวเอง เพิ่งไปวางขายที่งานหนังสือที่สวนสันติชัยปราการเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่าว่าอย่างโง้นอย่างงี้ขอลอกเรื่องของตัวเองมาลงอีกที เพราะขี้เกียจเขียนใหม่มันยาว

“คนขี้แพ้”ผู้ยิ่งใหญ่

ในขณะที่เฉินหลง,โจวเหวินฟะ และ เจ็ต ลี พากันโกฮอลลีวู้ดกันไปหมด “สตีเฟ่น โจว” มักจะถูกถามอยู่เสมอว่า ทำไมถึงไม่สนใจจะไปสร้างตลาดในสหรัฐอเมริกากับเขาดูบ้าง

เชื่อว่าผลตอบรับน่าจะดีเมื่อมองจากงานอย่าง Shaolin Soccer และ Kung Fu Hustle ที่ถูกนำไปฉายที่อเมริกา และถือว่าได้รับความสำเร็จอย่างท่วมท้น

คำตอบที่ได้รับจากโจว ซิง ฉือ ก็คือ เขาไม่ต้องการให้ฮอลลีวู้ดทำลาย “ตัวตน” ที่เขาเป็นอยู่นั่นเอง

ถ้าเลือกเล่นอยู่ในฮ่องกงต่อไป เขาจะสามารถแสดง สร้าง และกำกับงานในแบบอย่างที่ตัวเองต้องการได้

แต่สิ่งนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นถ้าเลือกไปฮอลลีวู้ด

ชั่วโมงนี้ สตีเฟ่น โจว คือดาราตลกอันดับ 1 ของฮ่องกง รวมถึงของเอเชีย และเคยได้รับการยกย่องจากไทม์ แม็กกาซีนให้เป็น “เอเชี่ยน ฮีโร่” กันเลยทีเดียว

”ผมอยากจะบอกกับทุกคนว่า ภาพยนตร์ของผมไม่ได้สนใจรายละเอียด หรือต้องการความพิถิพิถันทุกขั้นตอนเหมือนงานจากผู้กำกับชั้นนำในฮอลลีวู้ด แต่ผมต้องการให้งานของผมมีความไหลลื่น เป็นธรรมชาติ และสะท้อนเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา”

แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีพัฒนาการเอาเสียเลย

”หลายปีที่ผ่านมาผมรู้สึกว่า ภาพยนตร์ของผมเป็นเหมือนงานโชว์เดี่ยวของตัวผมเอง เรื่องราวในเรื่องไม่มีความสำคัญเท่ากับว่า ผมคือตัวนำเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ มันดูเหมือนงานวันแมนโชว์เสียมากกว่า และตอนนี้ผมพยายามให้ความสนใจในรายละเอียด เรื่องราว เนื้อหาและการสร้างอารมณ์มากขึ้น”

และจะสามารถเห็นความคลี่คลายอย่างเด่นชัดจาก Kung Fu Hustle งานที่ถือว่าได้ทั้งเงินทั้งกล่อง

แถมยังเป็นงานคารวะ “บรู๊ซ ลี” ฮีโร่ในดวงใจอีกต่างหาก

อาจจะดูอหังการไปหน่อย แต่ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์ของ โจว ซิง ฉือ ก็มีลักษณะเฉพาะตัวจริงๆ

เควนติน ตารันติโน่ ยอดผู้กำกับคนดังซูฮกว่า โจว ซิง ฉือ คือนักแสดงที่ดีที่สุดในฮ่องกง

ในขณะที่ เดเด้ นิกเคอร์สัน ผู้แทนของมิราแม็กซ์ในเอเชียที่ช่วยนำ “เส้าหลิน ซอคเกอร์” ไปฉายในยุโรปและอเมริกาแสดงทรรศนะว่า ไม่ว่าโจว ซิง ฉือ จะเป็นอัจฉริยะ หรือตลกบ้าบอ ก็คงไม่สำคัญเท่ากับว่า เขาเป็นที่รักของผู้ชม

แม้กระทั่งผู้สื่อข่าวฮ่องกงที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด ก็ยังต้องยอมรับว่า บทบาทตลกอันไร้สาระในหนังของโจวนั้น เป็นงานที่เหนือชั้นตลอดเวลา

บทบาทของตัวเอกที่แสดงโดย โจว ซิง ฉือ มักจะไม่ใช่ตัวละครที่เพียบพร้อม สมบูรณ์แบบ มีจุดบกพร่องมากมาย

เป็นงานที่มักให้ตัวเอกเล่นบท “ขี้แพ้” ในต้นเรื่อง แต่อาศัยความดีเป็นเกราะกำบังจนสามารถ “ก้าวผ่าน” อุปสรรคต่างๆไปได้โดยตลอด

เป็นเหมือน “โนบิตะ” ที่ต้องอาศัย โดราเอม่อนยังไงยังงั้น

แต่สามารถชนะใจผู้ชมได้มากมาย

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ในห้วงเวลาที่โรค “ซาร์ส” เล่นงานฮ่องกงจนทรุดเซ ภาพยนตร์ของสตีเฟ่น โจว กลับเป็นที่ต้องการของชาวฮ่องกงมากกว่าที่เคย

ผู้ชมชาวฮ่องกงที่เป็น “แฟนคลับ” รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า นั่นอาจเป็นเพราะว่าภาพยนตร์ของ โจว ซิง ฉือ ทุกเรื่องแสดงให้เห็นว่าโลกยังมีความหวัง และไม่สยบยอมให้กับอุปสรรคชีวิตใดๆ ถึงเป็นหนังตลกแต่ก็สะเทือนอารมณ์อย่างยิ่ง

”หลังจากผมดูหนังของเขาแล้ว รู้สึกเหมือนมีพลังที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง” แฟนชนิดเข้ากระดูกดำรายหนึ่งกล่าว

เป็นเสน่ห์ในความเป็น สตีเฟ่น โจว ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนจริงๆ

เรื่องน่ารู้ของ โจว ซิง ฉือ

- เมื่อตอนเด็กๆ โจว เรียนกังฟูด้วยการศึกษาจากโทรทัศน์ เนื่องจากพ่อแม่ของเขาไม่ยอมให้ไปเรียน แม้ปัจจุบันเจ้าตัวก็ยังชอบดูหนังกังฟูอยู่เป็นประจำ

- โจว เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ บรู๊ซ ลี และยังเคยรับหน้าที่เป็นประธานแฟนคลับของ บรู๊ซ ลี ในฮ่องกงมาก่อน

- นอกจากกังฟู บรู๊ซ ลี แล้ว เรื่องโปรดที่โจวยอมรับว่าเป็น” สาวก” อยู่อย่างเหนียวแน่นก็คือ “ดราก้อนบอลล์”
Read more ...

พนมเทียน ผู้เขียนเพชรพระอุมา

10 มิ.ย. 2552
Read more ...

สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช

10 มิ.ย. 2552
นักข่าวเดลินิวส์ ข่าวอาชญากรรม รุ่นเก่า

นามแฝง

"สิงโตฮึ่มๆ" ข่าวสังคม

"ชมพู ชูพวง" ตอบปัญหาเพศ

"ติ๊ก บางพลัด" เรื่องสัพเพเหระ และพากย์การ์ตูน

"ปรัศนีย์ 100%" ตอบปัญหาทั่วไป

สมัยเป็นบรรณาธิการ จะเข้ามาอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับแต่เช้าตรู่ เพื่อตรวจว่าตกข่าวอะไรไปบ้าง

หากพบจะเรียกนักข่าวไปด่าให้ละเอียด

หากได้ข่าวเดี่ยว จะชมเชย

ข้อดี จุดเด่น คือเป็นมืออาชีพ และเป็นบริหารงานอย่างมีแผนการณ์ยอดเยี่ยม

ยุคเดียวกับ พนมเทียม แห่งเพชรพระอุมา

ซึ่งเขียนเรื่องลงเดลินิวส์ ที่ขณะนั้น คุณสุเทพ เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการอยู่
Read more ...

สาธุคุณอัลแบร์โต คิวตี

10 มิ.ย. 2552

ลูกครึ่ง เมกัน-คิวบา

วัย 40

รูปงาม นัยน์ตาสีฟ้า ตัดกับผมดกดำขลับ มีมธุรสวาจาลิ้นหวานฟังรื่นหู พูดได้สองภาษา (อังกฤษ-ละติน)

รวบงานทั้งคอลัมนิสต์ปรึกษาปัญหาครอบครัว

จัดรายการวิทยุ

รายการทีวีแพร่ภาพถึง 24 ล้านหลังคาเรือน ใน 22 ประเทศ

และเขียนหนังสือ

สื่อตั้งชื่อให้ว่า "คุณพ่อโอปราห์" คล้ายโอปราห์ วินฟรีย์ ทีเดียว

ถูกแอบถ่ายมีเมีย

เลยเปลี่ยนนิกาย ไปเป็น โปแตสแตนท์

แต่พวกลูกศิษย์ไม่ได้ว่าอะไร เพราะความสามารถ และความหล่อ

แล้วย้ายโบสถ์ไปห่างไกลหน่อย

แต่ยังศรัทธา พระเจ้าเช่นเดิม
Read more ...

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

8 มิ.ย. 2552
วุฒิ พ.ศ. มหาวิทยาลัย

ปริญญาบัตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐ 2546 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

ร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 15

Doctor of Business Administration 2524 Harvard University, U.S.A.

Master of Business Administration 2521 Harvard University, U.S.A.

Master of Engineering in Industrial 2519 Asian Institute of Technology
Engineering and Management

วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาไฟฟ้า (เกียรตินิยมอันดับ 1) 2517 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน

ตำแหน่งทางบริหาร

- กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

- ประธานกรรมการ บริษัท แฟคเตอริ่งกสิกรไทย จำกัด

- ประธานกรรมการ บริษัท ลิสซิ่งกสิกรไทย จำกัด

- กรรมการสภากาชาดไทย

- ประธานชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิ “อานันทมหิดล”

ตำแหน่งหน้าที่สำคัญในอดีต

- เศรษฐกร ฝ่ายวิชาการ หัวหน้าหน่วย ฝ่ายกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ และ

รองผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ของ ธปท.(พ.ศ. 2526–2535)

- รองเลขาธิการ กลต. (พ.ศ. 2535-2542)

- กรรมการ ก.ล.ต. (พ.ศ. 2541-2542)

- เลขาธิการ ก.ล.ต. (พ.ศ. 2542-2546) 
Read more ...

พระเทพวิสุทธิกวี

8 มิ.ย. 2552


พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม สัญฺญโต)

เลขาธิการศูนย์พิทักษ์ฯ

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ตั้ง ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยขึ้นมา

จบ ป.เอก ด้านปรัชญา จากเมืองพราณสี อินเดีย
Read more ...

ประสงค์ วิสุทธิ์ ข่าวเชิงสืบสวน,ข่าวเจาะ

8 มิ.ย. 2552

ชื่อจริง คือ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ชื่อเล่น เก๊

อาชีพนักข่าว รายงานข่าวเจาะเชิงสืบสวน

เจ้าของคอลัมน์ เดินหน้าชน ของมติชน วันเสาร์

จบนิเทศน์จุฬา

สมัครเรียน นิติศาสตร์ มธ.ภาคบัณฑิต

เป็นนักข่าว ของ ประชาชาติธุรกิจ

ทำข่าวเชิงเจาะลึก เชิงสืบสวน

สามารถเปิดโปงเอาผิด ทักษิณ และเสธ.หนั่นได้

เป็นต้นแบบให้นักข่าว ประชาชาติธุรกิจ

รางวัลอิศรา คือ รางวัลสำหรับนักข่าวคุณภาพ เชิงสืบสวน

ผลงานสืบสวน

- การเซ็นสัญญาของ ช่อง 5 กับ บริษัท อาร์เอ็นที

ทำให้มีการยกเลิกสัญญา และเปลี่ยนตัวผู้บริหาร
- แผนการซื้อหุ้นลิเวอร์พูลปาหี่ระดับโลก

เป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องทำงานตาม

ไม่เบ่ง เพื่อผลประโยชน์

สังเคราะห์เอกสารทุกอย่างจากแหล่งข่าวแล้วเผยแพร่

เขียนได้ดีจนตำรวจอายด้วยซ้ำไป

ออกลุยภาคสนามจะได้ข้อมูลที่ดีรู้ว่า

ตัวละครแต่ละตัวเป็นอย่างไร

มีมิติของนักวิชาการด้วย

รู้ข้อมูลของคนอื่นเป็นอย่างดี

เช่นกรณี บริษัท เอไอเอส เกิดจากห้องแถว

ได้สัมปทานพันล้านในยุค บิ๊กจ๊อด
Read more ...

ตวงพร อัศววิไล

7 มิ.ย. 2552
ตวงพร อัศววิไล นั่งบก.ข่าว บริษัทฮาวคัม ‘โอ๊ค พานทองแท้

ซึ่ง เปลี่ยนชื่อบริษัท เป็น บริษัทวอยซ์ สเตชั่น จำกัด ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป

บริษัทวอยซ์ สเตชั่น จำกัด ดำเนินการธุรกิจด้านสื่อครบวงจร ประกอบด้วยด้านโทรทัศน์ ผลิตรายการข่าว รายการวาไรตี้ รายการบันเทิงเชิงสาระ เว็บไซด์ ข่าวสารออนไลน์ สื่อโฆษณา รวมถึงการเปิดเช่าสตูดิโอ บริหารงานโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร และ นายทรงศักดิ์ เปรมสุข

ที่ตั้งเลขที่ 197 อาคารบีบีดี (วิภาวดี) ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400 เบอร์ติดต่อโทรศัพท์ (กลาง)

อ่านข่าว เอ็นบีที ยุคจักรภพ

เคยซื้อเสื้อแมนยู ของไรอันกิ๊ก

บุตรสาวของ ผู้การสันติบาล

จบ มัธยม สาธิตจุฬา

ตรี นิเทศน์ จุฬา

เขียนหนังสือผู้กองแคน
Read more ...

มิตช์ อัลโบม นักข่าวกีฬา

4 มิ.ย. 2552

รู้จักนักข่าวกีฬาบ้างมั๊ยครับ

ถ้าบ้านเราที่รู้จักส่วนมากก็คงจะเป็น “คนดัง” อย่าง “บิ๊กจ๊ะ” สาธิต กรีกุล เอกราช เก่งทุกทาง

หรือถ้าเป็นรุ่นใหญ่หน่อยก็คงจะเป็น พิษณุ นิลกลัด

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ท่านทั้งหลายที่ว่ามานี้ถือว่าหนักไปทาง “นักพากย์” มากกว่า ไม่ใช่

นักข่าวที่เกาะติดอยู่ในพื้นที่ ออกไล่ล่าหาข่าวจากแหล่งข่าว

แต่อย่างใด

ซึ่งอย่างหลังนี่ว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักชื่อเสียง รูปร่างหน้าตาสักเท่าไหร่เลย

แต่ในต่างประเทศโดยเฉพาะในอังกฤษ-สหรัฐ การเป็น “นักพากย์” กับ “นักข่าว” แบ่งแยกกันโดยเด่นชัด

ที่สวมหมวก 2 ใบค่อนข้างจะหายาก

ที่เหมือนกันก็คือ นักข่าวกีฬา” มักจะไม่เป็นที่คุ้นเคยเหมือนกับนักพากย์กีฬา หรือพวกคอมเมนเตเตอร์เท่าใดนัก

ยกเว้นไว้คนครับ เขาชื่อ “มิตช์ อัลโบม”

ว่าไปแล้วมิตช์ อัลโบม น่าจะเป็นแบบฉบับของ “อเมริกัน ดรีม” ได้อย่างสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง

หลังจากจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแบรนดีสมิตช์เริ่มต้นชีวิตการทำงานเมื่อปี 1981

ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาให้กับหนังสือพิมพ์

Queens Tribune ในนิวยอร์ก ก่อนจะลงหลักปักฐานกับ Detroit Free Press

ในปี 1985 มาจนถึงปัจจุบัน

แม้เขาจะเป็นเพียงนักข่าวกีฬา แต่ทรรศนะ การมองโลกของมิตช์มีความลึกซึ้ง มีความโดดเด่นเฉพาะตัว

ในรายงานของมิตช์มักจะให้ความสำคัญกับชีวิตและความเป็นมนุษย์ แม้จะเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีรายได้ปีละหลายร้อยล้าน แต่เขามักจะแจกแจงให้เห็นว่าชีวิตของสุดยอดนักกีฬาก็เป็นเหมือนปุถุชนทั่วไปเช่นกัน มีความผิดพลาด เหงา เศร้า

มีด้านที่สมหวัง

แต่ก็มีด้านที่ขื่นขมเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ชื่อของมิตช์ อัลโบม จึงได้รับการยอมรับในเวลาอันรวดเร็ว ได้รับการเสนอชื่อเป็นคอลัมนิสต์กีฬาอันดับ 1

ของสหรัฐเป็นเวลาหลายปี

และมีงานเขียนปรากฎในหนังสือดังๆมากมายไม่ว่าจะเป็นSport Illustrted ,GQ, Sport,

The Newyork Times

ไม่เพียงแต่เท่านั้น มิตช์ยังจัดรายการทางวิทยุ มีรายการทอล์กโชว์ทางโทรทัศน์เป็นของตัวเอง

รวมทั้งยังเป็นนักดนตรี เป็นนักแต่งเพลง

ซึ่งล้วนแต่ทำได้ดีทั้งสิ้น

คอลัมน์ของมิตช์ในหนังสือพิมพ์ Detroit Free Press มีตีพิมพ์ทุกวัน

แต่ในฉบับวันอาทิตย์เขามักจะฉีกแนว

หันไปพูดถึงเรื่องหนัง ดนตรี ศิลปะ ครอบคลุมไปถึงการเมือง ปรัชญาและการดำเนินชีวิต


ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความสามารถและความสนใจอันหลากหลายนั่นเอง

แม้จะโด่งดังสุดขีด แต่ มิตช์ บอกกับใครว่า งานที่เขารักก็คือเป็นนักหนังสือพิมพ์ เห็นผลงานของตัวเองตีพิมพ์ทุกวัน

และอีกด้านหนึ่ง ความโด่งดังของ มิตช์เกิดขึ้นจากการเป็นผู้เขียน Tuesdays With Morrie

ซึ่งฉบับแปลไทยโดยอมรรัตน์ โรเก้ ตั้งชื่อไว้ว่า “วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี่”

เป็นหนังสือเบสต์ เซลเลอร์ส ที่นักอ่านช่าวไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี และยังมีงานสร้างชื่อตามมาอีกคือ

five people you meet in heaven

กล่าวสำหรับ Tuesdays With Morrie เป็นเรื่องจริงของ “มอร์รี่ ชวอตซ์”

ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มิตช์เคยศึกษาอยู่นั่นเอง ครูมอร์รี่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้และได้แต่เฝ้านอนรอวันตาย แต่ในห้วงเวลานั้นเองมิตช์ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมครูของเขา และได้มีช่วงเวลาอยู่ร่วมกันระยะหนึ่ง

ก่อนถึงวันแตกดับของผู้เป็นครู

และบทสนทนาทุกวันอังคารระหว่างครูและศิษย์ได้กลายมาเป็นหนังสือ Tuesdays With Morrieเล่มนี้นี่เอง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือการเรียนรู้ที่จะแบ่งปันความรักให้แก่ผู้อื่น และการเปิดรับให้ความรักเข้ามา”

นั่นคือประโยคทองในหนังสือเล่มนี้ที่จับใจคนทั่วโลก


ในหนังสือ “วิหารที่ว่างเปล่า” ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในบทความเรื่อง”อารมณ์ตะวันตก”มีการหยิบยกหนังสือ

Tuesdays With Morrie ขึ้นมาเขียนถึงด้วยความชื่นชมเช่นกัน มีความว่า

“คำตอบที่มอร์รีมีต่อโลกและชีวิตไม่ได้เหมือนกับกระแสหลักที่ชี้นำสังคมอเมริกันอยู่เลย

มอร์รี่เน้นเรื่องความรักและ

ความเมตตาที่มนุษย์พึงมอบให้กัน และยอมรับการเกิดแก่เจ็บตายได้อย่างสง่างาม…”

กล่าวถึงที่สุดแล้ว ถ้อยคำสนทนาระหว่างอาจารย์-ลูกศิษย์คู่นี้คือการมองย้อนชีวิตในทุกๆด้าน

รวมทั้งยังกล่าวถึงความตายได้อย่างลึกซึ้ง เปี่ยมความหมาย

ไม่น่าเชื่อว่านักข่าวกีฬาธรรมดาคนหนึ่งจะมีภูมิปัญญา และการมองโลกที่ลึกซึ้งเยี่ยงกูรู
Read more ...

ไผ่ ลิกส์

4 มิ.ย. 2552

ไผ่ ลิกส์" ผู้สมัคร ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชาชน ลูกชายหัวแก้ว

หัวแหวนของ "เรืองวิทย์ ลิกส์" อดีต รมช.มหาดไทย และ อดีต

ส.ส.กำแพงเพชร จบปริญญาตรีด้านนิเทศศาตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

วัย 29 ปี

ผ่านการทำงานจากธุรกิจครอบครัวด้านบ้านจัดสรรและรถยนต์ หนึ่งในกลุ่ม

"วัน พ้อยต์" หรือ "ไผ่ ONE POINT " ก่อนตัดสินเปลี่ยนเส้นเข้าสู่การเมือง เพราะเรืองวิทย์ผู้เป็นพ่อเจออุบัติเหตุทางการเมืองถูกตัดสิทธิ์นาน 5 ปี

หนุ่มไผ่ย้อนให้ฟังว่า รู้สึกผูกพันกับการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เพราะเคยตามพ่อ

ไปลงพื้นที่จน กลายเป็นแรงบันดาลใจว่าสักวันหนึ่งจะไปถึงในจุดที่พ่อทำไว้บ้าง

แม้จะร่ำเรียนมาด้านธุรกิจแต่ไม่เป็นปัญหา เพราะสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์

ของพ่อ ที่เป็นทั้งครูและพี่เลี้ยงได้ ถึงแม้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้จะหนักหนา

แบ่งขั้วกันวุ่นวาย ก็ไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจสำหรับหนุ่มไผ่ที่สวมเสื้อพรรค

พลังประชาชนลงสู้ศึก

เพราะมีกำลังใจจากครอบครัวและมั่นใจฐานเสียงเก่าของพ่อที่มีไว้ให้

อุ่นใจเป็นทุนเดิม พร้อมชูสโลแกนที่พ่อเคยใช้คือ "ใจถึง พึ่งได้"

หรือพูดให้ถูกคือ "เลือกลูก ก็เหมือนได้พ่อ" พร้อมชูนโยบายของพรรคฯ

ควบคู่กันไปด้วย

เลือกตั้งครั้งนี้จึงเหมือนกับขอพิสูจน์ฝีมือในฐานะเลือดใหม่ทางการเมือง ที่จะสู้ตามระบอบประชาธิปไตย!!!
Read more ...

นายปิยะพันธ์ จำปาสุต

3 มิ.ย. 2552

เป็นนักกลอน พรรคพวกในวงการเยอะ
เป็นนักพูดที่พูดนุ่ม ๆ แต่คนฟังเข้าใจได้ดี
มีมุขตลก
อดีต อธิบดี กรมขนส่งทางบก
มีผลงานดีสมัยทักษิณ
พอปฏิวัติูุถูกปลดออก
มีคนชมว่าทำให้กรมขนส่ง ทำงานรวดเร็วขึ้น จนถึงทุกวันนี้
ชื่อไม่ดัง แต่มีผลงานมากมาย
รวมถึงการทำงานหนัก ช่วงเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ
อดีตทำงานด้านกองทะเบียนรถยนต์ และ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก
ปัจจุบัน ประธานบอร์ด อสมท. ผลักดันการเช่ารถ 4 พันคัน ให้กับ โสภณ ซารัมย์ รมว.ร่างทรง เนวิน
เป็นอาจารย์สอนที่รามด้วย
ออกรายการ กับอาจารย์ วีระ และดู๋ สัญญา
ตอบได้ชัดเจนและมีความกระจ่างมาก ๆ

และเป็นประธานบอร์ด ทอท.อีกด้วย

บุคลิกที่โดดเด่น คือ ความเยือกเย็น และ ความชัดเจนในการตอบปัญหา
บุคลิกดูใจดี
ลักษณะคนแก่ที่ใจดี

จริง ๆ แกต้องได้เป็น ปลัดกระทรวงคมนาคมไปแล้ว
แต่เพราะการปฏิวัติ จึงพลาดตำแหน่งให้กับ นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์

ทำหนังสือร้องเรียนเพื่อขอตำแหน่งเหมือนคนทั่วไปเช่นกัน

แต่งหนังสือ อุบัติภัยบนท้องถนนอีกด้วย

เป็นนายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่โจมตี ศ.ดร.อมรา และคณาจารย์รัฐศาสตร์

15 คน ซึ่งเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลาออก เพราะขาดความชอบ

ธรรมในการบริหารประเทศ

กล่าวพาดพิง รถ brt ของ กทม. ว่าซื้อรถแพงกว่า รถเมล์เช่าเป็นอย่างมาก

ทำให้ กทม. เต้น เตรียมชี้แจงแล้ว

เพื่อนกับสุภาพ คลี่ขจาย

ที่ฟ้อง ก็เพราะต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมเฉย ๆ

ศิษย์เก่าสวนกุหลาบ

เป็นเพื่อนขรรค์ชัย บุนปาน

พวกเรียนรัฐศาสตร์ จุฬา เขามีสมาคมกัน เพื่อช่วยเหลือกัน


Read more ...

กุส ฮิดดิ้งค์

1 มิ.ย. 2552
: กุส ฮิดดิ้งค์ :

เทพเจ้าของเหล่า "สิงห์บลูส์" 23/04/2009 8:56:35
กลายเป็นประเด็นเด่นดัง ในช่วง 2 - 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กับการอยู่หรือไปของ กุส ฮิดดิ้งค์ กุนซือขาถ่าง (ที่ขาถ่างไม่ใช่เพราะอะไรนะ แต่เพราะพี่ท่านเล่นควบเก้าอี้ 2 ตัวทั้ง เชลซี กับทีมชาติรัสเซีย) โดยแม้จะควบงานถึง 2 โปรเจ็กต์ แต่ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่เข้ามาเป็นบิ๊กบอสแทนที่ สโคลารี่ เมื่อช่วงเดือนแห่งความรักที่ผ่านมา ทัพ "สิงห์บลูส์" ก็ทำผลงานได้แบบสุโค๊ย..สุโค่ย

เพราะทำไปทำมากลับมามีลุ้นคว้าทั้งแชมป์ลีก ที่ตามหลังเหล่า "เร้ด เดวิลส์" อยู่ 4 คะแนน ถึงแม้จะแข่งมากกว่า 1 นัด แต่ก็ถือว่าทำให้เหล่าสาวกได้แฮปปี้ยิ้มหน้าบาน ไหนจะมีรอบชิง เอฟเอ คัพ กับ เอฟเวอร์ตัน รออยู่อีก พ่วงด้วยรอบ 4 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ "เจ้าบุญทุ่ม" อะไรก็เหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบไปแล้ว หลังจากที่ กุนซือมาดเคร่ง เข้ามารั้งบังเหียน

เข้าเรื่องเลย (ง่าย ๆ อย่างนี้แหละ) คือ บรรดาพลพรรค สิงโตน้ำเงินคราม ต่างเรียงแถวออกมาพูดผ่านสื่อเพื่อหวังที่จะให้ ฮิดดิ้งค์ อยู่คุมต่อไปยาว ๆ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเท่าไหร่

กับผลงานของทีมภายใต้มันสมองของเขาตามที่เกริ่นไปข้างบนนั่นแหละ จนเป็นที่มาของวาทะบรรดาเหล่าลูกทีมที่รักเจ้านายคนนี้เหลือเกิน

จอห์น เทอร์รี่ : "เขามีความสัมพันธ์อันดีกับ โรมัน อบราโมวิช สิ่งต่างๆ เป็นไปด้วยดี และผมมั่นใจว่ามันจะมีการเจรจากันเกิดขึ้น ถ้าเรายังคงทำได้ดีแบบนี้ มันก็จะเป็นตัวเลือกเดียวเท่านั้น เขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม เขาอยู่กับเราทุกวันที่สนามซ้อม และเขาก็ไม่ปล่อยให้ใครนอกลู่นอกทาง"

แฟร้งค์ แลมพาร์ด : "เขามีบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษ เขาต้องการความเคารพจากลูกทีม แต่ตัวเขาเองก็ดูมีบารมีด้วยเช่นกัน โค้ชชั้นยอดทุกคนที่ผมเคยร่วมงานด้วยนั้นต่างทำให้คุณรู้สึกกลัว และ ฮิดดิ้งค์ ก็คือหนึ่งในนั้น ผู้จัดการทีมสร้างความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาเป็นคนฉลาด และเขาก็ไม่ต้องการสร้างความแตกต่างมากมาย เมื่อต้องเข้ามาทำทีมในช่วงกลางฤดูกาลแบบนี้ ส่วนพวกนักเตะนั้นก็ต้องให้การตอบสนอง และบรรดานักเตะในทีมก็กำลังให้การตอบสนองเขาอยู่"

โชเซ่ โบซิงวา : "หลังจากผลการแข่งขันในช่วงที่ผ่านมา สปิริตในทีมก็สูงขึ้น และเราก็กำลังเล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จิตใจของทีมก็เปลี่ยนไป และส่วนหนึ่งก็เกิดจากการย้ายมาของ (กุส) ฮิดดิ้งค์ เวลานี้เราเปลี่ยนระบบการเล่น และพัฒนาขึ้นในเรื่องเกมบุก

มิชาเอล บัลลัค : "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราอยากให้เขาอยู่กับทีมต่อไป สิ่งที่เขาทำให้กับทีมในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ตอนนี้เราดูเป็นทีมที่แข็งแกร่งมาก และเราคงผิดหวังมากถ้าเขาไม่คุมทีมต่อ"

มิชาเอล เอสเซียง : "กุส เข้ามาทำงานได้เยี่ยมยอด เขามีรูปแบบของตัวเองในการจัดการทีมนี้ วิธีการที่เขาพูดกับลูกทีม และสิ่งต่างๆกำลังไปได้สวย พวกเราจะได้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่มีฝีมือขนาดไหน เขารู้ว่าจะพูดคุยกับนักเตะอย่างไร และเขามีไตล์เป็นของตัวเองที่ซึ่งแตกต่างจากคนอื่น ตลอดที่ผมเข้ามาอยู่ในสโมสรแห่งนี้ หวังว่าพวกเราจะคว้าแชมป์บางรายการเพื่อเขาก่อนจะออกจากสโมสรไป"

ซาโลมง กาลู : "แฟนบอล และผู้เล่นทุกคนล้วนชื่นชอบกับการมียอดผู้จัดการทีมอย่างเขาอยู่ร่วมงานด้วย

มันจึงต้องเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วสำหรับ เชลซี หากเขาอยู่คุมทีมต่อไป สิ่งนั้นย่อมจะต้องเป็นการเลือกตัดสินใจของตัวเขาเอง ผมคิดว่าเขากำลังทำหน้าที่ได้ดี และเขาก็จะเป็นคนตัดสินใจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ผมไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งไหน

คือทางเลือกที่ดีสำหรับเขา จะอยู่หรือจะไปกันแน่ ผมคิดว่าเขาจะเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายต่อไป"

แอชลี่ย์ โคล : "เขามีคุณสมบัติครบทุกประการ ทุกคนรักเขา เขาสามารถสนุกและหัวเราะ แต่เขาก็สามารถจริงจัง และเมื่อเขาจริงจังคุณรู้ว่าเขาจริงจังและทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ผู้จัดการทีมทุกคนมีทีมที่กลัว แต่เขาไม่เคยกลัวใคร เขาแค่ทำให้เรารู้ว่าเราต้องการทำอะไรบางอย่าง ถ้าเขาจำเป็นต้องเข้าไปกอดคุณ เขาก็จะทำ เขาไม่ใช่คนที่จะทิ้ง

ให้คุณจัดการกับปัญหาด้วยตัวเอง เขาจะเข้ามาและดูแลคุณและบอกคุณในสิ่งที่คุณอยากได้ยิน"

"เขามีลมหายใจร่วมกับนักเตะ เขาทำให้เราทุกคนเชื่อมั่น เขาเข้ามาและทำให้ทุกอย่างลงตัวอย่างง่ายดาย เขาดีมากสำหรับเรา มันจะเป็นเรื่องเศร้าเมื่อเขาจากไป นักเตะทุกคนต่างอยากให้เขาอยู่ต่อไป ผมเองก็เช่นกัน ผมไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรหรือเขาสามารถทำสิ่งไหนได้หรือไม่ได้ เราได้แต่หวังว่าเขาจะอยู่ต่อไป นั่นคือทั้งหมดที่เราสามารถทำได้"

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากคำพูดเทิดทูน นายใหญ่สัญชาติฮอลแลนด์รายนี้ แต่เหล่าสาวก "สิงโตน้ำเงินคราม" อย่าเพิ่งดีใจไปนะจ๊ะ

เพราะยังไง ฮิดดิ้งค์ ก็เคยออกพูดแล้วว่าจะอยู่คุมทีมแค่จบซีซั่นนี้ เพราะอยากจะมุ่งมั่นกับการบัญชาการ "หมีขาว" เพียงเท่านั้น

กุส ฮิดดิ้งค์ : "ผู้คนมากมายต่างก็พยายามโน้มน้าวให้ผมอยู่คุมทีม เชลซี ต่อไป แต่ผมจะไม่เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของตัวเองแน่ๆ

ผมจะอำลา เชลซี ทันทีในเดือนพฤษภาคมนี้ ไม่ว่าเราจะคว้าแชมป์หรือไม่ก็ตาม มันก็ไม่ส่งผลกับการตัดสินใจของผม ผมอยากที่จะมีสมาธิกับการคุมทีมชาติรัสเซียเท่านั้น"

"ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อนักเตะทีมชาติรัสเซียเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในทางปฏิบัติแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลย (ที่จะควบ 2 เก้าอี้ต่อไป) ในเดือนสิงหาคม เรามีเกมกระชับมิตรในช่วง 48 ชั่วโมงก่อนหน้าเกมของ เชลซี จากนั้นคุณก็ต้องไปดูผลงานของ

นักเตะทีมชาติรัสเซียทุกคน ก่อนหน้าเกม ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนกันยายน และยังจะมีเกมรอบคัดเลือกอีก

ในเดือนตุลาคมอีก"

"แต่ผมเป็นคนท้าทายพวกเขาเอาไว้ และมันก็คงจะไม่ยุติธรรมถ้าผมจะทิ้งพวกเขามา นอกจากนี้ ยังมีโครงงานที่ผมเริ่มหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ร่วมกับทีมงานของผมอีกด้วย มันคงจะไม่ยุติธรรมกับนักเตะที่ผมท้าทายให้พวกเขาก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของฟุตบอล ถ้าผมจะพูดว่า "ขอโทษนะ ผมจะไปแล้ว"

ส่วนบทสรุปตอนอวสานของเรื่องราวทั้งหมดจะลงเอยยังไง คงต้องรอดูกันหลังปิดฉากฤดูกาลนี้ แต่เชื่อเหลือเกินว่าหากบุรุษผู้นี้สามารถขับเคลื่อนทีมให้สามารถประสบความสำเร็จในซีซั่นนี้ได้ ไม่แน่อาจจะได้เห็น

ผู้จัดการทีม นามว่า กุส ฮิดดิ้งค์ ไปตะโกนโวกเวกโวยวายอย่างที่ชินตาอยู่ทุกวันนี้แถว ๆ ม้านั่งสำรองของ "สิงห์บลูส์"

ในซีซั่นหน้า อีกก็เป็นได้
Read more ...