โจน จันได

5 พ.ค. 2553
"ชีวิตคนเราง่าย ๆ อย่าคิดให้ยาก


เมื่อเราคิดยากเมื่อไหร่ ชีวิตจะทุกข์มากขึ้น ๆ

อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดตามที่เราฝัน ชีวิตก็เท่านี้เอง"

โจน จันได มนุษย์บ้านดินคนแรกของเมืองไทย

ผู้มีแนวความคิดในการดำรงชีวิตที่ดูแปลกแยก


เขายึดหลัก"ความง่าย"

ไม่ได้เห็นความสุขเป็นสิ่งสำคัญ

เพราะความสุขมักจะคู่กับความทุกข์ ...โจน จันไดมองเช่นนั้น

โจน จันได วัย 45 ปี ชาวยโสธร


ขณะนี้บ่มเพาะ ความฝันอยู่บนดอย

ใน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ที่ศูนย์เรียนรู้ เพื่อการพึ่งตนเอง

และ ศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ พันพรรณ

จากประสบการณ์การใช้ชีวิต 7 ปี อยู่กรุงเทพฯ

2 ปี ในสหรัฐ อเมริกา ยึดอาชีพล้างจานและยามเป็นหลัก


วันหนึ่งค้นพบตัวเองว่า เกษตรกรไทย

ทำงานเพื่อใช้หนี้ มากกว่าเลี้ยงตัวเอง

“ชาวนาไทย ขณะนี้ทำนาปีละมากกว่า 2 ครั้ง

ต่างจากเดิม ที่บรรพบุรุษทำปีละ 2 ครั้ง

นี่บ่งบอกว่า เกษตรกรกำลังทำงาน อย่างหนัก

แต่ค่าแรง ที่ได้ก็ไม่พอใช้จ่ายต้องเสียเงินค่ายา ค่าปุ๋ย ต่าง ๆ นานามากมาย

จนเกิด คำถามว่า วันนี้เราทำงานเหนื่อยหนักเพื่อใคร..?”

โจน จันได เล่าเรื่องราวชีวิตที่เหมือนว่าได้ค้นพบวิถีใหม่ให้กับชีวิต

ที่ งานกรีนแฟร์ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาฯ เมื่อ 2 ปีก่อน

“ทำงานบ้านดินมา 10 ปี รู้สึกว่าเหนื่อย


จึงอยากพัก

บ้านดินทำเมื่อไหร่ก็ได้

แต่สิ่งที่อยากทำจริงๆ ในตอนนี้

คือการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านแท้ๆ

การเก็บเมล็ดพันธุ์มีความสำคัญกว่าการทำบ้านดิน

เพราะความรู้ในการทำบ้านดิน

เรียนรู้ได้ง่าย ทำเมื่อไหร่ก็ได้

แต่เมล็ดพันธุ์นับวันจะหายไปจากโลกทุกวัน

การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต้องรีบทำ

ไม่อย่างนั้นจะหายไปจากโลก

ต้องเร่งรีบเก็บรักษาไว้”

โจน กล่าวถึงแนวคิดว่า ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกผักต่าง ๆ


เป็นพันธุ์ผสม ที่ออกแบบมา เพื่อสนองต่อปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง

ต่างจากเดิมที่เป็นพันธุ์แท้จะทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ

สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวง ให้เกษตรกรปัจจุบัน ต้องทำงานหนักขึ้น

เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าต้นทุนการผลิตที่นับวันจะแพงขึ้น

ขณะเดียวกันเมล็ดพันธุ์ ที่ซื้อมา ก็ไม่สามารถนำมาปลูกต่อได้

เนื่องจาก บางสายพันธุ์ถูกออกแบบไม่ให้สามารถงอกขึ้นได้อีก

เกษตรกร จึงจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ อยู่เสมอ

ขณะเดียวกันพันธุ์ในท้องตลาดจะมีเพียงชนิดเดียว ที่ชาวบ้านเชื่อว่าดีที่สุด

และปลูกเพียงชนิดเดียวส่งผลให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ

พืชผลเหล่านั้นล้มตายทำให้ขาดทุนเป็นหนี้

ด้วยความคิดนี้ โจนหาซื้อที่ดินที่อำเภอแม่แตง และลงมือปลูกพืชผัก


ตั้งชื่อว่า ไร่พันพรรณ มีคนอาศัยและช่วยงานอยู่ 7-8 คน เป็นครอบครัวเล็กๆ

มีแขกแวะเวียนไปเยี่ยมบ้าง บางคนทำงานในเมืองมานาน เบื่อหน่ายเมือง

เบื่อหน่ายตัวเอง และอยากไปทดลองใช้ชีวิต ก็มาขออาศัยอยู่ที่ไร่

ที่ไร่ไม่มีทีวี ไม่มีหนังสือพิมพ์


ทั้งคนไทย ทั้งฝรั่ง ต่างผลัดเปลี่ยน

ตามกันมาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบสมถะกับโจน จันได

“เราเน้นการพึ่งตนเองด้วยปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา

เรามีความเชื่อว่าชีวิตที่พัฒนาที่ดีที่สุด

ชีวิตที่มีความสุขที่สุดคนต้องเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ง่ายที่สุด

แต่การพัฒนาทุกวันนี้รู้สึกว่ามีแต่เลวลง แย่ลง

“ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี แสดงว่าแย่มาก

อาหารก็แพงขึ้น และไม่มีความปลอดภัยเลย เราไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาให้เรากิน

การพัฒนาที่เป็นอยู่ ชีวิตที่คนทุกวันนี้เป็นอยู่เป็นสิ่งที่หาสาระไม่ได้เลย

เราทำไปด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้นๆ ๆ ๆ

จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง

ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย

คนมีแต่ซื้อๆๆๆ เพื่อให้มีความสุข แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นมั้ย?

“คนบอกว่าอยากมีเสรีภาพ ต้องมีโทรศัพท์มือถือ ต้องมีอะไรมากมาย

และจะมีเสรีภาพอย่างที่เขาโฆษณา แต่ความจริงมันคือเสรีภาพจริงๆ มั้ย?

“สุดท้าย เราก็เลยกลับมานึกถึงชีวิตว่า

ชีวิตที่มีความสุข คือชีวิตที่ง่าย บริโภคน้อยลง พึ่งตนเองได้

เราก็เลยกลับมาที่ปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา”

มนุษย์ต้องหาเงินเป็นแสนเป็นล้านเพื่อให้มีบ้านสักหลัง


ขณะที่ นก หนู สามารถทำรังได้ในวันเดียว

“เมื่อมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลก แต่ทำไมเราทำในสิ่งที่โง่ที่สุด”

โจนบอกว่ามันผิด ถ้ายากแสดงว่ามันผิด

“อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ 8-12 ชั่วโมง

แต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน

แต่ผมทำสวนวันละ 30 นาที ผมมีอาหารเลี้ยงคน 7-8 คนได้สบาย ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย”

“บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันสองพัน ทำงานกี่เดือนถึงจะได้เสื้อ

ทำไมต้องทำให้มันยาก เราหลอกตัวเอง เราทำให้ชีวิตมันยากขึ้นๆ

อย่าลืมว่าคนเรามีชีวิตไม่ยาวนักบนโลกนี้ อีกไม่นานก็ตายแล้ว

แต่ทำไมเราเอาเวลาที่มีค่าสูงสุดมาทำสิ่งไร้สาระไม่เป็นประโยชน์กับตัวเรา

“ใส่เสื้อผ้าสวยๆ รู้สึกยังไง ใส่เสื้อผ้าสวยแค่ไหน คนไม่สวยก็ไม่สวยเหมือนเดิม

ไม่มีดั้งก็ไม่มีเหมือนเดิม เราหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นทำไม"

“อยากให้เห็นว่าชีวิตเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าง่ายไม่ได้ มีความสุขไม่ได้

ความง่ายก็คือสิ่งที่เราได้มาโดยไม่ยากและก็ไม่เป็นทุกข์”


Read more ...

สุรชาติ บำรุงสุข

1 พ.ค. 2553
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านยุทธศาสตร์ การรบ และสงคราม

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การศึกษา


รัฐศาสตร์บัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

M.A. in Government, Cornell University (New York, U.S.A.)

M. Phil in Political Science, Columbia University (New York, U.S.A.)

Ph.D. in Political Science, Columbia University (New York, U.S.A.)

ราชการพิเศษ
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาพัฒนานโยบายความมั่นคงแห่งชาติด้านการป้องกันประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (2539)

ที่ปรึกษา สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการทหารสูงสุด (2540)

กรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านต่างประเทศและความมั่นคงของประเทศ (2541)


งานวิจัย

จากสงครามเย็น.....สู่สันติภาพเย็น : ความสืบเนื่องและความเปลี่ยนแปลงของปัญหาความมั่นคงไทย ใน ค.ศ. 2000 (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2539)

นโยบายการป้องกันประเทศของจีน : ปัญหาเก่า - เวลาใหม่ (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2539)


หนังสือ

ทหารกับประชาธิปไตยไทย : จาก 14 ตุลา สู่ปัจจุบันและอนาคต (2541)

ยกเครื่องเรื่องทหาร : ข้อเสนอสำหรับกองทัพไทยในศตวรรษที่ 21 (ผู้เขียน, 2540)

สังคมต้องรู้เรื่องทหาร : ทำไม - อย่างไร (ผู้เขียน, 2540)

ความสัมพันธ์พลเรือนทหาร : เปรียบเทียบไทย - สหรัฐ (ผู้เขียน, 2539)

เรือดำน้ำ : การขยายสมุททานุภาพในเอเชีย - แปซิฟิค (ผู้เขียน, 2539)

ค.ศ. 2000 : ยุทธศาสตร์โลกหลังสงครามเย็น (ผู้เขียน, 2537)

ยุทธศาสตร์ : แนวคิดและกรณีศึกษา (เขียนร่วม, 2536)

มนุษย์กับสงคราม : ประวัติศาสตร์ทหารของโลกตะวันตก (ผู้เขียน, 2534, 2535)

ระบบทหารไทย (บรรณาธิการและผู้เขียน, 2530)

นานาทัศนะว่าด้วยคลังอาวุธสำรอง (บรรณาธิการและผู้เขียน, 2530)

ความสัมพันธ์ทางทหารไทย - สหรัฐ : ยุคเปรม - เรแกน (ผู้เขียน, 2529)

รัฐและกองทัพในประเทศโลกที่สาม (ผู้เขียน, 2529)

เอฟ - 16 กับการเมืองไทย (บรรณาธิการและผู้เขียน, 2528)

จุลสาร

สหรัฐอเมริกา : อำนาจทางทหารยุคหลังสงครามเย็น (2539)

ความรู้เบื้องต้นว่าด้วยอาวุธและยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ (2531)

อาวุธนิวเคลียร์กับการเมืองโลก (2530)

ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา (2529)

อุตสาหกรรมอาวุธในประเทศโลกที่สาม (2528)

ความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐกับระบบทหารไทยยุคหลังสงครามเวียดนาม (2525)

ความรู้เบื้องต้นว่าด้วยการเจรจาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (2522)

บทความภาษาอังกฤษ

“Changing Patterns of Civil - Military’s Relations and Thailand’s Regional Outlook” in David R.Marcs, ed, Comparative Civil - Military Relations in Latin America, Asia, and Africa (Westview Press, 1997)

หนังสือและจุลสารภาษาอังกฤษ

Thailand’s Security Policy Since the Invasion of Kampuchea (1988)

United States Foreign Policy and Thai Military Rule, 1947 - 1977 (1988)

บทความเสนอในการสัมมนาระหว่างประเทศ

New Strengths - Old Weaknesses : Thailand’s Civil - Military Relations into the 2000s (Hong Kong, 1996)
Constructive or Destructive Engagement? : Thai Foreign Policy Towards Burma (Boston, U.S.A.1994)

Military - Initiated Transition in Thailand : Causes, Costs and Consequences (Bangkok, 1992)

The Military and Democratization : Transition Through Transaction in Thailand, 1977 - 88 (New Orleans, U.S.A.1991)

Thailand and Kamphuchea Conflict : The Development of Thai Security Policy in The Kampuchean Conflict (Clearmout, U.S.A.1987)

Alternative Defense in Thailand (Hadyai, Thailand 1986)

The Military and The Thai State (Penang, Malaysia 1985)





Read more ...

ธงชัย วินิจจะกูล

1 พ.ค. 2553
ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาวไทย
เกิดและโตที่กรุงเทพ ประเทศไทย
อดีตเป็นผู้นำนักศึกษาซึ่งถูกจับกุมในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
ย้ายไปสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2534
ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย
ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา

สาขาที่สนใจคือประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและวิทยาการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคต้นสมัยใหม่และสมัยใหม่ (คริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้น 20)

โดยเฉพาะการปะทะกันระหว่างสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอารยธรรมตะวันตก,
ประวัติศาสตร์สยาม/ไทย โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของความรู้ แนวคิด และนักคิด,
และการเมืองวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่ ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน,
ชาตินิยม,
ภูมิศาสตร์ การแผนที่ ประวัติศาสตร์ที่อันตราย ความทรงจำ และ
วิธีที่สังคมจัดการกับอดีตที่เป็นปัญหาเหล่านั้น

ธงชัยจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
ปริญญาตรีจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ
ปริญญาโทและเอกจาก มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย



ที่มา เวบไซต์ voicetv 23 ธันวาคม 2552

บทสัมภาษณ์ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกุล ทัศนะเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางความแตกแยก ขัดแย้งทางความคิด ในรายการ intelligence กับจอม เพ็ชรประดับ รับฟังเต็มๆ ได้ที่ www.voicetv.co.th/programs/intelligence/

‘การเปลี่ยนแปลงของสังคม 20-30 ปีที่ผ่านมา เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตคนในชนบท คนชนบทไม่เหมือนเดิม แต่ก่อนจะรอรัฐบาล รองบประมาณมาโปรด ปัจจุบัน เขามีชีวิตอยู่กับเมือง เข้าใจการเมืองมากกว่าที่เราคิด การเลือกตั้งมีบ่อยครั้งพอ ที่คนชนบทรู้จักใช้เป็นช่องทางที่สามารถเข้ามาขอมีส่วนแบ่งการมีส่วนร่วมอำนาจทางการเมือง ชาวบ้านและคนจนเมือง รู้จักการเมืองมากขึ้น เขาไม่ถูกใช้หรือถูกหลอก การปฏิเสธเสียงของเขา คือรากฐานของความขัดแย้งขณะนี้’

‘คำว่า ประชาชนถูกซื้อด้วยฝ่ายการเมืองด้วยเงิน ตอบได้เลยว่า ไม่จริง’

‘การซื้อเสียง กลางปี 2520 กับปัจจุบัน ต่างกัน การซื้อเสียง ไม่เป็นปัจจัยกำหนดการเลือกตั้งอีกแล้ว ชาวบ้านเขารู้แล้วว่า การรับเงิน เป็นการส่งผลระยะสั้น … การจ่ายเงินซื้อเสียงระยะหลัง เป็นการจ่ายเพื่อไม่ให้ตนเสียเปรียบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตนได้เปรียบ’

'ประเด็นการอ้างว่า ทำงานไม่ได้เพราะคุณทักษิณ ...คุณก็หยุดไล่ล่าซะ ทำงานเถอะ การอ้างว่า เพราะทักษิณ ทำให้ทำงานไม่ได้ แสดงคุณภาพ และฝีมือในการทำงานของตัวพวกคุณ... คนมหาศาลเชื่อว่า คุณน่าจะทำงานได้ โดยไม่ต้องไล่ล่าทักษิณ'

‘คุณห้ามความขัดแย้งทางความคิดไม่ได้ เป็นเรื่องปกติ แต่ควรขัดแย้งบนฐานความรู้ ปัญญา มากกว่า’

‘สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ใช้กฎหมายที่เป็นธรรม กระบวนการต้องเที่ยงธรรม แค่นั้นแหละ คนในกระบวนการยุติธรรม อาทิ ตำรวจ อัยการ ศาล ต้องเที่ยงธรรม แค่นั้นแหละ’

‘คนที่บอกว่า ประเทศจะล่มจม วิกฤตที่สุดในโลก ก่อนรัฐประหาร จึงต้องไล่ทักษิณออกไป ถามว่า หลังรัฐประหาร เสียหายหนักกว่าไหม ผมว่าหนักกว่าเยอะนะ หนักกว่านั้นเยอะเลย มันไม่ช่วยอะไรขึ้นมา ถ้าปล่อยให้เกิดการเลือกตั้ง ยอมรับผลการเลือกตั้ง ถ้าคนเหล่านั้นทุจริต ก็สู้กันไปตามกรอบ ให้คนได้เรียนรู้ พิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาทำ มันผิด มันไม่ดีเอง แต่มันก็ไม่ทำให้เสียหายเท่ากับที่เกิดในปัจจุบัน’

‘การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ จะราบรื่นโดยไม่มีความขัดแย้งเป็นไปไม่ได้’

‘การจับเข่าสมานฉันท์ เป็นเรื่องตลก จะแตกหักไหม บอกไม่ได้’

'อะไรแก้ความขัดแย้ง ....กระบวนการประชาธิปไตย ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ให้คนที่ประชาชนเลือก ได้บริหาร ต้องเคารพกติกา อย่าออกกติกาที่ทำร้ายคนอื่น ต้องตัดสินตามกติกาของกฎหมาย อย่างยุติธรรม’

‘ประชาธิปไตยไม่ต้องสอน ให้คิดถึงส่วนรวมให้ถูกต้อง อย่าคิดแต่มุมมองส่วนตัว’

‘ชาตินิยมเหมือนไฟ คุณเล่นไม่ดี นอกจากลวกมือคุณแล้ว จะเผาบ้านด้วย คุณจะควบคุมไม่ได้ ผมดูถูกคนที่ชาตินิยมฝังหัว ว่าล้าหลัง ใจแคบ คิดอะไรตื้นๆ … ชาตินิยมไม่ช่วยอะไรเท่าไร คุณแคร์กับเพื่อนร่วมชาติ ไม่จำเป็นต้องชาตินิยม อันนี้สำคัญกว่า แชร์ความห่วงใย พอใจ ไม่พอใจ กับคนอื่น ใครก็ได้ ชาตินิยม คือความใจแคบ ไม่เมตตากรุณา ไม่มองคนอื่นในแง่ดี น่าเสียใจที่คนเป็นแบบนี้’

‘ต้องปล่อยให้คนแสวงหาความคิด ความเห็น กล้าคิด กล้าแสดง ไม่ใช่ปิดกั้น’
Read more ...

อภินันท์ บัวหภักดี

1 พ.ค. 2553
คัดจาก นิตยสารสารคดี


ปีที่ 12 ฉบับที่ 140 ประจำเดือนตุลาคม 2539

อภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าแสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางฉบับมีใบหน้าคล้ายองค์รัชทายาท จนกลายเป็นชนวนสำคัญของเหตุการณ์

6 ตุลา 19

เขาเป็น 1 ใน 19 ผู้ต้องหาจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ปัจจุบันเขาเป็นนักเขียนประจำกองบรรณาธิการ นิตยสาร อสท.

“เหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุในชีวิตที่เราบังเอิญเดินผ่านชุมนุมนาฏศิลป์และการละครในเช้าวันนั้น แต่ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมืองแน่นอน เพราะเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ชั่วโมง”

อภินันท์ บัวหภักดี ย้อนอดีตเหตุการณ์การแสดงละครเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ณ ลานโพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ผมเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย กิจกรรมที่ทำส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬา แต่ผมก็มีเพื่อนที่ทำกิจกรรมอยู่ใน อมธ. และชุมนุมต่าง ๆ ทุกวันเราจะเห็นเพื่อนเขียนโปสเตอร์ เขียนบอร์ด ถ้าผมว่างก็ไปช่วย และตอนนั้นเราก็เหมือนเพื่อนปีหนึ่งด้วยกันที่อยากเข้ากับชุมนุมอะไรซักชุมนุม ก็ตัดสินใจเข้าชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร ผมชอบเล่นละครมาก แต่เล่นไม่เก่ง ทำอยู่พักหนึ่งก็รู้ว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว พอดีช่วงนั้นมีวงดนตรีต้นกล้า ผมเป่าขลุ่ยเก่งก็เลยเปลี่ยนจากเล่นละครมาเล่นดนตรี

พอพระถนอมกลับมาก็มีการคุยกันในศูนย์กลางนิสิตฯ เพื่อจะจัดกิจกรรมประท้วงการกลับมาของพระถนอม ศูนย์กลางนิสิตฯ จะส่งแนวคิดลงมายังชุมนุมต่าง ๆ ว่า ทำอย่างไรที่จะให้นักศึกษาหยุดเรียนเพื่อมาประท้วงการกลับมาของพระถนอม สำหรับชุมนุมนาฏศิลป์ฯ ก็คิดกันว่าจะจัดการแสดงขึ้นในวันที่นักศึกษาปีที่ 1 หยุดสอบ เพราะถ้าทำให้นักศึกษาปีที่ 1 หยุดสอบได้ จะทำให้นักศึกษาทั้งหมดหยุดสอบไปโดยปริยาย”

ดังนั้นชุมนุมนาฏศิลป์ฯ จึงร่วมกันคิดละครขึ้นมาชุดหนึ่ง ในตอนแรกมีพล็อตเรื่องเพียงเรื่องเดียวซึ่งไม่เกี่ยวกับการแขวนคอ

“พล็อตเก่าเป็นละครเรื่องหนึ่ง จำลองภาพเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลา ที่นักศึกษาประท้วงแล้วถูกยิงตายกันเยอะ พล็อตนั้นก็ให้นักศึกษาทำเป็นนอนตายเต็มลานโพ มีคนตายเรียงอยู่ตามขั้นบันไดทางขึ้นตึกศิลปศาสตร์ (ตึกที่นักศึกษาปีที่ 1 ใช้สอบ) มีคนแต่งตัวเป็นพระถนอมและลูกศิษย์ ทำเป็นเดินวนเวียนอยู่บริเวณที่มีคนนอนตาย แล้วพระถนอมก็พูดพล่ามอยู่ตลอดเวลาว่า อาตมาขอบิณฑบาตอีกสักสี่ห้าสิบศพนะ ส่วนภาพที่เป็นหลักคือ ภาพนักศึกษาคนหนึ่งกำลังขึ้นไปสอบ นักศึกษาจะต้องเดินข้ามคนตายไปทีละคน ๆ ระหว่างที่เดินขึ้นบันได คนที่นอนอยู่จะถามว่า “คุณจะไปไหน” นักศึกษาก็ตอบว่า “จะขึ้นไปสอบ” คนที่นอนอยู่ก็บอกว่า ถ้าจะขึ้นไปสอบก็ต้องข้ามศพคนพวกนี้ไปก่อน ในขณะเดียวกันกับพระถนอมก็บิณฑบาตขอศพไปเรื่อย ๆ แล้วก็มาถึงไคลแมกซ์ นักศึกษาคนนั้นจะค่อย ๆ เดินไป ตัวสั่นไป ฉากจบคือ นักศึกษาทิ้งหนังสือ ไม่ไปสอบแล้ว”

ส่วนพล็อตที่ 2 เป็นพล็อตที่นำมาจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 24 กันยายน เป็นพล็อตที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นชนวนของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“พล็อตที่ 2 คิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้าจังหวัดนครปฐมที่ไปติดโปสเตอร์ต่อต้านการกลับมาของพระถนอม พอกลางคืนวันนั้นชมรมนาฏศิลป์ฯ ก็คิดพล็อตกันเลย สาเหตุที่เล่นเรื่องแขวนคอ เพราะต้องการให้เห็นภาพความโหดร้ายของพระถนอม ที่กลับมาไม่ทันไรก็มีคนถูกแขวนคอ เป็นภาพที่สะเทือนขวัญก็เลยเอามาแสดง พอคิดเสร็จก็ลองเอาเฮียวิโรจน์ (วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์) ขึ้นไปแขวนดู”

แล้วอุบัติเหตุในชีวิตของเขาก็เกิดขึ้น เมื่อเขาบังเอิญเดินผ่านชุมนุมนาฏศิลป์ฯ ในเช้าวันที่ 4 ตุลาคม

“วันนั้นผมนักเพื่อนที่ชมรมวอลเลย์จะไปดูหนังเรื่อง “ยุทธภูมิมิดเวย์” ด้วยกัน ตั้งใจว่าจะไปดูรอบเช้า นั่งรอเพื่อนอยู่นานเพื่อนก็ไม่มาสักที เราก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยเดินเล่น เห็นเขากำลังจับเฮียแขวนอยู่ใต้ต้นไม้ รู้สึกน่าสนุกดี พอปลดเฮียลงมาเฮียก็บ่นว่าเจ็บ ก็เลยต้องหาคนอีกคนเอาไว้สลับ บังเอิญผมเดินขึ้นไปตอนเขากำลังบ่นว่าเจ็บพอดี สักพักหน่อย (อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ) ก็ออกมาบอกว่าให้ผมช่วยหน่อย เพราะคนที่ขึ้นไปแขวนจะต้องตัวเล็ก ๆ ตอนนั้นน้ำหนักผมประมาณ 50 กิโลเท่านั้น เราว่างอยู่ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ก็ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลย

รู้ตัวว่าเป็นนักแสดงตอนสิบเอ็ดโมง แล้วต้องแสดงก่อนนักศึกษาเข้าสอบบ่ายโมง จึงมีเวลาเตรียมตัวนิดเดียว เขาก็ให้ไปหาเสื้อมาใส่ เราก็ไปค้นจากกองเสื้อที่ใช้เล่นละคร ก็ได้เสื้อ รด. สีคล้ำ ๆ ซึ่งเข้าชุดกับกางเกงสีเขียวที่เรานุ่งอยู่ หลังจากนั้นจึงให้เพื่อนชื่อต้อที่อยู่วงดนตรีกงล้อมาแต่งหน้าให้ โดยแต่งให้เหมือนกับคนถูกซ้อม พอแต่งหน้าเสร็จก็ออกไปแสดงเลย ตอนนั้นเขาเตรียมบทอะไรเราก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพอเฮียวิโรจน์เจ็บ ก็จะเปลี่ยนให้เราขึ้นไปแขวนแทน จำได้ว่าขึ้นไปแขวนสองสามเที่ยว ละครที่เล่นไม่มีบทพูด เป็นการแสดงภาพเฉย ๆ คนที่เดินผ่านไปมาเขาจะรู้ว่าเราต้องการสื่ออะไร และมีคนคอยพูดโทรโข่งอยู่ด้านล่าง ชักชวนให้นักศึกษาเข้าร่วมชุมนุม ตอนนั้นไม่มีใครพูดว่าหน้าเหมือนใครเลย”

ระหว่างเล่นละคร ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีในขณะนั้น ได้ลงมาขอร้องให้นักศึกษาเลิกแสดงละคร เนื่องจากถึงเวลาที่นักศึกษาต้องเข้าสอบ แต่มีนักศึกษาเข้าห้องสอบน้อยมาก ในที่สุดมหาวิทยาลัยจึงประกาศงดสอบ

“ตอนแรกอาจารย์ป๋วยก็ลงมาห้าม บอกว่าให้เลิกได้แล้ว แต่ท่านก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนั้นอาจารย์ป๋วยน่าสงสารที่สุดเพราะถูกบีบจากทั้งสองฝ่าย อาจารย์ป๋วยเปิดโอกาสให้ทำตามสิทธิตามปรัชญาของท่านว่ามหาวิทยาลัยจะต้องมีเสรีภาพ ท่านก็ไม่ได้คัดค้านพวกเรา แต่ท่านต้องทำตามหน้าที่”

หลังจากเล่นละครเสร็จตอนบ่ายสามโมง อภินันท์ก็มุ่งหน้ากลับบ้านโดยไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมประท้วงที่ศูนย์กลางนิสิตฯ จัดขึ้นแต่อย่างใด กว่าเขาจะรู้ว่าตัวเองได้กลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ล่วงเข้าตอนเย็นวันเดียวกัน เมื่อได้ฟังวิทยุยานเกราะกล่าวหาว่ามีการเล่นละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

“พอฟังวิทยุยานเกราะจึงรีบกลับมาที่ธรรมศาสตร์ เจอหน่อย (อนุพงศ์) คนที่ชวนให้เล่นละคร เขาก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปไหน เพราะจะมีการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าเราไม่ได้มีเจตนาเล่นละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมขอออกมากินข้าวเย็นที่ท่าพระจันทร์ เห็นหนังสือพิมพ์วางขายอยู่ที่แผง พอเรายื่นหน้าเข้าไปดูก็ได้ยินคนพูดว่า มันทำกันอย่างนี้เชียวหรือ คนที่ดูหนังสือพิมพ์อยู่ไม่รู้ว่าผมคือคนที่อยู่ในรูป ผมคิดว่ามันไม่เหมือนเราเลย

คืนนั้นนอนอยู่ที่ตึก อมธ. นอนไม่หลับทั้งคืน เริ่มกลัวเพราะเป็นคดีอาญา คงจะถูกดำเนินคดี แต่เรามั่นใจว่าเราไม่ได้ทำ แต่ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าอาจเป็นชนวนให้เรื่องบานปลายใหญ่โตได้ แต่ไม่คิดว่าจะมีการล้อมฆ่า พอเช้าเริ่มมีระเบิดลง ผมอดที่จะโทษตัวเองไม่ได้ เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของละครเรื่องนี้เหมือนกัน”

หลังจากนั้น เขาและเพื่อนที่เกี่ยวข้องกับการแสดง รวมทั้งเพื่อนในศูนย์กลางนิสิตฯ ถูกตามให้ไปพบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ที่บ้าน ในขณะนั้นเสียงกระสุนปืนดังถี่ขึ้น และสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง แต่เขาคิดว่าหากได้พบนายกฯ สถานการณ์คงจะดีขึ้น

“คนที่ออกไปพบนายกฯ มีทั้งหมด 6 คน จากศูนย์กลางนิสิตฯ 3 คน คือ สุธรรม แสงประทุม สุรชาติ บำรุงสุข และประพนธ์ วังศิริพิทักษ์ และกลุ่มผู้แสดงละครมี 3 คน คือ ผม วิโรจน์ และอนุพงศ์ ขณะออกจากธรรมศาสตร์มีการยิงหนักมากจนเราต้องวิ่งฝ่าห่ากระสุนและหยุดรอจนกระทั่งเสียงปืนสงบจึงวิ่งต่อ เราไม่เห็นตัวคนยิง เห็นแต่ลูกกระสุน วิ่งไปก็เห็นปูนกระจายเต็มไปหมด



เมื่อออกมาถึงประตูท่าพระจันทร์ ก็มีคนมารับขึ้นรถพาไปที่บ้านนายกฯ พอไปถึง ยังไม่ทันเข้าบ้านเขาก็ไล่กลับขึ้นรถ ตอนนั้นก็งง เพราะยังไม่ได้เจอนายกฯ เลย ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ คนที่พาไปเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนนั้นเริ่มใจไม่ดีแล้ว เพราะคิดว่าพอไปถึงบ้านนายกฯ คงเจรจากันได้”

ในขณะนั้นอภินันท์และเพื่อนคาดเดาจุดหมายปลายทางของตนเองไม่ออก จนกระทั่งรถเข้าจอดที่กองปราบฯ สามยอดเขาจึงได้รู้ว่า

“ถูกตำรวจหลอกให้เข้าคุกทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีข้อหา ตอนนั้นทุกคนก็งง ๆ เพราะพอไปถึงเขาก็ให้เข้าห้องขังเลย ตอนแรกสุธรรมถามว่าจับผมข้อหาอะไร เขาก็บอกว่าให้เข้าไปก่อนเถอะ ตอนนั้นเป็นช่วงสาย ๆ ของวันที่ 6 อยู่ในห้องขังตลอดวันไม่รู้เรื่องอะไรเลย กว่าข้อหาจะมาถึงก็ตอนกลางคืน จึงถูกนำตัวไปสอบสวน”

ระหว่างที่เดินจากห้องขังซึ่งอยู่ชั้น 3 ลงไปชั้นล่างอภินันท์เริ่มรู้สึกตัวว่าตนได้กลายเป็นที่เกลียดชังของคนที่นี่ไปเสียแล้ว

“จำได้ว่ามีคนมามุงดูเราด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย โกรธแค้น คนที่มามุงดูเราทั้งหมดเชื่อว่าเราดูหมิ่นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีการชี้หน้าว่าไอ้นี่แหละ ตำรวจที่ของขึ้นหน่อยก็เข้ามาอัดเลย ผมถูกอัดคนเดียว เหมือนกับแค้นที่ผมไปทำร้ายสิ่งที่เขาเคารพบูชา เข้าใจว่ามันเป็นอารมณ์โกรธ โดนไปหลายตุ้บ ทั้งมือทั้งเท้า ตอนนั้นรู้สึกไม่เข้าใจ ไม่ได้เถียงอะไร งง ๆ ไม่รู้ว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงมีความรู้สึกรุนแรงได้ถึงขนาดนี้ พอลงมาสอบสวน เราก็ยอมรับว่าแสดงละครจริง ๆ แต่ไม่ได้ต้องการดูหมิ่นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ค่ำวันนั้นได้รับข้อหามาหนึ่งข้อหา คือ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

เขาและเพื่อนเริ่มรู้สถานการณ์ภายนอกเมื่อย่างเข้าวันถัดไป


“ตอนที่เจ้าหน้าที่บอกว่าฆ่าพวกเราตายหมดแล้ว ตอนนั้นไม่เชื่อ แต่พอวันรุ่งขึ้นแม่ของเฮียวิโรจน์มาเยี่ยม แล้วบอกว่ามีการล้อมปราบที่ธรรมศาสตร์ ตอนแรกเราก็โทษตัวเองอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นก็ยิ่งโทษตัวเองมากขึ้นว่าเป็นเพราะเราที่ทำให้มีคนตายมากมาย ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก ผมกับเฮียวิโรจน์เลยผลัดกันนั่งร้องไห้ตลอดคืน”

หลังจากถูกคุมขังอยู่ที่กองปราบได้ 7 วัน เขาและเพื่อนทั้ง 6 คนก็ถูกย้ายเข้าเรือนจำบางขวางทันที พร้อมด้วยข้อหาเพิ่มอีก 10 ข้อหา นับตั้งแต่ก่อการจลาจล มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน มีอาวุธปืนและวัตถุระเบิดอยู่ในครอบครอง ข้อหาที่เบาหน่อยก็คือ บุกรุกในเวลากลางคืน ฯลฯ

“ข้อหามันเยอะ แต่มันไม่เกี่ยวกับเรา เราไม่ได้ทำอย่างนั้น จึงเชื่อว่าคงรอดออกมาได้ เพราะถ้าผิดตามข้อหาที่ถูกกล่าวหาจริง ถูกประหารชีวิตสักสิบครั้งก็คงยังใช้โทษไม่หมด เราเชื่อว่าเรายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ถ้าจะโดนจริง ๆ คงแค่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่านั้น”

ระยะแรกที่อยู่ในคุก เขารู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างเลวร้ายกับเขาเหลือเกิน และเขาก็โทษตัวเองอยู่ตลอดเวลา

“ชีวิตในคุกแม้จะไม่เลวร้ายนัก แต่ก็เป็นการจำกัดอิสระให้อยู่ในที่แคบ ๆ ไร้อิสรภาพ ความรู้สึกตอนเข้าไปใหม่ ๆ รู้สึกว่าทุกอย่างรอบกายมันเลวร้าย ตอนนั้นมันคับแค้นใจ รู้สึกว่าโลกมันเลว มากล่าวหาว่าเราทำในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ เมื่อมองหาทางออกแล้วหมดหวังเลย เพราะเขากล่าวหาว่าเราทำร้ายผู้ปกครองประเทศ เรารู้แล้วว่าเราเป็นหมากตัวหนึ่งที่ต้องถูกกำจัดทิ้งไป รู้สึกว่าโลกคือความเลว…หมดหวัง”

แต่เมื่ออยู่ ๆ ไปเขาก็เริ่มรู้สึกมีความหวังมากขึ้น เมื่อมีคนมาเยี่ยมและส่งข่าวคราวความเคลื่อนไหวของการดำเนินคดีว่ามีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากติดคุกอยู่ 2 ปี ข้อเท็จจริงก็เริ่มคลี่คลายขึ้นเมื่อเพื่อนคนหนึ่งชื่อ บุญชาติ เสถียรธรรมณี เป็นคนเดียวในผู้ต้องหา 19 คนที่ไม่ถูกกล่าวหาในคดีมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ความแตกต่างนี้เป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การปลดปล่อยเพื่อนทั้งหมดให้เป็นอิสระ

“เนื่องจากคดีที่มีข้อกล่าวหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์พ่วงอยู่ด้วยจะต้องขึ้นศาลทหาร คดีนี้เป็นคดีครอบจักรวาลที่ต้องการกักขังคนไว้นาน ๆ และการขึ้นศาลทหารก็อยู่นอกเหนือการรับรู้ของประชาชน อาจทำให้การพิจารณาคดีขาดความชอบธรรม ดังนั้นเมื่อบุญชาติได้ขึ้นศาลพลเรือนในข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงมีโอกาสได้รับการพิจารณาที่ยุติธรรม และที่สำคัญ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นคดีกุญแจ เนื่องจากหากไม่เกิดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การจลาจลก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลุด คดีอื่น ๆ ก็จะกลายเป็นความไม่ชอบธรรมและจะทำให้ทุกคนหลุดพ้นจากข้อหาทั้งหมด

การพิจารณาคดีดำเนินการสอบสวนมาตลอด 2 ปี ยิ่งมีการไต่สวน ความจริงก็เริ่มเปิดเผย เนื่องจากคำให้การของพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนัก ทุกอย่างจึงกลายเป็นความไม่ชอบธรรม ส่งผลให้มีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก่อนที่การพิจารณาจะสิ้นสุด ความหมายของการนิรโทษกรรม คือ การยกโทษความผิดให้แก่ทุกคนที่กระทำผิดในวันที่ 6 ตุลา ผู้ต้องหาทั้ง 19 คนจึงได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสรภาพ”

แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับอิสรภาพที่ได้ แต่เขากลับไม่รู้สึกยินดีกับการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเท่าใดนัก

“เนื่องจากความหมายของการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม คือ การบอกว่าเราเป็นคนผิดที่ได้รับการให้อภัย เป็นการช่วยคนที่ทำผิด จริง ๆ แล้วคนที่บริสุทธิ์ยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดยกระบวนการยุติธรรม และคนที่ทำผิดยังไม่ได้รับโทษ ทั้ง ๆ ที่ความผิดของเขาเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก”

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อตัวเขาอย่างไร อภินันท์กล่าวว่า

“เหตุการณ์นี้เป็นจุดหักเหในชีวิตผม ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองมากเท่าไร แต่หลังจากเหตุการณ์แล้ว ผมเริ่มมองการเมืองอย่างคนที่เข้าใจมากขึ้นและสนใจมากขึ้น ในใจเรายังต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม มันซึมเข้าไปในสายเลือด และมีส่วนผลักดันต่อชีวิตผมทุกวันนี้มาก เพราะทำให้มีคนรู้จักผมมากขึ้น ได้ทำงานที่อยากทำ แม้จะสูญเสียอิสรภาพไป 2 ปี แต่หลังจากนั้นกลับเป็นช่วงชีวิตที่ผมมีความสุขมาก”

อภินันท์ได้ข้อสรุปว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลา คือ สื่อมวลชน ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา สื่อมวลชนทำงานสัมฤทธิผลมากเกินไป เมื่อสถานการณ์ถูกปลุกเร้าโดยสื่อต่าง ๆ การแสดงละครของเขาจึงได้กลายเป็นชนวนสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้

20 ปีผ่านไป ชายหนุ่มที่ชื่อ อภินันท์ บัวหภักดี ก็ยังคงมีประโยคหนึ่งติดค้างในใจของเขาอยู่เสมอ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นองเลือดเช้าวันที่ 6 ตุลา 19 ประโยคนั้นคือ

“ถ้าไม่มีเรา เหตุการณ์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”

โพสต์โดย : today could be the day

ที่มา : ฟ้าเดียวกัน : บทสัมภาษณ์ "อภินันท์ บัวหภักดี" เมื่อปี 2539, คนที่เล่นละครแล้วถูกใ่ส่ความว่าหน้าเหมือนรัชทายาท
Read more ...

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

1 พ.ค. 2553
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (เกิดวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2501) นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประวัติ
สมศักดิ์เกิดวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2501

จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 5 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (ส.ก.2514 หรือ รุ่น 90 เลขประจำตัวนักเรียน 18064)

จบการศึกษาปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับ 1) สาขาประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย

โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง The Communist Movement in Thailand

ปัจจุบัน สมศักดิ์เป็นอาจารย์ประจำ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประวัติการทำงาน
สมศักดิ์เป็นผู้ที่สนใจกิจกรรมทางการเมืองมาตั้งแต่เป็นประธานนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และเป็นหนึ่งในผู้จัดทำหนังสือ "ศึก" ซึ่งเป็นหนังสือรุ่นที่แจกจ่ายในวันสมานมิตร'๑๗ (งานประจำปีของโรงเรียน)

เป็นอดีตแกนนำนักศึกษาธรรมศาสตร์ ซึ่งช่วง 6 ตุลา ทำหน้าที่โฆษกบนเวทีชุมนุมของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็น 1 ใน 18 ผู้ถูกจับกุมจากการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนหัวก้าวหน้าเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อันประกอบด้วย

1. นายสุธรรม แสงประทุม,
2. นายอภินันท์ บัวหภักดี,
3. นายธงชัย วินิจจะกูล,
4. นายประพนธ์ วังศิริพิทักษ์,
5. นายวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์,
6. นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม,
7. นายประยูร อัครบวร,
8. นายอรรถการ อุปถัมภากุล,
9. นายสุรชาติ พัชรสรวุฒิ,
10. นายอนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ,
11. นายโอริสสา ไอยราวัณวัฒน์,
12. นายเสรี ศิรินุพงศ์,
13. นายอารมณ์ พงศ์พงัน,
14. น.ส.เสงี่ยม แจ่มดวง,
15. น.ส.สุชีลา ตันชัยนันท์,
16. นายสุรชาติ บำรุงสุข,
17. นายบุญชาติ เสถียรธรรม

สมศักดิ์ถูกจับกุมขณะหลบอยู่ในกุฏิพระในวัดมหาธาตุ ข้างธรรมศาสตร์พร้อมกับนักศึกษาอีกหลายสิบคน ภายหลังได้รับการนิรโทษกรรมเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2521

สมศักดิ์เป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีความสนใจในประวัติศาสตร์ไทยยุคใกล้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง รวมทั้ง ผลงานการศึกษาค้นคว้าและการตีความประวัติศาสตร์จำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่นใน

-เหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8,
-การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475,
-เหตุการณ์ 14 ตุลา,
-เหตุการณ์ 6 ตุลา และ
-รัฐประหาร พ.ศ. 2549

งานส่วนใหญ่มีการเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต เช่น

บทความในเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน,ฟ้าเดียวกัน, หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

นอกจากนี้ยังได้แสดงความเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ โดยใช้ชื่อนามสกุลจริง เช่น

เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน

และนิวแมนดาลา

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลมักจะเป็นชื่อแรก ๆ เสมอเมื่อมีวิวาทะในประเด็น

ปัญญาชน
สังคมนิยม
ลัทธิมาร์กซ์

โดยเฉพาะประเด็นการเคลื่อนไหวของขบวนการฝ่ายซ้ายไทย

ผลงาน

หนังสือ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง

บทความ
กรณีถวัติ ฤทธิเดช ฟ้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ

สมัคร สนุทรเวช กับถนนปรีดี

สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล, 2536. “ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ของปรีดี พนมยงค์.” ผู้จัดการรายวัน, วันที่ 28 มิถุนายน 2536, พิมพ์ซ้ำในสุพจน์, 2536.

ร.7 สละราชย์ ราชสำนัก, การแอนตี้คอมมิวนิสม์ และ 14 ตุลา

พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7 ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง

ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป., กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2500

จุดเปลี่ยน 2500: เผ่า, สฤษดิ์ และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

การชำระประวัติศาสตร์ 14 ตุลา ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

เหมาเจ๋อตง กับขบวนการนักศึกษาไทย

กงจักรปีศาจ และหนังสือเกี่ยวกับกรณีสวรรคต

เพลงพระราชนิพนธ์การเมือง กับการเมืองปี 2518-2519

ชนวน:ภาพละครแขวนคอ ที่นำไปสู่กรณี 6 ตุลา

คืนที่ยาวนาน:การไม่ตัดสินใจสลายการชุมนุมในธรรมศาสตร์ คืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519

ใครเป็นใครในกรณี 6 ตุลา

ป๋วย อึ๊งภากรณ์, สล้าง บุนนาค, ธานินทร์ กรัยวิเชียร

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปีเกิด, ลูกจีน, 6 ตุลา

ลมเอยช่วยเป็นสื่อให้
Read more ...

ฟองสนาน จามรจันทร์

1 พ.ค. 2553
นางฟองสนาน จามรจันทร์

นักจัดรายการวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ สังกัด สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ฝีปากกล้าที่ถูกอำนาจรัฐคุกคาม พื้นเพดั้งเดิมเป็นคน จ.ชัยภูมิ จบการศึกษาระดับมัธยมปีที่ 5 ที่โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล จากนั้นจึงสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 10 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นสื่อมวลชนด้วยกันเช่น บุญเลิศ ช้างใหญ่ โอภาส เพ็งเจริญ แห่งมติชน และชลิต กิติญาณทรัพย์แห่งประชาชาติธุรกิจ เป็นต้น


เริ่มทำงานครั้งแรกที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นบรรณาธิการ อยู่ได้ 4 ปี จึงย้ายมาอยู่หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจอยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นจึงสมัครเป็นข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ โดยจับงานข่าวหลายประเภทมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น สังคม เศรษฐกิจ อยู่นานถึง 12 ปี ก่อนที่จะมาปักหลักแน่นอนที่ข่าวการเมือง

ด้วยความเป็นนักข่าวเจนประสบการณ์ รวมระยะเวลาการทำงานด้านนี้ถึง 23 ปี กรมประชาสัมพันธ์จึงได้ให้นางฟองสนาน จัดรายการชื่อ "บันทึกสถานการณ์" ออกอากาศทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ทางคลื่น FM.92.5 MHz ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.00 - 09.00 น. ในปี พ.ศ. 2537 คู่กับสุริยง หุณฑสาร โดยเป็นรายการสรุปข่าวประจำ เปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรสายเข้ามาแสดงความคิดเห็น กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตรงไปตรงมา ทั้ง ๆ ที่เป็นหน่วยงานราชการแท้ ๆ ทำให้มีผู้ฟังจำนวนมาก

จนกระทั่ง ย่างเข้าสู่ปีที่ 8 คือ ปี พ.ศ. 2545 ในรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รายการบันทึกสถานการณ์ก็ถูกถอดออก โดยอ้างเหตุว่า ฝักใฝ่การเมือง โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า ไม่เคยเข้าข้างฝ่ายใดหรือแทรกแซงด้านเนื้อหาจากผู้ใด แต่ ยอมรับการถูกถอดถอนโดยดี โดยบอกว่า เป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย ผู้ใหญ่สั่งอะไรมา ก็ต้องปฏิบัติตาม

เมื่อถูกถอดจากรายการแล้ว นางฟองสนาน ยังคงรับราชการอยู่ต่อไป และได้จัดรายการโทรทัศน์ เช่น รายการ "ชีพจรการเมือง" ทางช่องยูบีซี 7 เวลา 21.00-22.00น. ทุกวันอาทิตย์ รายการวิทยุ "คุยเฟื่องเรื่องข่าว" ทาง FM. 99.5 MHz. เวลา 17.00-19.00 น. นอกจากนี้ยังเขียนคอลัมน์ประจำนิตยสารกุลสตรีชื่อ "เกร็ดการเมือง" ซึ่งโด่งดังและประสบความสำเร็จอย่างมา ซึ่งต่อมา สำนักพิมพ์ดอกหญ้า นำไปพิมพ์รวมเล่ม จัดจำหน่ายในชื่อ "เม้าท์สนั่นลั่นสภา" ในปี พ.ศ. 2545 ด้วย

นางฟองสนาน จามรจันทร์ มีครอบครัวแล้ว โดยมีบุตรสาว 1 คน และปัจจุบัน เป็นผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท. หรือ เอ็นบีที) ประจำจังหวัดหนองบัวลำภู
Read more ...

ถวัติ ฤทธิเดช : ปัญญาชนนอกระบบ นักวิพากษ์สถาบัน

28 เม.ย. 2553
Author : ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ภาพที่ถวัติ ฤทธิเดช ถูกพูดถึงในช่วงแรก มี 2 แบบ แบบที่หนึ่งคือ เป็นวีรบุรุษสามัญชน เป็นนักต่อสู้ทางการเมืองที่radical อย่างไรบ้าง เช่น วิพากษ์วิจารณ์สถาบัน รวมกลุ่มกับกรรมกร สองคือ พล็อตที่ว่า ถวัติเป็นคนไม่จงรักภักดี ทำอะไรระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท โดยงานเขียนหลัง 2475 จะบอกว่าเขาไม่รู้ที่ต่ำที่สูง หาว่า อ.ปรีดี พนมยงค์ ส่งมาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ ร.7

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่า ถวัติเป็นสามัญชนในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ แต่มีชีวิตที่ไม่ลงตัวในหลายแง่ โดยแม้ว่า เขาเป็นนักเขียนและนักทำหนังสือพิมพ์ ก็ที่ไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์อย่างเต็มที่ เป็นผู้นำกรรมกรแต่ก็ไม่ได ้เป็นกรรมกรจริงๆ

แม้เขาจะร่างฎีกาให้ชาวนากลุ่มต่างๆ แต่มีคนบางกลุ่มลือว่า ถวัติได้เงินจากการทำหน้าที่แบบนี้ และที่ชาวนาให้เขาร่างฎีกาก็เพราะความมีชื่อเสียงด้านการเขียนของเขา มีความสัมพันธ์กับนักการเมือง พลเรือนในคณะราษฎร แต่ก็ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งหรือมีตำแหน่งทางการเมือง และฟ้อง ร.7 แต่ก็ขอขมา ร.7 ในภายหลัง

ทั้งนี้ ในการทำความเข้าใจบทบาทของถวัติ จำเป็นต้องคำนึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองด้วย ซึ่งในขณะที่ถวัติเกิดในปี 2437 เริ่มทำงานข้าราชการในปี 2461 และทำหนังสือพิมพ์ครั้งแรกในปี 2467 มีบรรยากาศทางการเมืองที่สำคัญ 3 ข้อ ได้แก่

หนึ่ง ความเสื่อมโทรมของราชสำนัก ในยุคนั้น มีหลายคนเขียนถึงความเสื่อมโทรมของราชสำนักไว้ เช่น

“พระราชวงศ์อาจมีทั้งที่ฉลาดและที่โง่ บางพระองค์อาจเป็นได้ทั้งโง่และทั้งหยิ่ง นี่แหละเปนเหตุที่ทำให้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าแผ่นดินดำเนิรไปในทางผิดหวัง ทำให้ประชาชนเห็นตระหนักยิ่งขึ้นทุกขณะว่า ชาติกำเนิดของบุคคลไม่ใช่เครื่องหมายบ่งบอก ถึงความดีของมนุษย์ต่อไป” (กุหลาบ สายประดิษฐ์, ศรีกรุง, 12 ก.ค. 2475)

“เจ้านายรุ่นหลัง โดยเฉพาะพวกที่ไปเรียนวิชามาจากต่างประเทศ มาถืออิสระ ประพฤติตัวเลวทราม ให้เขาดูหมิ่นได้หลายคน มันจึงพากันเปื้อนไปทั้งราชสกุล” (ดำรงราชานุภาพ, จดหมายส่วนพระองค์, 10 ก.ค. 2475)

“ การแข่งดีกันเอง โดยไมได้ทำอะไรให้คนนับถือ ทำให้เสียงเกลียดเจ้าค่อยๆ เริ่มขึ้น จนถึงแสดงกิริยาเปิดเผยขึ้นทุกที” (พูนพิศมัย ดิศกุล, สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น, 2544)

ตัวอย่างที่ยกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่า ที่บอกว่า ถวัติวิจารณ์สถาบันรุนแรงนั้น จริง แต่ก็เป็นหนึ่งในปัญญาชนที่สะท้อนวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน ซึ่งเป็นบรรยากาศร่วมสมัยที่สามัญชนวิจารณ์กษัตริย์ เช่นเดียวกับการที่ประชาชนวิจารณ์นายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน

สอง ต้องตระหนักว่า สถานะของหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นเป็นอาณาบริเวณสาธารณะและเกี่ยวข้องกับการสร้าง อัตลักษณ์และความรู้สึกร่วมทางการเมือง และหากจะบอกว่า ถวัติมีงานเขียนที่พูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ คนอื่นๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน

สาม มีการเปลี่ยนแปลงของการเมืองของพลเมือง โดยสิทธิไม่ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด แต่เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้ความเสมอภาคและคุณธรรมความสามารถของแต่ละคน

ถวัติเป็น “ปัญญาชนสาธารณะ” และ “ปัญญาชนนอกระบบ” คนแรกๆ

ที่พยายามอาศัยพลังของ “หนังสือพิมพ์”

ซึ่งถือว่าเป็น “พลังนอกระบบ” ไปสร้างความเปลี่ยนแปลง

เนื่องจากถวัติไม่ใช่ข้าราชการ จึงไม่สามารถใช้เส้นสายในระบบราชการไปผลักดันความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ เขาไม่ใช่ผู้มีทุน จึงไม่อาจใช้สถานะทางเศรษฐกิจไปผลักดันอะไรได้ และเพราะไม่ใช่ลูกหลานคนชั้นสูง จึงไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงจากภายในระบบขึ้นมา

ดังนั้นจะเห็นว่า ถวัติเป็น “ปัญญาชนสาธารณะ” และ “ปัญญาชนนอกระบบ” คนแรกๆ ที่พยายามอาศัยพลังของ “หนังสือพิมพ์” ซึ่งถือว่าเป็น “พลังนอกระบบ” ไปสร้างความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเป็นปัญญาชนคนแรกๆ ที่เห็นความสำคัญของการต่อสู้ทางการเมืองโดยอาศัยพลังคนชั้นล่างเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ต่อสู้ด้วยงานเขียนล้วนๆ เพียงอย่างเดียว เช่นปัญญาชนรุ่นก่อนหน้า เช่น ก.ศ.ร.กุหลาบ หรือเทียนวรรณ

ถวัติเป็น political icon ที่สำคัญในสมัยของเขา แต่บทบาทด้านที่สำคัญกว่าคือ การเป็นปัญญาชนสาธารณะที่ทำงาน ใกล้ชิดกับคนชั้นล่าง นั่นหมายความว่าคุณค่าของถวัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมและความเคลื่อนไหวทางการเมือง ของเขาเพียงอย่างเดียว เพราะด้านที่น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยกว่านั้นก็คือความคิดของถวัติในฐานะที่เป็นภาพสะท้อน ของการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เกิดสังคมเมืองและตลาด เกิดระบบคุณค่าแบบใหม่มากขึ้น รวมทั้งเกิดคนกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นในสังคม

ภายใต้กรอบการมองแบบนี้ สามารถจัดหมวดหมู่ความคิดของถวัติแบบหยาบๆ ได้เป็นความคิดทางการเมือง ความคิดทางเศรษฐกิจ และความคิดทางสังคม

“ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

แยกออกจากกันได้ไหม มีผลอย่างไร”

ในระนาบของความคิดทางการเมือง ถวัติวิพากษ์การปกครองของกษัตริย์ด้วยความคิดแบบสมัยใหม่หลายเรื่อง ผ่านงานเขียนของเขาเองบ้าง ผ่านการตีพิมพ์งานเขียนของคนบางกลุ่มอย่างต่อเนื่องบ้าง บางเรื่องก็เป็นการวิพากษ์ด้วยสำนวนโวหารที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น

“การประหัตประหารผจญต่อเหล่าอำมาตย์ที่ใช้อำนาจกาลีฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้มันถึงซึ่งความแตกดับ แทงมันด้วยหอกตรอกตั้งแต่หูซ้ายทะลุหูขวา ด้วยคมปากกาของเรา”

แต่ในหลายกรณี คำวิพากษ์เหล่านี้ก็สะท้อนการเติบโตของความคิดทางการเมืองแบบใหม่ เช่น การแบ่งแยกระหว่างรัฐบาลกับกษัตริย์ ความเชื่อที่ว่ารัฐบาล คือ ลูกจ้างของราษฎร

๑. รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รักกันอย่างไร และเปนของจำเปนนักหรือ

๒. คำโบราณที่ว่า 'เจ้าว่างามก็ให้งามไปตามเจ้า' ดั่งนี้หมายความว่าอย่างไร และได้ชื่อว่ารักเจ้าด้วยหรือไม่ อธิบายมา

๓. ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร แยกออกจากกันได้ไหม มีผลอย่างไร

๔. อะไรเรียกว่ารัฐบาล ทำไมจึงเรียกอย่างนั้น ใครเป็นผู้ตั้ง

๕. รัฐบาลกับราษฎรเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร แยกออกจากกันได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

๖. รัฐบาลตั้งอยู่ได้เพราะราษฎรให้เงินบำรุงใช่ไหม ถ้าใช่ผู้ที่ทำการงานของรัฐบาลจะมิได้ชื่อว่าเปนลูกจ้างของราษฎร หรือ

เขามีความคิดใหม่ว่า รัฐบาลมีหน้าที่บางอย่างที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน โดยถวัติเขียนฎีกาเรื่อง "การแก้ไขฐานะของชาวนา" เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2474 ตามที่ราษฎรอำเภอหนองจอก จังหวัดมีนบุรีและชาวนาอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ประมาณ 1,000 คน มอบฉันทะผ่านนายสมัดบรอฮิมีว่า

"กราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทรงทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของพวกเขาเหล่าชาวา

ในฐานะที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเปนประมุขของชาติ....

"แม้รัฐบาลของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจะพยายามแก้ไขอย่างไรประชาชนก็ยังมองไม่เห็นผล"

นอกจากนี้ ถวัติยังคิดว่าประชาชนมีสิทธิในการตรวจสอบพระราชกรณียกิจ โดยฎีกาฉบับที่มีเนื้อหาน่าสนใจอีกฉบับ คือฎีกาที่ถวัติเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2474

หลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากการพระราชดำเนินต่างประเทศได้ไม่นาน โดยในการ

เสด็จพระราชดำเนินไปยังต่างประเทศครั้งนั้น พระองค์ทรงพำนักในประเทศต่างๆ เป็นเวลาปีเศษ ซึ่งถวัติตั้งคำถามไว้ว่า

"ความรู้สึกในการทรงพระสำราญของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ในเมื่อทรงประทับอยู่ในพระมหานคร กับทรงประทับอยู่ในประเทศอเมริกา ต่างกันอย่างไร"

"หนังสือพิมพ์ปินังกาเซตต์ลงข่าวว่า การที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จรักษาพระเนตร์ ต้องเสียพระราชทรัพย์ แพงที่สุดในประวัติการ คือใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทต้องใช้พระราชทรัพย์สิ้นไปประมาณ 250,000 (ปอนด์ราวสองล้านห้าแสนบาท) นั้น ความจริงมีเพียงไร แลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงใช้จ่ายไปจริงเท่าไร"

ถวัติเป็นปัญญาชนคนแรก ๆ

ที่พูดถึงปัญหาของระบบแรงงานรับจ้างและอุตสาหกรรมสมัยใหม่

โดยอาศัยวิธีการเปรียบเทียบกับสภาพของ “ทาส” ในสังคมศักดินา

ในระนาบของความคิดทางเศรษฐกิจ ถวัติเป็นปัญญาชนคนแรกๆ ที่พูดถึงปัญหาของระบบแรงงานรับจ้าง และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยอาศัยวิธีการเปรียบเทียบกับสภาพของ “ทาส” ในสังคมศักดินา ผ่านบทความชิ้นหนึ่งทางหนังสือพิมพ์

“ข้อที่เข้าใจกันว่าทาษไม่มีในบัดนี้นั้นเปนอันเข้าใจผิด

ถ้าหากจะมีใครลอบชำเลืองดูความเปนอยู่ของบุคคลสองจำพวก

คือนายจ้างกับลูกจ้างบ้างแล้ว ก็จะร้องว่า "อ้อ!

อ้ายตัวทาษนี้มันยังมีฉายาแฝงอยู่ในตัวลูกจ้างอีกนี่

ควรคิดดูบ้างซี่ว่าคนที่ไปเปนลูกจ้างเขานั้นมีคนร่ำรวยพอตั้งเนื้อตั้งตัวได้แล้วกี่เปอร์เซนต์

เมื่อเปนดังนี้ การทำสัญญาจึงเปนโอกาสให้จำต้องเสียเปรียบกันอยู่ นี่หรือเปนธรรม

นี่หรือเสมอภาค ? ชะ!"

"นายจ้างน่าเลือดเอาเปรียบกันคั่นหนึ่งล่ะนะ และยิ่งกว่านั้น

นายจ้างผู้คิดเอาเปรียบอีกยังพยายามใส่ข้อแม้ลงในสัญญานั้นว่า

ถ้าทำดังนี้เปนผิดต้องถูกตัดเงินเดือนเท่านั้น

ลูกจ้างเหล่านี้ได้รับเงินค่าจ้างไม่คุ้มกันเลย ด้วยเหตุนี้การที่จะเรียกว่าทาษคงไม่ผิด”

นอกจากนั้น ถวัติยังเป็นปัญญาชนคนแรกๆ ที่พูดถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มเพื่อทำการเจรจาต่อรองด้านสิทธิและผลประโยชน์ต่างๆ จากนายจ้าง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดสมาคมกรรมกรรถรางสยาม

“พวกเราเหล่ากรรมกรสยามถึงคราวหรือยังที่จะต้องควบคุมกันเข้าให้เปนหมวดหมู่ เมื่อพวกเราเหล่ากรรมกรสยามยังถือว่าตัวใครตัวมัน แรงใครแรงมันอยู่ตราบใดแล้ว พวกเราอย่าพึงหวังเลยว่าจะพ้นอำนาจอธรรมอันนายจ้างน่าเลือดจะกดขี่พวกเรา เราไม่ได้คำนึงบ้างเลยหรือว่า ความสามัคคีพร้อมเพียงแห่งหมู่ ย่อมเปนอำนาจส่วนหนึ่งซึ่งใครๆ ก็จะต้องเกรงขามเรา ไม่กล้ากดหัวกันเล่น ประดุจวัวควาย มิฉนั้นสิทธิของพวกเราเหล่ากรรมกรจึงไม่มี”

ในตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องสิทธิของกรรมกรไว้ ซึ่งแม้ในตอนนี้สิทธิกรรมกรก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ควรพูดถึง เพราะสังคมไทยยังไม่เข้าใจเรื่องนี้

ถวัติไม่ใช่ปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่เชื่อว่ารัฐคือเครื่องมือทางชนชั้น

ในทางตรงข้าม เขาเห็นว่ารัฐใหม่ในยุคหลัง 2475

คือรัฐซึ่งเป็นกลางและสามารถจรรโลงไว้ซึ่งความยุติธรรม

อย่างไรก็ดี ถวัติไม่ใช่ปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่เชื่อว่ารัฐคือเครื่องมือทางชนชั้น ในทางตรงข้าม เขาเห็นว่ารัฐใหม่ใน

ยุคหลัง 2475 คือรัฐซึ่งเป็นกลางและสามารถจรรโลงไว้ซึ่งความยุติธรรม ถวัติจึงมีบทบาทสูงในการเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างกรรมกรและนายจ้าง ไม่ใช่กระตุ้นให้คนงานลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐและทุนนิยม

ด้วยประเทศสยามอันเป็นปิตุภูมของประชาชนชาวไทได้ชื่อว่าเป็นประเทศเอกราชแต่ประชาชนชาวไทย

ได้รับการปกครองเหมือนกับโคโลนีเมืองขึ้นมานานนักหนาเป็นพระเดชพระคุณแก่ประชาชนชาวไทอย่างยิ่ง

ในการที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้มีรัฐธรรมนูญ

เปิดโอกาศให้ประชาชนชาวไทได้มีอิสระภาพ เสรีภาพ เท่าที่ควรมีควรได้.

แม้กระนั้นก็ดี สภาพของกรรมกรสยามยังมิได้พ้นจากความกดขี่ยังคงเป็นทาษน้ำเงินของนายจ้างอยู่

ยิ่งกรรมกรที่อยู่ในความปกครองของชาวต่างประเทศ ๆ ก็ใช้วิธีการปกครองอย่างคนในโคโลนีของเขาทีเดียว

โดยใช้วิธีตั้งหัวหน้าขึ้นคนหนึ่ง แล้วมอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่หัวหน้า

หัวหน้าจะเอาคนเข้าบันจุงานหรือจะเอาคนออกจากงานก็ได้ตามความพอใจ

รวมความว่าจะเอากรรมกรไปทำเป็นผักต้มขนมยำอะไรก็สุดแล้วแต่หัวหน้าทั้งสิ้น.

หัวอกของกรรมกรระทมชอกช้ำมาเป็นเวลานานการที่เกล้ากระผมเป็นผู้ริเริ่มขอตั้งสมาคมกรรมกร

ก็เพื่อจะแก้ความชอกช้ำของกรรมกรดังกราบเรียนมานี้เพราะสภาพของกรรมกรสยามเป็นสภาพที่น่าสังเวช งานก็ต้องทำหนัก เงินได้น้อยเวลาเจ็บป่วยหรือต้องออก ตัวและครอบครัวก็ไม่มีจะกินทีเดียว

แต่นโยบายของรัฐบาลใหม่ได้ดำเนินเป็นคนกลางคือว่าเมื่อกรรมกรกับนายจ้างมีข้อพิพาทกันแล้ว

รัฐบาลจักเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหาความยุติธรรมให้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า ถวัติวิจารณ์ระบบทุนนิยมไว้อย่างถึงรากถึงโคนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมสมัยใหม่เกิดขึ้น ถวัติเป็นหนึ่งในคนน้อยรายที่มองเห็นปัญหาของระบบนี้ และทำการเคลื่อนไหวจนทำให้รัฐบาลต้องพิจารณาปัญหานี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่สมัยก่อน 2475 จนถึงสมัยคณะราษฎร

นั่นหมายความว่า ถวัติในกรณีนี้ไม่ได้เป็นแค่ปัญญาชนที่ทำงานกับคนชั้นล่างอย่างเดียว แต่ยังเป็นนักกิจกรรมทางสังคมหรืออาจจะเรียกว่าเป็นเอ็นจีโอที่สามารถสร้างผลสะเทือนทางการเมืองบางอย่างด้วย ดังที่มีพระบรมราชวินิจฉัยของ ร. 7 ต่อปัญหากรรมกรว่า

“เปนของควรคิดอย่างยิ่ง แต่ว่าไม่ใช่ทำกฎหมายเพื่อป้องกันคนงาน หรือให้สิทธิพิเศษต่างๆ แก่คนงาน อย่างที่เขามีกันในบางประเทศเพราะจะเปนเครื่องปลูกให้เกิดความคิดในทางจะตั้งสหกรณ์การค้าฤาสมาคมรวบรวมคนงานขึ้นได้ หมายความว่ายังไม่จำเปนต้องมีกำหนด minimum wagesหรือ eight hours day อะไรเหล่านี้”

ถวัติมีความคิดต่อรัฐเปลี่ยนไปมาก

นั่นคือเห็นว่ารัฐเป็นเรื่องของชนชั้นสูงมากขึ้น

ที่น่าสนใจ คือ ถวัติมีความคิดต่อรัฐเปลี่ยนไปมาก นั่นคือเห็นว่ารัฐเป็นเรื่องของชนชั้นสูงมากขึ้น เมื่อเกิดกรณีสไตรค์ของกรรมกรโรงสีข้าวในปี 2476 ซึ่งคนงานส่วนใหญ่เป็นกุลีจีน 3,000 คน ได้ร่วมกับถวัติเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลของคณะราษฎรเข้ามาแทรกแซงไกล่เกลี่ยเงินส่วนที่เจ้าของโรงสีชักไว้จาก

ชาวนาโดยอ้างว่าจะนำไปให้กรรมกรขนข้าว แต่จริงๆ แล้วไม่ได้จ่ายให้ตามนั้น

แต่นายมังกร สามเสน พ่อค้าและนักการเมืองคนสำคัญกลับโต้แย้งไปยังรัฐบาลว่ากรรมกรไม่มีสิทธิเรียกร้องกับ

รัฐบาล ควรไปร้องเรียนกับนายจ้างก่อน และในที่สุดก็อ้างว่า

“ถ้านายถวัติจะลงมติเรียกเกวียนละ ๑ บาท ๒๕ สตางค์ มากกว่าที่โรงสีให้เกวียนละ ๘๐ สตางค์ ซึ่งจะต้องเป็นเนื้อของชาวนาทั้งสิ้น การที่นายถวัติจะคิดเชือดเนื้อชาวนามาเลี้ยงกรรมกรจีน ดังนี้ รัฐบาลจะนอนใจไม่ได้ ถ้านายถวัติทำสำเร็จ ต่อไปสภาพของนายจ้างจะเป็นอย่างไร”

นายมังกรเรียกร้องต่อไปให้รัฐบาลจับถวัติ จากนั้น รัฐบาลจึงส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกรรมกรราว 30 คน ไปที่ปากคลองสาน เพื่อรอการเนรเทศ ทำให้ถวัติเริ่มมองรัฐบาลของคณะราษฎร์เปลี่ยนไป โจมตีว่ารัฐบาลกำลังทำให้ธนานุภาพครอบคลุมสยาม และในอนาคตจะทำให้คณะราษฎรพ่ายแพ้ในระยะยาว เพราะเสียการสนับสนุนจากราษฎรและชนชั้นล่าง

“การกระทำของคณะผู้นำมีผมเป็นต้นนั้น มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะรวบรวมอิทธิพลฝ่ายกรรมกร เข้าสนับสนุนคณะราษฎรและรัฐบาลนี้ ปัญหามีว่าเราจะต้องการอิทธิพลกรรมกรหรือไม่ถ้าไม่ต้องการ กรรมกรจีนที่จับไว้ก็เนรเทศ ออกประเทศได้ คณะของผมก็วางมือปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปตามยะถากรรมและนั่นเป็นหนทางที่บอกว่าธนานุภาพจะครอบคลุมสยาม และคณะราษฎรจะไร้ผู้สนับสนุนประดุจจอกที่ลอยอยู่โดยเดี่ยวในกลางสระ”

ในระนาบความคิดทางสังคม ถวัติเสนอให้ประชาชนรวมกลุ่มกันช่วยเหลือตัวเอง โดยจัดตั้งในรูปสหกรณ์ แต่ถ้าพูดให้ยุติธรรม คนจำนวนมากก็พูดในเรื่องนี้

เขาจึงเป็นนักวิพากษ์สถาบันแน่ๆ

แต่อาจเป็นอย่างมากก็แค่

การวิพากษ์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในบางอย่าง

ถวัติถูกพูดถึงมากในฐานะ “บุคคลในประวัติศาสตร์” คนแรกที่ทำการฟ้องพระเจ้าอยู่หัว แต่เอกสารเกี่ยวกับการฟ้องที่สำคัญที่สุดนั้นไม่ปรากฏอยู่ในขณะนี้

การประเมินสถานะของถวัติผ่านเรื่องนี้จึงทำได้ไม่ง่าย เพราะขณะที่ถวัติเริ่มต้นด้วยการฟ้องพระเจ้าอยู่หัว ถวัติกลับเข้าเฝ้าเพื่อขอพระราชอภัย

เขาจึงเป็นนักวิพากษ์สถาบันแน่ๆ แต่อาจเป็นอย่างมากก็แค่การวิพากษ์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในบางอย่าง ไม่ใช่การสร้างระบอบการปกครองที่ปราศจากสถาบัน ไม่ต่างจากที่ประชาชนวิจารณ์รัฐบาลในปัจจุบัน รวมทั้งไม่ใช่ฝ่ายซ้ายอย่างแน่นอน

น่าสังเกตด้วยว่า ปัญญาชนและผู้นำกรรมกรปีกที่ใกล้ชิดกับการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท.ในช่วงแรกๆ มีทรรศนะคติต่อถวัติไปในทางที่ไม่ดีแทบทุกคน เพราะมองว่า ถวัติประนีประนอมเกินไป

อันที่จริง ประเด็นสำคัญในเรื่องการฟ้องพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่อยู่ว่า ถวัติเป็น anti-monarchy จริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ถวัติไม่ฟ้องเรื่องนี้ต่อศาล หากกลับฟ้องต่อสภา

ซึ่งเมื่อคำนึงถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ว่าเกิดจากการที่พระมหากษัตริย์พาดพิงถึงถวัติใน “พระบรมราชวินิจฉัย”

การฟ้องต่อสภาจึงเป็นการทำให้เกิด “ความเป็นการเมือง” ขึ้นในการพิจารณาปัญหาว่า พลเมืองมีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีกับพระมหากษัตริย์ได้หรือไม่

โดยเฉพาะในเรื่องที่พระมหากษัตริย์ได้ใช้อำนาจเกินกว่ารัฐธรรมนูญระบุไว้ นั่นก็คือการมีพระบรมราชวินิจฉัยโดยปราศจากผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ในที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ถวัติเป็นสามัญชนที่ฟ้องพระเจ้าอยู่หัว แต่อยู่ที่การตั้งคำถามต่อ “พระราชอำนาจ” ที่ปราศจาก “ผู้รับสนอง” รวมทั้งการเตือนว่าการใช้ “พระราชอำนาจ” ในลักษณะนี้

ในที่สุดก็ย่อมเป็นพระมหากษัตริย์เองที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง (ถวัติจึงฟ้องเรื่องนี้ต่อศาลไม่ได้ เพราะศาลดำเนินคดีได้แต่ในกรณี “พระราชอำนาจ” ที่มี “ผู้รับสนอง” เท่านั้นเอง)

ในทางการเมืองนั้น ความสำคัญของถวัติจึงอยู่ที่การทำให้สภาเป็น entity ในการตัดสินปัญหา “พระราชอำนาจ” ว่าควรมีขอบเขตและความรับผิดชอบแค่ไหน ไม่ใช่ปล่อยให้พระราชอำนาจมีพระราชอัตวินิจฉัยเองและไม่ใช่ปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณาอย่างที่ผ่านมา.

สนใจอ่านบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่ : 110 ปี ถวัติ ฤทธิเดช ผู้นำกรรมกรคนแรก


03 Aug 06 | by BioLawCom
Read more ...

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์

11 เม.ย. 2553
ออกมาคัดค้านแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ"สมบัติ ธำรงธัญวงศ์"อดีต สนช.ชี้มีช่องให้ทุจริต เตือนยุบสภาเข้าทาง"ทักษิณ"หวังกลับมาเป็นรัฐบาลปูทางออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง.

ชื่อ-นามสกุล : ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์

วันที่เกิด : 17 เมษายน 2494

ประวัติครอบครัว : เป็นบุตรของนางเงิน ธำรงธัญวงศ์ (เสียชีวิต) ภรรยาชื่อนางเรวดี ธำรงธัญวงศ์ มีบุตร 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน
1. นายอาทิตย์ ธำรงธัญวงศ์
2. นายอิศรา ธำรงธัญวงศ์
3. น.ส.อาภากร ธำรงธัญวงศ์

การศึกษา และดูงาน : ปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- นักศึกษาแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาโท จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาเอก จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ตำแหน่งปัจจุบัน : 12 มีนาคม 2550 อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ตำแหน่งอื่นๆ : 3 มีนาคม 2552 กรรมการองค์การเภสัชกรรม
- 9 ธันวาคม 2551 นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
- 9 มิถุนายน 2552 กรรมการการเคหะแห่งชาติ

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ : คณบดีรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
- 26 มิถุนายน 2542 นายกสภาประจำสถาบันราชภัฏเพชรบูรณ์
- 26 มิถุนายน 2544 นายกสภาประจำสถาบันราชภัฏเพชรบูรณ์
- 24 พฤศจิกายน 2546 นายกสภาประจำสถาบันราชภัฏเพชรบูรณ์

ตำแหน่งอื่นๆ : 12 มีนาคม 2545 กรรมการบริหารกิจการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
- 20 มิถุนายน 2545 ประธานกรรมการบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด
- 16 กรกฎาคม 2545 กรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรแห่งชาติ
- 15 มิถุนายน 2547 กรรมการการอุดมศึกษา
- 4 ตุลาคม 2548 กรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
- 9 พฤษภาคม 2549 รักษาการ กรรมการผู้จัดการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
- 11 ตุลาคม 2549 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สมัยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)
- 12 ธันวาคม 2549 กรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน
- 12 มีนาคม 2550 อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
- 10 มิถุนายน 2551 ประธานกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
- 3 มีนาคม 2552 กรรมการองค์การเภสัชกรรม
- 9 ธันวาคม 2551 นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
- 9 มิถุนายน 2552 กรรมการการเคหะแห่งชาติ

เครื่องราช : ปี 2517 ได้รับการยกย่องจาก นิตยสารไทม์ ฉบับเดือนกรกฎาคม ให้เป็น The Rising World Leader (อายุ 23 ปี)
Read more ...

นายสุนทร รักรงค์

11 เม.ย. 2553

ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 16 จังหวัดภาคใต้

พันธมิตรฯ 16 จังหวัดภาคใต้ ออกแถลงการณ์ด่วน เรียกร้องนายกรัฐมนตรีแสดงความกล้าหาญบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด ติง ผบ.ทบ และ ผบ.เหล่าทัพ อย่าเอาสถาบันทหารไปเล่นเกมการเมือง ควรประกาศกฎอัยการศึก เคอร์ฟิว ยุติการจราจล...

นายสุนทร รักรงค์ ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 16 จังหวัดภาคใต้ ได้แถลงการณ์ด่วน ฉบับที่ 4 / 2553 โดยมีเนื้อหาระบุว่า“ จากเหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 มีผู้เสียชีวิตกว่า 10 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 800 คน นับเป็นเหตุการณ์ ที่น่าเศร้าสลดใจ และไม่น่าเกิดขึ้นในสังคมไทย พันธมิตรฯ 16 จังหวัดภาคใต้ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ จึงได้ประชุมกันและมีมติดังต่อไปนี้

1. พันธมิตรฯ 16 จังหวัดภาคใต้ ขอแสดงความเสียใจ ต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการจลาจลเมื่อวานนี้ และขอประณามแกนนำ นปช. และบุคคลผู้ไม่หวังดีที่เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจ

2. การจลาจลเมื่อวานยืนยันแนวทางการต่อสู้ของ นปช.ว่าเป็นการใช้ความรุนแรงนำหน้า ไม่ใช่แนวทาง สันติอหิงสาอย่างที่อวดอ้าง เพราะตลอดการชุมนุมของ นปช.กว่า 1 เดือนมีความรุนแรงตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการยิงระเบิดใส่สถานที่ราชการสำคัญๆ การจับการ์ด นปช.ที่พกพาอาวุธร้ายแรง และการประกาศสงครามบนเวทีของแกนนำอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวของ นปช. จึงไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย และจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เพราะนี่เป็นการพาคนไปตายอย่างชัดเจน

3. ในส่วนของรัฐบาลต้องแยกแยะผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวในม็อบ ออกจากชาวบ้านที่บริสุทธิ์หรือถูกว่าจ้างมา และต้องเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายให้ถึงที่สุดเพื่อรักษาระบบกฎหมายและกติกาของบ้านเมือง ไม่ปล่อยให้อำนาจเถื่อนหรืออำนาจนอกระบบเข้ามาข่มขู่คุกคาม หลักการประชาธิปไตยและประชาชนทั่วไป จนเสมือนเกิดสูญญากาศทางอำนาจ นายกฯ

4. นายกรัฐมนตรีจะต้องทบทวนและสรุปบทเรียนความผิดพลาดในการยุติการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะความกล้าหาญในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่โอนอ่อนให้กับพฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายและคุกคามความปกติสุขของบ้านเมือง หากนายกรัฐมนตรีไม่พร้อมที่จะแสดงความกล้าหาญหรือสร้างภาวะผู้นำในการควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง นายอภิสิทธิ์ก็ควรพิจารณาตัวเอง ส่วนการเจรจานั้นอาจเป็นทางเลือกที่สายเกินไปแล้ว เพราะแกนนำ นปช.ได้กลายเป็นผู้ต้องหาและเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว

5. ผบ.ทบ.และ ผบ.เหล่าทัพควรหยุดเล่นการเมือง จะต้องมีความจริงใจที่จะทำให้สถาบันกองทัพได้รับความศรัทธาเชื่อมั่นจากประชาชน ผบ.ทบ.จะต้องตระหนักว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นวิกฤติความมั่นคงเพราะมีการก่อจลาจลและประกาศสงครามในเมืองหลวงเกิดขึ้นแล้ว การประกาศกฎอัยการศึก หรือเคอร์ฟิวจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่กองทัพจะต้องพิจารณาเพื่อยุติสถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะให้ได้โดยเร็วที่สุด

6. นปช. ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่เบื้องหลัง หยุดนำเอาศพของผู้เสียชีวิต มาเป็นเครื่องมือสนองกิเลสและตันหาทางการเมือง
Read more ...

กฤษติกา คงสมพงษ์

10 เม.ย. 2553

จากพิธีกรรายการเกมโชว์ที่โด่งดังเมื่อหลายปีก่อน กับคำพูดฮิตติดปาก “คุณคือจุดอ่อน...เชิญค่ะ” มาสู่พิธีกรรายการสนทนาข่าวเชิงสาระ “ก๊วนข่าวเช้าวันหยุด” อีกทั้งได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรอยู่บ่อยครั้ง นับได้ว่าเธอเป็นต้นแบบของผู้หญิงเก่งที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน

ประวัติครอบครัว
บิดา นายอาษา ศิริจรรยา
มารดา นางสุนีย์ ศิริจรรยา
สามี พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ (แดง)

เป็นบุตรคนโต ในจำนวนพี่น้อง 2 คน
1. ผศ.ดร.กฤษติกา ศิริจรรยา
2. น.ส.ดุจฤดี ศิริจรรยา

กฤษติกา คงสมพงษ์ มีลูกติด 2 คน
1. น.ต.ท.พิรพงศ์ คงสมพงษ์ หรือ น้องพลุ
2. น.ส.อมรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ น้องเพลิน

การศึกษา :
เติบโตที่กรุงเทพมหานคร พออายุได้ 10 ขวบก็ไปอยู่อเมริกา

เรียนไฮสคูล ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา,

ปริญญาตรี ด้านบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (Bachelor Degree In Business Administration) George Washington ประเทศสหรัฐอเมริกา และ

ปริญญาโท University Master In Business Administrations จาก สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ

ปริญญาเอก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การทำงาน :

ทำงานกับบริษัทฯ ด้านคอมพิวเตอร์ในอเมริกา และได้เข้าประกวดนางสาวไทยประจำปี 2532 (รุ่นยลดา รองหานาม) โดยมีคุณอาสุวรรณ ศิริจรรยา ซึ่งทำงานอยู่ที่แบงก์โลก เป็นผู้แนะนำให้มาประกวดโดยมีพี่เลี้ยง คือ สิริรัตน์ ทรงเผ่า เป็นคนคอยดูแล

เป็น กรรมการรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด และประชาสัมพันธ์ บริษัทสหการประมูลจำกัด, อาจารย์สอนพิเศษ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สมาชิกองค์กรผู้ประกอบธุรกิจระดับสากล (NAAA) National Auto Auction Association, กรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ 11 มิถุนายน 2545, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 กันยายน 2550

เป็น พิธีกรรายการ "กำจัดจุดอ่อน" ช่อง 3 (เกมโชว์วีคเกสท์ ลิงค์ กำจัดจุดอ่อน), พิธีกรรายการ " รวยรายวัน " ช่อง 3 (ควิชโชว์สั้น 5 นาที "รวยรายวัน" ของบางกอกการละคอน ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 22.20-22.25 น., พิธีกรรายการ "ลูกใครหว่า"
Read more ...

พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์

10 เม.ย. 2553

พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.)ในฐานะแกนนำ จปร.31 กล่าวว่าต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีภาพพจน์ของกองทัพบก ภายหลังที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรี โดยเฉพาะกรณีของ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ออกมากระทำการกล่าวจาบจ้วงดูหมิ่น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก 

"การเป็นทหารอาชีพควรจะมีสำนึก ไม่สมควรออกมาด่าผู้บังคับบัญชา ความเป็นประชาธิปไตยในหมู่ทหาร สามารถกระทำได้ แต่ไม่สมควรดูหมิ่นดูแคลนผู้บังคับบัญชา ผมอยากขอเรียกร้องให้ พี่แดง ลาออกจากราชการทหารไปเล่นการเมือง ไปใส่สูทผูกไท ลงเล่นการเมืองเต็มตัว อย่ามาหากินกับเครื่องแบบทหารอย่างนี้เลย เพราะพวกเราถือว่าเป็นเรื่องของเกียรติและศักดิ์ศรีในอาชีพทหาร อย่ามาทำให้กองทัพต้องเปอะเปื้อนเลย ถ้ายังรักความเป็นทหารอยู่ก็อย่านำกองทัพไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พวกเราทนไม่ได้และจะไม่ทนอีกต่อไป ถ้าพี่แดงยังมีพฤติกรรมเช่นนี้" พ.อ.อภิรัชต์ กล่าวเสียงเข้ม














Read more ...

พ.ต.อ. ชัยโรจน์ ชัยยะ (ชิโกะ)

7 เม.ย. 2553
กลุ่มเสื้อแดงถอนกำลังออกจากไทยคม ปทุมธานี แล้ว แม้จะมีการเผชิญหน้ากับฝ่ายทหารที่ตรึงกำลังอยู่ด้านหน้าก็ตาม...

เมื่อเวลา 23.30 น. 7 เม.ย. มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนกว่า 1,000 คนรวมตัวเดินทางไปยังสถานีไทยคม ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ต.บ่อเงิน อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี แต่ต้องพบกลับกำลังทหารที่ตั้งแถวปิดเส้นทางตั้งแต่ปากทางถนนสายปทุมธานี-วัดเจดีย์หอย สร้างความไม่พอใจให้กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นอย่างมาก

พ.ต.อ.ชัยโรจน์ ชัยยะ สังกัดกองปราบปราม แต่งเครื่องแบบเต็มยศ เข้ามาเจรจากับฝ่ายทหารให้เปิดทาง แต่การเจรจาไม่เป็นผล และพ.ต.อ.ชัยโรจน์ เกิดความไม่พอใจที่ถูกฝ่ายทหารถ่ายรูป จนเกิดการโต้เถียงกัน แต่เหตุการณ์ก็เป็นไปด้วยดี ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น

ต่อมาเวลา 00.30 น. หลังจากกลุ่มเสื้อแดงนับพันคนปักหลักประจันหน้ากับกองกำลังทหาร ที่ปิดเส้นทางเข้าออกบริเวณถนนสายปทุมธานี-วัดเจดีย์หอย เพื่อป้องกันสถานีถ่ายทอดภาคพื้นดินไทยคม โดยทางกลุ่มเสื้อแดงพยายามเจรจาให้ฝ่ายทหารเปิดทาง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนเกิดการผลัดดันกันขึ้น และทางกลุ่มเสื้อแดงได้ใช้ขวดน้ำขว้างปาใส่กลุ่มทหาร แต่เหตุการณ์ก็ยังอยู่ในความสงบ เพราะฝ่ายทหารไม่ตอบโต้

จนกระทั่งเวลา 01.00 น. นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ ส.ส.เขต 1 ปทุมธานี เดินทางมาเจรจากับฝ่ายทหาร เพื่อให้เปิดทาง โดยพยายามไล่ให้ทหารเปิดเส้นทางการจราจร โดยอ้างว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อน กระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารยอมเปิดเส้นทาง แต่กลุ่มคนเสื้อแดงกลับแจ้งว่าจะย้ายขบวนเดินทางไปสบทบกลับกลุ่มเสื้อแดงที่สถานีไทยคมแคราย และกลุ่มเสื้อแดงทั้งหมดได้สลายตัวไปอย่างสงบในเวลาต่อมา
Read more ...

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา วีรบุรุษผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

14 มี.ค. 2553

การเสียชีวิตของ "พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา" ผกก.นักสู้โจรใต้ เป็นความสูญเสีย ของครอบครัว และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องเสียตำรวจ ดีๆไป หลังตกเป็นเหยื่อสังเวยโจรใต้ลอบกดระเบิดที่ฝังไว้ใต้พื้นถนนถล่มรถพังยับ คร่าชีวิต ผกก.คนดังดับอนาถ

ผกก.นักสู้โจรใต้ ท่านนี้เคยสวมวิญญาณ หมูไม่กลัวน้ำร้อน ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม กรณีทำเรื่องขอย้ายออกนอกพื้นที่เพราะจะเกษียณราชการในปี 2553 แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา มีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ก.ตร. เมื่อวันที่ 5 มี.ค.เสนอให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรอง ผบก. แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการ ก็มาประสบเหตุเสียชีวิตจากการซุ่มโจมตีของกลุ่มโจรใต้เสียก่อน

"พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา"หรือ"จ่าเพียรมือปราบ"ฉายาที่ติดตัวมาตั้งแต่เป็นตำรวจชั้นประทวน เป็น นพต.รุ่นที่ 15 เริ่มรับราชการครั้งแรกหลังจบโรงเรียนตำรวจภูธรภาค 9 ยะลา เมื่อปี 2513 เป็น ผบ.หมู่ ป.สภ.บันนังสตา มาตลอด โดยเฉพาะช่วงที่พวก ขจก.หรือขบวนการโจรก่อการร้าย ได้ปะทุทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ ได้ติดตาม พ.ต.ท.สนิท เพียรทอง สวญ.สภ.บันนังสตา (ตำแหน่งในขณะนั้น)ออกปราบปราม ขจก.มาตลอด สามารถวิสามัญคนร้ายได้ร่วม 100 ศพ จนเป็นที่หวาดเกรงของพวกคนร้าย และราวปี 2519 จ.ส.ต.สมเพียร เอกสมญา ปะทะกับคนร้ายกลุ่มนายลาเต๊ะ เจาะบันตัง ในหมู่ 4 ต.บันนังสตา พลาดท่าไปเหยียบกับระเบิดคนร้ายจนขาซ้ายหวิดขาด

จากความเด็ดเดี่ยวและประสบความสำเร็จในการปราบปรามคนร้ายอย่างจริงจัง"จ่าเพียรมือปราบ" จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญมาลาเข็มกล้ากลางสมร (ร.ม.ก.) จนทางกรมตำรวจได้ให้เข้าศึกษาหลักสูตรนายตำรวจเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องสอบ หลังจากจบมาแล้วได้โอนไปสังกัด ตม.ประจำอยู่ในพื้นที่ จ.สงขลา ระยะหนึ่ง แต่ต้องขอย้ายกลับรับราชการวนเวียนอยู่ในภาคใต้ตอนล่างมาตลอด แต่ไม่วายถูกร้องเรียนจนต้องย้ายออกจากพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไประยะหนึ่ง

ต่อมาหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา ถูกเรียกตัวกลับมาปราบปรามพวกก่อความไม่สงบใน อ.บันนังสตา ในตำแหน่ง ผกก.สภ.บันนังสตา ปี 2550 โดยได้ใช้ประสบการณ์และความคุ้นเคยในพื้นที่แห่งนี้มาก่อน นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นจับกุมคนร้ายจนสามารถวิสามัญคนร้ายไปแล้วรวม 19 ราย แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามวางแผนลอบทำร้ายมาตลอด ทำให้ทางครอบครัวเกิดความวิตกพร้อมทั้งขอให้เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น"ภูวพงษ์ พิทักษ์" เพื่อเป็นศิริมงคล แต่ พ.ต.อ.สมเพียร ได้ขอกลับมาใช้นามสกุลเดิม ส่วนนามสกุลใหม่มีภรรยาและบุตรชายคนที่ 2-3 ใช้

จนกระทั่งวันที่ 18 ก.พ.2553 พวกคนร้ายได้ลอบวางระเบิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่วางแผนให้ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นำกำลังเดินทางเข้าไป จนถูกคนร้ายระเบิดรถยนต์ที่นั่งคันเดียวกันนี้ ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเล็กน้อย แต่ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า"ช้ำในมากกว่า เพราะขอย้ายแล้วไม่ได้ย้าย"จนเป็นข่าวครึกโครมในเวลาต่อมา กระทั่งนำกำลังไปถูกคนร้ายลอบวางระเบิดรถปิกอัพคันเดิมจนขาหักทั้งสองข้าม บาดเจ็บสาหัสและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลาในที่สุด

ในขณะที่เพื่อนร่วมอาชีพอย่าง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) ฝ่ายความมั่นคงและกิจการพิเศษ ซึ่งกำกับดูแลศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) กล่าวถึงการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.สมเพียร ว่า เป็นการสูญเสียที่สำคัญของตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ต.อ.สมเพียร คือลูกน้องที่รัก เป็นตำรวจนักรบเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เป็นตำรวจที่ไม่ท้อถอย แม้จะมาร้องเรียนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายออกนอกพื้นที่ ซึ่งยังไม่สมหวังก็ยังกลับไปปฏิบัติหน้าที่ สภ.บันนังสตา อย่างเต็มที่ สมเกียรติภูมิ และสำนึกต่อหน้าที่ การเสียชีวิตครั้งนี้สมศักดิ์ศรี ตำรวจอาชีพที่ตายในหน้าที่

ด้าน พล.ต.ท.ธานี ทวิชศรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจภาค 9 (อดีต ผบช.ภ.9) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา เปิดเผยว่า ในหมู่นักรบด้วยกัน ถือเป็นความสูญเสียที่บอกไม่ถูก ที่ผ่านมา พ.ต.อ.สมเพียร เป็นคนจริงจัง กล้าหาญมาก ทำงานในลักษณะไม่เสร็จไม่เลิก และแน่นอนว่าการที่ พ.ต.อ.สมเพียร เรียกร้องขอโยกย้ายตำแหน่งแต่ไม่รับการตอบสนองนั้น กระทบต่อขวัญและกำลังใจต่อคนที่ปฏิบัติหน้าในพื้นที่พอสมควร

พล.ต.ท.ธานี กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เคยหารือกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ว่าในเมื่อพื้นที่อยู่ในการควบคุมของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แล้ว ควรที่จะมีระเบียบออกมาเพื่อเอื้อให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นาน ได้รับการหมุนเวียนหรือค่าตอบแทนที่ดี แต่ก็ไม่มีความชัดเจนออกมา ส่วนปัญหาที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการพิจารณาโยกย้ายนั้น เพราะติดขัดกับกฎระเบียบการย้ายข้ามกองบัญชาการ แต่ละกองบัญชาการที่จะต้องยอมรับกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ในความเป็นจริง กองบัญชาการภาค 9 นั้นมีเพียง 4 จังหวัดซึ่งรองรับกำลังพลไม่พอ ดังนั้นสมควรผ่องถ่ายให้ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้เคยเรียนผู้บังคับบัญชาไปแล้วแต่ไม่ได้มีการจัดการ

ถึงเวลาหรือยังที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะรื้อโครงสร้างอุบาทว์ในวงการตำรวจที่จ้องแสวงหาผลประโยชน์ เพื่อก่อเกิดตำรวจสายพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ใช่แค่ "ปลิงในชุดสีกากี"อีกต่อไป..!!!
Read more ...