
ตลอด 5 ปีที่ดินแดนด้ามขวานอาบด้วยน้ำตา หลายคนสงสัย ทำไมชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ลองมาฟังผู้ก่อการเล่าความจริงในอีกมุม
แม้แนวพระราชดำริ 'เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา' ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทาน เพื่อการแก้ปัญหาสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น จะกลายเป็นแนวทางสำคัญสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การทำงานในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในระดับปฏิบัติการ ผลที่ออกมากลับไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมาย
เข้าใจแต่เข้าไม่ถึง
แม้จะตรึงกำลังกันอย่างหนาแน่น แต่ก็ยังไม่วายถูกคนร้ายตลบหลังสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ 2 นาวิกโยธินที่ทำงานมวลชนในพื้นที่มาหลายปี กรณีครูจูหลิง การสูญเสียครั้งที่ 4 ของครอบครัว 'เปาะอิแตดาโอะ' เพียงเพราะพวกเขาเลือกยืนอยู่ข้างรัฐ เหตุการณ์การลอบทำร้ายครูในพื้นที่ตั้งแต่วันแรกของการเปิดเรียน (18 พฤษภาคม 2552) คาร์บอมบ์ที่ อ.ยี่งอ และอ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ล่าสุด เหตุกราดยิงมัสยิดอัลกูรกอนขณะชาวบ้านกำลังละหมาด
ไม่มีใครปฏิเสธว่าโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า 'มวลชน' ถือเป็นตัวแปรสำคัญ ทั้งข้อมูล ข่าวสาร และความร่วมมือ ที่จะช่วงชิงความได้เปรียบล้วนขึ้นอยู่กับชาวบ้านตาดำๆ แทบทั้งสิ้น
"เจ้าหน้าที่ทำงาน เข้าถึง พัฒนา แต่ไม่เข้าใจ" พ.ต.อ.สมเพียร (เอกสมญา) ภูวพงษ์พิทักษ์ ผู้กำกับมือปราบแห่ง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ชี้จุดอ่อนสำคัญของฝ่ายรัฐ
เขายอมรับถึงความครอบคลุมในการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ขนาดแทบจะเดินชนไหล่กันอยู่แล้ว รวมทั้งการพัฒนาที่รุ่งก็มี ร่วงก็เยอะ แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าถึง 'ใจ' ของมวลชนได้จริงๆ สักที ผิดกับฝั่งตรงข้ามที่มักใช้ความผิดพลาดข้อนี้เป็นยุทธศาสตร์หลักเพื่อแย่งชิงมวลชน (และได้ผลแทบทุกครั้ง) รวมทั้งกลวิธีร้อยแปดในการดึงคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่เข้าไปเป็นฟันเฟืองหนึ่งใน 'อะเยาะห์' (กลุ่มก่อการร้ายในหมู่บ้าน) เพื่อขับเคลื่อนขบวนการต่อไป
"เขาพูดภาษาเดียวกับเรา หัวอกเดียวกับเรา" แบ (นามสมมติ) อดีตแนวร่วมของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบของหมู่บ้านมูนุง ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา เปิดเผยถึง 'ไม้เด็ด' ที่ 'ฝั่งโน้น' มักใช้เกลี้ยกล่อมชาวบ้าน
หนทางสู่พระเจ้า
"จะอยู่ฝ่ายไหนลองกลับไปคิดดู..." ประโยคนั้น เขายังจำได้ดี
หลังจากเปลี่ยนอาชีพมาหลายครั้ง ล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตมาก็หลายรอบ ยิ่งเมื่อชีวิตเดินผ่านหลักไมล์ที่ 33 ในที่สุด เขาจึงตัดสินใจพาครอบครัวมาลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านมูนุง อาศัยสวนยางพาราของตระกูลหักร้างถางพงค่อยๆ สร้างรากฐานของตัวเองขึ้นมา
จากจังหวะชีวิตดำเนินไปอย่างปกติ เช้าตื่นขึ้นมากรีดยาง สายพบปะเพื่อนบ้านในวงกาแฟ บ่ายพักผ่อนเอาแรง หรือไปทำธุระที่คั่งค้าง ก่อนจะมาพร้อมหน้าวงอาหารเย็นกับภรรยา และลูกๆ
แต่ตารางชีวิตทั้งหมดต้องเปลี่ยนไปเมื่อวันหนึ่งเขาได้สัมผัสกับคำว่า 'สงครามศักดิ์สิทธิ์'
"ผมกำลังจะไปเยี่ยมแม่ที่สงขลา ยุนุ - ยีนุ๊ มะแอ (หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหมู่บ้านมูนุง ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่) ถือโอกาสเข้ามาคุยด้วย เขาบอกว่า ตอนนี้ชาวบ้านมูนุงทุกคนเป็นสมาชิกของขบวนการญีฮาดหมดแล้ว เหลือเราคนเดียว"
ใช้เวลาชั่งใจอยู่พอสมควร ประมวลกับข้อมูลรอบด้าน เมื่อพบว่าเข้าเมืองตาหลิ่วถ้าไม่หลิ่วตาตามเห็นทีจะอยู่ลำบาก เขาจึงตอบตกลง และเข้าร่วมพิธีซูมเปาะห์ (สาบานตน)
"เขาก็พูดเป็นภาษายาวี 2-3 เที่ยวให้เราพูดตามว่า ห้ามเปิดเผยความลับโดยเด็ดขาด หากผู้ใดเปิดเผยต้องโดนองค์อัลลอฮฺ ลงโทษ หลังจากทำซูเปาะห์แล้วจะต้องทำตามคำสั่งทุกอย่าง ฝ่าฝืนไม่ได้ เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์เลยนะ แต่เขาไม่ได้เอาคัมภีร์อัลกุรอานมาร่วมด้วยเท่านั้นเอง" แบเล่า
เมื่อทำพิธีเสร็จ เขา และชาวบ้านที่ร่วมพิธีทั้งหมดได้เป็นสมาชิกฝ่ายแนวร่วม หรือ มาซา (MASA) ของขบวนการญีฮาด ก่อนจะแบ่งกลุ่มและเข้าอบรมเดือนละครั้ง โดยผู้นำกลุ่มจะเป็นคนนัดเวลา และสถานที่
ในการอบรมแต่ละครั้งจะมีเนื้อหาหลักอยู่ 4 หัวข้อ คือ หลักศาสนา หลักประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจในภาวะสงคราม และสงครามญีฮาด
"ส่วนใหญ่เขาจะบรรยายแบบ ปลุกระดมเราน่ะ" แบให้ความเห็น เรื่องราวที่เขารับรู้โดยทั่วไปก็คือ การย้ำตัวตนถึงวิถีของมุสลิมที่ต้องทำพิธีละหมาดเพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จในการทำญีฮาด การถูกกดขี่ของชาวมุสลิมสมัยรัฐปัตตานี การสนับสนุนกลุ่ม กระทั่งประวัติศาสตร์สงครามระหว่างไทยกับรัฐปัตตานี
"เขาจะบอกเราเสมอว่า ระหว่างทำสงครามญีฮาด เราชาวบ้านเป็นฝ่ายสนับสนุนการก่อเหตุของฝ่ายทหาร ต้องเชื่อฟังคำสั่งของ ยุนุ หัวหน้าอาเยาะห์ประจำหมู่บ้าน ผู้เสียชีวิตในสงครามถือเป็น ซาฮีต (นักรบพระเจ้า) ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องละหมาดศพ และซาฮีตสามารถเข้าสู่สวรรค์ไปพบกับอัลลอฮฺพร้อมกับญาติอีก 70 คนด้วย"
นอกจากนี้ทางกลุ่มจะมีการมอบบัญญัติ 10 ประการ (ดีสปริง เซอปูโละ) ให้เป็น 'กฎเหล็ก' สำหรับสมาชิกเพื่อป้องกัน 'ความลับ' และ 'ข้อมูล' รั่วไหล รวมทั้งการฝึกร่างกายขั้นพื้นฐานที่แต่ละครั้งจะมี 'ผู้นำ' ติดต่อให้พวกเขาเข้ารับการฝึกด้วยเหตุผลเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะส่งลง 'สนามจริง'
"เราก็ไม่ค่อยรู้อะไรอยู่แล้ว เขาสั่งอะไรมาก็ให้ทำไปตามคำสั่งเท่านั้นแหละครับ" แบทำความเข้าใจง่ายๆ กับทุกสิ่งที่คนในอาเยาะห์บอกให้ทำ
คืนก่อเหตุ
สำหรับแบ ความมืดในผืนป่าแถบนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะใช้ทำมาหากินมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ประมาณ หลับตาเดิน...สบายมาก
แต่คงไม่ใช่คืนนี้ บรรยากาศคุ้นเคยแทบไม่เหลือเค้า ทุกอย่างดูน่าหวาดระแวงไปหมด ถึงเงาตะคุ่มๆ 2 คนข้างหน้าจะเป็นพวกเดียวกันก็ตาม
"กลัวเหมือนกันนะ ทำอะไรดูมันขัดๆ กันไปหมด" แบเผยความรู้สึกในการ 'ลงสนาม' ครั้งแรก
เขายอมรับว่า 'สั่น' แม้จะเคยรับภารกิจมาก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่หน้าที่ของอาเยาะห์ฝ่ายเศรษฐกิจที่คอยเก็บรวบรวมเงินจากสมาชิกในหมู่บ้านเพื่อส่งให้หัวหน้ากลุ่ม มันต่างกับการลงมือปฏิบัติการสร้างสถานการณ์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ
"เขาบอกว่าเป็นการทดสอบจิตใจ และความกล้าหาญหลังการฝึก วันนี้ข้างบน (หมู่บ้านถัดไป) จะมีการก่อเหตุ หน้าที่ของเราก็คือต้องโรยตะปูเรือใบ ตัดต้นไม้ขวางถนน พ่นสเปรย์ และเผายางรถยนต์ แบ่งทีมกัน 3 คนให้ทำภารกิจนี้"
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น (ปลาย พ.ศ. 2547) คือ มีเหตุฆ่าตัดคอชายชราในพื้นที่บ้านฆอรอราแมที่ตั้งอยู่ถัดไป โดยบริเวณทางเข้า และทางออกของหมู่บ้าน มีการโรยตะปูเรือใบ ตัดต้นไม้ และเผายางรถยนต์ขวางทางเจ้าหน้าที่
"ก็กลัวนะ เพราะตอนเดินกลับก็เจอรถฮัมวีของเจ้าหน้าที่ด้วย จึงต้องไปหลบตามแนวป่าพอทหารผ่านไปจึงค่อยแยกย้ายกันกลับ"
ไม่ใช่แค่กลุ่มเดียว การลงมือปฏิบัติการแต่ละครั้งจะมีการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหมู่บ้าน โดยมีการจัดเวรยามเพื่อตรวจดูเจ้าหน้าที่ที่อาจจะผ่านมาขณะก่อเหตุ เพื่อแจ้งไปยังฝ่ายทหารให้เตรียมพร้อมรับมือ และหลบหนี
คว้าใจด้วยใจ
"เราเดินตรวจอยู่ก็ไม่มีอะไร สักพักเท่านั้นแหละ ระเบิดกลางหมู่บ้านเลย แต่ก็ไม่มีใครเห็นว่าใครเป็นคนทำ ยอมรับเลยครับ" ร.ต.ท.ธนพล เยาวพักตร์ ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ชุดเฉพาะกิจ 112 (ผบ.นปพ.ฉก.112) ประจำหมู่บ้านมูนุงเล่าถึงประสิทธิภาพในการใช้มวลชนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
หลังอาศัยประสบการณ์ลองผิดลองถูกกับพื้นที่ปะแตมานานจนเริ่ม 'จับทาง' ได้ ร.ต.ท.ธนพลจึงหันมาเริ่มทำงานกับชาวบ้านเป็นหลักมากกว่าไปตระเวนหาตัวผู้กระทำผิด
"โจรก็จับนะครับ งานมวลชนก็ทำ ไม่ใช่ทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง" ผู้กองอธิบาย
เขาจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนตะแกรงที่ต้องกรองชาวบ้านในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อแยกผู้หลงผิดออกจากชาวบ้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดกลับมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
แบก็ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่ใช้ใจไปคว้าใจให้เขากลับมาอยู่ฝ่ายรัฐ
"วันนั้นผมอยู่ระหว่างหลบหนี เพราะเรารู้ตัวว่าเราทำผิดก็ต้องหนี ไปอยู่บ้านญาติ ผู้กองแกก็ตามไปถึงบ้าน กำลังนอนดูทีวีอยู่เลย" เขาเล่าพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากโดนจับ แบถูกส่งตัวไปสอบถามข้อมูล แล้วจึงปล่อยตัวกลับบ้าน ไม่ใช่เฉพาะแค่เขาคนเดียวเท่านั้น แต่แนวร่วมในหมู่บ้านอีกหลายคนก็ล้วนได้รับการปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกันคือ 'ใจแลกใจ' จนวันนี้ ชาวบ้านหันมาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หลายคนเข้าร่วมเป็นหน่วยคุ้มกันหมู่บ้าน ทำงานออกลาดตระเวนกับเจ้าหน้าที่ อีกทั้งเริ่มขยายผลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง
ประตูที่เคยปิดสนิททันทีหลังพระอาทิตย์ตก วันนี้ใต้แสงไฟทางยังมีเด็กๆ ออกมาวิ่งเล่น รวมทั้งการจับกลุ่มพูดคุยกันระหว่างเพื่อนบ้าน จากที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว
"เราต้องทำด้วยใจถึงจะทำได้ และถ้าเราให้ใจ เราก็จะได้ใจของชาวบ้านกลับมา เขาไม่อยากได้ลมปากจากเจ้าหน้าที่หรอกครับ แต่เขาอยากได้ใจของพวกเรามากกว่า" ร.ต.ท.ธนพลยืนยันชัดเจน
20 วันอันตราย
ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะซาไปจากความสนใจของผู้คนพอสมควร แต่ "ไม่มีข่าวไม่ได้หมายความว่าไม่มีเหตุ" ในห้วงเวลาเพียงแค่ 20 วันหลังโรงเรียนเปิดทำการสอน รอยเลือด และคราบน้ำตาก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง
18 พฤษภาคม (เปิดเทอมวันแรก)
- ระเบิดทหารพรานชุดลาดตระเวน รปภ.ครู บาดเจ็บ 2 นายที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา
- ระเบิดทหารชุด รปภ.ครู ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีทหารบาดเจ็บ 1 นาย
19 พฤษภาคม
- ยิงครูณัฐพล จะแน อายุ 42 ปี ครูโรงเรียนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ 6 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา เสียชีวิต (บุคลากรทางการศึกษาเสียชีวิตรายที่ 111 ในรอบ 5 ปีไฟใต้)
20 พฤษภาคม
- ฆ่าเผาสองหญิง (แม่สามีกับลูกสะใภ้) เสียชีวิตที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี (เป็นเหตุฆ่าเผาครั้งที่ 3 ในรอบปี 2552)
- จ่อยิงตำรวจ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิต
- ดักระเบิดทหารพรานที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย
25 พฤษภาคม
- วางระเบิดทหารหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 บนถนนในท้องที่หมู่ 1 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส บาดเจ็บ 3 นาย
- ระเบิดร้านคาราโอเกะที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
27 พฤษภาคม
- วางเพลิงและลอบวางระเบิด 9 จุดในเขตเทศบาลนครยะลา ส่วนใหญ่เป็นโกดังสินค้า ธนาคาร โชว์รูมรถยนต์ และห้างค้าปลีกท้องถิ่น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
- วิสามัญฆาตกรรม 2 วัยรุ่นแนวร่วมก่อความไม่สงบ ขณะลงจากภูเขามาเอาเสบียง ในท้องที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา
29 พฤษภาคม
- ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งในคดีไต่สวนการตาย 78 ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายม็อบตากใบ สรุปว่าผู้ตายขาดอากาศหายใจ ไม่พบเหตุร้ายอย่างอื่นทำให้ตาย และเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติราชการตามหน้าที่
29-31 พฤษภาคม
- เกิดเหตุรุนแรงประปรายทุกวัน แต่ที่สำคัญคือเหตุปะทะกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นกลุ่มแนวร่วมกำลังฝึกทบทวนทางยุทธวิธี ผลการปะทะฝ่ายผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 1 ราย จับได้ 6 คน มีม็อบชาวบ้านประท้วงระบุว่าเป็นเหตุยิงทิ้ง ไม่ใช่ยิงปะทะ
2 มิถุนายน
- คนร้ายแต่งกายเลียนแบบทหารพราน ยิงครูตั้งครรภ์ 8 เดือน (นางอัจฉราพร เทพษร) เสียชีวิตพร้อมเพื่อนครู (นางวารุณี นะวะกะ) ครูโรงเรียนบ้านดุซงยอ และโรงเรียนบ้านริแง อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เหตุเกิดที่บ้านเจ๊ะเก หมู่ 4 ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ขณะครูทั้งสองนั่งอยู่ในรถกระบะพร้อมครูคนอื่นรวม 6 คน เพื่อเดินทางกลับบ้าน (เป็นครูรายที่ 112 กับ 113 ที่เสียชีวิตตลอด 5 ปีไฟใต้ และเสียชีวิตเป็นศพที่ 2 กับ 3 ใน 14 วัน)
4 มิถุนายน
- ลอบวางระเบิดตำรวจชุด รปภ.ครู ที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ทำให้ครูสาวสองพี่น้องได้รับบาดเจ็บสาหัส (น.ส.จริยา และ น.ส.ภิวัลย์ สุวรรณเขต ครูโรงเรียนบ้านละหาน อ.สุไหงปาดี)
- ระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด รปภ.ครู ที่ ต.โกตาบารู อ.รามัน จ.ยะลา กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย
5 มิถุนายน
- ระเบิดทหารพรานเสียชีวิต 2 นาย ที่ ต.มะนังดาลำ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
6 มิถุนายน
- ยิงครูเสียชีวิตอีก 1 รายที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คือนายมะตอเฮ ยามา อายุ 52 ปี รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปาลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ (เป็นครูรายที่ 4 ที่เสียชีวิตในรอบ 20 วัน และเป็นรายที่ 114 ตลอด 5 ปีไฟใต้)
7 มิถุนายน
- ยิง อส.ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 นายที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เพื่อล่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก่อนกดระเบิดคาร์บอมบ์กลางชุมชนหอนาฬิกากลาง ทำให้มีชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 19 คน และหนึ่งใน อส.ที่ถูกยิงตอนแรก สิ้นใจ 1 คน
8 มิถุนายน
- ดักระเบิดทหารชุดลาดตระเวนล่วงหน้าของชุด รปภ.ครู ที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ได้รับบาดเจ็บ 9 นาย
- วางระเบิดรถฮัมวีที่ อ.กรงปินัง จ.ยะลา ซึ่งเป็นชุดลาดตระเวนล่วงหน้าให้กับชุด รปภ.ครู ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
- คนร้ายสวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า พร้อมอาวุธสงครามครบมือ บุกเข้าไปกราดยิงชาวบ้านถึงในมัสยิดบ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส