นาโอกิ อิชิกาว่า

29 ก.ค. 2552



วันเสาร์ที่ ๐๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๗:๒๗ น.

ขอพา ผู้อ่านไปรู้จักกับ ยอดนักสู้สายเลือดซามูไร นาโอกิ อิชิกาว่า นักชกแดนปลาดิบ ที่เพิ่งจะโชว์เข่าลอยสองชั้นถล่มนักมวยไทย ธนูชัย ส.พรชัย หลับกลางอากาศยก3 ในการชกใน ศึกพุ่มพันธุ์ม่วง เมื่อคืนวันที่21 พย.จนได้รับรางวัล ศิลปมวยไทยยอดเยี่ยมเข่าลอย จากสนามมวยลุมพินี มาหมาดๆ

@ สวัสดี อิชิกาว่า ช่วยเล่าประวัติของคุณแบบย่อๆมาให้ฟังหน่อย

- ผมเป็นชาวเมือง โตเกียวเมืองหลวงญี่ปุ่น อายุ23 ปี ชื่นชอบ ศิลปการต่อสู้หลายรูปแบบ เริ่มต้นจากหัด คิ๊กบ๊อกซิ่งและหัดชกมวยตั้งแต่ อายุ16ปี มาหันเอาดีชกจริงจังเมื่อ อายะได้20กว่าปี ต่อยแบบมวยอาชีพมาได้3ปีแล้ว

@ การชกที่ ลุมพินี ถือเป็นการชกครั้งแรกของคุณ ที่เมืองไทยหรือเปล่า

- เป็นครั้งที่2ครับ ปีที่ผ่านมาผมชกที่ ราชดำเนิน รายการวันอาทิตย์ของ”อั้งม้อซัง”ในการยกทีมระหว่างมวยไทยกะญี่ปุ่น ซึ่งนักมวยไทยชนะไป3-2 แต่ผมชกชนะนักมวยไทย(จำชื่อไม่ได้)ฟันศอกน็อคยกแรกครับ

@ คุณมาชกที่ ลุมพินีได้อย่างไร

- ก่อนหน้าทาง ทีมงานออลเจแปน ติดต่อให้นักมวยญี่ปุ่น ชื่อ อาราชิ ฟูจิฮาร่า มาต่อย ในรายการ ศึกพุ่มพันธุ์ม่วง แต่เผอิญได้รับอุบัติเหตุ จากการฟิตซ้อม มิยาตะซัง โปรโมเตอร์ ทีมงานAJKF.เลยส่งผมมาชกแทน

@ ก่อนหน้ามีความรู้สึกอย่างไร

- ผมก็อยากจะชกเพราะก่อนหน้าที่จะมาผมแพ้แตกให้ เพชรเอก ส.สุวรรณภักดี ที่ โตเกียว เลยอยากมาชกหาประสบการณ์ ผมคิดว่าต่อยเยอะๆแบบนักมวยไทย อาจจะทำให้ผมมีประสบการณ์และเก่งมากยิ่งขึ้น

@ คิดว่าจะมาชนะนักมวยไทยบ้างไหม

- เที่ยวนี้ผมเตรียมมาดีคิดว่าคงเอาชนะได้

@ ปกติชกมวย อาวุธที่ถนัดใช้ คืออะไร

- ผมจะถนัดใช้ศอกมากกว่า ที่ญี่ปุ่นผมจะชนะคู่ชกด้วยการฟันศอกตลอด แต่มาเจอหมองูเลยต้องตายเพราะงู บวกแลกศอกกับ เพชรเอก เขาสับศอกแม่นฟันผมแตกยับเย็บเกือบ20เข็ม ยอมรับว่า เขาฟันศอกเก่งมาก

@ เข่าลอยที่น็อค นักมวยไทย ถือว่าฟลุ้ค หรือเปล่า

- ผมตั้งใจจริงๆ เพราะยกสอง เขามารัดเอวตี ผมก็แก้ด้วยการตีเข่าหน้า ผมเห็นว่า เขาแก้ลูกตีเข่าเข้าหน้าไม่ได้ ลูกแรกผมตีเข่าโดนหน้าจนร่วง และเขาไล่ต่อยผมจนเมา ผมเห็นเขาหยุดถอยออกมาก็เลยได้จังหวะ กระโดดเข่าลอยคู่ ข้างซ้ายไม่โดน แต่พอขึ้นเข่าขวาโดนเต็มๆผมคิดแล้วว่าเขาลุกไม่ไหว กรรมการนับครบสิบผมดีใจมากๆ

@ แสดงว่าที่ ญี่ปุ่น มีการฝึกกระโดดเข่าลอยอยู่ตลอด

- การชกเควัน คิ๊กบ๊อกซิ่ง และ มวยไทย จะมีการน้อคด้วยลูกนี้ตลอด ที่ค่ายมวยของผมจะฝึกการใช้เข่าลอยทุกคน

@ รู้หรือเปล่าคุณได้ รางวัลศิลปแม่ไม้มวยไทย เข่าลอย ของสนามมวยลุมพินี

- ทีแรกไม่รู้ แต่พอดีทีมงานมาบอกหลังการชกว่าได้รางวัลพิเศษเข่าลอย20,000บาท ดีใมากๆครับ แต่ที่ดีใจมากกว่า คือได้ต่อยที่ สนามมวยลุมพินี ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของผมที่อยากมาชก ยังเวทีแห่งนี้

@ มาเมืองไทยมาซ้อมที่ค่ายมวยไหนบ้าง

- ปีก่อนผมมากับเพื่อน3คนมาซ้อมอยู่ที่ ค่ายมวย96ปีนัง คลองเตย แต่ผมเดินทางมาชกครั้งนี้มาเก็บตัวซ้อมอยู่ที่ ค่ายมวยไทยพลาซ่า2004

@ ยังอยากชกเมืองไทยอีกไหม

- ตอนนี้ผมมีรายการชกที่ ญี่ปุ่นอีกครั้งในวันที่4 มกราคมปีหน้า จากนั้นผมอยากมาต่อยที่ ลุมพินีอีก

@ รู้จักนักมวยญี่ปุ่น เก็งกิ นากามูระ (อ.พิริยภิญโญ)ไหม

- รู้จักครับ ติดตามอ่านข่าวเขาชกตลอดที่เมืองไทย

@ หากชกกับเขาคิดว่าสู้ได้ไหม

- แน่นอนครับผมอยากชกด้วย เพราะผมต่อยในเวทเดียวกับเขา59-60 กก.

@ นอกจากชกมวยแล้ว ข่าวว่าเป็นนายแบบโฆษณาด้วยหรือ

- ครับ ผมจะรับงานเดินแบบและโฆษณา และตอนนี้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้เสื้อวอร์มสปอร์ตยี่ห้อหนึ่ง

@ มีความคิดเหตุอย่างไรกับกีฬามวยไทย

- ยอมรับว่ามวยไทย เป็นกีฬา การต่อสู้ที่เก่งในความคิดเห็น การฟิตซ้อมหนักหน่วงและหนัก ผมชอบมาก เพราะการแข่งขันและการซ้อมจะทำให้ผมแกร่งและเก่งขึ้น นักมวยไทยหลายๆคนเก่งมาก

@ ชื่นชอบนักมวยไทยคนหนเป็นพิเศษ

- ผมชื่นชอบ”ไอ้ค้างคาว”สามกอ เกียรติมนต์เทพ ผมชื่นชอบลีลาการชกของเขา เชื่อหรือไม่เขามาต่อยที่ ญี่ปุ่นผมต้องตามดูการชกของเขาทุกไฟท์ ชอบพลังแข้งซ้ายที่เตะได้หนักหน่วงรุนแรง

@ มีอะไรฝากกับแฟนมวยชาวไทย

- ผมชอบมวยไทย รักเมืองไทยและคนไทย อยากให้เหตุการณ์ในเมืองไทยสงบโดยเร็ว อยากที่จะกลับมาชกที่เมืองไทยอีก..

@ ต้นข่าว vs ภาพ : ลัดฟ้ามวยไทยไปกับ ป๋อง ลำปาง
( วันเสาร์ที่ ๐๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๗:๒๘ น. )
Read more ...

พลโทซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน

17 ก.ค. 2552

พลโทซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน (อินโดนีเซีย: Susilo Bambang Yudhoyono)

เป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในปี พ.ศ. 2547 ภายหลังการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ซึ่งมีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงจากประชาชน โดยผู้ที่ได้เป็นประธานาธิบดีต้องได้เสียงมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ออกเสียง และหากไม่มีผู้ได้คะแนนเสียงเกินร้อยละ 50 ในการเลือกตั้งครั้งแรก ให้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งที่สอง โดยนำเฉพาะผู้ได้คะแนนเสียงอันดับที่ 1 และ 2 มาแข่งขันกันอีกครั้ง

ประธานาธิบดียูโดโยโน ได้รับชัยชนะเหนือนางเมกาวาตี ซูการ์โนบุตรีในการเลือกตั้งครั้งที่สอง และเข้ามาดำรงตำแหน่งด้วยความคาดหวังอย่างมากจากประชาชน ในการบริหารประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจ

ในช่วงแรกอาจไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากประชาชน แต่เขาก็สามารถบริหารประเทศได้ดีขึ้นเป็นลำดับ และจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น การเจรจากับอาเจะห์จนเกิดสันติภาพ และการดูแลความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ต่างๆ จนยุติความรุนแรง รวมทั้งฟื้นฟูเศรษฐกิจของอินโดนีเซียให้มีความเข้มแข็ง เติบโตอย่างรวดเร็ว จนเป็นหนึ่งในประเทศน่าลงทุนในปัจจุบัน
ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด (พ.ศ. 2552) ประธานาธิบดียูโดโยโน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 ด้วยเสียงท่วมท้น
Read more ...

นางสุวิชา นาควัชระ

15 ก.ค. 2552
นางสุวิชา นาควัชระ อธิบดีผู้พิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง 
นิติศาสตร์ จุฬา 
สอบเน ได้เกียรตินิยม
Read more ...

นายเข็มชัย ชุติวงศ์

15 ก.ค. 2552

กรรมการ ธนาคาร นครหลวงไทย

กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน

กรรมการอิสระ

อายุ 50 ปี

ประวัติการศึกษา

ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เนติบัณฑิตไทย ( เกียรตินิยม ) สำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิต

LL.M. Harvard University

ประวัติการทำงาน
อัยการพิเศษฝ่ายสัญญาและหารือ สำนักงานอัยการสูงสุด

อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานอัยการสูงสุด

อัยการจังหวัดปทุมธานี สำนักงานอัยการสูงสุด

อัยการประจำศาลแขวงนนทบุรี สำนักงานอัยการสูงสุด

อัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานอัยการสูงสุด

ตำแหน่งงานอื่นในปัจจุบัน

รองอธิบดีอัยการฝ่ายปรึกษา สำนักงานอัยการสูงสุด

กรรมการ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด

กรรมการ บริษัท ทศท . คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
Read more ...

นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์

12 ก.ค. 2552

อายุ 39 ปี

รุ่นพี่ดีเด่นสาขาวิชา การตลาด คณะบริหารธุรกิจ

ปีที่จบการศึกษา 2532 รุ่นที่ 18 เกรดที่จบ 3.08

E-mail address : kkg_mr@yahoo.com

ข้อมูลการทำงาน บริษัท ก่อเกียรติ กรุ๊ป จำกัด

ลักษณะการดำเนินธุรกิจ ธุรกิจโฆษณา และโปรโมเตอร์จัดมวยโลก

ตำแหน่ง ประธานกรรมการ

หน้าที่ที่รับผิดชอบ ผลักดันให้นักกีฬามวยอาชีพของไทย ก้าวขึ้นสู่ระดับโลก

จากพี่ถึงน้อง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตข้างหน้าจะดีเอง และการใช้ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาต้องควบคู่ไปกับคุณธรรมเสมอ
Read more ...

นายเจริญ เดชเกิด

9 ก.ค. 2552


เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (4 มี.ค.52) ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาปัญหานมโรงเรียนไม่มีคุณภาพ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง อาทิ

นายเจริญ เดชเกิด ตัวแทนผู้ประกอบการส่งนมรายใหญ่ในโซน 2 ภาคใต้ 
นายวิศวะ คงแก้ว ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร

นายสมศักดิ์ จันทร์รุ่ง ตัวแทนกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนกรมสรรพากร

ตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ.)

ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา

ตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมสังเกตการณ์

ภายหลังการประชุม นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมนายสุวโรช พะลัง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายประชา กล่าวว่า ที่ประชุมพิจารณาถึงปัญหาไม่ได้มาตรฐาน พบหลักฐานการจัดส่งนมโดยเฉพาะนมผงขาดมันเนยที่นำเข้ามาในประเทศสำหรับเลี้ยงสัตว์ ที่นำเข้าเกินความจำเป็น เชื่อว่าส่วนที่เกินจะนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมของนมโรงเรียน ทำให้นมโรงเรียนขาดคุณภาพ โดยจะสรุปข้อมูลนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 มี.ค.นี้ พร้อมส่งข้อมูลให้ดีเอสไอ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ติดตามเส้นทางของเงินเพื่อหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังต่อไป

ด้านนายสุวโรช กล่าวว่า เท่าที่ตรวจสอบนายเจริญ ไม่ยอมเอ่ยพาดพิงถึงนักการเมืองหรือผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เชื่อว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังแน่ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณที่นายเจริญ ผู้รับสัมปทานเอเยนต์รายใหญ่ภาคใต้ ไที่กล้ามาชี้แจงด้วยตัวเอง ถือเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ มาแรง มีทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ภูเก็ต ธุรกิจโรงเบียร์ ธุรกิจร้านอาหาร จึงเป็นบุคคลที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ที่ประชุมซักถามถึงขั้นตอนการจัดส่งน้ำนมจากสหกรณ์โคนมหนองโพธิ์ ราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) มายังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร ได้ความว่า นายเจริญ ทำสัญญาร่วมค้ากับวิทยาลัยเกษตรฯ และเป็นคนลงทุนสร้างโรงงาน จัดหาเครื่องจักร และป้อนวัตถุดิบให้กับวิทยาลัยดังกล่าว โดยที่วิทยาลัยดังกล่าวไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ได้ส่วนแบ่ง 12 สตางค์ต่อถุง ทั้งๆ ที่ราคากลางอยู่ 5-6 บาทต่อถุง ดังนั้นส่วนที่เหลือนายเจริญ จึงรับไปคนเดียว และขั้นตอนการรับเงิน ทางอบต.จะสั่งจ่ายเช็คในนามของวิทยาลัยเกษตรฯ และนายเจริญ จะไปรับเงินจากวิทยาลัย ซึ่งทางวิทยาลัยได้หักส่วนแบ่งไว้เรียบร้อยแล้ว โดยนายเจริญ ยอมรับว่าไม่ได้มีการเสียภาษี และทางวิทยาลัยก็ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายเช่นกัน

นายสุวโรช กล่าวต่อว่า นายเจริญ ยอมรับกลางที่ประชุมว่าได้รับสัมปทานส่งนมโรงเรียน 3 แห่งในภาคใต้ โดยทำร่วมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร วิทยาลัยเทคโนโลยีศรีวิชัย นครศรีธรรมราช และที่ จ.สงขลา และจากการตรวจสอบพบว่านายเจริญ น่าจะเลี่ยงภาษีในช่วง 2 ปี เป็นเงินเกือบพันล้านบาท ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่กรมสรรพากรจะต้องไปดำเนินการต่อไป โดยขบวนการหลบเลี่ยงภาษีอ้างว่าเป็นการลงทุนกับทางวิทยาลัย ที่เป็นการลงทุนเพื่อการเกษตร ทำสัญญากัน 10 ปี ซึ่งนายเจริญก็ยอมรับทุกขั้นตอน และเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่านายวิศวะ เป็นอาจารย์เก่าของนายเจริญ และมีส่วนร่วมในการให้เจริญ หลีกเลี่ยงภาษี การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในเรื่องฮั้ว ซึ่งจะส่งให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ

นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมของนายเจริญ ช่วงที่ผ่านมาว่าเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลงเอกสารเบิกเงิน 280 ล้านบาทมาใช้ แต่ปรากฎว่ามีการยอมความกัน โดยนายเจริญ ยอมจ่ายค่าเสียหายให้กับสหกรณ์โคนมเพิ่มอีก 900,000 บาท เป็นที่น่าสังเกตว่าเรื่องนี้เป็นความผิดอาญา ไม่สามารถยอมความกันได้ แต่เหตุใดมีการยอมความกันง่าย น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ และนำไปสู่การจัดโผ 68 บริษัทในการได้รับสัมปทานจัดส่งนมโรงเรียน

"นายเจริญ ถือเป็นเจ้าพ่อนมในยุทธจักร แม้ยอมรับว่าไม่ได้เสียภาษี แต่ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ แค่อยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัย ตอนนี้พูดภาษาชาวบ้านว่า เราจับโจรได้แล้ว ส่วนจะมีใครหรือมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ให้ดูจากมติ ครม.วันที่ 30 พ.ย. 2548 จะรู้ว่าใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง ใครเป็นคนเสนอเข้า ครม." นายสุวโรช กล่าว

นายสุวโรช กล่าวด้วยว่า ปัญหาในขณะนี้ จากข้อมูลของกรมศุลกากรชี้ชัดว่ามีการนำเข้านมผง ขาดมันเนยมากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจมีการนำไปผลิตเป็นนมผงให้เด็ก จึงอยากให้รัฐบาลตรวจสอบนมที่เหลืออยู่ในสต็อกด้วย

วันเดียวกัน พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ให้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตรวจสอบกรณีทุจริตจัดซื้อนมโรงเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เบื้องต้นพบพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือฮั้วประมูล จึงส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานดำเนินคดีในหลายจังหวัด นอกจากนี้จะเร่งตรวจสอบร่องรอยการเงินและการรับผลประโยชน์ต่างๆ ของกลุ่ม บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประมูลจัดซื้อนมโรงเรียน รวมถึงการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ของผู้ประกอบการจำหน่ายนมโรงเรียนทั้ง 68 แห่ง

ด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวว่า ได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ จ.ชุมพร เพื่อรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการจัดซื้อนมโรงเรียน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะสรุปข้อเท็จจริงในเบื้องต้นได้
Read more ...

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ ผจญ. บ.ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จก.

30 มิ.ย. 2552

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

เปิดเผยว่า แต่เดิมบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด คือบริษัท ระบบข้อมูลกลาง จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยฝ่ายของธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2542 ด้วยทุนจดทะเบียน 26 ล้านบาทโดยธนาคารพาณิชย์ไทย 13 แห่งที่เป็นสมาชิกและสมาคมธนาคารไทยเป็นผู้ถือหุ้น ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก ได้ให้บริการข้อมูลเครดิตทั้งด้านข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดา และข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้สถาบันการเงินต่าง ๆ ได้ใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อ

ต่อมาในปี 2543 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ข้อมูลเครดิตกลาง จำกัด และ ได้ลงทุนพัฒนาระบบรายงานข้อมูลเครดิต 2 ระบบ ได้แก่ 1) ระบบรายงานข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดา (Consumer Credit Reporting System) พัฒนาโดย บริษัท Trans Union International หนึ่งในผู้นำด้านการให้บริการข้อมูลเครดิตของโลก และ 2) ระบบรายงานข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ (Commercial Credit Reporting System) ต่อมาในปี พ.ศ.2548 บริษัท ข้อมูลเครดิตกลาง จำกัด ได้ร่วมกิจการกับบริษัทข้อมูลเครดิตอีกแห่งหนึ่ง คือ บริษัทข้อมูลเครดิตไทย จำกัด โดยบริษัท ข้อมูลเครดิตกลาง จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท ข้อมูลเครดิตไทย จำกัด และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 250 ล้านบาท และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ในเวลาต่อมา

หลังจากการรวมกิจการเป็นต้นมา บริษัทได้พัฒนาระบบการประมวลผลและรายงานผลข้อมูลเครดิตให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนั้นบริษัทยังได้พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลให้มีความถูกต้องและทันสมัย โดยเพิ่มศักยภาพทางด้านการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศให้ดียิ่งขึ้นด้วยการจัดทำระบบมาตรฐาน ISO 27001 ในเวอร์ชั่นปี 2005 ขึ้นและขอรับการตรวจรับรองจากบริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในระดับโลกด้านการรับรองมาตรฐาน

นายอุดมเดช คงทวีเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บูโรเวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาตรฐาน ISO/IEC 2700 1 คือระบบมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดการข้อมูลที่มีความสำคัญเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยองค์กรที่มีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ คือ ISO (The International Organization for Standardization) และ IEC (The International Electrotechnical Commission) การประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO/IEC 2700 1 จะช่วยให้กิจกรรมทางธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยป้องกันระบบข้อมูลสารสนเทศขององค์กรจากความเสี่ยงต่อภัยคุกคามต่างๆ เช่น การหลอกลวงทางคอมพิวเตอร์ การจารกรรมข้อมูล ไวรัสจากคอมพิวเตอร์ การเจาะเข้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการโจมตีเข้าระบบ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันกระบวนการทางธุรกิจจากความเสี่ยงหากเกิดภัยร้ายแรงต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว วาตภัย อัคคีภัย อุทกภัย ฯลฯ โดยโครงสร้างระบบ ISO/IEC 2700 1 เป็นระบบพลวัตร ( Dynamic System) ซึ่งอ้างอิงรูปแบบ PDCA Model (Plan Do Check Action) เป็นโครงสร้างระบบการบริหารที่เป็นสากลที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของข้อมูล การที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เลือกที่จะจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยนี้จะส่งผลให้ผู้ใช้บริการของบริษัทฯมีความมั่นใจในระบบสารสนเทศของบริษัทมากยิ่งขึ้น"อภิสิทธิ์" จะนำประเทศไปทางไหน?
Read more ...

พ.ต.อ.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผกก.ด่าน ตรวจคนเข้าเมืองพัทยา

28 มิ.ย. 2552



นรต.รุ่นที่ 43 ตำแหน่ง รอง ผบก.

ดำรง ผกก.ด่าน ตม.พัทยา มาก่อน

อดีต นายเวร ,สว.ด่าน ตม., รอง สว.บางซื่อ,อำนวยการต่าง ๆ
Read more ...

พลอากาศเอกสถิตย์พงษ์ สุขวิมล

25 มิ.ย. 2552



ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
Read more ...

พ.ต.ท.สุขทัศน์ พุ่มพันธุ์ม่วง

24 มิ.ย. 2552



รอง ผกก.สส.ภ.จว.ชลบุรี

โปรโมเตอร์ ศึกพุ่มพันธุ์ม่วง

หัวหน้าคณะของ นักมวยดังหลายคน เช่น ไทรโยค พุ่มพันธุ์ม่วง,จ่าแมว พุ่มพันธุ์ม่วง

พานักชกไทยไปชกต่างประเทศ โดยตลอด ส่วนใหญ่ชนะตลอด

อยู่ในตระกูลตำรวจ ตระกูลหนึ่ง

เคยนำกำลังล่อซื้อยาบ้า แล้วผิดพลาดทุบรถเซลล์จนร้องผ่านสื่อ โด่งดังมาแล้ว สุดท้ายยอมความกันได้
Read more ...

นายพล เออร์วิน รอมเมล

23 มิ.ย. 2552

เกิดปี 1891 เป็นโรคกระเพาะตั้งแต่เกิด

ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นหัวหน้ากองร้อย ถูกยิงที่ขา

นำทีมออกรบกับฝรั่งเศสจนตีแตก


ย้ายไปประจำกองพันทหารภูเขา ซึ่งต้องเป็นผู้มีความสามารถสูง

มีทหารราบ 6 กองร้อย + หมวดปืนกล 6 หมวด

รบชนะกองทัพ รูเมเนีย จับทหารได้พันกว่าคน ยึดอาวุธเป็นพัน

เมื่อกษัตริย์เยอรมันยอมแพ้ และหนีไปฮอลแลนด์ จึงหมดพันธะต่อกษัตริย์

กลายเป็นอาจารย์สอนทหารราบ

อายุ 40 ปี เป็นพันตรี ซึ่งถือว่าเร็วมากแล้วในสมัยนั้น

ต่อมาเป็นคณบดี ยศพันโท


ได้รับโอกาสใกล้ชิด ฮิตเล่อร์ และได้เป็นพันเอก และเป็นผู้ก่อตั้งกองทัพยานเกราะของเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 2

บุกโปแลนด์ เบลเยี่ยม และฝรั่งเศส

ได้เป็นพลโท และได้เป็น แม่ทัพในอัฟริกา

รบกับอังกฤษในอัฟริกา ชนะอังกฤษตลอด ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ยาก ต้องใช้การวางแผนชั้นยอด

แต่เพราะฮิตเลอร์ไม่ส่งเสบียงให้จึงพ่ายแพ้อังกฤษ

ได้รับสมญานามว่า จิ้งจอกทะเลทราย

รวมกลุ่มเพื่อนโค่นฮิตเลอร์

วางระเบิดสภา แต่ฮิตเลอร์ไม่ตาย

กลุ่มถูกสอบสวน จนถูกตรวจสอบได้

และถูกให้เลือกว่า จะกินยาพิษ หรือถูกขึ้นศาล แล้วถูกตัดสินว่า ทรยศชาติ ทำให้ครอบครัวล่มสลาย

ตัดสินใจกินยาพิษ

ทางการจัดงานศพให้อย่างยิ่งใหญ่

เขาเป็นคนไม่เห็นด้วยกับการสังหาร ชาวยิว
Read more ...

สุมาอี้

22 มิ.ย. 2552

สุมาอี้ / ซือหม่าอี้ (อังกฤษ: Sima Yi) (ค.ศ. 179-251)
นายทหารคนสำคัญของวุยก๊ก หลังยุคที่โจโฉสิ้นไปแล้ว เป็นชาวอำเภออุน เมืองเหอเน่ย (โห้ลาย) มณฑลเหอหนาน มีชื่อรองว่า ชงต๊ะ

มีลักษณะ แววตาแหลมเล็กคล้ายตาเหยี่ยว สุมาอี้เป็นคนเฉลียวฉลาด ชำนาญตำราพิชัยสงคราม ใจคอหนักแน่นแต่ก็เด็ดขาดในการตัดสินใจ กระทั่งมีผู้สนใจประวัติศาสตร์สามก๊ก ได้วิจารณ์ในทำนองเสียดสีไว้ว่า สุมาอ ี้คือ
"เจ้าสำนักด้านดำ" เพราะ

- มีความชาด้านทำเพื่อประโยชน์ของตนได้เสมอ
- โดยไม่สนใจในเรื่องคุณธรรม ศักดิ์ศรี และ
- มีความใจดำอำมหิตพร้อม ๆ กัน

ซึ่งเป็นอุปนิสัยของผู้มีอำนาจในประวัติศาสตร์ทุกยุคสมัย

สุมาอี้เริ่มต้นจากการรับราชการตำแหน่งเล็กก่อนที่จะไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งเสนาธิการและแม่ทัพ อย่างไรก็ตาม ความสุขุมลุ่มลึกของสุมาอี้นั้น ทำให้แม้แต่โจโฉยังไม่ไว้วางใจ และเคยเตือนบุคคลรอบข้างให้ระวังสุมาอี้ เมื่อโจโฉและโจผีสิ้นลง โจยอยได้ขึ้นครองราชย์ สุมาอี้ได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของวุยก๊ก และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง

โดยผลัดแพ้ ผลัดชนะกับขงเบ้งอยู่หลายครั้ง ทั้งคู่ต่างเกรงขามฝีมือของกันและกัน สุมาอี้เกือบตายด้วยวงล้อมไฟของขงเบ้งครั้งนึง แต่รอดมาได้ด้วยฝน ขณะที่ขงเบ้งก็เกือบตายเมื่อพลาดท่าที่จุดยุทธศาสตร์เกต๋ง แต่อาศัยการลักไก่ เล่นพิณบนกำแพงเมืองแล้วเปิดประตูเมือง ทำให้สุมาอี้ระแวงแล้วไม่กล้าบุก

ในการรบครั้งสุดท้ายระหว่างขงเบ้งกับสุมาอี้ ขงเบ้งต้องการเสร็จศึกโดยเร็วเพราะมีแม่ทัพเก่ง ๆ เยอะ แต่มีเสบียงน้อย ในขณะที่สุมาอี้นั้นมีเสบียงมากมาย ดังนั้นจึงไม่ยอมออกมารบ ขงเบ้งได้ส่งคนท้าทายสุมาอี้หลายต่อหลายครั้ง ถึงขนาดส่งเสื้อผ้าสตรีเยาะเย้ยให้สุมาอี้แต่ก็ไม่ยอมออกมา ท้ายที่สุด ขงเบ้งก็ต้องตรอมใจตายเนื่องจากหักโหมงานหนักเกินไป ดังคำที่สุมาอี้ทักไว้

สุมาอี้ มีบุตรชาย 2 คน ที่ล้วนแต่มีความสามารถมาก เพราะสุมาอี้มักสั่งสอนและให้ติดตามทำศึกอยู่เสมอ ๆ คือ สุมาสู และสุมาเจียว ภายหลังจากสิ้น 3 คนนี้แล้ว สุมาเอี๋ยน บุตรชายของสุมาเจียว หลานปู่ของสุมาอี้ได้รวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว และขึ้นครองราชย์เป็นเสวียนตี้ฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จิ้น เป็นอันสิ้นสุดยุคสามก๊ก และราชวงศ์ฮั่น

เมื่อสิ้นโจยอย โจฮองขึ้นครองราชย์แทน สุมาอี้ถูกตระกูลโจถอดออกจากตำแหน่งไปอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะไม่ไว้ใจในความซื่อสัตย์ของสุมาอี้ แม้สุมาอี้จะถูกปลดเป็นเวลานานถึง 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงฝึกการต่อสู้และมีบารมีในกองทัพอยู่ ท้ายที่สุดก็ทำการรัฐประหารในเมืองลกเอี๋ยง โค่นอำนาจที่คุมกองทัพของตระกูลโจ ที่นำโดยโจซอง บุตรชายของอดีตแม่ทัพใหญ่โจหยิน หมดสิ้น และเป็นตระกูลสุมาที่ได้ขึ้นมาครองอำนาจแทน
สุมาอี้ ตายเมื่ออายุได้ 73 ที่เมืองลกเอี๋ยง ด้วยโรคชรา

ครอบครัว-บิดา สุมาหอง เจ้าเมืองโฮโล่

บุตร-สุมาสู , สุมาเจียว , สุมาหลุน/ซือหม่าหลุน จักรพรรดิองค์ที่3 (ค.ศ. 301) แห่งราชวงศ์จิ้นตะวันตก

หลาน-สุมาเอี๋ยน ลูกชายคนโตของสุมาเจียว , สุมาฮิว ลูกชายคนรองของสุมาเจียว
Read more ...

จักรพรรดิถังไท่จง

22 มิ.ย. 2552


สมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จง(Emperor Tang Taizong)(1170-1186) จัักรพรรดิองค์ที่สองแห่งราชวงศ์ถังของประเทศจีน(ราว 1,600 ปี)ได้ยึดถือหลักคำสอนเรื่องนี้ของบรมครูขงจื่อ ในการ ปกครองประเทศจีน และทำให้ประเทศจีนในยุคที่พระองค์ทรงปกครองรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ 5 เป็นประเทศมหาอำนาจของโลกในยุดสมัยของพระองค์ราชวงศ์ถังนั้นยิ่งใหญ่มากมายนั้นเลยก็ว่าได้

แม้ว่าพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุด สามารถตัดสินพระทัยสั่งการใด ๆ ก็ได้ พระองค์ก็ทรงมิได้ปฏิบัติเช่นนั้น พระองค์จะไต่ถามความเห็นของเหล่าเสนาบดี และที่ปรึกษาของพระองค์ก่อนที่จะตัดสินพระทัยเสมอ โดยเฉพาะที่ปรึกษาท่านหนึ่ง นาม เว่ยจิง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาของพี่ชายพระองค์ที่เป็นรัชทายาท และได้แนะนำให้พี่ชายของพระองค์ วางแผนสังหารพระองค์ เนื่องจากที่ปรึกษาท่านนี้มองเห็นว่า พระองค์จะเป็นภัยก่อการขบถยึดราชบัลลังก์ของพี่ชาย เนื่องจากถังไท่จงเหนือชั้นกว่า จึงวางแผนซ้อนแผน แทนที่พระองค์จะถูกสังหาร พี่ชายของพระองค์กลับถูกปลิดพระชนม์ชีพแทน แต่ถังไท่จงรับสั่งมิให้ทหารของพระองค์ทำร้ายที่ปรึกษาผู้นั้น นอกจากไม่ทำร้ายแล้ว พระองค์ยังทรงแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นประธานที่ปรึกษา เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดาอีก ด้วยเหตุผลก็คือ พระองค์ท่านจะได้มีที่ปรึกษาอย่างน้อยหนึ่งท่านที่คิดแตกต่าง หรือไม่เหมือนกับที่พระองค์คิด กล้าคัดค้านพระองค์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เกรงกลัว หรือหวาดหวั่นต่อพระราชอำนาจ

จักรพรรดิถังไท่จงได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ให้เป็นมหาจักรพรรดิของจีนเพราะพระองค์แตกต่างจากจักรพรรดิทั้งปวง กล่าวคือ ไม่ว่าเชื้อพระวงศ์ก็ดี หรือเสนาบดีก็ดี หรือที่ปรึกษาก็ดีไปแอบนินทา ให้ร้ายพระองค์ลับหลัง พระองค์ก็จะทรงลงพระอาญา เพราะถือว่า พระองค์ทรงให้โอกาสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย และถูกต้องแล้วบุคคลเหล่านี้กลับไม่ทำ หรือไม่ใช้โอกาสดังกล่าว กลับมาแอบทำลับหลังพระองค์ จึงต้องถูกลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง ส่วนผู้ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ หรือคัดค้านพระองค์ต่อหน้าพระพักตร์อย่างชนิดตรงไปตรงมา อย่างเช่น อดีตที่ปรึกษาของพระเชษฐาขององค์จักรพรรดิถังไท่จงก็ทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้เพื่อให้บรรดาเหล่าขุนนาง หรือข้าราชบริพารมีความกล้าที่จะใช้โอกาสดังกล่าวคัดค้านพระองค์ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ไปแอบทำข้างหลัง
นอกจากนั้นพระองค์ก็ทรงปลอมเป็นสามัญชนไปกับประธานที่ปรึกษาออกตระเวนเยี่ยมประชาชนของพระองค์ และตรวจงานการปฏิบัติราชการของ เหล่าข้าราชบริพารเป็นประจำทุกปี เพื่อจะได้ทรงทราบว่า บรรดารายงานของข้าราชการที่ส่งไปให้พระองค์ทรงอ่านที่เมืองหลวงนั้นมีความถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงมากเพียงใด ไม่ใช่ทรงอยู่แต่ในวังหลวงพึ่งพารายงานจากข้าราชการอย่างเดียว บางครั้ง หากพระองค์ประชวร พระองค์ก็จะทรงส่งประธานที่ปรึกษาของพระองค์ออกทำงานแทนพระองค์ จักรพรรดิถังไท่จงถือว่าประชาชนมีความสำคัญกว่าพระองค์ และพระราชวงศ์ เวลาพระองค์จะตัดสินพระทัยทำอะไร ก็มักจะมองไปที่ผลประโยชน์ของประชาชนก่อนเสมอ

ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์นั้น พระองค์ทรงมีพระนามว่า "หลี ซื่อ หมิน" ประสูติเมื่อ ค.ศ.599(พ.ศ. 1142) โดยทรงเป็นพระราชโอรสองค์รองของจักรพรรดิถังเกาจู่ฮ่องเต้(หลี่หยวน)ต่อมาช่วงค.ศ.620-627 โอรสทั้ง 3 เกิดแย่งชิงอำนาจกันแต่ก็เป็น โอรสองค์รององค์ชายหลี่ซื่อหมินที่ได้ชัยชนะและบังคับให้พระราชบิดาตั้งพระองค์เป็นไท่จื้อ(รัชทายาท)ต่อมาในปีค.ศ.627้(พ.ศ. 1170)จักรพรรดิถังเกาจู่ประกาศสละราชสมบัติและรัชทายาทหลี่ซื่อหมินชันษา28พรรษาขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิถังไท่จง ทรงพระปรีชาสามารถทุกด้าน

ช่วงปลายรัชกาลได้เชิญซินแสชื่อหยวนเทียนกัง มาทำนายพระลักษณะขององค์ชายใหญ่ องค์ชาย4(หลี่ไช่)และองค์ชายเล็ก(หลี่จื้อ)ปรากฏว่าหยวนเทียนกังได้ทำนายว่าองค์ชายเล็กจะได้ครองราชย์ ถังไท่จงจึงทรงตั้งองค์ชายเล็กเป็นรัชทายาทแทนองค์ชายใหญ่เมื่อถังไท่จงสวรรคตลงเมื่อปีค.ศ.649(พ.ศ. 1192)ขณะพระชนม์ 50 พรรษา องค์รัชทายาทหลี่จื้อจึงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิถังเกาจง
Read more ...

จิม โจนส์ JIM JONES

22 มิ.ย. 2552

คนผู้มีความสามารถสูง ทำให้สาวกหลงเชื่ออย่างงมงาย ถึงขั้นยอมกินยาพิษไซยาไนด์ ฆ่าตัวตายหมู่ได้พร้อมกันถึง 933 คน

“จิม โจนส์” ผู้ได้รับฉายาว่า “ศาสดาเถื่อน” คือชายผู้นั้น

“จิม โจนส์” อเมริกันขาว เกิดที่เมืองอินเดียนาโพลิส รัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา พ่อของเขาสมาชิกองค์กรต่อต้านคนผิวดำ “คู คลัก แคลน” เขาถูกพ่อสอนให้ท่องจำคัมภีร์ไบเบิลตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และอายุ 12 ปี ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่พ่อทิ้งเขาไป เขาก็สามารถเทศน์สอนเด็กๆ ด้วยกันได้ และอายุ 17 เขาก็เข้าเป็นนักเรียนฝึกหัดเพื่อเป็นบาทหลวงคริสต์นิกายเมโธดิสต์

ปี 1957 เขาตั้ง “ลัทธิโบสถ์ประชาชน” ขึ้นมา เน้นสอนศาสนาแก่คนผิวดำ พร้อมให้อาหารที่พักพิงแก่คนยากไร้ ทำให้สมาชิกโบสถ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคนขาวที่เหยียดผิวก็ต่อต้านเขาหนัก

จากความที่สาวกมากขึ้นอย่างหลือเชื่อ “จิม โจนส์” ก็เริ่มหลงว่าตัวเองคือศาสดาจริงๆ เขาได้ตั้งสังคมอุดมคติแบบสังคมนิยม ทุกคนเท่าเทียมกันหมดไม่มีแบ่งแยกชนชั้น และเริ่มต่อต้านสงคราม ต่อต้านรัฐบาล และกลัวคนมาฆ่าต้องจัดการ์ดเฝ้าประกบอารักขาตลอด 24 ชั่วโมง

จากนั้น “จิม โจนส์” ย้ายโบสถ์ประชาชนไปตั้งในหลายเมือง ทั้งแคลิฟอร์เนีย และซานฟรานซิสโก ซึ่งที่ซานฟรานฯ เขาได้ประกาศลัทธิฆ่าตัวตายหมู่ เพื่อให้วิญญาณเป็นหนึ่งเดียวในภพหน้า ไปอยู่อย่างนิรันดร์ในดาวดวงอื่น และเขาได้สร้างฮาเร็ม ให้สาวกทุกคนบริจาคสมบัติให้โบสถ์ จัดที่อยู่แยกหญิงแยกชายเด็ดขาด สั่งให้ทุกคนเรียกตัวเขาว่า “บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์”

ปี 1977 เขาย้ายโบสถ์ประชาชนไปอยู่ประเทศกายอานา ทวีปแอฟริกา ใช้พื้นที่ 300 เอเคอร์สร้าง “เมืองโจนทาวน์” ขึ้นมา บริหารด้วยระบบเผด็จการด้วยลัทธิ ให้คนขาวควบคุมคนดำทำงานทั้งวัน กลางคืนเข้าโบสถ์ ใครฝ่าฝืนลงโทษอย่างหนัก

ที่เมืองโจนส์ทาวน์แห่งนี้ “จิม โจนส์” เพี้ยนเต็มพิกัด จน “เกรซ สโตน” อดีตกิ๊กของเขาทนไม่ได้เอาเรื่องไปเปิดโปงกับสื่อมวลชน

14 พ.ย.1978 ส.ส.ไรอัน จากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ พร้อมด้วยนักข่าว อดีตสาวก และครอบครัวของสาวกจำนวน 19 คน ไปที่ประเทศกายอานา เพื่อเข้าตรวจโจนส์ทาวน์

ได้พบคนแก่ และคนเจ็บ ถูกจับนอนเรียงกันบนเตียงเก่าๆ จนแน่นไปหมด ในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น แมลงวันบินว่อน มีหนอนคลานอยู่จนทั่ว เมื่อนักข่าวจะถ่ายรูปก็มียามมาห้ามไว้

วันที่ 18 พ.ย. ส.ส.ไรอัน เดินทางออกจากโจนส์ทาวน์ตามกำหนดการ โดยพาสาวกจำนวน 16 คนที่ต้องการถอนตัวกลับสหรัฐไปด้วย

แต่ขณะที่ทั้งหมดกำลังจะขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน ได้ถูกกลุ่มสาวกติดอาวุธของ “จิม โจนส์” เข้าโจมตีด้วยปืนสงคราม เป็นผลให้ ส.ส.ไรอันและผู้ติดตามรวม 5 คนถูกฆ่าตาย

ทางด้านเมืองโจนส์ทาวน์ เวลา 5 โมงเย็น เพียง 40 นาทีหลังการโจมตีสนามบิน จิม บงการให้สาวกทั้งหมด 1,100 คน เข้าร่วมในพิธีกรรม “ไวท์ไนท์” แล้วบังคับให้ทุกคนดื่มน้ำผลไม้ผสมไซยาไนด์ ปรากฏว่าสาวกตายหมู่ 933 คน รอด 167 คน

ตัว “จิม โจนส์” เจ้าหน้าที่พบศพอยู่บนแท่นบูชากลางเวที มีรูกระสุนเข้าขมับขวา
Read more ...

AL CAPONE

22 มิ.ย. 2552

เราคงเคยได้ยินคำว่า "มาเฟีย" ในภาพยนตร์ ฮอลลีวูด
เราคงเคยได้ยินคำว่า "เจ้าพ่อ" ในภาพยนตร์ ไทย
เราคงเคยได้ยินคำว่า "อิทธิพลท้องถิ่น" ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมไทย

เกาะชิชิลี่ ในประเทศอิตาลี่ ถิ่นกำเหนิด ตำนาน มาเฟีย
พฤติกรรมนักเลง และอันธพาล มีอยู่ในทุก ๆ สังคม มาแต่โบราณ

แต่มักจะไม่มีการพัฒาเป็นองค์กรที่ถาวร และสืบทอดอำนาจได้
ในหลาย ๆ สังคม นั่นอาจเป็นเพราะ ในสังคมเหล่านั้น
มีวัฒนาธรรมบางอย่าง ที่ไม่เอื้ออำนวย ต่อองกรค์มาเฟีย
เช่น วัฒนธรรมการเสียสละเพื่อส่วนรวม เอิ้อเฟื้อเผี่อแผ่ซึ่งกันและกัน

สุภาษิตของชาวชิชิลี่ คือ "ผู้ชาย ที่อยู่กับเย้า เฝ้ากับเรือน ไม่ใช่ลูกผู้ชาย"

ในยุคที่อเมริกา เริ่มมีความเจริญ ทางอุตสาหกรรมนั้น
องค์กรมาเฟียก็มีการพัฒนา ตามผลประโยชน์ที่มีมากขึ้น

Al Capone มีเชื้อสายชิชิลี่ เกิดในปี 1899
เป็นลูกคนที่ 4 ใน 9 คนของช่างตัดผม ในเมือง New York
เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียน เนื่องจากมีพฤติกรรมรุนแรง
ตอนอยู่ชั้น ป. 6 อายุ 14 ปี จากนั้นก็หางานทำ และเปลี่ยนไปหลายแห่ง

จนถูกชักนำ เข้าร่วมแก๊งมาเฟีย Johnny Torrio
เขาเติบโตในแก๊งมาเฟีย ได้เป็นลูกน้องของ Frankie Yale
ผู้ซึ่งต่อมาได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งแทนคนเดิม

Al Capone แต่งงานเมื่ออายุ 29 ปี ในปี 1918
และ 3 ปีต่อมา ได้ย้ายจาก New York ไปยัง Chicago ในปี 1921
เพื่่อการขยายธุรกิจของแก๊งมาเฟีย แต่ใน Chicago เองก็มีแก๊งมาเฟียอยู่มากมาย
ทำให้เกิดการแก่งแย่ง ผลประโยชน์ การเข่นฆ่ากัน ระหว่างแก๊ง เกิดขึ้นตลอดเวลา

Al Capone พัฒนาองค์กรมาเฟียของเขา ได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียง 2-3 ปี
เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามไปมากมาย ขยายงานไปยัง ธุระกิจการพนัน และโสเภณี
จนมีผลประโยชน์ เพิ่มมากขึ้น และความยิ่งใหญ่ ของแก๊ง Al Capone
คือการผลิตและจำหน่ายสุราเถื่อน ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดทางนโยบายของรัฐบาลกลาง
ซึ่งออกกฎหมาย Volstead Act ซึ่งห้ามทำการขาย และขนส่ง สุรา ในสหรัฐ ในปี 1919
และต่อมา ได้ยกเลิก ในปี 1933

ในปี 1923 รัฐบาลเมือง Chicago ได้แก้ปัญหา ด้วยการผลักดัน
แก๊งมาเฟีย Al Capone ออกนอกเมือง พวกเขาจึงย้ายสำนักงานใหญ่ไปยังเมือง Cicero
แต่นั่นกลับกลายเป็น การเพิ่มความยิ่งใหญ่ ให้กับองค์กรมาเฟีย Al Capone
เพราะพวกเขาได้ยึดอำนาจรัฐบาลท้องถิ่น จนเมืองทั้งเมืองเป็นของ Al Capone

การปราบปราม แก๊งมาเฟีย ได้ดำเนินการเรื่อยมา แต่ก็ไม่เคย ประสบความสำเร็จ
เพราะพื้นฐาน ของชาวชิชิลี่ มีกฎระเบียบที่เข้มแข็ง มีประเพณีปฎิบัติ มายาวนาน

หน่วยงาน Prohibition Bureau ซึ่งเป็นของ กระทรวงยุติธรรม
ต่อมาได้พัฒนาเป็น FBI (Federal Bureau of Investigation) ในปี 1935
ได้ทำการปราบปราม แก๊งมาเฟีย อย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าหน้าที่บางคน
ก็ถุกซึ้อ ด้วยอำนาจเงิน ของแก๊งมาเฟีย ทำให้การปราบปราม ยิ่งมีความยากลำบาก
และยิ่งยากมากขึ้น เมื่อ Al Capone มีทนายที่เก่ง และมีความเชี่ยวชาญทางกฎหมาย
คดีหลาย ๆ คดี หลุดในชั้นศาล การปราบปราม ด้วยกฎหมายอาชญากรรม มีแต่ความพ่ายแพ้

ในปี 1926 Eliot Ness ผู้ซึ่งเรียนจบทางด้าน business and law ในระดับปริญญาตรี
และจบทางด้าน criminology ในระดับปริญญาโท มีพี่เขยทำงานอยู่ใน Prohibition Bureau
(ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น FBI ในปี 1935) ได้เข้าทำงานกับพี่เขย และปีต่อมา ได้เข้ามารับผิดชอบ
การปราบปรามแก๊ง Al Capone การปราบปรามในช่วง 2 ปีแรก เน้นการใช้กฎหมายอาชญากรรม
ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ จนถึงปี 1929 เริ่มมองหาวิธีอื่น เนื่องจาก Eliot Ness เรียนจบทางด้าน
business and law จึงมีความรู้กฎหมาย income tax evasion

Eliot Ness เปลี่ยนวิธีทำงาน แก้ปัญหา เจ้าหน้าที่ถูกซื้อด้วยเงิน จนข่าวการทำงานรั่วไหล
ด้วยการลดเจ้าหน้าที่ จาก 50 คน เหลือ 15 คน และสุดท้ายเหลือเพียง 11 คน
และเน้นการหาข้อมูลทางบัญชี ของธุระกิจ Al Capone และใช้ข้อมูลทางบัญชี
ดำเนินการทางกฎหมาย กับธุรกิจของ Al Capone การดำเนินการทางกฎหมายเริ่มได้ผล

และ Al Capone ถูกระบุว่า มีความผิดในศาล 22 คดี ในข้อหา เลี่ยงภาษี ติดคุก 11 ปี
ซึ่งเป็นสิ่งที่ เขาเองไม่เคยคาดคิดมาก่อน ทำให้ตำนาน เจ้าพ่อ Al Capone ที่ยิ่งใหญ่
ต้องจบลงที่คุก Alcatraz ซึ่งเป็คุกที่มีฉายาว่า "ไม่เคยมีใครหนีได้"

นั่นเป็นตำนาน ที่เราเรียนรู้ได้ว่า เจ้าพ่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนั้น

ถูกปราบปรามได้อย่างง่ายดาย ด้วยความรู้ทางบัญชี

ปัญหาอิทธิพลท้องถิ่น ปัญหาอิทธิพลของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น

เป็นปัญหาของการพัฒนาประเทศ

ทำไม..เราไม่ปราบปรามด้วย...วิชาชีพบัญชี
Read more ...

ตนกู อับดุล ราห์มาน ปุตรา

21 มิ.ย. 2552


บิดาแห่งมาเลเซีย
นายกคนแรกของมาเลเซีย
มีมารดาเป็นคนไทย ชื่อ เนื่อง ลูกนายอำเภอเมืองนนทบุรี
แม่เป็นคนฉลาดที่สุดในบรรดาเมียสุลต่าน
เป็นคนสร้างวัดไทย ในรัฐเกดาร์ ไทรบุรีเดิม ชื่อวัดราชานุประดิษฐ์ หรือวัดสโมสรราชานุประดิษฐ์
แม่เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดาเมียสุลต่าน
เคยเรียนใน รร.มัธยม เทพศิรินทร์ ใน กทม.
เคยใช้ชิวิตใน กทม.
ได้ไปเรียนเคมบริดจ์
ทำกิจกรรม มีเพื่อนฝูงอังกฤษมากมาย
ถูกมองว่าไม่เอาถ่าน เจ้าสำราญ
แต่ทำให้ได้เรียนรู้นิสัยคนอังกฤษ ว่า
รักฟุตบอล เปิดเผย คุยสนุก จริงใจ กีฬา งานปาร์ตี้
เป็นคนนุ่มนวล
รู้ว่า คนอังกฤษชอบ ความไม่ก้าวร้าว รักศักดิ์ศรี และไม่ชอบการเสียหน้า
นิสัยติดดิน ไว้ใจได้ คบคนทุกประเภท ไม่ตั้งใจเรียน ขับรถสปอร์ต ใช้เวลาอยุ่นอกห้องเรียนซะมาก
บิดาแห่งมาเลเซีย ผู้เจรจาให้อังกฤษคืนเอกราชให้มาเลเซีย และเป็นผู้เจรจาให้ทุกเชื้อชาติร่วมกันเป็นมาเลเซีย
โดยกำหนดให้สุลต่านของแต่ละรัฐ ใน 9 รัฐ ได้เป็นประมุขของประเทศสลับกันไป
Read more ...

กำพล วัชรพล

21 มิ.ย. 2552

จ่าโท กำพล วัชรพล (27 ธันวาคม พ.ศ. 2462 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539)
ผู้ก่อตั้ง
-หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ,
-ข่าวภาพ,
-เสียงอ่างทอง และ
-มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
อีกทั้งยังเป็น ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐคนแรก

ประวัติ
นายกำพล วัชรพล เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2462 ตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม ที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรคนที่สี่ (คนสุดท้อง) ของนายหลี และ นางทองเพียร มีพี่น้องร่วมมารดา 3 คน คือ

นางนกแก้ว ทรัพย์สมบูรณ์,
นายสยม จงใจหาญ และ
นายวิมล ยิ้มละมัย

นายกำพล จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน และไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อ เนื่องจาก มารดามีอาชีพค้าข้าวเรือเร่ จำเป็นต้องพาลูกขึ้นเรือล่องไปตามแม่น้ำสายต่างๆ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และ แม่น้ำแม่กลอง และใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเรือ

การงาน
ราวปี พ.ศ. 2477 เมื่ออายุได้ 15 ปี นายกำพล เริ่มต้นการทำงานของตนเอง โดยเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสาร เรือเมล์ปล่องเขียว วิ่งระหว่าง ประตูน้ำอ่างทอง ถึง ประตูน้ำภาษีเจริญ ระหว่างนั้นได้คบหาเป็นเพื่อนสนิท กับ

นายวสันต์ ชูสกุล ต่อมา เมื่อนายกำพลสอบเป็นนายท้ายเรือได้ ก็เข้าทำงานเป็นนายท้ายเรือ ชื่อ “พันธุ์ทิพย์” โดยมีนายวสันต์ เป็นพนักงานเก็บค่าโดยสาร

เมื่อปี พ.ศ. 2483 นายกำพล เข้ารับราชการทหารเรือ โดยเริ่มจากเข้าศึกษาที่ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมา ได้บรรจุเข้าประจำเรือหลวงสีชัง นอกจากนี้ นายกำพล ยังได้เข้าร่วมรบ ในราชการสงครามครั้งใหญ่ 2 ครั้ง คือ สงครามอินโดจีน ในกรณีพิพาทระหว่างเขตแดนของไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส และ สงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ในยุทธภูมิครั้งหลังนี้ ส่งผลให้ นายกำพล ได้รับพระราชทาน “เหรียญชัยสมรภูมิ” เหรียญกล้าหาญ และได้รับการเลื่อนยศขึ้นเป็น จ่าโท จากนั้น นายกำพล ได้ลาออกจากราชการ ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เมื่ออายุ 28 ปี

งานหนังสือพิมพ์
ราวเดือน มีนาคม พ.ศ. 2490 นายกำพล ได้เข้าทำงานเป็นผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์หลักไทย ในสมัยที่

นายเลิศ อัศเวศน์ เป็นบรรณาธิการ อยู่ในระยะเวลาหนึ่ง ระหว่างนั้นได้ถูกทดสอบให้เป็นพนักงานหาโฆษณาไปพร้อมกันด้วย

ต่อมา นายกำพล ได้ชวน นายเลิศ และ นายวสันต์ ออกหนังสือฉบับพิเศษ ชื่อ “นรกใต้ดินไทย” ที่นายเลิศเขียนเป็นตอนๆ ลงในหนังสือพิมพ์หลักไทย โดยใช้เงินลงทุน จำนวน 2,000 บาท ที่มาจากทุนส่วนตัว รวมกับการหยิบยืม เมื่อพิมพ์จำหน่าย หักกลบลบหนี้แล้ว แบ่งเงินกันเป็นสามส่วน นายกำพลยังมีเงินเหลือไว้เป็นกองกลางอีก 6,000 บาท

จากนั้น นายกำพล ปรึกษากับ นายเลิศ และ นายวสันต์ ว่า น่าจะออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์สักฉบับหนึ่ง จึงไปจดทะเบียนหนังสือพิมพ์ กับกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ใช้ชื่อว่า “ข่าวภาพ” รายสัปดาห์ โดยใช้ตราเป็นรูป กล้องถ่ายภาพ สายฟ้า และ ฟันเฟือง ซ้อนกันอยู่ในวงกลม เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ที่นายกำพลเป็นเจ้าของตลอดมา

อุปสมบทในระหว่างทำหนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพ” รายวัน นายกำพลได้เข้าอุปสมบท ที่วัดลาดบัวขาว ถนนตก กรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายให้ นางประณีตศิลป์ ภรรยา และ นายวสันต์ ร่วมกันบริหาร และเมื่อลาสิกขาบทแล้ว ได้กลับเข้ามาบริหาร หนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพ” ต่อไป

ข่าวภาพ → เสียงอ่างทอง → ไทยรัฐ

เกียรติยศ
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2516, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ สมาชิกวุฒิสภา 3 สมัยติดต่อกัน
ได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุด ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อ พ.ศ. 2533
ได้รับพระราชทาน เหรียญกาชาดสรรเสริญ ชั้นที่ 1

หนังสือ “เปเปอร์ ไทเกอร์ส” (Paper Tigers) ที่เขียนโดย นายนิโคลัส โคลริดจ์ นักเขียน และ นักหนังสือพิมพ์ ชาวอังกฤษ กล่าวชื่นชม นายกำพล ไว้ในบทความเรื่อง “25 คนหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก พร้อมวิถีทางแห่งชัยชนะ”

หนังสือ “ฮู’ ส ฮู อิน เดอะ เวิร์ลด์” (Who’s Who in the World) ที่จัดพิมพ์โดย บริษัท คิงส์ พอร์ท รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ฉบับปี ค.ศ. 1976-1977 ได้นำประวัติของนายกำพลไปตีพิมพ์ พร้อมกันนี้ ได้มอบเกียรติบัตร ในนามของ คณะกรรมการการพิมพ์ มาร์ควิส อีกด้วย

นิตยสาร “อินเวสเตอร์” รายเดือน ภาษาอังกฤษ ฉบับประจำเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2512 ได้กล่าวยกย่อง นายกำพล ในบทความเศรษฐกิจเรื่อง “กำพล วัชรพล: ลอร์ด ทอมสัน แห่งประเทศไทย”
มูลนิธิหนังสือพิมพ์แห่งเอเชีย ที่มีสำนักงานใหญ่ อยู่ใน กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เชิญ นายกำพล ให้ร่วมเป็น กรรมการบริหารมูลนิธิดังกล่าว

วิสัยทัศน์
นายกำพล เป็นคนแรก ที่ตั้งอาคารริมถนนวิภาวดีรังสิต (ตั้งแต่ยังเป็น ถนนกรุงเทพฯ-สระบุรี) เป็นการย้ายสำนักงานหนังสือพิมพ์ออกสู่ชานเมืองเป็นฉบับแรก ส่งผลให้มีสำนักงานหนังสือพิมพ์ย้ายมาอยู่บนถนนสายนี้ อีกไม่น้อยกว่า 5 ฉบับ
นายกำพล ยังเป็นผู้บุกเบิกในด้านเทคโนโลยีการผลิตหนังสือพิมพ์หลายอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ระบบเรียงพิมพ์ การจัดจำหน่ายด้วยตนเอง เป็นต้น

มูลนิธิไทยรัฐ
โรงเรียนไทยรัฐวิทยา

ครอบครัว
นายกำพล สมรสกับ คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล (นามสกุลเดิม ทุมมานนท์) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2493 มีบุตร-ธิดา รวม 3 คน คือ

-นางยิ่งลักษณ์ วัชรพล,
-นายสราวุธ วัชรพล และ
-นางอินทิรา วัชรพล

นอกจากนี้ นายกำพล ยังมีบุตร-ธิดา กับภรรยาอื่นอีก 5 คน คือ

-นายฟูศักดิ์ วัชรพล,
-นางนำพร วัชรพล,
-นายเกรียงศักดิ์ วัชรพล,
-นายพีระพงษ์ วัชรพล
-นางเพ็ชรากรณ์ วัชรพล

อนิจกรรม
นายกำพล เข้ารับการตรวจรักษาทั่วไปเป็นครั้งแรก ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2538 เนื่องจากมีอาการอึดอัดแน่นท้อง คณะแพทย์ตรวจพบเนื้องอกที่ไต และได้เข้าผ่าตัดเนื้อร้ายทิ้งถึง 2 ครั้ง แต่อาการกลับทรุดลงตามลำดับ จนถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ เมื่อเวลา 01.45 น. วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 ขณะมีอายุ 76 ปี 1 เดือน 25 วัน
Read more ...

ประณีตศิลป์ วัชรพล

21 มิ.ย. 2552


คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล (นามสกุลเดิม ทุมมานนท์)

ประธานกรรมการ บริษัท วัชรพล จำกัด, ประธานกรรมการ มูลนิธิไทยรัฐ และ

ภรรยา นายกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
Read more ...

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

18 มิ.ย. 2552


ตลอด 5 ปีที่ดินแดนด้ามขวานอาบด้วยน้ำตา หลายคนสงสัย ทำไมชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ลองมาฟังผู้ก่อการเล่าความจริงในอีกมุม

แม้แนวพระราชดำริ 'เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา' ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทาน เพื่อการแก้ปัญหาสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น จะกลายเป็นแนวทางสำคัญสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การทำงานในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในระดับปฏิบัติการ ผลที่ออกมากลับไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมาย

เข้าใจแต่เข้าไม่ถึง

แม้จะตรึงกำลังกันอย่างหนาแน่น แต่ก็ยังไม่วายถูกคนร้ายตลบหลังสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ 2 นาวิกโยธินที่ทำงานมวลชนในพื้นที่มาหลายปี กรณีครูจูหลิง การสูญเสียครั้งที่ 4 ของครอบครัว 'เปาะอิแตดาโอะ' เพียงเพราะพวกเขาเลือกยืนอยู่ข้างรัฐ เหตุการณ์การลอบทำร้ายครูในพื้นที่ตั้งแต่วันแรกของการเปิดเรียน (18 พฤษภาคม 2552) คาร์บอมบ์ที่ อ.ยี่งอ และอ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ล่าสุด เหตุกราดยิงมัสยิดอัลกูรกอนขณะชาวบ้านกำลังละหมาด

ไม่มีใครปฏิเสธว่าโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า 'มวลชน' ถือเป็นตัวแปรสำคัญ ทั้งข้อมูล ข่าวสาร และความร่วมมือ ที่จะช่วงชิงความได้เปรียบล้วนขึ้นอยู่กับชาวบ้านตาดำๆ แทบทั้งสิ้น

"เจ้าหน้าที่ทำงาน เข้าถึง พัฒนา แต่ไม่เข้าใจ" พ.ต.อ.สมเพียร (เอกสมญา) ภูวพงษ์พิทักษ์ ผู้กำกับมือปราบแห่ง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ชี้จุดอ่อนสำคัญของฝ่ายรัฐ

เขายอมรับถึงความครอบคลุมในการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ขนาดแทบจะเดินชนไหล่กันอยู่แล้ว รวมทั้งการพัฒนาที่รุ่งก็มี ร่วงก็เยอะ แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าถึง 'ใจ' ของมวลชนได้จริงๆ สักที ผิดกับฝั่งตรงข้ามที่มักใช้ความผิดพลาดข้อนี้เป็นยุทธศาสตร์หลักเพื่อแย่งชิงมวลชน (และได้ผลแทบทุกครั้ง) รวมทั้งกลวิธีร้อยแปดในการดึงคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่เข้าไปเป็นฟันเฟืองหนึ่งใน 'อะเยาะห์' (กลุ่มก่อการร้ายในหมู่บ้าน) เพื่อขับเคลื่อนขบวนการต่อไป

"เขาพูดภาษาเดียวกับเรา หัวอกเดียวกับเรา" แบ (นามสมมติ) อดีตแนวร่วมของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบของหมู่บ้านมูนุง ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา เปิดเผยถึง 'ไม้เด็ด' ที่ 'ฝั่งโน้น' มักใช้เกลี้ยกล่อมชาวบ้าน

หนทางสู่พระเจ้า

"จะอยู่ฝ่ายไหนลองกลับไปคิดดู..." ประโยคนั้น เขายังจำได้ดี

หลังจากเปลี่ยนอาชีพมาหลายครั้ง ล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตมาก็หลายรอบ ยิ่งเมื่อชีวิตเดินผ่านหลักไมล์ที่ 33 ในที่สุด เขาจึงตัดสินใจพาครอบครัวมาลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านมูนุง อาศัยสวนยางพาราของตระกูลหักร้างถางพงค่อยๆ สร้างรากฐานของตัวเองขึ้นมา

จากจังหวะชีวิตดำเนินไปอย่างปกติ เช้าตื่นขึ้นมากรีดยาง สายพบปะเพื่อนบ้านในวงกาแฟ บ่ายพักผ่อนเอาแรง หรือไปทำธุระที่คั่งค้าง ก่อนจะมาพร้อมหน้าวงอาหารเย็นกับภรรยา และลูกๆ

แต่ตารางชีวิตทั้งหมดต้องเปลี่ยนไปเมื่อวันหนึ่งเขาได้สัมผัสกับคำว่า 'สงครามศักดิ์สิทธิ์'

"ผมกำลังจะไปเยี่ยมแม่ที่สงขลา ยุนุ - ยีนุ๊ มะแอ (หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหมู่บ้านมูนุง ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่) ถือโอกาสเข้ามาคุยด้วย เขาบอกว่า ตอนนี้ชาวบ้านมูนุงทุกคนเป็นสมาชิกของขบวนการญีฮาดหมดแล้ว เหลือเราคนเดียว"

ใช้เวลาชั่งใจอยู่พอสมควร ประมวลกับข้อมูลรอบด้าน เมื่อพบว่าเข้าเมืองตาหลิ่วถ้าไม่หลิ่วตาตามเห็นทีจะอยู่ลำบาก เขาจึงตอบตกลง และเข้าร่วมพิธีซูมเปาะห์ (สาบานตน)

"เขาก็พูดเป็นภาษายาวี 2-3 เที่ยวให้เราพูดตามว่า ห้ามเปิดเผยความลับโดยเด็ดขาด หากผู้ใดเปิดเผยต้องโดนองค์อัลลอฮฺ ลงโทษ หลังจากทำซูเปาะห์แล้วจะต้องทำตามคำสั่งทุกอย่าง ฝ่าฝืนไม่ได้ เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์เลยนะ แต่เขาไม่ได้เอาคัมภีร์อัลกุรอานมาร่วมด้วยเท่านั้นเอง" แบเล่า

เมื่อทำพิธีเสร็จ เขา และชาวบ้านที่ร่วมพิธีทั้งหมดได้เป็นสมาชิกฝ่ายแนวร่วม หรือ มาซา (MASA) ของขบวนการญีฮาด ก่อนจะแบ่งกลุ่มและเข้าอบรมเดือนละครั้ง โดยผู้นำกลุ่มจะเป็นคนนัดเวลา และสถานที่

ในการอบรมแต่ละครั้งจะมีเนื้อหาหลักอยู่ 4 หัวข้อ คือ หลักศาสนา หลักประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจในภาวะสงคราม และสงครามญีฮาด

"ส่วนใหญ่เขาจะบรรยายแบบ ปลุกระดมเราน่ะ" แบให้ความเห็น เรื่องราวที่เขารับรู้โดยทั่วไปก็คือ การย้ำตัวตนถึงวิถีของมุสลิมที่ต้องทำพิธีละหมาดเพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จในการทำญีฮาด การถูกกดขี่ของชาวมุสลิมสมัยรัฐปัตตานี การสนับสนุนกลุ่ม กระทั่งประวัติศาสตร์สงครามระหว่างไทยกับรัฐปัตตานี

"เขาจะบอกเราเสมอว่า ระหว่างทำสงครามญีฮาด เราชาวบ้านเป็นฝ่ายสนับสนุนการก่อเหตุของฝ่ายทหาร ต้องเชื่อฟังคำสั่งของ ยุนุ หัวหน้าอาเยาะห์ประจำหมู่บ้าน ผู้เสียชีวิตในสงครามถือเป็น ซาฮีต (นักรบพระเจ้า) ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องละหมาดศพ และซาฮีตสามารถเข้าสู่สวรรค์ไปพบกับอัลลอฮฺพร้อมกับญาติอีก 70 คนด้วย"

นอกจากนี้ทางกลุ่มจะมีการมอบบัญญัติ 10 ประการ (ดีสปริง เซอปูโละ) ให้เป็น 'กฎเหล็ก' สำหรับสมาชิกเพื่อป้องกัน 'ความลับ' และ 'ข้อมูล' รั่วไหล รวมทั้งการฝึกร่างกายขั้นพื้นฐานที่แต่ละครั้งจะมี 'ผู้นำ' ติดต่อให้พวกเขาเข้ารับการฝึกด้วยเหตุผลเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะส่งลง 'สนามจริง'

"เราก็ไม่ค่อยรู้อะไรอยู่แล้ว เขาสั่งอะไรมาก็ให้ทำไปตามคำสั่งเท่านั้นแหละครับ" แบทำความเข้าใจง่ายๆ กับทุกสิ่งที่คนในอาเยาะห์บอกให้ทำ

คืนก่อเหตุ

สำหรับแบ ความมืดในผืนป่าแถบนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะใช้ทำมาหากินมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ประมาณ หลับตาเดิน...สบายมาก

แต่คงไม่ใช่คืนนี้ บรรยากาศคุ้นเคยแทบไม่เหลือเค้า ทุกอย่างดูน่าหวาดระแวงไปหมด ถึงเงาตะคุ่มๆ 2 คนข้างหน้าจะเป็นพวกเดียวกันก็ตาม

"กลัวเหมือนกันนะ ทำอะไรดูมันขัดๆ กันไปหมด" แบเผยความรู้สึกในการ 'ลงสนาม' ครั้งแรก

เขายอมรับว่า 'สั่น' แม้จะเคยรับภารกิจมาก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่หน้าที่ของอาเยาะห์ฝ่ายเศรษฐกิจที่คอยเก็บรวบรวมเงินจากสมาชิกในหมู่บ้านเพื่อส่งให้หัวหน้ากลุ่ม มันต่างกับการลงมือปฏิบัติการสร้างสถานการณ์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

"เขาบอกว่าเป็นการทดสอบจิตใจ และความกล้าหาญหลังการฝึก วันนี้ข้างบน (หมู่บ้านถัดไป) จะมีการก่อเหตุ หน้าที่ของเราก็คือต้องโรยตะปูเรือใบ ตัดต้นไม้ขวางถนน พ่นสเปรย์ และเผายางรถยนต์ แบ่งทีมกัน 3 คนให้ทำภารกิจนี้"

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น (ปลาย พ.ศ. 2547) คือ มีเหตุฆ่าตัดคอชายชราในพื้นที่บ้านฆอรอราแมที่ตั้งอยู่ถัดไป โดยบริเวณทางเข้า และทางออกของหมู่บ้าน มีการโรยตะปูเรือใบ ตัดต้นไม้ และเผายางรถยนต์ขวางทางเจ้าหน้าที่

"ก็กลัวนะ เพราะตอนเดินกลับก็เจอรถฮัมวีของเจ้าหน้าที่ด้วย จึงต้องไปหลบตามแนวป่าพอทหารผ่านไปจึงค่อยแยกย้ายกันกลับ"

ไม่ใช่แค่กลุ่มเดียว การลงมือปฏิบัติการแต่ละครั้งจะมีการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหมู่บ้าน โดยมีการจัดเวรยามเพื่อตรวจดูเจ้าหน้าที่ที่อาจจะผ่านมาขณะก่อเหตุ เพื่อแจ้งไปยังฝ่ายทหารให้เตรียมพร้อมรับมือ และหลบหนี

คว้าใจด้วยใจ

"เราเดินตรวจอยู่ก็ไม่มีอะไร สักพักเท่านั้นแหละ ระเบิดกลางหมู่บ้านเลย แต่ก็ไม่มีใครเห็นว่าใครเป็นคนทำ ยอมรับเลยครับ" ร.ต.ท.ธนพล เยาวพักตร์ ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ชุดเฉพาะกิจ 112 (ผบ.นปพ.ฉก.112) ประจำหมู่บ้านมูนุงเล่าถึงประสิทธิภาพในการใช้มวลชนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

หลังอาศัยประสบการณ์ลองผิดลองถูกกับพื้นที่ปะแตมานานจนเริ่ม 'จับทาง' ได้ ร.ต.ท.ธนพลจึงหันมาเริ่มทำงานกับชาวบ้านเป็นหลักมากกว่าไปตระเวนหาตัวผู้กระทำผิด

"โจรก็จับนะครับ งานมวลชนก็ทำ ไม่ใช่ทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง" ผู้กองอธิบาย

เขาจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนตะแกรงที่ต้องกรองชาวบ้านในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อแยกผู้หลงผิดออกจากชาวบ้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดกลับมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

แบก็ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่ใช้ใจไปคว้าใจให้เขากลับมาอยู่ฝ่ายรัฐ

"วันนั้นผมอยู่ระหว่างหลบหนี เพราะเรารู้ตัวว่าเราทำผิดก็ต้องหนี ไปอยู่บ้านญาติ ผู้กองแกก็ตามไปถึงบ้าน กำลังนอนดูทีวีอยู่เลย" เขาเล่าพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากโดนจับ แบถูกส่งตัวไปสอบถามข้อมูล แล้วจึงปล่อยตัวกลับบ้าน ไม่ใช่เฉพาะแค่เขาคนเดียวเท่านั้น แต่แนวร่วมในหมู่บ้านอีกหลายคนก็ล้วนได้รับการปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกันคือ 'ใจแลกใจ' จนวันนี้ ชาวบ้านหันมาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หลายคนเข้าร่วมเป็นหน่วยคุ้มกันหมู่บ้าน ทำงานออกลาดตระเวนกับเจ้าหน้าที่ อีกทั้งเริ่มขยายผลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง

ประตูที่เคยปิดสนิททันทีหลังพระอาทิตย์ตก วันนี้ใต้แสงไฟทางยังมีเด็กๆ ออกมาวิ่งเล่น รวมทั้งการจับกลุ่มพูดคุยกันระหว่างเพื่อนบ้าน จากที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว

"เราต้องทำด้วยใจถึงจะทำได้ และถ้าเราให้ใจ เราก็จะได้ใจของชาวบ้านกลับมา เขาไม่อยากได้ลมปากจากเจ้าหน้าที่หรอกครับ แต่เขาอยากได้ใจของพวกเรามากกว่า" ร.ต.ท.ธนพลยืนยันชัดเจน

20 วันอันตราย
ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะซาไปจากความสนใจของผู้คนพอสมควร แต่ "ไม่มีข่าวไม่ได้หมายความว่าไม่มีเหตุ" ในห้วงเวลาเพียงแค่ 20 วันหลังโรงเรียนเปิดทำการสอน รอยเลือด และคราบน้ำตาก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง

18 พฤษภาคม (เปิดเทอมวันแรก)

- ระเบิดทหารพรานชุดลาดตระเวน รปภ.ครู บาดเจ็บ 2 นายที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา

- ระเบิดทหารชุด รปภ.ครู ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีทหารบาดเจ็บ 1 นาย

19 พฤษภาคม

- ยิงครูณัฐพล จะแน อายุ 42 ปี ครูโรงเรียนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ 6 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา เสียชีวิต (บุคลากรทางการศึกษาเสียชีวิตรายที่ 111 ในรอบ 5 ปีไฟใต้)

20 พฤษภาคม

- ฆ่าเผาสองหญิง (แม่สามีกับลูกสะใภ้) เสียชีวิตที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี (เป็นเหตุฆ่าเผาครั้งที่ 3 ในรอบปี 2552)

- จ่อยิงตำรวจ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิต

- ดักระเบิดทหารพรานที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย

25 พฤษภาคม

- วางระเบิดทหารหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 บนถนนในท้องที่หมู่ 1 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส บาดเจ็บ 3 นาย

- ระเบิดร้านคาราโอเกะที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

27 พฤษภาคม

- วางเพลิงและลอบวางระเบิด 9 จุดในเขตเทศบาลนครยะลา ส่วนใหญ่เป็นโกดังสินค้า ธนาคาร โชว์รูมรถยนต์ และห้างค้าปลีกท้องถิ่น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

- วิสามัญฆาตกรรม 2 วัยรุ่นแนวร่วมก่อความไม่สงบ ขณะลงจากภูเขามาเอาเสบียง ในท้องที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา

29 พฤษภาคม

- ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งในคดีไต่สวนการตาย 78 ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายม็อบตากใบ สรุปว่าผู้ตายขาดอากาศหายใจ ไม่พบเหตุร้ายอย่างอื่นทำให้ตาย และเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติราชการตามหน้าที่

29-31 พฤษภาคม

- เกิดเหตุรุนแรงประปรายทุกวัน แต่ที่สำคัญคือเหตุปะทะกับกลุ่มผู้ต้องสงสัยบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านตะบิ้ง หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นกลุ่มแนวร่วมกำลังฝึกทบทวนทางยุทธวิธี ผลการปะทะฝ่ายผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 1 ราย จับได้ 6 คน มีม็อบชาวบ้านประท้วงระบุว่าเป็นเหตุยิงทิ้ง ไม่ใช่ยิงปะทะ

2 มิถุนายน

- คนร้ายแต่งกายเลียนแบบทหารพราน ยิงครูตั้งครรภ์ 8 เดือน (นางอัจฉราพร เทพษร) เสียชีวิตพร้อมเพื่อนครู (นางวารุณี นะวะกะ) ครูโรงเรียนบ้านดุซงยอ และโรงเรียนบ้านริแง อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เหตุเกิดที่บ้านเจ๊ะเก หมู่ 4 ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ขณะครูทั้งสองนั่งอยู่ในรถกระบะพร้อมครูคนอื่นรวม 6 คน เพื่อเดินทางกลับบ้าน (เป็นครูรายที่ 112 กับ 113 ที่เสียชีวิตตลอด 5 ปีไฟใต้ และเสียชีวิตเป็นศพที่ 2 กับ 3 ใน 14 วัน)

4 มิถุนายน

- ลอบวางระเบิดตำรวจชุด รปภ.ครู ที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ทำให้ครูสาวสองพี่น้องได้รับบาดเจ็บสาหัส (น.ส.จริยา และ น.ส.ภิวัลย์ สุวรรณเขต ครูโรงเรียนบ้านละหาน อ.สุไหงปาดี)

- ระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด รปภ.ครู ที่ ต.โกตาบารู อ.รามัน จ.ยะลา กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

5 มิถุนายน

- ระเบิดทหารพรานเสียชีวิต 2 นาย ที่ ต.มะนังดาลำ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

6 มิถุนายน

- ยิงครูเสียชีวิตอีก 1 รายที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คือนายมะตอเฮ ยามา อายุ 52 ปี รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปาลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ (เป็นครูรายที่ 4 ที่เสียชีวิตในรอบ 20 วัน และเป็นรายที่ 114 ตลอด 5 ปีไฟใต้)

7 มิถุนายน

- ยิง อส.ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 นายที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เพื่อล่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก่อนกดระเบิดคาร์บอมบ์กลางชุมชนหอนาฬิกากลาง ทำให้มีชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 19 คน และหนึ่งใน อส.ที่ถูกยิงตอนแรก สิ้นใจ 1 คน

8 มิถุนายน

- ดักระเบิดทหารชุดลาดตระเวนล่วงหน้าของชุด รปภ.ครู ที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ได้รับบาดเจ็บ 9 นาย

- วางระเบิดรถฮัมวีที่ อ.กรงปินัง จ.ยะลา ซึ่งเป็นชุดลาดตระเวนล่วงหน้าให้กับชุด รปภ.ครู ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

- คนร้ายสวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า พร้อมอาวุธสงครามครบมือ บุกเข้าไปกราดยิงชาวบ้านถึงในมัสยิดบ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
Read more ...

พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร

18 มิ.ย. 2552





1 ใน 3 ทรราชย์ ยุค 14 ต.ค.16

ถนอม เป็นนายก

ประภาส เป็นมือขวา

ณรงค์ เป็นลูกถนอม เป็นมือทำงานให้ถนอม และเป็นลูกเขยของประภาส

ถูกกล่าวหาว่า ยิง ผู้ชุมนุม จาก ฮ.
Read more ...