รศ.นพ.ชัยชน โลว์เจริญกูล

30 มี.ค. 2554
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล

หัวหน้าสาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักครบวงจรในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล 

เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร โดยเป็นบุตรของนายอำพัน กับนางสมสุข โลว์เจริญกุล โดยบิดาทำงานบริษัท ส่วนมารดาเป็นแม่บ้าน โดยตาของเขาอพยพมาจากประเทศจีน ทั้งยังเคยสอนภาษาไทยด้วย โดยตาและบิดาของเขาชอบศิลปะและธรรมชาติ

ปัจจุบันได้ถวายการดูแลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เปรียบเสมือนกัลยาณมิตร โดยใช้วิธีการรักษาด้วยยาและธรรมโอสถ โดยมีทั้งพระสงฆ์และเขาที่คอยถวายคำแนะนำด้วย
Read more ...

หนึ่งเทพ อีมิเน้นท์แอร์

29 มี.ค. 2554
เมื่อ 29 มี.ค.2554

หนึ่งเทพ อิมิเน้นท์แอร์

เป็นนักชกจาก ราชบุรี ฝีมือเชิงชกจัดจ้าน เหลี่ยมมวยเหลือร้าย ลูกเข่าแหลม หนักหน่วง

ประวัติการชก 

เมื่อ 11 ก.ค.2553 ชนะน็อค ยก 3 กิ่งซาง มาโนโปรวิต ที่เวทีมวยช่อง 7 (แทงเข่าซ้ายเข้าชายโครงขวา)

เมื่อ 5 ธ.ค.2553 ชนะคะแนนพนมรุ้งเล็ก เกียรติหมู่ 9 ที่เวทีมวยลุมพินี

เมื่อ 23 ม.ค.2554 ชนะคะแนน วีระชัย ว.วิวัฒนานนท์ ที่เวทีมวยช่อง 7

เมื่อ 15 ก.พ.2554 แพ้คะแนน เพชรพนมรุ้ง ส.ธรรมรังสี ที่เวทีมวยลุมพินี

เมื่อ 29 มี.ค.2554 ชนะคะแนน พนมรุ้งเล็ก เกีียรติหมู่ 9 ที่เวทีลุมพินี
Read more ...

สมคิด ลวางกูร

12 มี.ค. 2554
เกิดที่กรุงเทพฯ โรงพยาบาลหญิง แต่ไปโตที่สุพรรณบุรีมีน้อง 2 คน พ่อตาย ฐานะทางบ้าน ยากจนมาก แม่ เป็นพนักงานโรงงานทอผ้า หาได้ ไม่พอให้ลูกกิน

ผมเลยต้องไปอยู่วัด อาศัยพระกิน ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ น้อง 2 คน ไปอยู่กับยายที่สุพรรณ วัดบ้านนอก อาหารการกิน ไม่สมบูรณ์ พระต้องฉันครึ่งท้อง เหลือไว้ให้เด็กวัด ครึ่งท้อง น้อยมื้อ น้อยวัน ที่ได้กินข้าวอิ่มครบ 3 มื้อ

เรื่องขนม นมเนย หรืออาหารรสชาติพิเศษไม่ต้องพูดถึง ไม่มีโอกาสตกถึงลำไส้มีสิทธิ์แค่ ยืนมองเขากิน แล้วทำท่า น้ำลายไหล บางครั้งทนอยากไม่ไหว เก็บลูกชิ้นที่เขาทำตกพื้นเอามือปัดเศษดินออก แล้วแอบกิน

ผมชอบยืนมองเครื่องบิน ไม่ใช่หมาเห็นเครื่องบินแต่เป็นเด็กวัดเห็นเครื่องบินใฝ่ฝัน อยากเป็นสจ๊วต อยากเป็นนักบินอยากทำงานบนเครื่องบิน อยากพูดภาษาอังกฤษได้อยากไปเที่ยวต่างประเทศ

สุดท้าย มานั่งคิดว่าถ้ายังขืนวิ่งเล่น สนุกสนานอย่างนี้ต่อไปอนาคตคงต้อง เลี้ยงควายแน่เลยตัดสินใจว่า จะบวชเณร แล้วเรียนทางธรรม

กำลังเตรียมตัวจะบวช พอดี เจ้าอาวาสอีกวัดหนึ่ง มาเจอเข้าถามว่า อยากเรียนต่อไหมที่วัดของท่าน เพิ่งเปิดชั้น ป.5 ปีนี้เป็นปีแรก นักเรียนมีน้อยผมบอกว่า ไม่มีตังค์ท่านบอกว่า จะส่งให้เรียนเองผมตอบแบบไม่ต้องคิด ไป

เป็นเด็กต่างถิ่น ข้ามถิ่นมาคนเดียวถูกเจ้าถิ่นรังแก พาพวกมาชกกันแทบทุกวันปากแตก หน้าตาบวมปูดแรก ๆ กลัว ชกบ่อย ๆ เข้า หายกลัวแรก ๆ เจ็บ ชกบ่อย ๆ เข้า กลายเป็นมันช่วงหลังรู้สึกสนุกที่ได้ชกหน้าคน

ช่วงนั้น ต้องรับจ้างเขาตักน้ำเลี้ยงหมูได้วันละ 50 สตางค์เป็นกระเป๋าสองแถว ช่วยขนของแบกของในวันเสาร์ – อาทิตย์ ได้วันละ 2 บาท

พอขึ้น ป.7ตัดสินใจ เป็นนักมวย ขึ้นชกมวย ได้ครั้งละ 20 บาทส่งเงินให้แม่ เพื่อส่งให้น้องเรียนชกมวยอยู่ 4 ปี ไม่บอกให้แม่รู้แม่สงสัยว่า ไปเอาเงินมาจากไหนบอกว่า รับจ้างเป็นกระเป๋ารถสองแถว

3 ปีหลัง ต้องไปเรียนในตัวอำเภอซ้อมมวยเสร็จ ไม่มีรถกลับต้องวิ่งกลับวัด วันละ 6 กิโล ทุกวัน

ซ้อมมวยเสร็จ 6 โมงครึ่ง กลับถึงวัดเกือบ 2 ทุ่มข้าวเพื่อนเก็บไว้ให้ บูด เน่า หมดแล้วต้องเอาไปล้างน้ำ เอายางเหนียว ๆ ออกสรงให้แห้ง เอาน้ำปลาราดแกง เลือกเฉพาะเนื้อ และผัก ล้างน้ำ เอามาคลุกข้าวกิน ด้วยความอร่อยบางวัน มีแต่ข้าว ไม่มีแกงต้องไปเก็บผักบุ้งในนา มาจิ้มน้ำปลากิน

ตอนลำบากสุด ๆ บอกกับเพื่อนว่า มึงจำคำพูดของกูไว้กูจะมีเงินล้านให้ได้ ก่อนอายุ 25 ปี เพื่อนหัวเราะ เยี่ยวแตกเยี่ยวแตนข้าว ยังไม่มีจะกิน ฝัน จะมีเงินล้าน เออ มึงจำคำพูดกูไว้ ก็แล้วกัน

ออกจากวัด เมื่ออายุ 17 ปี จบ มศ.3 รวมอยู่วัดทั้งสิ้น 15 ปีเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตั้งใจว่าจะไปสมัครเข้าค่ายมวย พรทวี ตอนนั้น วิชาญน้อย พรทวี กำลังดังมาก

แต่วันหนึ่ง ก่อนเข้ากรุงเทพฯ ไปชกมวยงานสงกรานต์ที่เวทีชั่วคราว ข้างบ้าน น้องชายมาเห็นเข้า ไปตามแม่มาดู แม่เอาไม้มาไล่ตีผมกำลังชกอยู่บนเวที ก็ชกด้วย วิ่งหนีไปด้วยแม่ตีผมไม่ได้ ก็ไล่ตีครูมวย พี่เลี้ยงพอลงจากเวที แม่ขอร้องให้เลิกชกแม่บอกว่า แม่เลี้ยงลูกของแม่มาถนอมเหมือนไข่ในหิน ยุงสักตัว แม่ก็ไม่ให้กัดนี่มาเห็นคนอื่น เขาชก เขาต่อย เห็นเขาทำร้ายลูกของแม่แล้วแม่ใจจะขาด แม่ทนดูไม่ได้ ขอร้องให้ผมเลิก

มวย เป็นกีฬาที่ผมรักที่สุดในชีวิตตั้งความหวังว่า จะไปให้ถึง แชมป์โลกเป็นวิธีเดียว ที่จะทำให้คนจน รวยได้ โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนแต่ ผมกลัวแม่เสียใจ เลยเลิกชกมวยตั้งแต่วันนั้น

ไปสมัครงาน เป็นพนักงานเสิร์ฟ ตามสวนอาหารขอทำงานเฉพาะกลางคืน กลางวันจะเรียนไม่มีใครเขารับ ต้องขอว่า ไม่รับเงินเดือนขอกินอาหารฟรี และขอทิปที่แขกให้เท่านั้นพอ ถึงได้งานทำแล้วจึงไปสมัครเรียนหนังสือ

ต้องขยันสุด ๆ ถึงจะได้ทิปวันละ 25 – 30 บาทบางวันฟลุก ก็ได้ถึง 50 บาท 70 บาทค่าเช่าบ้าน ค่ารถ ค่ากิน ค่าเทอม ไม่พอต้องกลับไปวัด ไปของเงินหลวงพ่อ มาจ่ายค่าเทอมอีกไม่มีเงินส่งน้องเรียนช่วงที่ยากจนสุด ๆ เคยแย่งอาหารจากหมากิน

เปลี่ยนงาน ไปเสิร์ฟในอาบอบนวด ได้เงินมากกว่าเหมือนเดิม คือ ขอทำงานเฉพาะกลางคืน ไม่เอาเงินเดือนขยันเต็มที่ ได้ทิปวันละ 200 – 300 บาทศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ ได้ 500 บาทได้เงินส่งให้แม่ เป็นกอบเป็นกำซ่อมแซมบ้านใหม่ สร้างห้องน้ำใหม่ซื้อของใช้จำเป็น ซื้อเสื้อผ้าให้น้อง ชีวิตเริ่มดีขึ้นดีได้ไม่นาน สังคมตรงนั้น มีแต่อบายมุขภูมิต้านทานจากการอยู่วัด 15 ปี ต้านทานอยู่ได้แค่ 2 ปี

หลังจากนั้นผมติดเหล้า ติดการพนัน เที่ยวกลางคืน ผู้หญิงเพียบคบเพื่อนนักเลง อยู่ในดงนักเลง กินเหล้าวันละกลม ทุกเย็นบ่าย 3 โมง ไม่ได้กินเหล้า มือสั่น ความเลวทุกชนิด ทดลองหมด

เช้าไปเรียน บ่ายซ้อมกีฬาเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อของโรงเรียน ได้รองแชมป์ กทม.เย็นทำงาน 5 ทุ่มเมา เที่ยวจนถึงตี 3นอน ไม่เคยเป็นที่ แล้วแต่วันไหนใครจะลากไปไหนเช้าตื่น 6 โมงเช้า ไปเรียนหนังสือ

ช่วงหนึ่งแม่ทนเห็นสภาพอย่างนี้ไม่ได้โทรตามให้ไปคุยด้วย ผมไปพบแม่ทุกครั้งที่โทรมาแต่ทุกครั้งที่ไปหาแม่ ตลอด 3 ปีเต็ม ๆไม่เคยคุยกับแม่รู้เรื่อง เพราะเมา ยืนไม่อยู่แม่เห็นสภาพ ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดเห็นน้ำตาแม่ แล้วสงสารและเสียใจ ที่ทำให้แม่ต้องร้องไห้ตั้งใจเลิกทุกอย่าง กลับมาเป็นคนดี

แต่เลิกได้ไม่เกิน 1 อาทิตย์ เพื่อนมาลากเข้าวงอีกจนได้ใช้เวลาเลิกอยู่ 3 ปี ไม่สำเร็จสุดท้าย ตัดสินใจ สมัครเป็นทหารเกณฑ์อยู่ในกรมทหาร 3 เดือน ช่วงเป็นทหารใหม่ออกไปไหนไม่ได้ คงเลิกอบายมุขทั้งหมดได้เขาส่งไปประจำที่ ม.พัน 4 รอ เกียกกายเพราะมาอยู่ที่นี่ จึงทำให้รู้จักพ.อ. มนูญ รูปขจร ผู้บังคับกองพัน ได้ดีนับถือน้ำใจของ นายทหารม้าคนนี้และเข้าใจ ว่าทำไมลูกน้องถึงรักทุกคนขนาดไม่คุมอำนาจแล้ว ลูกน้องยังยกกำลัง ไปช่วยปฏิวัติ

ฝึกเสร็จ 3 เดือน พอดีช่วงนั้น เขมรแตกผู้บังคับกองร้อย เรียกไปเซ็นพินัยกรรมถามว่า ถ้าเราตาย มรดกที่มีทั้งหมดมอบให้ใครถูกส่งไปอยู่ชายแดน สระแก้วกลางคืน มีเสียงปืนกล่อมนอนตลอดคืน

นั่งคิดว่า เรานี่ ทำไมมาตายตั้งแต่ยังหนุ่มแต่ก็มาด้วยความยินดี และเต็มใจนะเพราะ ได้รับการปลุกใจว่า เรามาตาย เพื่อชาติตายอย่างวีรบุรุษ ตายอย่างผู้กล้าเราตาย เพื่อให้พี่น้องของเรา อยู่อย่างมีสุขชายชาติทหาร ตายเสียดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้รู้สึกมีเกียรติ ชีวิตมีค่า

ผมยังจำได้แม่นยำ จนถึงบัดนี้คนที่ปลุกให้พวกเราฮึกเหิมยอมตาย และเต็มใจมาตายเพื่อชาติได้ คือ ร.ท. อุเทน ทับโพธิ์ สุดยอดจริง ๆ

อยู่ชายแดนได้ไม่ถึงเดือนผมถูกเรียกตัวกลับมากรุงเทพฯ อยู่สาย 4 ส่งกำลังบำรุงคอยทำหน้าที่ส่งอาวุธ และอาหาร ให้หน่วยที่อยู่ชายแดนเจ้านายรักมาก เข้าใจคน ทำงานดี รวดเร็วทำเรื่องขอบรรจุ และแต่งตั้งยศให้

ช่วงนั้น แม่ ไปทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กและทำครัวให้เลขาผู้อำนวยการใหญ่ ของการบินไทยเจ้านายมาถามแม่ว่า
ลูกชายเรียนจบหรือยัง
จบแล้วค่ะ
เข้าการบินไทยไหม เขากำลังเปิดรับสมัคร
แม่ไม่ถามผมสักคำ ตอบตกลงทันที

ผมไปสอบที่การบินไทยเขาเห็นว่าผมมีประสบการณ์ด้านอาหารมาเกือบ 10 ปีเลยส่งไปอยู่แผนก ครัวการบิน

เลยต้องระงับเรื่องการขอแต่งตั้งยศและอำลาชีวิตทหาร ซึ่งผมรักมากมาอยู่กับ เจ้าจำปี การบินไทย

ตอนนั้น โก้มากพนักงานการบินไทยน่าจะมีประมาณแค่ 4 – 5 พันคน คน 60 ล้าน เราเป็น 1 ใน 5 พันคน พอมีจำปีติดหน้าอก อะไรก็ดูดีไปหมด สาว ก็ไม่ต้องจีบ มาจีบเราเองไปไหน คนก็ให้เกียรติ ยินดีต้อนรับน้องสาว น้องชายทั้ง 2 คน พอเรียนจบ ก็เข้าการบินไทย ตามไปตกลง ลูกคนรับใช้ ยากจน ได้ทำงานการบินไทย ทั้ง 3 คนนี่แหละ บารมีแม่ มือที่แม่ปั้น

ผมทำที่การบินไทยได้ 2 ปี สแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงให้การบินไทยอยู่ 20 ปี ตั้งแต่ตอนที่เปิดสายการบินใหม่ หมดสัญญากับการบินไทยพอดี ประกาศรับทีมงาน ไปบริหารสนามบิน ที่เปิดใหม่ ทั่วโลก

ตอนนั้น สแกนดิเนเวียน ได้ชื่อว่า เป็นบริษัทที่บริหารสายการบิน และโรงแรมที่เก่งที่สุดในโลก มีระบบที่ดีที่สุดในโลกขณะที่เป็นพี่เลี้ยงการบินไทย2 ปีที่ผมอยู่ การบินไทยติด 1 ใน 3 ของโลกทั้ง 2 ปีเป็นแอร์ไลน์ที่ดีที่สุด 1 ใน 3 ของโลก

ผมอยากรู้ อยากได้ประสบการณ์การบริหารแบบมืออาชีพว่าเขาทำกันยังไง ถึงดีที่สุดในโลก เก่งที่สุดในโลกอยากเป็นนักบริหารมืออาชีพ อยากเป็นคนเก่งกับเขาบ้างเลยลาออกจากการบินไทยไปอยู่กับ SAS ประจำอยู่ต่างประเทศ 6 ปีได้ประสบการณ์เพียบเข้าไปวางแผนและบริหารสนามบินใหม่ใหญ่ที่สุดในโลก 2 สนามบิน ได้รับคำยกย่องชมเชย มากมายเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนบ่อยมากจนต้องขอร้องให้หยุด เพราะมีปัญหาเรื่องภาษา

ตลอด 6 ปี ใช้เงินน้อยมาก เพราะบริษัทมีสวัสดิการ ดีมากเสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย อาหารการกินท่องเที่ยว พักผ่อน จ่ายให้หมด เลยไม่ต้องใช้เงินแม่ ส่งน้ำพริกเผาไปให้ตลอดให้น้องสาว ฝากเครื่องบินไปให้พออายุ 25 ปี มีเงินสดในธนาคารครบ 1 ล้านบาทพอดีกับบ้าน 1 หลัง รถยนต์ 1 คันทนคิดถึงบ้านไม่ไหวประกอบกับ อยากมีครอบครัว จึงลาออก

สรุปว่า ที่ตั้งเป้าชีวิตไว้ 4 อย่าง คืออยากเป็นสจ๊วต กัปตัน ทำงานบนเครื่องบินไม่ได้เป็น แต่ได้ทำงานสายการบิน ทำงานอยู่กับเครื่องบิน

อยากพูดภาษาอังกฤษได้ก็พอพูดรู้เรื่อง ไปหากินต่างประเทศได้

อยากไปเที่ยวต่างประเทศได้ไป 4 – 5 ประเทศ ในขณะทำงานสายการบิน

อยากมีเงิน 1 ล้านบาท ก่อนอายุ 25 ปีได้ครบ ตามที่ตั้งเป้าไว้

ตอนที่หนีออกมาจากอาบอบนวด ปฏิญานกับตนเองไว้ว่าจะไม่ถูกต้องตัวผู้หญิง และเหล้าเลย 4 ปี ปรากฏว่า เลยกำหนดที่ปฏิญานไว้ 4 ปี นี่ 8 ปีแล้ว ไม่เคยผ่านมือหญิงใดอีกเลยเจ้าหน้าที่สายการบิน แอร์โฮสเตส มาทอดสะพานให้เยอะแต่ใจแข็ง ไม่อยากให้แม่เสียใจจนถึงขณะนี้ เหล้า บุหรี่ การพนัน เที่ยวเตร่หยุดหมด

กลับมาถึงกรุงเทพฯ เบื่อสังคมเข้าไปอยู่ป่า เงียบ ๆ ที่หลังเขาเมืองกาญจน์ 3 ปีจากนั้น จึงมารับจ้างบริหาร วางระบบและแก้ปัญหาให้กับบริษัทหรือองค์กรที่มีปัญหา

ในช่วง 10 ปีหลัง เป็น GM ให้กับหลายบริษัทวางระบบ ทำแผน และบริหารเพิ่มยอดขาย จากปีละ 25 ล้าน เป็น 100 กว่าล้านจากเดือนละ 13 ล้าน เป็นเดือนละ 75 ล้านเอาประสบการณ์จาก SAS มาประยุกต์ใช้ประสบความสำเร็จ สูงมากรับเงินเดือน เดือนละค่อนแสน ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวเรือชามละ 2 บาทเมื่อตอนอายุ 30 ต้น ๆ ปี 2532ทำให้แม่ภาคภูมิใจ และมีความสุขมากคุยไปทั่วจังหวัดสุพรรณบุรี

แต่การตั้งเป้าที่สูงมาก ถึงแม้จะเป็นความท้าทายแต่ผลเสียก็มีตามมา คือ ผมต้องทำงานหนักมากเช้า ประชุมตามงานให้เป็นไปตามแผนบ่าย ประชุมกับหน่วยงานภายนอก เย็น เซ็นเอกสาร กลางคืน ปรึกษางานกับเจ้าของบริษัท กลับถึงบ้าน 5 ทุ่ม อาบน้ำเสร็จ เอาแผนมานั่งดูวางแผน เขียนแผน ปรับแผน จนถึงตี 2 ตี 3 จึงเข้านอนเป็นอย่างนี้ทุกวัน

แล้วที่สำคัญ เดินทางเยอะมากต้องเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ได้หยุดได้หย่อน จนเห็นเครื่องบินแล้วอยากจะอ้วกมีความรู้สึกว่า ตัวเองใช้ชีวิต ทารุณเกินไป
ขืนทำงานอย่างนี้ คงอยู่ได้อีกไม่เกิน 10 ปีจึงตัดสินใจ หยุดออกมาทำธุรกิจของตัวเอง เอาแค่พอกิน ไม่อดตายแต่ชีวิตมีความสุข พอแล้ว

ออกมาเปิดบริษัท ทำเทปเพลงอยู่ระยะหนึ่งแล้วเปลี่ยนไปทำทอล์กโชว์สร้างนักพูด จนโด่งดังหลายคนเช่น พ.อ.นพ. พงศักดิ์ ตั้งคณา นพ. สุกมล วิภาวีพลกุล 2 ทนายซ่าส์ ทนายวันชัย สอนศิริ ทนายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช

ตอนนี้ อยากเกษียณตัวเอง เลยมานั่งเขียนหนังสือ ตอนเย็นก็เล่นกีฬา แบดมินตัน มีความสุขดีอนาคต จะเป็นตัวกำหนด ถ้าเขียนหนังสือ แล้วไม่อดตาย จะทนเขียนต่อไป

นี่คือประวัติ แบบย่อที่สุดในชีวิต
Read more ...

ท่านวิสเคาน์ ฟรองซัว เรอเน่ เดอ ชาโตบริออง (Vicomte François René de Chateaubriand)

8 มี.ค. 2554
โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เอาภาพมาสุสานริมมหาสมุทรแอตแลนติคมาให้ผ่อนคลาย
นี่คือสุสานของคนที่เคยคลั่งเจ้าชอบเอาสถาบันมาอ้างเพื่อทำร้ายคนอื่น ด้วยตรรกะที่วิบัติมาตลอดในวัยหนุ่มของชีวิต เขามีชื่อว่า


ท่านวิสเคาน์ ฟรองซัว เรอเน่ เดอ ชาโตบริออง (Vicomte François René de Chateaubriand)

ถือว่าเป็นอำมาตย์ตัวพ่อของฝรั่งเศส ต่อต้านแนวคิดก้าวหน้ามาตลอด และยังชอบเผด็จการทหารแบบนโปเลียนด้วย แต่สุดท้าย เขาตาสว่างในยุคที่มีการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส ในปี คศ1815-1830 หลังจากนั้นมา ชีวิตเขามีแต่ความระทมทุกข์มาตอลดที่นิยมเผด็จการ และ การคลั่งเจ้า เอาสถาบันไปทำร้ายผู้อื่น

เขาไม่มีความภูมิใจในการกระทำของตนเองในอดีตมาตลอดเลย จนชาโตบริยองเสียชีวิตในปี คศ 1848 ที่ปารีส และเขาขอให้ญาตินำศพไปฝังที่เมือง แซงต์ มาโลที่บ้านเกิดของเขา และให้สลักบทประพันธ์ที่มีชื่อว่า ความทรงจำแห่งหลุมฝังศพอันไกลโพ้น(Mémoires d’outre-tombe ) บนหลุมศพของเขา

หากใครไปเที่ยว จะเห็นคำสารภาพบาปที่เขาได้เคยคลั่งเจ้า คลั่งเผด็จการทหาร จนทำให้ประเทศฝรั่งเศส วอดวายไม่ก้าวหน้าเป็นครึ่งศตวรรษ

หลังจากมีการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 ชาโตบริอองไม่เคยภูมิใจในการกระทำของตน ได้แต่เสียใจจนต้องแต่งกลอนออกมาบนหลุมศพของเขา โดยถ้อยคำที่เตือนสติคนรุ่นหลังว่า อย่าคลั่งสถาบันจนเอาสถาบันมาทำร้ายผู้อื่น และอย่าคลั่งเผด็จการ พร้อมชี้ให้เห็นโทษของเผด็จการแก่ผู้ที่ผ่านไปอ่านกลอนบนหลุมศพของเขานี้

"หลุมศพของชาโตบริอองในภาพ อยู่ที่เมือง แซงต์ มาโล(Saint Malo) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ในแคว้น เบรอตาญ หรือ บริทานี บนหมู่เกาะ กรองด์ เบ ริมชายหาดอันสวยงามของมหาสมุทร แอตแลนติค
Read more ...